- หน้าแรก
- ผู้เฝ้ายามแห่งต้าซาง ยอดกวีสะท้านภพ
- บทที่ 130 สกัดพลังไร้วิถี
บทที่ 130 สกัดพลังไร้วิถี
บทที่ 130 สกัดพลังไร้วิถี
"ดี! ในเมื่อยอมรับว่าจงใจกดราคาถ่านหิน เช่นนั้นก็ดียิ่ง!" ท่านเจ้าเมืองสะบัดมือสั่งการ "พวกเจ้า! ไปรวบตัวพวกตัวการเหล่านี้มาให้หมด!"
เหล่าเจ้าหน้าที่ต่างพากันกรูเข้าไปล้อมกรอบคนทั้งหมดไว้
ทันใดนั้น เสียงคำรามด้วยความโกรธแค้นก็ดังแว่วมาจากวงนอก "พวกพ่อค้าในเมืองจงใจโก่งราคาถ่านหินให้สูงลิ่ว อาศัยภัยพิบัติจากฟากฟ้ามาขูดรีดเอาผลกำไรจนราษฎรมิอาจสืบทอดวงศ์ตระกูลได้"
"แต่ท่านกลับมิคิดจะจัดการ ทว่าพอหาดเจียงทานของพวกเรากดราคาถ่านหินลงเพื่อให้ราษฎรพอจะซื้อหามาประทังชีวิตให้รอดตายได้ กลับกลายเป็นการกดราคาด้วยเจตนาร้ายในสายตาของท่านไปเสียอย่างนั้น ไอ้ขุนนางสุนัข! ท่านช่างกลับขาวเป็นดำโดยแท้"
ท่านเจ้าเมืองจางโกรธจัด "สามหาวนัก! ไปจับมันมาด้วย!"
เหล่าเจ้าหน้าที่พุ่งตัวออกไปหมายจะจับกุม ทว่าจู่ๆ พวกเขากลับต้องชะงักฝีเท้าลง เพราะรอบกายของชายผู้นั้นพลันมีชาวบ้านนับร้อยคนมารวมตัวกัน ทุกคนต่างจ้องเขม็งด้วยแววตาโกรธขึ้ง
"พี่น้องทั้งหลาย!" ชายผู้นั้นชูแขนขึ้นพลางตะโกนก้อง "ขุนนางสุนัขผู้นี้คิดจะเอาตัวท่านอาจารย์เจิงไป คิดจะสั่งปิดจุดจำหน่ายถ่านหินของพวกเรา คิดจะตัดหนทางรอดของราษฎรนับแสนแห่งหาดเจียงทาน พวกเราจะยอมให้พวกเขาทำเช่นนั้นหรือไม่?"
"มิยอมเด็ดขาด!" ผู้คนนับร้อยคำรามก้องเป็นเสียงเดียวกัน
"มิยอมเด็ดขาด!" ผู้คนนับพันตะโกนรับคำด้วยความโกรธา
"มิยอมเด็ดขาด..." ผู้คนนับหมื่นแผดร้องออกมาพร้อมกันจนเสียงนั้นสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นไปถึงชั้นเมฆ
ผู้อพยพลี้ภัยจำนวนมหาศาลต่างพากันกรูออกมาจากทุกทิศทาง เพียงชั่วอึดใจก็ปิดล้อมเจ้าหน้าที่กว่าร้อยคนไว้จนหนาแน่นถึงสามชั้นในสามชั้นนอก
ทุกคนในที่นั้นต่างหน้าถอดสีด้วยความหวาดหวั่น สีหน้าของท่านเจ้าเมืองจางเองก็เปลี่ยนไปเช่นกัน "เจิงสื่อกวี้ เจ้ากล้าปลุกปั่นฝูงชนให้ก่อจลาจลรึ? เจ้าคิดจะก่อกบฏอย่างนั้นหรือ?"
หัวใจของเจิงสื่อกวี้เปี่ยมไปด้วยเพลิงโทสะ "มวลชนที่ก่อจลาจลอย่างนั้นรึ! ที่นี่จะมีมวลชนก่อจลาจลได้อย่างไร? พวกเขาเป็นเพียงผู้อพยพลี้ภัยเท่านั้น! เป็นเพราะถูกทางการ พ่อค้าหน้าเลือด และเศรษฐีที่ดินขูดรีดรังแก พวกเขาจึงต้องทิ้งบ้านเกิดเมืองนอนมาเป็นผู้อพยพอยู่ที่นี่! ดังคำกล่าวที่ว่า ขุนนางบีบคั้นราษฎรจึงต้องลุกฮือ ท่านเจ้าเมืองยังคิดจะดึงดันทำตามใจตนเองอยู่อีกหรือ?"
