- หน้าแรก
- ผู้เฝ้ายามแห่งต้าซาง ยอดกวีสะท้านภพ
- บทที่ 139 หนึ่งคนครองหนึ่งฉบับ
บทที่ 139 หนึ่งคนครองหนึ่งฉบับ
บทที่ 139 หนึ่งคนครองหนึ่งฉบับ
เพียงสองเค่อต่อมานกกระเรียนทองคำก็บินกลับมา มันคือจดหมายตอบกลับจากหลินซู เมื่อเปิดกระดาษทองคำออกบทลำนำบทหนึ่งก็สำแดงรัศมีอิ๋นกวงเจิดจ้า!
ตลอดทั้งบทลำนำ หลินซูแก้ไขเพียงเจ็ดอักขระเท่านั้น! เพียงเจ็ดอักขระก็เปลี่ยนให้กลายเป็นลำนำแสงเงิน
ฉวี่เจ๋อใจสั่นสะท้านด้วยความตื่นเต้นเขาทอดสายตามองไปยังทิศตะวันตกเฉียงใต้พลางน้อมกายคำนับอย่างลึกซึ้ง "น้องเขย ข้าอยากจะพบหน้ายอดคนในตำนานผู้นี้เหลือเกิน ปรมาจารย์เจ็ดอักษรโดยแท้!"
ฉวี่เหวินตงได้รับลำนำบทนี้ไป ดวงตาก็ทอประกายแห่งความหวัง 'หมากตานี้เดินถูกหรือผิดกันแน่? ไม่ว่าอย่างไรจนถึงยามนี้ทุกย่างก้าวยังคงราบรื่นไร้อุปสรรค!'
ทว่าเป่าซานที่ท่องเที่ยวไปทั่วเมืองหลวงเพื่อเยี่ยมเยียนสหายเก่าในช่วงเวลาที่ผ่านมากลับต้องแบกรับความขุ่นเคืองไว้เต็มอก
บรรดาสหายเก่าในอดีตบ้างก็ปิดประตูไม่ยอมพบ บ้างก็ตอบรับอย่างเสียมิได้ แผนการที่เขาเคยนึกเอาเองว่า 'จะใช้หลินซูเป็นเหยื่อล่อเพื่อดึงพรรคพวกมาเป็นพันธมิตร' นั้นมิได้ประสบความสำเร็จแม้แต่น้อย หนำซ้ำยังชักนำความยุ่งยากมาให้อีกกองพะเนิน
เพียงวันที่สี่ที่เขามาถึงเมืองหลวงข่าวลือเรื่องหนึ่งก็แพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลวง ว่าท่านปราชญ์เป่าซานเดินทางรอนแรมหมื่นลี้มายังเมืองหลวงเพื่อสู่ขอสตรีให้แก่หลินซูแห่งเมืองไห่หนิง โดยไปพบทั้งอัครเสนาบดีลู่เทียนฉง และเจ้ากรมตรวจการต้วนซานเกา ทว่าทั้งสองกลับปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย
ผู้ที่ได้ยินข่าวต่างพากันหัวเราะเยาะ ผู้มีชื่อเสียงเลื่องลือกระนั้นหรือ? ยอดอัจฉริยะแห่งวิถีอักษรกระนั้นหรือ? ก็เป็นเพียงผู้ที่ทะเยอทะยานประจบสอพลอผู้มีอำนาจคนหนึ่งเท่านั้น!
เกี่ยวกับวิถีอักษรของหลินซูมีข่าวลือหนาหูว่าบทกวีและลำนำในอดีตของหลินซูมิได้เขียนขึ้นด้วยตนเอง ทว่ามาจากเจ็ดสิบสองซือเหยแห่งจวนโหว หนำซ้ำยังมีผู้ระบุชื่อเสียงเรียงนามของซือเหยแต่ละคนว่าใครเป็นผู้รังสรรค์บทไหนอีกด้วย
ว่ากันว่าเหล่าซือเหยเหล่านั้นช่างซื่อสัตย์ต่อจวนโหวติ้งหนานยิ่งนัก เพื่อส่งเสริมบุตรหลานตระกูลหลินพวกเขายอมเป็นวีรบุรุษไร้นามไปตลอดชีวิต ทว่าจวนโหวกลับกระทำเรื่องต่ำช้า เจ้าลองทายดูสิว่าหลินติ้งหนานทำอย่างไร? หลังจากได้รับผลงานเหล่านั้นมาแล้วเขาก็สั่งสังหารซือเหยทั้งเจ็ดสิบสองคนจนสิ้นเพื่อทำลายหลักฐานและปิดปากไปตลอดกาล
ผู้ฟังต่างพากันใจหายวาบ 'เรื่องเช่นนี้มีอยู่จริงหรือ?'
