- หน้าแรก
- ผู้เฝ้ายามแห่งต้าซาง ยอดกวีสะท้านภพ
- บทที่ 42 สองยอดนารีผู้เกรียงไกร
บทที่ 42 สองยอดนารีผู้เกรียงไกร
บทที่ 42 สองยอดนารีผู้เกรียงไกร
หลินซูกางแขนทั้งสองข้างออกพลางเดินเข้าไปขวางกลางระหว่างสตรีทั้งสองคน "แม่นางโฉมงามทั้งสอง อย่าได้วู่วามไปเลย มีเรื่องราวใดค่อยๆ สนทนากันเถิด!"
ยอดนารีทั้งสองต่างปรายสายตามองมาที่เขาพร้อมกันด้วยความประหลาดใจ 'ใครขอให้เจ้ามาช่วยไกล่เกลี่ยกัน? เรื่องวุ่นวายนี้หาใช่เจ้าเป็นผู้ก่อขึ้นหรอกหรือ?'
หลินซูกล่าวว่า "อั้นเย่ ข้าเพียงอยากจะพบเจ้าจึงได้เจตนาเอ่ยเช่นนั้นออกไป ทว่าในใจข้าหาได้คิดเช่นนั้นจริงๆ ไม่ เจ้าต้องตรากตรำคอยปกปักษ์จวนตระกูลหลินยามค่ำคืนอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ช่างเหนื่อยยากยิ่งนัก"
"ข้าเพียงอยากให้เจ้าลงมาลิ้มลองของอร่อยๆ ข้าจะลงมือเข้าครัวด้วยตนเอง รังสรรค์อาหารรสเลิศสักสองสามอย่าง แล้วร่ำสุราไป๋อวิ๋นเปียนร่วมกัน สนทนาเรื่องวิถียุทธ์ถกถ้อยวิถีธรรม เช่นนี้มิใช่ว่าดียิ่งหรอกหรือ? เจ้าว่าอย่างไร?"
เพลิงโทสะที่อัดแน่นอยู่เต็มอกของอั้นเย่พลันมลายหายไปเกินครึ่งในทันที
หลินซูหันไปทางจางอี้อวี่ "อี้อวี่เอ๋ย อันที่จริงข้านั้นเลื่อมใสในตัวเจ้ามานานแสนนานแล้ว พี่ชายของเจ้าเคยกล่าวไว้ว่าน้องสาวของเขานั้นเป็นดั่งนางสวรรค์จำแลงมา เมื่อได้พบเจอในวันนี้ข้าจึงได้รู้ว่าพี่ชายของเจ้านั้นช่างเหลวไหลสิ้นดี"
"ในใต้หล้านี้จะมีนางสวรรค์ที่งดงามถึงเพียงนี้ได้อย่างไร? เจ้าช่างเป็น... เป็น..." เขากลับติดอ่างขึ้นมาเสียอย่างนั้น แถมยังเปลี่ยนการเรียกขานจากท่านเป็นเจ้าได้อย่างแยบยล
จางอี้อวี่จ้องมองเขาอย่างสงบนิ่ง "เป็นสิ่งใดกัน?"
หลินซูเกาศีรษะ "ข้าเกริ่นนำไว้สูงส่งเกินไปหน่อย จนยามนี้ข้าคิดไม่ออกแล้วว่า... สิ่งใดกันที่จะงดงามยิ่งกว่านางสวรรค์..."
สตรีทั้งสองต่างยกมือขึ้นกุมขมับพร้อมกัน 'เจ้าคนไร้ยางอาย! เป็นถึงเจี้ยหยวนผู้ทรงเกียรติแท้ๆ เหตุใดจึงได้มีกิริยาเช่นนี้?'
จางอี้อวี่ตัดสินใจที่จะไม่ถือสาหาความกับเขาอีก นางจึงเอ่ยถามปัญหาที่นางสนใจใคร่รู้ขึ้นมาโดยตรงว่า "นิยายประโลมโลกที่เจ้ากล่าวถึงเมื่อครู่นี้คือสิ่งใดกัน? เป็นรูปแบบวรรณกรรมแขนงใหม่อย่างนั้นหรือ?"