ซือเหยที่ปรึกษาข้างกายท่านเจ้าเมืองจางรีบพุ่งออกมาพลางกางแขนทั้งสองข้าง "พี่น้องทั้งหลาย ท่านเจ้าเมืองเพียงแค่ลงมาเพื่อรับฟังเสียงของราษฎร มิได้มีเจตนาจะตั้งตนเป็นศัตรูกับพวกท่านแม้แต่น้อย"
"ท่ามกลางอากาศหนาวเหน็บเช่นนี้ ถ่านหินนับเป็นทรัพยากรช่วยชีวิต จะมิจัดการอย่างรอบคอบได้อย่างไร? พวกเราจำเป็นต้องมีสภาพแวดล้อมทางการค้าที่ดี เพื่อรับประกันว่าครอบครัวนับล้านในเมืองจี๋เฉิงจะมีถ่านหินไว้ใช้งาน"
เจิงสื่อกวี้เอ่ยถาม "ท่านเจ้าเมือง สิ่งที่ซือเหยของท่านกล่าวมานั้น คือสิ่งที่ท่านคิดจริงๆ หรือไม่?"
"ย่อมเป็นเช่นนั้น!" ท่านเจ้าเมืองพยายามยืดแผ่นหลังให้ตรง
"เช่นนั้นก็ดี ข้าขอใช้หลักการค้ามาโต้แย้งกับท่านเจ้าเมือง... ดังที่ซือเหยกล่าวไว้ ท่ามกลางอากาศหนาวเหน็บเช่นนี้ ถ่านหินคือทรัพยากรช่วยชีวิต ถ่านหินเหล่านี้ราคาจากโรงงานที่เมืองไห่หนิงนั้น เงินเพียงสองเฉียนก็ซื้อได้ถึงหนึ่งร้อยก้อน"
"ทว่าเมื่อมาถึงเมืองจี๋เฉิง กลับกลายเป็นก้อนละสองเฉียนไปเสียอย่างนั้น ราคามันพุ่งสูงขึ้นถึงร้อยเท่าตัว อีกทั้งบรรดาพ่อค้าต่างแย่งชิงกันกักตุน จนถ่านหินมิตกถึงมือราษฎรเลยแม้แต่น้อย เมื่อคืนที่ผ่านมา เพียงแค่หาดเจียงทานแห่งเดียวก็มีผู้หนาวตายไปกว่าสามร้อยคน เคยมีถ่านหินแม้เพียงก้อนเดียวมาช่วยชีวิตพวกเขาหรือไม่? ข้าขอถามท่านผู้นำ นี่หรือคือสิ่งที่ท่านเรียกว่าสภาพแวดล้อมทางการค้าที่ดี?"
ทุกคนต่างสีหน้าเปลี่ยนไปในทันที บรรดาผู้ที่ติดตามเถ้าแก่เหอมาต่างก็ตกตะลึง 'เหอชางจิ้นเอ๋ยเหอชางจิ้น พวกเรารู้อยู่แล้วว่าท่านนั้นดำมืด ทว่าก็นึกมิถึงว่าจะดำมืดถึงเพียงนี้ ท่านมิได้เพียงแค่ผูกขาดตลาดเท่านั้น แต่ท่านยังหลอกลวงแม้กระทั่งผู้ร่วมลงทุนด้วยกัน พวกเราต่างหลงเชื่อมาตลอดว่าท่านรับซื้อถ่านหินจากเมืองไห่หนิงมาในราคาก้อนละหนึ่งเฉียนจริงๆ'
แม้แต่ท่านเจ้าเมืองจางยังมองเถ้าแก่เหอด้วยสายตาที่มิอยากจะเชื่อ เพราะราคาต้นทุนที่เถ้าแก่เหอเคยแจ้งแก่เขาคือก้อนละสองเฟินเงิน เขาเป็นเพราะเห็นแก่ส่วนต่างของกำไรที่สูงลิ่วขนาดนี้ จึงได้ยอมร่วมมือกับเถ้าแก่เหอ แต่ใครจะไปคิดว่าเถ้าแก่เหอนั้นจะหลอกลวงได้แม้กระทั่งท่านเจ้าเมือง โดยการโก่งราคาต้นทุนให้สูงขึ้นถึงสิบเท่าตัวไว้ก่อน...