ผู้ปล่อยข่าวเอ่ยว่าเจ้าลองตรองดูเถิด บทกวีของหลินซูเจ้าหัวขโมยอักษรผู้นี้แต่ละบทล้วนมีสไตล์ที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง จะเหมือนกับผลงานที่เขียนขึ้นโดยชายหนุ่มที่อายุยังไม่ถึงยี่สิบปีได้อย่างไร?
เมื่อทุกคนลองพินิจพิจารณาดูอย่างละเอียดก็พบว่าเป็นเช่นนั้นจริงๆ! ดังนั้นทั่วทั้งเมืองหลวงจึงแพร่สะพัดไปด้วยข่าวที่ว่าหลินซูคือหัวขโมยอักษร
กระแสเรียกร้องให้ยกเลิกสิทธิการสอบเตี้ยนซื่อของหลินซูค่อยๆ กลายเป็นกระแสหลักภายในเมืองหลวง
ณ ชานเมืองทิศตะวันตกจวนหลิวหลิ่ว ยามนี้ใบหลิวเริ่มพลิ้วไหวจางๆ จางฮ่าวหรานรับฟังข่าวสารที่สาวใช้นำมาแจ้งพลางขมวดคิ้วมุ่น
เขาสะบัดมือให้สาวใช้ถอยออกไปพลันปรากฏร่างของสตรีที่งามหยดย้อยยิ่งกว่ามวลบุปผาขึ้นตรงหน้า นางก็คือจางอี้อวี่นั่นเอง
"ข่าวลือเหล่านี้ท่านเชื่อหรือไม่?" จางอี้อวี่เอ่ยถาม
จางฮ่าวหรานนิ่งเงียบไปนาน "บทกวีของเขาบางคราก็องอาจห้าวหาญ บางคราก็อาลัยอาวรณ์ลึกซึ้งถึงกระดูก บางคราก็มีกลิ่นอายที่ว่างเปล่าราวกับหลุดพ้นจากโลก และบางคราก็เปี่ยมไปด้วยความเด็ดเดี่ยวแห่งการเข่นฆ่า"
"ดูอย่างไรก็มิใช่ผลงานจากปลายพู่กันของคนเพียงคนเดียว ทว่า... วิถีลำนำนั้นเพิ่งจะถูกรังสรรค์ขึ้นใหม่หลังจากจวนโหวล่มสลายไปแล้ว แม้เขาจะมีซือเหยทั้งเจ็ดสิบสองคนจริง ทว่าจะมีซือเหยคนใดที่สามารถทิ้งลำนำสืบทอดชั่วกาลนานอย่าง 'เชวี่ยเฉียวเซียน' ไว้ให้เขาก่อนที่วิถีลำนำจะถูกเปิดออกได้เล่า?"
'นั่นสิ ตามที่ข่าวลือว่าไว้ซือเหยทั้งเจ็ดสิบสองคนนั้นถูกสังหารไปก่อนที่วิถีลำนำจะถูกเปิดเสียอีก แล้วใครจะมีพรสวรรค์ถึงเพียงนั้นในการรังสรรค์ลำนำระดับอมตะสืบทอดชั่วกาลนานขึ้นมาได้?'
ขอเพียงลำนำระดับอมตะนั้นเป็นผลงานที่เขาเขียนขึ้นเองข้อกังขาอื่นๆ ทั้งหมดก็ย่อมมลายหายไป ผู้ที่สามารถรังสรรค์ลำนำระดับอมตะได้ย่อมไม่แปลกที่จะเขียนบทกวีหลากสีออกมาได้มากมายเพียงนั้น
"ยังมี... นิยายอีก!" จางอี้อวี่กล่าว "เขาใช้ความเรียงเรื่อง 'ตำนานนางพญางูขาว' เพื่อเปิดเส้นทางอักษรบทใหม่ ความสามารถเช่นนี้เป็นสิ่งที่ซือเหยจะกระทำได้อย่างนั้นหรือ? หากมีซือเหยในตำนานที่เก่งกาจถึงเพียงนั้นจริงคนผู้นั้นคงมีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วใต้หล้านานแล้ว จะมาอยู่อย่างไร้ชื่อเสียงเรียงนามได้อย่างไร?"
"นิยาย... แท้จริงแล้วมันคือสิ่งใดกันแน่?"