แม้คนตรงหน้าจะดูไร้ยางอาย ทว่ามีสิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับ คือบทกวี บทความ และลายลักษณ์อักษรของเขาล้วนโดดเด่นเหนือผู้ใด นิยายประโลมโลกที่เขากล่าวถึงย่อมต้องมิธรรมดาเป็นแน่ ไม่แน่ว่าในภายหน้าพี่ชายของนางอาจใช้สิ่งนี้เป็นหนทางก้าวข้ามสู่ขอบเขตใหม่ก็เป็นได้
พี่ชายของนางคืออัจฉริยะในวิถีอักษร หากมีรูปแบบวรรณกรรมใหม่ๆ เกิดขึ้นย่อมจักเป็นประโยชน์ต่อเขาอย่างยิ่ง แม้พี่น้องคู่นี้จะมักโต้เถียงกันจนฟ้าถล่มดินทลายอยู่บ่อยครั้ง ทว่าในยามสำคัญน้องสาวเช่นนางก็ยังคงนึกถึงพี่ชายเสมอ
ทันทีที่หัวข้อนี้ถูกยกขึ้นมา แววตาของอั้นเย่ก็พลันเปลี่ยนไป
หลินซูยิ่งเกาศีรษะแรงขึ้นกว่าเดิม เรื่องนิยายประโลมโลกนั้นมิอาจสนทนาได้เลย หากขุดคุ้ยลงไปย่อมเสี่ยงต่อการถูกสั่งสอนเป็นแน่ เขาจึงรีบเปลี่ยนหัวข้อสนทนาในทันที
"เอาเช่นนี้เถิด ข้าจะไปรังสรรค์กับแกล้มให้พวกเจ้าสักหน่อย พวกเราจะได้ดื่มกินไปพลางสนทนาเรื่องวิถียุทธ์ไปพลาง" เขาเดินออกไปพลางผลักประตูห้องครัวแล้วร้องเรียก "เหมยเหนียง เตรียมวัตถุดิบให้ข้าหน่อย ข้าจักทำกับแกล้มสักสองสามอย่าง..."
จางอี้อวี่ตกตะลึงยิ่งนัก นางทอดสายตามองไปทางอั้นเย่ "เขาลงครัวด้วยตนเองเลยหรือ?"
"ดูเหมือนว่าจะเป็นเช่นนั้น!"
"เขาเคยทำเช่นนี้มาก่อนหรือไม่?"
"เคยทำมาแล้วเจ็ดแปดหน!"
"เป็นถึงเจี้ยหยวนผู้ทรงเกียรติ... กลับกระทำเรื่องที่ทำลายจรรยาบรรณบัณฑิตเช่นนี้ มารดาของเขาไม่สั่งสอนเขาบ้างหรือ?"
"ในช่วงแรกดูเหมือนหลินฮูหยินจะคิดเช่นนั้น ทว่าภายหลังก็ดูเหมือนจะเริ่มคุ้นชินไปเสียแล้ว อีกอย่าง สำหรับเขานั้น เรื่องนี้หาได้นับว่าเป็นเรื่องเสื่อมเสียเกียรติบัณฑิตแต่อย่างใด"
นางอยากจะกล่าวว่า เรื่องที่เสื่อมเสียเกียรติบัณฑิตอย่างแท้จริงคือการที่เขาเขียนนิยายประโลมโลกเพื่อเกี้ยวพาราสีนางต่างหาก ทว่าถ้อยคำเหล่านั้นย่อมมิอาจเอ่ยออกมาได้
อั้นเย่พำนักอยู่ที่นี่มาเกือบสองเดือนแล้วจึงเริ่มมีเกาะป้องกันอยู่บ้าง ทว่าจางอี้อวี่นั้นยังห่างไกลนัก เมื่อเห็นหลินซูทำอาหารในครัวอย่างคล่องแคล่ว นางก็รู้สึกว่าความเข้าใจเดิมๆ ของนางกำลังถูกสั่นคลอน
และหลังจากที่เขายกกับแกล้มขึ้นมาวางพร้อมกับที่นางได้ลองลิ้มชิมรสไปเพียงคำเดียว ความรู้สึกเหล่านั้นก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น อาหารจานนี้ช่างเลิศรสยิ่งนัก
นางเป็นผู้บำเพ็ญเพียรที่บรรลุถึงขอบเขตปี้กู่แล้ว ปี้กู่นั้นคือสิ่งใด? คือการไม่ข้องแวะกับควันไฟแห่งโลกมนุษย์และไม่ข้องแวะกับธัญญาหารสามัญ แต่ทว่าเมื่อกับแกล้มนี้เข้าสู่ปาก นางกลับรู้สึกอย่างชัดเจนว่า ควันไฟแห่งโลกมนุษย์นั้นก็มีรสชาติอีกรูปแบบหนึ่งที่น่าตราตรึงใจยิ่ง...