เถ้าแก่เหอถูกสายตาจากรอบทิศกดดันจนเริ่มลนลาน "ที่เมืองไห่หนิงนั้น ถ่านหินเป็นของที่หาได้ยากยิ่งนัก ข้าต้องไปกราบไหว้อ้อนวอนผู้คนมากมายกว่าจะได้ทรัพยากรช่วยชีวิตเหล่านี้มา ต้นทุนในชุดแรกจึงย่อมต้องสูงเป็นธรรมดา"
"ท่านไปอ้อนวอนผู้ใดมา?" เจิงสื่อกวี้เอ่ยขัดจังหวะด้วยน้ำเสียงเย็นชา
"ท่านเจ้าเมืองหยางแห่งเมืองไห่หนิงอย่างไรเล่า ข้าไปเข้าพบท่านด้วยตนเอง จะไปมือเปล่าได้อย่างไร"
"หึ หึ ท่านเจ้าเมืองหยางอย่างนั้นรึ!" เจิงสื่อกวี้กล่าวต่อ "ท่านเจ้าเมืองหยางกับผู้หนุนหลังของท่านในเมืองหลวงนั้นเป็นศัตรูคู่อาฆาตกัน ท่านจะไปอ้อนวอนเขาอย่างนั้นหรือ? เขาจะยอมลดตัวลงมาเสวนากับท่านหรืออย่างไร? ยิ่งไปกว่านั้น ท่านยังไปหาผิดคนเสียด้วย!"
"โรงงานถ่านหินนั้นเป็นสมบัติของคุณชายสามหลินเพียงผู้เดียว เขาได้กว้านซื้อขุนเขาถ่านหินไว้ทั้งหมดแล้ว เพียงแค่เขาเอ่ยปากประโยคเดียว ก็สามารถกำหนดส่วนแบ่งของแต่ละเมืองได้ทันที เขายังเคยบอกกับข้าด้วยว่า หากเหอชางจิ้นอย่างท่านบังอาจสร้างความปั่นป่วน เขาจะสั่งยกเลิกส่วนแบ่งของท่านในทันที"
"เจ้าเป็นตัวอันใดกัน? ถึงกล้าเอาตนเองไปเปรียบกับคุณชายสามหลิน…" เจ้าเมืองจางตวาดใส่เหอชางจิ้นด้วยโทสะ
ในขณะที่เหอชางจิ้นกำลังจะอ้าปากเถียง จู่ๆ สมาชิกสายรองของตระกูลเหอคนหนึ่งก็รีบพุ่งออกมาจากด้านหลัง และกระซิบที่ข้างหูของเขาเพียงมิกี่คำ เมื่อได้ยินเช่นนั้น ใบหน้าของเหอชางจิ้นพลันเปลี่ยนสีไปอย่างรุนแรงทันที
คนที่เข้ามาเตือนนั้นคือพี่เขยของเจิงสื่อกวี้ เขาบอกกับนายท่านใหญ่ด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า เมื่อวานนี้ตนเห็นกับตาว่าคุณชายผู้นี้คือคนที่นำถ่านหินล้ำค่ามามอบให้ และเจิงสื่อกวี้ที่ถือตัวเป็นบัณฑิตยังต้องแสดงความเคารพต้อนรับเขาเยี่ยงแขกผู้ทรงเกียรติจากเมืองหลวง
หลังจากนั้นจึงได้เกิดเรื่องราวที่หาดเจียงทานขึ้น ถ่านหินที่หาดเจียงทานนั้นเป็นกรณีพิเศษที่คนผู้นั้นอนุมัติให้ และราคาก็เป็นคนผู้นั้นที่เป็นคนกำหนด เพียงแค่เขาสั่งการคำเดียว เรือสองลำก็เดินทางจากเมืองไห่หนิงมาถึงเมืองจี๋เฉิงทันที โดยที่สินค้าชุดแรกยังมิได้เก็บเงินแม้แต่เฟินเดียว
เขาผู้นั้นก็คือ หลินซูแห่งเมืองไห่หนิง ท่านหุ้ยหยวนจากการสอบหุ้ยซื่อที่เมืองฮุ่ยซางนั่นเอง