"มีข่าวส่งมาจากเมืองไห่หนิงว่ามันคือเรื่องราวที่งดงามและกินใจยิ่งนัก! บางทีข้าควรจะเดินทางไปยังเมืองไห่หนิงสักคราเพื่อไปยลโฉม 'ตำนานนางพญางูขาว' ด้วยตาตนเอง"
เมื่อเห็นประกายไฟในดวงตาของน้องสาวจางฮ่าวหรานก็ชะงักไปครู่หนึ่ง...
ภายในห้องหนังสือชายชราสองคนนั่งประจันหน้ากัน หนึ่งคือผู้นำตระกูลฉวี่ฉวี่เหวินตงและอีกหนึ่งคือเจ้าของเร้นลับแห่งจวนหลิวหลิ่วจางจวีเจิ้ง
จางจวีเจิ้งผู้ดำรงตำแหน่งเหวินหยวนเก๋อต้าเสวียซื่อมีฐานะและตำแหน่งที่สูงส่งยิ่ง
ฉวี่เหวินตงวางถ้วยชาลง "ท่านจวีเจิ้ง แม่นางอี้อวี่ในจวนของท่านปีนี้ก็มีอายุครบสิบเก้าปีแล้วใช่หรือไม่?"
"พ้นปีใหม่นี้ไปก็อายุครบยี่สิบพอดี ท่านมีความหมายประการใดกัน?" จางจวีเจิ้งหรี่ตาลงเล็กน้อย
"ท่านมิรู้สึกหรือว่า... แม่นางอี้อวี่ในจวนของท่านมีท่าทีที่แตกต่างต่อคุณชายสามแห่งเมืองไห่หนิงผู้นั้น?"
จางจวีเจิ้งหัวเราะ "ข้าเข้าใจความหมายของท่านแล้ว ท่านต้องการจะเอ่ยถึงเรื่องที่ท่านปราชญ์เป่าซานไปพบลู่เทียนฉงและต้วนซานเกาในช่วงที่ผ่านมานี้สินะ"
ฉวี่เหวินตงมิได้ปฏิเสธ "ท่านคิดเห็นประการใดเล่า?"
จางจวีเจิ้งกล่าวว่า "คุณชายสามหลินมีพรสวรรค์ด้านบทกวีที่น่าทึ่งหาผู้ใดเปรียบและบทความเซ่อลุ่นก็มีความองอาจห้าวหาญยิ่งนัก ทั้งยังสอบติดอันดับหนึ่งถึงสองระดับชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วหล้า เช่นนั้นเหตุใดลู่เทียนฉงและต้วนซานเกาถึงมิยอมตกลง?"
ฉวี่เหวินตงชี้นิ้วขึ้นไปยังท้องฟ้า "เมื่ออยู่ภายใต้เทวอำนาจแห่งจักรพรรดิใครเล่าจะกล้าขัดขืนต่อมรรคาแห่งสวรรค์?"
เขาเอ่ยออกมาอย่างชัดเจนและจางจวีเจิ้งย่อมเข้าใจดียิ่งกว่า
คนทั่วไปอาจนึกว่าหลินซูเพียงแต่ล่วงเกินตระกูลจาง ตระกูลฉิน และตระกูลจ้าว รวมถึงเป่าซานเองก็คิดเช่นนั้น ทว่าไม่ว่าจะเป็นจางจวีเจิ้งหรือฉวี่เหวินตงต่างก็มองเห็นความจริงได้ทะลุปรุโปร่งยิ่งกว่า พวกเขารู้ดีว่านั่นเป็นเพียงหน้าฉากทว่าแท้จริงแล้วหลินซูได้ล่วงเกินบุคคลที่อยู่เหนือกว่านั้นนั่นคือองค์ฮ่องเต้!
ในวันนั้นที่มีการรังสรรค์บทกวี 'กระบี่หนึ่งคมสะท้านสี่สิบแคว้น' จางซิ่วกล่าวหาว่าบทกวีนี้คือบทกวีคิดคด หากมองตามเนื้อผ้าแล้วบทกวีนี้คือกวีคิดคดโดยแท้ ซึ่งทุกอักขระล้วนแฝงไปด้วยความแข็งขืนไม่ยอมจำนน
ประหนึ่งที่จางซิ่วเคยกล่าวไว้ว่าหากเจ้าเปรียบบิดาของเจ้าเป็น 'ดั่งเสาค้ำสวรรค์สีทอง' แห่งบูรพาทักษิณ เช่นนั้นฝ่าบาทคือสิ่งใดเล่า? คือทรราชผู้โง่เขลาที่สั่งประหารเสาค้ำสวรรค์ด้วยมือตนเองอย่างนั้นหรือ?