ในเรื่องของการรับประทานอาหาร อั้นเย่และนางล้วนอยู่ในขอบเขตเดียวกัน
ตลอดสองเดือนที่ผ่านมา อาหารของจวนตระกูลหลินได้ยั่วยวนอั้นเย่อยู่หลายครา หากจะกล่าวว่านางไม่อยากลิ้มลองย่อมเป็นการโกหก ทว่านางมีฐานะไม่ธรรมดา ย่อมมิอาจหน้าด้านลอบเข้าครัวไปแอบกินอาหารเหลือของผู้อื่นกลางดึกได้
ในวันนี้เมื่ออาหารเข้าสู่ปากต่อมรับรสของนางก็พลันตื่นตัวทันที โชคดีที่การฝึกยุทธ์มาหลายปีทำให้นางมีความนิ่งสงบเพียงพอ นางจึงมิได้แสดงกิริยาเสียมารยาทออกมา ทำเพียงค่อยๆ รับประทานอย่างช้าๆ พลางพยายามนึกภาพว่าอาหารตรงหน้านี้คือหมั่นโถวที่นางเคยรับประทานมานับครั้งไม่ถ้วน
หลินซูเองก็ร่วมรับประทานและดื่มสุราไปด้วย สายตาของเขาคอยสังเกตการแสดงออกเล็กๆ น้อยๆ ของสตรีทั้งสองอยู่ตลอดเวลา และการที่เขาพยายามเอาอกเอาใจยอดนารีทั้งสองถึงเพียงนี้ ย่อมมิใช่กระทำไปโดยไร้เหตุผล
อั้นเย่ ยอดฝีมือระดับสูงสุดแห่งวิถียุทธ์!
จางอี้อวี่ ยอดฝีมือขอบเขตบุปผามรรคาขั้นที่ห้า! แห่งวิถีเซียน
ยอดนารีผู้เกรียงไกรที่หาได้ยากยิ่งในใต้หล้า กลับมาพร้อมหน้ากันที่เรือนหลังน้อยของเขา ช่างเป็นวาสนาพิลึกพิลั่นยิ่งนัก?
เขาหาได้เป็นหลวงจีนที่ละทิ้งทางโลก เขาย่อมมีความปรารถนา! ปรารถนาสิ่งใดอย่างนั้นหรือ? ปัดโธ่เอ๋ย จะปรารถนาสิ่งใดได้อีกเล่า?
จางอี้อวี่ลักพาตัวพี่ชายของนางไปยังสำนักเซียนปี้สุ่ยเพื่อถอดความคัมภีร์สวรรค์โบราณ เขาจำเป็นต้องล่วงรู้ให้ได้ว่าคัมภีร์สวรรค์โบราณที่รวมเอาทั้งเรื่องดาราศาสตร์ เบญจธาตุ และการคำนวณเข้าไว้ด้วยกันนั้นคือสิ่งใด ถึงขนาดทำให้นางกล้าเอาอนาคตของพี่ชายร่วมสายเลือดมาเดิมพันเช่นนี้
เรื่องที่เกี่ยวข้องกับคัมภีร์สวรรค์โบราณย่อมเป็นความลับสุดยอดของสำนักเซียนปี้สุ่ย เขาจักแสดงท่าทีสนใจใคร่รู้จนเกินงามมิได้ มิฉะนั้นจะกลายเป็นเรื่องต้องห้าม หากทำให้เบื้องบนของสำนักเซียนปี้สุ่ยเกิดความระแวดระวังขึ้นมา บางทีพวกเขาอาจจะกำจัดเขาเสียทิ้งก็ได้ เขาจึงจำเป็นต้องใช้เวลาเพื่อสร้างความสนิทสนมกับนาง เพื่อให้นางเป็นฝ่ายเอ่ยถึงมันออกมาเอง
แล้วเขาหวังสิ่งใดจากอั้นเย่เล่า? ย่อมต้องเป็นวิถียุทธ์อย่างแน่นอน