เหอชางจิ้นถึงกับทรุดลงด้วยความอ่อนแรง
หลินซูเดินทางมาถึงเมืองจี๋เฉิงและเป็นผู้สร้างจุดจำหน่ายถ่านหินที่หาดเจียงทานด้วยตนเอง หากเขาบังอาจทำให้จุดจำหน่ายนี้มลายหายไป หลินซูย่อมมิปล่อยเขาไว้แน่นอน มิพักต้องพูดถึงเรื่องอื่น เพียงแค่สั่งยกเลิกส่วนแบ่งของเขาเบาๆ เขาก็มิอาจทนรับได้แล้ว หากเป็นเช่นนั้น เขาคงต้องสูญเสียต้นไม้เขย่าเงินต้นนี้ไปตลอดกาล
กองกำลังกลุ่มใหญ่ที่เดินทางมาอย่างองอาจห้าวหาญ กลับต้องถอยทัพกลับไปอย่างสิ้นสภาพ กิจการถ่านหินที่หาดเจียงทานจึงผ่านพ้นวิกฤตระลอกแรกไปได้สำเร็จ เมื่อผ่านพ้นอุปสรรคนี้ไปได้ มันจึงได้กลายเป็นเมล็ดพันธุ์ที่ฝังรากลึกลงบนหาดเจียงทานแห่งนี้อย่างแท้จริง
เมื่อข่าวคราวแพร่สะพัดออกไป ผู้นำตระกูลเฉินถึงกับมึนงงจนทำตัวมิถูก
ลูกเขยรองผู้ทรงอิทธิพลของเขาที่เกาะพึ่งพาตระกูลเหอนั้น กลับทำให้เขาต้องขาดทุนย่อยยับจนแทบสิ้นเนื้อประดาตัว ทว่าลูกเขยสามที่เขาแทบมิอยากจะเอ่ยถึง กลับสนิทสนมกับบุคคลอื่นจนกลายเป็นผู้ที่มีอำนาจตัดสินใจสูงสุดในกิจการถ่านหินของเมืองจี๋เฉิงไปเสียได้
"ใครก็ได้! เตรียมเกี้ยว!"
"ท่านพ่อ ท่านจะไปที่ตระกูลเหอหรือขอรับ? ยามนี้มิใช่เวลาที่เหมาะสมนัก ได้ยินว่าตระกูลเหอปิดประตูเงียบ นายท่านใหญ่เหอกำลังอาละวาดฟาดงวงฟาดงาอยู่ที่บ้านขอรับ"
"จะไปตระกูลเหอทำอันใดกัน? ไปหาน้องสามของเจ้าน่ะสิ ไปรับนางกลับบ้าน" ผู้นำตระกูลเฉินครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วสั่งการต่อ "ให้แม่ของเจ้าจัดเตรียมเรือนตะวันออกให้สะอาดสะอ้าน เพื่อให้ลูกสามและลูกเขยสามเข้าไปพัก นอกจากนี้ ให้พ่อบ้านเตรียมอาหารเลิศรสไว้หนึ่งโต๊ะ ข้าจะพูดคุยกับลูกเขยสามของข้าให้เต็มที่สักหน่อย"
เฉินชงสีหน้าเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง
"ไปสิ! นับแต่นี้ไป เจ้าก็จงเลิกปั้นหน้ายักษ์ใส่น้องสาวของเจ้าเสียที พวกเราล้วนเป็นครอบครัวเดียวกัน เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขที่ตัดกันมิขาด"
เฉินชงถึงกับยืนตะลึงอ้าปากค้าง 'เลือดเนื้อเชื้อไขอย่างนั้นรึ? เมื่อก่อนเหตุใดท่านถึงมิเคยเอ่ยคำว่าเลือดเนื้อเชื้อไขออกมาบ้างเล่า?'
......