แม้ว่าในตอนนั้นหลินซูจะอาศัยบารมีของอริยปราชญ์ เพื่อจัดการกับจางซิ่วที่บังอาจกล่าวหาว่าบทกวีนี้เป็นกวีคิดคด จนทำให้คนทั้งใต้หล้ามิกล้าเอ่ยถึงเรื่องกวีคิดคดอีก แต่ทว่าบทกวีแสงเจ็ดสีบทนี้ที่เลื่องลือไปทั่วหล้า กลับทำลายเกียรติภูมิแห่งเทวอำนาจของฮ่องเต้ลงในทุกๆ วัน
ต่อมาเขาได้ใช้หัวข้อ 'บทความสี่แคว้น' เพื่อรังสรรค์บทความเซ่อลุ่น ซึ่งมีข้อความที่แพร่หลายไปอย่างกว้างขวางว่า 'เหล่าขุนนางทั่วทั้งเมืองหลวงยังคงภาคภูมิใจกับการกระดิกหาง ณ เมืองลั่วเฉิง' สิ่งนี้ยิ่งทำให้ฮ่องเต้ต้องเผชิญกับข้อครหามากมาย
ทุกคนมิได้โง่เขลา พันธสัญญาเมืองลั่วเฉิงแม้จางเหวินหยวนเสนาบดีกรมกลาโหมจะเป็นผู้ลงนาม ทว่าหากไม่มีบัญชาจากฮ่องเต้มีหรือที่เขาจะกล้าลงนาม? การที่เจ้าด่าทอจางเหวินหยวนว่าเป็นสุนัขที่กระดิกหางรับใช้นั้น จะแตกต่างอันใดกับการด่าทอว่าฮ่องเต้เป็นสุนัขเล่า?
เทวอำนาจอันสูงส่งมีหรือจะยอมให้ผู้ใดมาหลบหลู่ดูหมิ่นเช่นนี้? ดังนั้น ฮ่องเต้ย่อมมิมีความรู้สึกที่ดีต่อตระกูลหลินอย่างแน่นอน
จางจวีเจิ้งดวงตาทอประกาย "ในเมื่อท่านเหวินตงมองเห็นจุดนี้แล้วเหตุใดจึงยังคิดจะขัดขืนต่อมรรคาแห่งสวรรค์อีกเล่า?"
ในช่วงเวลานี้การเกี่ยวดองกับตระกูลหลินย่อมเท่ากับการตั้งตนเป็นศัตรูกับตระกูลจาง ตระกูลฉิน ตระกูลจ้าว และอาจรวมถึงเทวอำนาจของฮ่องเต้ด้วย ซึ่งนับเป็นเรื่องที่อันตรายอย่างยิ่ง
ฉวี่เหวินตงทอดถอนใจยาว "มิใช่ว่าข้าต้องการจะขัดขืน ทว่าสวรรค์กำลังจะทำลายข้าต่างหาก! ปีนี้ข้าอายุแปดสิบปีแล้วความตายหาได้น่าเสียดายไม่ ทว่าตระกูลฉวี่กว่าสามร้อยชีวิตย่อมต้องหามรรคาแห่งการอยู่รอด!"
จางจวีเจิ้งขมวดคิ้วมุ่น "เรื่องราวรุนแรงถึงเพียงนี้เชียวหรือ? ฝ่าบาทเคยให้คำมั่นสัญญาด้วยพระองค์เองมิใช่หรือว่าคดีเก่าแห่ง 'กังตง' จะมิถูกเอ่ยถึงอีกชั่วนิรันดร์?"
"คดีนั้นอาจถูกปิดไปได้ทว่ารอยแผลในใจจะปิดได้อย่างไร?" ฉวี่เหวินตงกล่าว "ข้าเชื่อในคำมั่นสัญญาของฝ่าบาทตราบใดที่ข้ายังมีลมหายใจอยู่พระองค์ย่อมมิลงมืออย่างโหดเหี้ยมต่อตระกูลฉวี่ ทว่าข้าจะยังมีชีวิตอยู่ได้อีกสักกี่ปีเล่า? เมื่อข้าลาลับโลกนี้ไปแล้วใครเล่าจะปกป้องตระกูลฉวี่มิให้สิ้นเชื้อไข?"