เขาไม่เหมือนผู้อื่น เพราะเขามีรากฐานคู่ทั้งวิถีอักษรและวิถียุทธ์ ในวิถีอักษรนั้นเขาพอจะทราบว่าต้องทำอย่างไร ก็แค่คัดลอก คัดลอก และคัดลอก... มิใช่สิ! ก็แค่ใช้ความรู้ด้านวรรณกรรมอันยอดเยี่ยมฝ่าด่านปราบขุนพลไปเรื่อยๆ เท่านั้น
ทว่าในวิถียุทธ์เขากลับมืดแปดด้าน
แม้บิดาของเขาจะเป็นยอดฝีมือวิถียุทธ์ ทว่าจนถึงวาระสุดท้ายก็ยังอยู่เพียงระดับจอมยุทธ์ ส่วนพี่ชายของเขาที่เป็นอัจฉริยะเชิงยุทธ์ ในยามนี้ก็เพิ่งจะก้าวตามทันรอยเท้าของบิดาในระดับจอมยุทธ์เช่นกัน
แล้วสตรีที่อยู่ตรงหน้าเขาในยามนี้คือสิ่งใด? ขอบเขตพิศมนุษย์!
ก่อนหน้านี้เขาไม่เคยทราบเลยว่าในวิถียุทธ์ยังมีขอบเขตเช่นนี้อยู่ด้วย เจ้าว่าระยะห่างมันไกลปานใดกัน?
มียอดฝีมือวิถียุทธ์ระดับปรมาจารย์อยู่ตรงหน้า หากมิคว้าตัวมาคอยชี้แนะเคล็ดวิชาให้ มิเท่ากับนั่งทับภูเขาทองคำมาสองเดือนทว่ากลับต้องมือเปล่าในตอนท้ายหรอกหรือ?
เพื่อเป้าหมายใหญ่ทั้งสองประการนี้ เขาจึงยอมลงทุนลงแรงเข้าครัวด้วยตนเอง ใช้ฝีมือการปรุงอาหารที่ยอดเยี่ยมที่สุดเพื่อมัดใจพวกนาง และใช้สุดยอดวิชาประจบประแจงที่มิเคยใช้มาก่อนในชีวิตเพื่อเอาใจพวกนาง
สุราก็ดื่มแล้ว อาหารก็ทานแล้ว ทว่าสตรีทั้งสองกลับยังนิ่งเฉย มิเอ่ยถึงวิถียุทธ์แม้เพียงครึ่งคำ นี่ออกจะดูมิรู้ความไปหน่อยกระมัง ท่านเจี้ยหยวนผู้นี้เยินยอพวกเจ้าฟรีๆ อย่างนั้นหรือ?
เอาเถิด ลองใช้แผนนี้ดู แผนนี้เรียกว่า 'โยนอิฐล่อหยก'
"วิถียุทธ์นั้นข้ามีความสนใจมาตั้งแต่เยาว์วัย และเคยรวบรวมเรื่องราวในยุทธภพไว้มากมาย บางเรื่องก็น่าสนใจยิ่งนัก แม่นางทั้งสอง อยากฟังดูหรือไม่?"
สตรีทั้งสองพยักหน้าพร้อมกัน ทว่าสายตากลับดูเลื่อนลอย ประดุจจะบอกว่า "ข้าจะไม่พูดสิ่งใด ข้าจะขอนั่งดูเจ้าแสดงเงียบๆ ก็แล้วกัน"
ช่างมิใช่ผู้ฟังที่ดีเอาเสียเลย บางทีเขาควรจะเรียกเสี่ยวเถาเข้ามาด้วย หากเสี่ยวเถาได้ยินเขาเอ่ยเช่นนี้ นางย่อมต้องกระโดดโลดเต้นแล้วจ้องมองเขาด้วยดวงตาพยัคฆ์คู่นั้นพลางกล่าวว่า "คุณชาย เล่าให้เสี่ยวเถาฟังเถิดเจ้าค่ะ"
นั่นจักทำให้มีชีวิตชีวาเพียงใด? ทว่าในเมื่อบรรยากาศดำเนินมาถึงขั้นนี้แล้ว ก็เริ่มเล่าเลยก็แล้วกัน