เรือลำใหญ่ล่องผ่านแม่น้ำฉู่เจียงเพื่อเดินทางกลับเมืองไห่หนิง หลินซูยืนอยู่ที่หัวเรือ ข้างกายเขาคือเฉินซื่อ ส่วนเฉินซื่อเหลียวมองกลับไปยังหาดเจียงทานพลางทอดถอนใจด้วยความซาบซึ้ง "คุณชาย การเดินทางท่องยุทธภพของท่านในครั้งนี้ ทำให้ชีวิตของผู้อพยพนับแสนคนต้องเปลี่ยนไปเพราะท่านอีกแล้วเจ้าค่ะ"
หลินซูยิ้มบางๆ "ข้าได้ทำสิ่งใดไปอย่างนั้นหรือ? ข้าก็แค่ขายถ่านหินตามราคาปกติของโรงงานเท่านั้น ราคาก็มิได้มีส่วนลด ค่าขนส่งพวกเขาก็เป็นคนออกเอง กำไรของโรงงานถ่านหินของพวกเรามิได้ลดน้อยลงเลยแม้แต่น้อย"
ใช่แล้ว เฉินซื่อนิ่งเงียบไป เมื่อเจ็ดวันก่อน นางยังคงปวดหัวกับเรื่องช่องทางการจำหน่ายถ่านหินอยู่เลย ตอนที่เถ้าแก่ติงมาเจรจาทำสัญญาซื้อขายฉบับแรก นางมีความสุขจนแทบบ้า ทว่าในยามนี้ การจำหน่ายถ่านหินตามปกติ กลับกลายเป็นความหวังในการมีชีวิตรอดของผู้อพยพนับแสนแห่งหาดเจียงทานไปเสียได้
เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้? คงกล่าวได้เพียงว่า ในโลกที่โสมและเต็มไปด้วยคลื่นลมที่ผันผวนเช่นนี้ กิจการใดก็ตามที่เกี่ยวข้องกับปากท้องของราษฎร เพียงแค่ท่านทำมันอย่างเที่ยงตรงและปกติสม่ำเสมอ มันก็จะกลายเป็นความหวังของปวงชนขึ้นมาทันที ช่างเป็นเรื่องที่น่าตลกมิออกจริงๆ ว่าหรือไม่?
หลินซูเดินเข้าไปในห้องพักเล็กๆ บนเรือลำใหญ่ ร่างอ้อนแอ้นงดงามร่างหนึ่งยืนอยู่ริมหน้าต่าง และนางก็คืออั้นเย่นั่นเอง นางยังคงสวมอาภรณ์ชุดเดิมที่หลินซูซื้อให้ มิใช่ชุดรัดรูปสีดำ ทว่าคนอื่นก็ยังคงมิอาจมองเห็นนางได้อยู่ดี
อั้นเย่ค่อยๆ หันกลับมา หลินซูจึงยื่นมือออกไปสวมกอดนางไว้ในทันที "ใกล้จะถึงบ้านแล้ว เจ้าปรารถนาจะให้ตระกูลหลินต้อนรับเจ้าในรูปแบบใดหรือ?"
"อาเฉินได้รับรับการปฏิบัติเช่นไร ท่านก็ปฏิบัติกับข้าเช่นนั้นเถิด"
'หือ? หมายความว่าอย่างไรกัน?' หัวใจของหลินซูเริ่มเต้นรัวราวกับตีกลอง
อั้นเย่แหงนหน้าขึ้นมองเขาในอ้อมกอด พลางยิ้มประหนึ่งจะยิ้มก็มิใช่จะบึ้งก็มิเชิง "ในกายของอาเฉินมีพลังไร้วิถีแฝงอยู่ พลังไร้วิถีนั้นเข้าไปอยู่ในกายนางได้อย่างไรกันนะ? ช่างประจวบเหมาะเสียจริงนะ"
หลินซูอ้าปากค้าง… 'จะแก้ตัวอย่างไรดี? มิอาจแก้ตัวได้แม้แต่น้อย! เรื่องของเขากับอาเฉินนั้นมีหลักฐานมัดตัวแน่นหนาดุจขุนเขา'
อั้นเย่กล่าวเสริมต่อไป "ตบะวิถียุทธ์อันน้อยนิดที่น่าเวทนาของนางนั้นมิอาจทนรับพลังนี้ได้หรอก ท่านต้องช่วยนางขจัดมันออกไปเสีย"