จางจวีเจิ้งดวงตาทอประกาย "ท่านมั่นใจจริงๆ หรือว่าคนผู้นั้นจะสามารถปกป้องตระกูลฉวี่ของท่านได้?"
"มิใช่ว่าข้ามั่นใจ ทว่า... ท่านนักพรตเทียนจีเป็นผู้มองเห็นต่างหาก!"
จางจวีเจิ้งยกถ้วยชาขึ้นถ้วยชานั้นหมุนวนอยู่ในฝ่ามือของเขาอย่างช้าๆ "ท่านนักพรตเทียนจีนั้นมีอยู่มากมายในโลกหล้า ท่านมั่นใจได้อย่างไรว่านักพรตเทียนจีที่ท่านพบคือผู้ที่เข้าถึงวิถีแห่งเทียนจีอย่างแท้จริง?"
"ข้ามิอาจยืนยันได้! ทว่าข้าจำเป็นต้องเดิมพัน เพราะนอกจากเขาแล้วข้ามิเห็นหนทางแห่งความหวังอื่นใดอีกเลย!"
จางจวีเจิ้งค่อยๆ ลุกขึ้นยืนแล้วน้อมกายคารวะอย่างลึกซึ้ง "ต้องขอบคุณท่านเหวินตงที่เปิดใจต่อข้าอย่างตรงไปตรงมา ทว่า... ทว่าบนมรรคาเส้นนี้จวนหลิวหลิ่วไม่กล้าที่จะก้าวเดินตามไป ท่านมีญาติมิตรกว่าสามร้อยชีวิตข้าเองก็มีเช่นกัน! สถานการณ์ของทั้งสองตระกูลหาได้เหมือนกันไม่"
"ย่อมแตกต่างกันอยู่แล้ว! ท่านมีรากฐานที่มั่นคงและหยั่งรากลึกไม่ว่าผู้ใดก็มิอาจสั่นคลอนท่านได้ ท่านจึงมิมีความจำเป็นต้องออกไปเผชิญความเสี่ยง"
ฉวี่เหวินตงลุกขึ้นยืนเช่นกัน "ทว่าท่านจวีเจิ้งเอ๋ยพึงจดจำวิถีปราชญ์ไว้ให้มั่นและดำรงไว้ซึ่งความเมตตา หากมิอาจมุ่งหน้าฝ่าฟันกระแสอันเชี่ยวกรากไปได้ อย่างน้อยที่สุดก็ขอให้มิต้องเป็นบริวารช่วยพยัคฆ์ทำชั่ว"
"ข้าจะปฏิบัติตามคำสอนของท่านฉวี่อย่างเคร่งครัด! จวนหลิวหลิ่วจะไม่มีวันทำตัวเป็นบริวารช่วยคนชั่วเป็นอันขาด!"
ชายชราทั้งสองต่างน้อมกายคารวะให้แก่กัน
ฉวี่เหวินตงค่อยๆ ยืดกายขึ้นแล้วหันหลังเดินออกจากจวนหลิวหลิ่วก่อนจะทะยานร่างสู่ห้วงเวหาจากไป
ริมทะเลสาบ จางอี้อวี่ทอดสายตามองตามฉวี่เหวินตงที่เหินเวหาจากไป "ท่านอิ้วต้าฟูมาพบท่านปู่ ท่านพี่ทราบหรือไม่ว่ามาด้วยเรื่องอันใด?"
จางฮ่าวหรานหัวเราะ "ตระกูลฉวี่นั้นเป็นดองกับตระกูลหลินการที่ผู้นำตระกูลออกหน้าด้วยตนเองเช่นนี้ย่อมเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง บางทีเขาอาจจะได้รับมอบหมายจากตระกูลหลินให้มาสู่ขอก็เป็นได้"
จางอี้อวี่สะดุ้งสุดตัว "ท่านพี่พูดจาเลอะเทอะอันใดกัน?"
"พูดเลอะเทอะอย่างนั้นหรือ? เจ้าก็ลองไปถามท่านปู่ดูเอาเองสิ"
"ท่าน..." จางอี้อวี่เงื้อมือขึ้นหมายจะทุบตี ทว่าสุดท้ายก็ไม่อาจต้านทานกระแสความว้าวุ่นที่พรั่งพรูเข้ามาในหัวใจระลอกแล้วระลอกเล่าได้
'เขาจะมาสู่ขอที่จวนหลิวหลิ่วจริงๆ หรือ? หากเป็นเช่นนั้นจริงท่านปู่ได้ตอบตกลงไปหรือไม่? นี่คือเรื่องสำคัญยิ่งที่เกี่ยวพันกับชีวิตทั้งชีวิตของนาง แม้ปกติแล้วนางจะวางตัวสงบนิ่งราวกับก้อนเมฆที่ล่องลอย ทว่าเรื่องนี้กลับอยู่นอกเหนือขอบเขตที่นางจะสงบนิ่งได้'
จางอี้อวี่แตกต่างจากหญิงสาวคนอื่นๆ นางมิได้เอ่ยอ้อมค้อม ทว่ากลับมุ่งตรงไปยังห้องหนังสือของท่านปู่ทันที ซึ่งในตอนนั้นท่านปู่ยังคงนั่งเหม่อมองท้องฟ้าด้วยท่าทางครุ่นคิด
"ท่านปู่... ช่วงนี้สุขภาพท่านเป็นอย่างไรบ้าง? ให้ข้ากลับไปที่สำนักแล้วนำยาคลายเส้นมาให้ท่านดีหรือไม่" จางอี้อวี่เริ่มนวดเฟ้นเพื่อเอาอกเอาใจ
จากการที่นางพยายามประจบสอพลออย่างมีเล่ห์เหลี่ยม ในที่สุดนางก็ล่วงรู้ถึงจุดประสงค์ของการมาเยือนของฉวี่เหวินตง และพบว่ามีเรื่องเช่นนั้นจริงๆ
จางอี้อวี่รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาทันที "ท่านปู่ ท่านอย่าได้เที่ยวไปยกลูกหลานให้ใครส่งเดชนะเจ้าคะ หลานเป็นผู้บำเพ็ญเพียร"
"อย่าได้กังวลไป!" จางจวีเจิ้งตบหลังมือหลานสาวเบาๆ "ปู่ได้ปฏิเสธเขาไปอย่างชัดเจนแล้ว!"
'ปฏิเสธไปแล้วหรือ?' จางอี้อวี่มิรู้ว่าเป็นเพราะเหตุใดหัวใจของนางพลันรู้สึกว้าเหว่และอ้างว้างขึ้นมาอย่างกะทันหัน
หากท่านปู่ตอบตกลงรับคำสู่ขอจากตระกูลหลิน นางคงจะรู้สึกขุ่นเคืองใจยิ่งนัก ทว่าเมื่อท่านปู่ปฏิเสธไปอย่างชัดเจนนางกลับมิได้รู้สึกยินดีแม้แต่น้อย หนำซ้ำยังกลับมีความรู้สึกอ้างว้างอย่างที่สุดเข้ามาแทนที่
ด้วยความรู้สึกอ้างว้างนั้น นางจึงเดินกลับไปยังเรือนหลังเล็กริมทะเลสาบของตนเอง แล้วจ้องมองผืนน้ำและท้องฟ้าด้วยความเหม่อลอย
'เจ้าคนชั่วผู้นั้นเที่ยวไปสู่ขอสตรีทั่วทั้งเมืองหลวงจะมีใครที่ยอมตอบตกลงบ้างหรือไม่นะ? หากมีผู้ใดยอมตอบตกลงไปจริงๆ เขาก็จะกลายเป็นสามีของผู้อื่นไป และนางก็จะมิมีข้ออ้างใดๆ ในการไปพบเขาอีก เรื่องราวอันไร้สาระที่เมืองไห่หนิงเจ็ดวันหกคืนนั้น ก็คงจะกลายเป็นเพียงคลื่นในทะเลสาบที่สลายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย'
'นี่คือผลลัพธ์ที่นางต้องการจริงๆ หรือ? นางรู้สึกว่ามันมิใช่เลย! ทว่านางจะทำประการใดได้เล่า? ในเมื่อท่านปู่ได้ปฏิเสธไปอย่างชัดเจนแล้ว'
เสียงเคาะประตูบ้านดังขึ้นเบาๆ พี่ชายของนางจางฮ่าวหรานปรากฏตัวขึ้นที่ขอบประตู "น้องหญิงตำนานนางพญางูขาว!"
'อะไรนะ?'
จางฮ่าวหรานคลี่หนังสือในมือออกมันคือ 'วรรณสารวิถีศักดิ์สิทธิ์'
"นิยายได้เปิดเส้นทางอักษรบทใหม่ ทว่าคนทั้งใต้หล้ายังมิทันได้ประจักษ์ว่านิยายคืออันใด วิหารอริยปราชญ์จึงมีบัญชาให้จัดทำและเผยแผ่ 'ตำนานนางพญางูขาว' ฉบับสมบูรณ์ไปทั่วทุกแว่นแคว้น ข้าเพิ่งจะเริ่มอ่านบทนำไปเพียงเล็กน้อย ช่าง... สุดจะพรรณนาจริงๆ ข้าจึงซื้อมาสองเล่มนี่คือส่วนของเจ้า!"