"จะขจัดออกได้อย่างไร? เรื่องนี้คงต้องพึ่งพาเจ้าแล้ว ใครกันที่มีตบะวิถียุทธ์ล้ำเลิศจนหาผู้ใดเปรียบมิได้? ใครกันที่งดงามราวกับบุปผาอาบแสงจันทร์" หลินซูเริ่มใช้ถ้อยคำหวานหูเพื่อเอาใจอีกฝ่าย
อั้นเย่หัวเราะเบาๆ พลางเบี่ยงใบหน้าหลบมิให้ริมฝีปากของเขาประทับลงมา "การจะสลายพลังไร้วิถีของนางนั้นมีอยู่สองวิธี วิธีแรกคือข้าลงมือเอง ส่วนวิธีที่สองคือท่านลงมือเอง หากข้าเป็นคนลงมือ อาเฉินคงจะรู้สึกละอายใจจนมิสู้หน้าใครได้ เอาเป็นว่าท่านจัดการด้วยตนเองเถิด ข้าขอบอกท่านไว้อย่างหนึ่ง ขั้นตอนการถอนพิษนั้นช่างงดงามล้ำเลิศยิ่งนัก"
นางพูดจบก็รีบมุดออกจากอ้อมกอดของหลินซู แล้วอันตรธานหายวับไปยังลำน้ำที่ห่างออกไปนับร้อยลี้ พร้อมกับมีกระแสเสียงแว่วเข้าสู่โสตประสาทของหลินซูว่า "แม่นางผู้นี้จะไปท่องลำน้ำชมทัศนียภาพไกลๆ รับรองว่าจะมิแอบฟังแอบดูแน่นอน"
สังคมในยุคโบราณช่างดีเหลือเกิน เรื่องพรรค์นี้กลับมิมีการลงไม้ลงมือตบตีกัน หลินซูทอดถอนใจออกมาอย่างโล่งอกก่อนจะเปิดประตูห้อง "อาเฉิน ข้ารู้สึกหิวขึ้นมานิดหน่อยแล้ว มีสิ่งใดให้ทานบ้างหรือไม่?"
เฉินซื่อได้เตรียมอาหารค่ำไว้พร้อมสรรพแล้ว นางยกถาดอาหารเข้ามาวางลงบนโต๊ะเล็ก ภายในถาดนั้นมีตะเกียบและถ้วยอาหารจัดวางไว้สองชุดอย่างชัดเจน
"มาสิ มาทานข้าวเป็นเพื่อนข้าหน่อย" หลินซูคว้ามือของเฉินซื่อไว้
เฉินซื่อสะบัดมือออกเบาๆ พลางกวาดสายตามองออกไปนอกหน้าต่างด้วยความกังวลใจ
"นางมิได้อยู่ที่นี่หรอก"
เฉินซื่อรู้สึกตกใจ "นางมิได้กลับบ้านไปพร้อมกับท่านหรือเจ้าคะ?"
"นางไปท่องลำน้ำน่ะ วันพรุ่งนี้ถึงจะปรากฏตัวออกมา คืนนี้เจ้าอยู่เป็นเพื่อนข้าเถิด"
"อา... มิได้นะเจ้าคะ!" เฉินซื่อหมุนกายเตรียมจะวิ่งหนี ทว่าหลินซูเพียงแค่ดึงเบาๆ ร่างของเฉินซื่อก็ล้มลงในอ้อมอกของเขาและถูกเขาสวมกอดไว้ เฉินซื่อพลิกมือขึ้นมาปิดริมฝีปากของหลินซูไว้ มิยอมให้ริมฝีปากนั้นประทับลงบนเรียวปากของนาง พลางกระซิบด้วยความรนราน "คุณชาย คุณชายอย่าทำเช่นนี้เลยเจ้าค่ะ... หากนางมาเห็นเข้าจะมิพอใจเอาได้นะเจ้าคะ"
"นางมองออกตั้งนานแล้วว่าระหว่างเราสองคนมีเรื่องราวบางอย่างต่อกัน"
"อา? เรื่องจริงหรือเจ้าคะ?" ใบหน้าของเฉินซื่อพลันเปลี่ยนเป็นสีแดงสลับขาวด้วยความขัดเขิน
"คืนนี้ นางตั้งใจที่จะมอบเวลาให้แก่เจ้าโดยเฉพาะ"
อาหารได้ถูกทานจนหมด… และเฉินซื่อเองก็ถูกเหลินซู 'ทาน' จนหมดสิ้นเช่นกัน...