วรรณสารวิถีศักดิ์สิทธิ์ คือวรรณสารที่จัดทำโดยวิหารอริยปราชญ์เอง ซึ่งวรรณสารทั่วไปอาจจะออกเป็นรายเดือน รายไตรมาส หรือรายปี ทว่าวรรณสารของวิหารอริยปราชญ์นั้นมิได้กำหนดเวลาที่แน่นอน การจัดทำเป็นไปตามความพอใจ บางปีอาจจะออกหลายฉบับ ทว่าบางคราก็อาจจะเว้นว่างไปนานหลายปี
ตลอดปีที่ผ่านมาวรรณสารวิถีศักดิ์สิทธิ์มิได้ถูกจัดทำออกมาเลยแม้แต่ฉบับเดียว ทว่าในปีนี้เพียงถึงวันที่สิบสามของเดือนอ้ายก็มีการจัดทำออกมาฉบับหนึ่งแล้ว หนำซ้ำตลอดทั้งฉบับยังมีเพียงชื่อของคนเพียงคนเดียวและผลงานเพียงชิ้นเดียวเท่านั้น ซึ่งนี่ถือเป็นเรื่องที่สั่นสะเทือนประวัติศาสตร์การจัดทำวรรณสารวิถีศักดิ์สิทธิ์เป็นครั้งแรก!
พึงทราบว่า 'วรรณสารวิถีศักดิ์สิทธิ์' นั้นคือวรรณสารอันทรงเกียรติสูงสุดแห่งใต้หล้า เหล่าปราชญ์ทั่วทุกแว่นแคว้นต่างใฝ่ฝันอยากให้ผลงานของตนได้จารึกลงในวรรณสารเล่มนี้ ดังนั้นทุกคราที่มีการคัดเลือกสรรพตำรา ย่อมเกิดการประชันเชิงปัญญาจากทั่วทุกสารทิศ และแต่ละแคว้นยามที่จะสรุปความสำเร็จของตน ก็มักใช้จำนวนผลงานที่ได้รับบรรจุลงใน 'วิถีศักดิ์สิทธิ์' เป็นบรรทัดฐานแห่งความรุ่งเรืองทางอารยธรรม เพื่อป่าวประกาศเกียรติภูมิของแว่นแคว้นตนอย่างเกริกไกร
ใครเล่าที่จะสามารถครอบครองวรรณสารทั้งฉบับไว้เพียงคนเดียวตลอดกาลได้เช่นนี้? …ทว่าในวันนี้กลับมีผู้ทำได้แล้ว!
หลินซูผู้บุกเบิกเส้นทางอักษรแห่งนิยาย ในวันที่สิบสามของเดือนอ้ายต้นฤดูใบไม้ผลิครองวรรณสารวิถีศักดิ์สิทธิ์ไว้เพียงผู้เดียว และทันทีที่วรรณสารวิถีศักดิ์สิทธิ์ถูกเผยแพร่ออกไปก็ราวกับมีหินก้อนมหึมาถูกโยนลงไปกลางเมืองหลวง
ทันทีที่จางอี้อวี่ได้รับ 'ตำนานนางพญางูขาว' และได้เห็นบทกวี 'หลินเจียงเซียน' ที่เป็นบทนำดวงตาของนางก็ทอประกายเจิดจ้า และหลังจากนั้นนางก็ด่ำดิ่งลงไปในเรื่องราวอันมหัศจรรย์นี้ทันที
จางฮ่าวหรานเริ่มแรกเพียงแต่แย้มยิ้ม ทว่าในไม่ช้ารอยยิ้มของเขาก็มลายหายไป เพียงแค่อ่านไปได้ตอนเดียวเขาก็ลืมเวลาไปสิ้น เมื่ออ่านถึงตอนที่สามเขาก็ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นพลางพ่นลมหายใจยาว "ข้านึกว่าข้าให้ความสำคัญกับเขามากพอแล้ว ทว่าคาดมิถึงเลยว่าข้าก็ยังคงดูแคลนเขาอยู่ดี! รูปแบบวรรณกรรมอันน่าทึ่งเช่นนี้ควรค่าแก่การเป็นยอดเขาที่สามถัดจากบทกวีและลำนำโดยแท้!"
ณ หอหลิงอวิ๋น งานชุมนุมกวีหลิงอวิ๋นกำลังดำเนินไป เหล่าบัณฑิตที่กำลังถกเถียงกันอย่างเผ็ดร้อนพลันถูกวรรณสารวิถีศักดิ์สิทธิ์ขัดจังหวะลง เมื่อได้เห็นคำโปรยบนปกทุกคนต่างพากันอุทานด้วยความตกใจ "หนึ่งคนครองวรรณสารวิถีศักดิ์สิทธิ์เพียงผู้เดียวอย่างนั้นหรือ? เจ้าเด็กนี่มีความสามารถถึงเพียงนั้นเชียวหรือ?"
ทว่าเมื่อเปิดอ่านดูบัณฑิตหลายคนกลับเงียบกริบลงทันที มิพักต้องเอ่ยถึงเนื้อหาอื่นใดเพียงแค่บทลำนำที่เป็นบทนำบทเดียวก็อยู่เหนือกว่าลำนำที่ยอดเยี่ยมที่สุดในงานชุมนุมเมื่อครู่ไปไกลโขแล้ว
ณ จวนอัครเสนาบดี วรรณสารวิถีศักดิ์สิทธิ์เล่มหนึ่งถูกกุมไว้ในมือของคุณหนูห้าลู่อิ้วเวยที่นอนอยู่บนเตียง ใบหน้าของนางแดงระเรื่อด้วยความยินดี อาการป่วยไข้ดูเหมือนจะอันตรธานหายไปจนสิ้น
ณ จวนตระกูลจาง จางเหวินหยวนกุมวรรณสารวิถีศักดิ์สิทธิ์ไว้ในมือ ทว่าใบหน้าของเขากลับดูย่ำแย่อย่างถึงที่สุด คนอื่นอาจจะมองเห็นเพียงความงดงามของอักษรศิลป์ ทว่าเขากลับมองเห็นสิ่งอื่นที่ลึกซึ้งยิ่งกว่านั้น
การสอบเตี้ยนซื่อใกล้จะถึงเข้ามาทุกที เหล่าขุนนางระดับสูงในเมืองหลวงเกือบทั้งหมดต่างก็รวมตัวกันเป็นปึกแผ่น และไม่มีใครเต็มใจจะเกี่ยวดองกับตระกูลหลิน ชื่อเสียงเกียรติภูมิเชิงอักษรของหลินซูถูกป้ายสีจนมัวหมองไปทั่วทั้งเมือง
ทว่าในวันนี้กลับมีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้น เมื่อวรรณสารวิถีศักดิ์สิทธิ์ใช้วิธีการให้เขาครอบครองทั้งฉบับเพียงผู้เดียว ทำให้ชื่อเสียงของหลินซูโด่งดังไปทั่วหล้าในชั่วพริบตา และมอบเกียรติยศอันยิ่งใหญ่ที่มิเคยมีปรากฏมาก่อนให้แก่เขา!
ขุมกำลังฝ่ายขุนนางที่มีเทวอำนาจของฮ่องเต้เป็นตัวแทนมีท่าทีในการกดดันเขาอย่างเห็นได้ชัด ทว่าวิหารอริยปราชญ์กลับประกาศเกียรติภูมิของเขาให้เลื่องลือไปทั่วหล้า
สิ่งนี้ช่างน่าสนใจยิ่งนัก
หลินเจียเหลียงในช่วงเวลาที่ผ่านมามักจะได้ยินผู้อื่นกล่าววาจาให้ร้ายน้องสามอยู่บ่อยครั้ง หนำซ้ำส่วนใหญ่มักจะออกมาจากปากของฉวี่จิ้นเสียด้วยซ้ำ ทำให้เขารู้สึกขุ่นเคืองใจจนมิอาจระบายออกมาได้
ทว่าในวันนี้เมื่อวรรณสารวิถีศักดิ์สิทธิ์ปรากฏขึ้นความอึดอัดที่สั่งสมมานานก็มลายหายไปจนหมดสิ้น หลินเจียเหลียงจึงสะบัดมือจารึกอักขระลงบนกระดาษทองคำแล้วส่งให้มันกลายเป็นนกกระเรียนสื่อสารพุ่งตรงไปยังทิศตะวันตกเฉียงใต้ทันที
—------------
ปล. ขอย้ำเตือนอีกครั้งนะเจ้าคะ คำว่า ซือเหย คือ ตำแหน่งที่ปรึกษาส่วนตัวของขุนนาง เจ้าค่ะ
ด้วยรัก…ราตรีเสมือนฝัน