นางคงมิมีทางคาดคิดเลยว่า คืนนี้หลินซูมิได้เพียงแค่ทำเรื่องพรรค์นั้นกับนางเท่านั้น แต่เขายังได้สร้างปาฏิหาริย์ที่เป็นไปมิได้ขึ้นมาอีกด้วย
เขาค่อยๆ ค้นหาพลังไร้วิถีภายในกายของนางออกมาทีละนิด และค่อยๆ ดูดซับมันเข้าไปในรากฐานไร้วิถีของตน จนรากฐานไร้วิถีนั้นเติบใหญ่ขึ้นหนึ่งรอบเล็กๆ ส่วนพลังไร้วิถีที่เผลอหลุดรอดเข้าไปในกายของเฉินซื่อนั้น ก็ถูกชำระล้างจนสะอาดหมดจด
อันที่จริงในช่วงเวลาที่ผ่านมา เฉินซื่อเองก็เริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติในร่างกายของตนเอง
เดิมทีนางมีระดับตบะอยู่ในขอบเขตจอมยุทธ์ขั้นปลาย ขาดเพียงอีกก้าวเดียวก็จะถึงจุดสูงสุด ทว่าหลังจากที่มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับหลินซู ตบะขอบเขตจอมยุทธ์ของนางกลับเริ่มถดถอยลงเรื่อยๆ จนในยามนี้เหลือเพียงระดับขอบเขตจอมยุทธ์ขั้นต้นเท่านั้น
นางเข้าใจไปเองว่าเป็นเพราะช่วงที่ผ่านมานางมัวแต่วุ่นวายกับกิจการที่หาดเจียงทานจนมิมีเวลาฝึกฝน เมื่อเร็วๆ นี้นางจึงได้พยายามเร่งฝึกฝนตามหลักของสำนักอย่างเต็มที่ ทว่าก็ยังมิอาจยับยั้งการถดถอยของวิถียุทธ์ได้ จนเกือบจะร่วงหล่นจากขอบเขตจอมยุทธ์ลงไปสู่ระดับจอมยุทธ์เสียแล้ว
นางย่อมมิมีทางคาดคิดว่า ภายในกายของนางจะมีพลังไร้วิถีแฝงเร้นอยู่ ซึ่งพลังไร้วิถีนั้นอยู่สูงส่งเกินกว่าที่นางจะจินตนาการได้ นางย่อมไม่นึกฝันว่าจะได้พบพานกับพลังที่อยู่ตรงข้ามกับเทียมรรคาเช่นนี้อย่างใกล้ชิด
เมื่อผ่านพ้นคืนนี้ไป วิถียุทธ์ของนางย่อมจะก้าวกระโดดขึ้นทีละขั้น การถดถอยและก้าวหน้าในครั้งนี้ สำหรับเส้นทางการฝึกตนของนางอาจเป็นเพียงก้าวเล็กๆ ทว่าสำหรับการฝึกตนของหลินซูแล้ว กลับเป็นก้าวที่ยิ่งใหญ่นัก
เพราะเขาได้ค้นพบหนทางในการบำเพ็ญพลังไร้วิถีแล้ว นั่นก็คือการดูดซับพลังไร้วิถีนั่นเอง
หลักการบำเพ็ญเช่นนี้ในโลกแห่งเทียมรรคาอาจดูไร้ประโยชน์ดุจกระดูกไก่ ทว่าหากในยามนี้เขาส่งตัวตนเข้าไปในเหวลึกไร้วิถีอีกครา เขาจะล่วงรู้ได้ทันทีว่าหลักการบำเพ็ญนี้มีความน่าสะพรึงกลัวเพียงใด
ราตรีผ่านพ้นไปท่ามกลางสายน้ำ เรือมุ่งหน้าเข้าสู่เมืองไห่หนิง
เมื่ออยู่ห่างจากเมืองไห่หนิงเพียงสิบลี้ ท้องฟ้าก็สว่างจ้า ดวงสุริยาพลันทะยานขึ้นจากลำน้ำที่ห่างไกล สาดส่องรัศมีสีทองนับหมื่นเส้นลงบนผิวน้ำ เฉินซื่อสะดุ้งตื่นจากห้วงนิทราอันแสนหวาน
นางค่อยๆ ก้าวลงจากเตียงและห่มผ้าให้หลินซูด้วยความอ่อนโยน จ้องมองเขาด้วยแววตาอาลัยอาวรณ์อยู่นานครู่หนึ่งก่อนจะเดินออกจากห้องไป และที่หัวเรือด้านนอก มีสตรีผู้งดงามยืนรับลมอยู่เบื้องหน้าเมืองไห่หนิง แผ่นหลังนั้นเฉินซื่อจดจำได้ดี
สตรีผู้นั้นค่อยๆ หันกลับมา เผยให้เห็นใบหน้าที่งดงามอย่างไร้ที่ติ ใบหน้านั้นผุดรอยยิ้มออกมา "อาเฉิน ข้าคืออั้นเย่!"
ในใจของเฉินซื่อพลันเกิดความรู้สึกทอดถอนใจเบาๆ 'คุณชาย สายตาของท่านช่างเฉียบแหลมเกินไปแล้วกระมัง? ตอนที่ท่านครอบครองนางในครั้งแรก ท่านคงยังมิรู้กระมังว่านางจะงดงามถึงเพียงนี้? ท่านช่างกล้าที่จะหลับนอนกับนางทั้งที่นางยังสวมหน้ากากหนาเตอะเช่นนั้น บัดนี้เมื่อเปิดหน้ากากออกดู โถ่เอ๋ย... ช่างงดงามล่มเมืองแท้ๆ'
ทว่านางก็รีบสำรวมจิตใจและก้มศีรษะลงอย่างนอบน้อม "แม่นาง..."
มือทั้งสองข้างของนางถูกอั้นเย่คว้าไว้ และมีเสียงอันอ่อนโยนของอั้นเย่แว่วเข้ามา "อาเฉิน นามจริงของข้าคือ ติงเย๋าเย่ ท่านเรียกชื่อของข้าเถิดเจ้าค่ะ"
เฉินซื่อชะงักไปเล็กน้อย "จะดีหรือเจ้าคะ?"
นางผู้นี้คือยอดฝีมือระดับขอบเขตจอมยุทธ์ ซึ่งคู่ควรกับคุณชายอย่างยิ่ง นางมีคุณสมบัติเพียงพอที่จะเป็นสะใภ้ใหญ่ของบ้านได้เลย
"อาเฉิน หากท่านมิรังเกียจที่ข้าเป็นเพียงคนยุทธภพสามัญ พวกเรามานับถือกันเป็นพี่น้องเถิดเจ้าค่ะ"
"น้องเย๋าเย่..."
เมื่อหลินซูเดินออกมาจากห้อง เขาก็พบสตรีทั้งสองคนกำลังจูงมือกันสนทนาอย่างมีความสุขอยู่ที่หัวเรือ
"ถึงหาดเจียงทานแล้วเจ้าค่ะ คุณชาย พวกเราไปดูด้วยกันเถิด" เมื่อเฉินซื่อเห็นเขาเดินออกมาก็ยิ้มให้ มิรู้ว่าเป็นเพราะเหตุใด หลินซูจึงสัมผัสได้ถึงเฉินซื่อที่เปลี่ยนไป ดูเหมือนนางจะเปิดใจออกอย่างเต็มที่แล้ว
สัญชาตญาณของเขานั้นแม่นยำยิ่งนัก เฉินซื่อได้เปิดใจออกมาแล้วจริงๆ
ก่อนคืนที่ผ่านมา ภายในใจของเฉินซื่อมักจะมีปมบางอย่างที่ติดค้างอยู่เสมอ นางยินดีที่จะทำทุกอย่างเพื่อคุณชาย ทว่านางมีอายุมากกว่าคุณชายอยู่หลายปี อีกทั้งนางยังเคยเป็นคนพิการ นางจึงมิมีความกล้าที่จะวางตำแหน่งของตนเองเป็นสตรีของคุณชาย
ทว่าในวันนี้ สตรีของคุณชายได้เพิ่มมาอีกหนึ่งคน และสตรีผู้นี้ยังมีฐานะที่มิธรรมดา มีคุณสมบัติครบถ้วนที่จะเป็นสะใภ้ใหญ่ได้ ทว่าแม้แต่สตรีเช่นนี้กลับยังปฏิบัติต่อตนอย่างเป็นกันเองและนับถือเป็นพี่น้อง ทำให้ในใจของนางรู้สึกหวานล้ำยิ่งนัก ในเมื่อคุณชายมิรังเกียจนาง และสตรีของคุณชายก็มิรังเกียจนาง แล้วนางยังจะต้องกังวลเรื่องใดอยู่อีกเล่า?
—-------------
ปล. คำว่า ซือเหย คือ ตำแหน่งที่ปรึกษาส่วนตัวของขุนนาง
ด้วยรัก…ราตรีเสมือนฝัน