เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 6 โฉมงามดุจมวลบุปผาแห่งหอไห่หนิง

บทที่ 6 โฉมงามดุจมวลบุปผาแห่งหอไห่หนิง

บทที่ 6 โฉมงามดุจมวลบุปผาแห่งหอไห่หนิง


ภายในห้องหนังสือของหลินเจียเหลียงมีตำราวางเรียงรายอยู่เป็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่เป็นตำราประเภทเย็บเล็บแบบโบราณ ทั้งคัมภีร์ขงจื๊อ 'ลุ่นอวี่' คัมภีร์เต๋า 'เต้าเต๋อจิง' และพงศาวดาร 'ชุนชิว' ซึ่งบรรดาคัมภีร์เหล่านี้ล้วนมีขอบกระดาษที่หลุดลุ่ยแสดงให้เห็นว่าผ่านการพลิกอ่านมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน

เมื่อหลินซูยื่นปลายนิ้วออกไปสัมผัสแผ่วเบา บนกิ่งไม้ที่แห้งเหี่ยวภายในห้วงสมองของเขาก็พลันมีใบไม้นับสิบผลิบานขึ้นอย่างเงียบเชียบ

ไม่มีผู้ใดคาดคิดเลยว่าเพียงแค่เขาเดินสำรวจรอบหนึ่งเขาก็สามารถกลายเป็นผู้มีความรู้ขึ้นมาได้ เพียงการก้าวเดินสิบกว่าก้าวกลับมีค่าเทียบเท่ากับเหล่าบัณฑิตในโลกนี้ที่ต้องทุ่มเทศึกษาเล่าเรียนอย่างหนักท่ามกลางความหนาวเหน็บมานานนับสิบปี

ถัดจากตำราสำนักปรัชญาต่างๆ ยังมีตำราปกสีเหลืองวางอยู่อีกเล่ม เมื่อหลินซูเปิดออกดูก็พบว่าคือ 'รวมบทกวีเจ็ดสีแห่งต้าซาง' โดยหน้าแรกมีข้อความจารึกไว้ว่า 'ตำราเล่มนี้รวบรวมผลงานของอัจฉริยะกวีสามร้อยเจ็ดสิบเอ็ดท่านในรอบพันปีของแคว้นต้าซาง รวมทั้งสิ้นสี่ร้อยแปดบท ซึ่งล้วนเป็นบทกวีระดับแสงห้าสีและแสงเจ็ดสี มอบกลิ่นอายแห่งกวีจารึกไว้ในใต้หล้าสืบสานความรุ่งโรจน์ไปนับพันปี'

บทแรกมีชื่อว่า 'ฝนราตรีที่ซีหลิน' เนื้อความว่า 'ฝนครึ่งเมืองคลุมซีหลิน หมื่นยอดเขาเมฆาม้วนพงไพรทึบ..." ผู้ประพันธ์คือเหรินจื่อฟู ชาวจงโจวแห่งแคว้นต้าซาง เกิดในปีศักราชซางที่หนึ่งร้อยแปด ถึงแก่กรรมในปีศักราชซางที่หนึ่งร้อยสี่สิบหก บทกวีนี้...

บทที่สองคือ 'จารึกผนังหลิงอวิ๋น'... บทที่สามคือ 'เหมันต์ฤดู'

หลังจากไล่อ่านไปมากกว่าสามสิบบท เขากลับไม่พบกวีบทใดที่คุ้นเคยเลยแม้แต่บทเดียว

หลินซูวางรวมบทกวีลงแล้วสายตาก็ถูกดึงดูดโดยตำราอีกเล่มที่มีชื่อว่า 'เกร็ดความรู้วิถีอักษร' เมื่อเขาเปิดอ่านแววตาก็พลันเป็นประกาย เพราะตำราเล่มนี้บันทึกรายละเอียดเกี่ยวกับวิถีอักษรของโลกนี้ไว้อย่างครบถ้วน ทั้งเรื่องที่เหล่าอริยปราชญ์เบื้องบนประทานพลังอำนาจแห่งวิถีอักษรให้แก่ชาวโลก นิยามของวิถีอักษร ลำดับขั้นของพลัง วิธีการเลื่อนระดับ ไปจนถึงข้อห้ามต่างๆ ในวิถีอักษร

ในส่วนของข้อห้ามวิถีอักษรได้ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า 'หากบัณฑิตต้องเผชิญกับอุปสรรคครั้งใหญ่หรือได้รับความอัปยศต่อหน้าสาธารณชน จะส่งผลให้แท่นอักษรเกิดมลทิน และเมื่อแท่นอักษรมัวหมอง ความคิดสร้างสรรค์จะติดขัด จนยากที่จะก้าวหน้าในวิถีอักษรได้อีก ในกรณีที่ร้ายแรงเส้นทางอักษรอาจถึงขั้นแตกสลายและกลายเป็นคนพิการไร้ค่าไปตลอดกาล...'

หัวใจของหลินซูกระตุกวูบ 'ที่แท้ชุมนุมปราชญ์นั้นสามารถทำลายวิถีอักษรของคนผู้หนึ่งและดับสิ้นความปรารถนาชั่วชีวิตของผู้อื่นได้จริงๆ อย่างนั้นหรือ!'

เมื่อเขาดึงลิ้นชักใต้โต๊ะทำงานออกมาก็ได้กลิ่นหอมประหลาดโชยเข้าจมูก ภายในนั้นมีกระดาษสีเหลืองที่ห่อธูปศักดิ์สิทธิ์ครึ่งดอกไว้อย่างระมัดระวัง ตัวธูปมีสีเหลืองทองอร่ามคล้ายกับหล่อหลอมขึ้นจากทองคำแท้ ซึ่งนี่ก็คือ 'ธูปศักดิ์สิทธิ์' ที่กล่าวถึงในตำรานั่นเอง

หลินซูครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหยิบธูปศักดิ์สิทธิ์ครึ่งดอกนั้นซุกซ่อนไว้ในอกเสื้อ แต่ทันใดนั้นมีเสียงดังขึ้นที่หน้าประตูห้องหนังสือ หลินซูรีบหันขวับไปมองก็พบว่าเป็นเสี่ยวเยา

เสี่ยวเยาประคองชามใบใหญ่เดินเข้ามา "พี่ชาย ท่านอยู่นี่เอง ข้าตามหาท่านเสียทั่ว"

"พี่รองของข้าเป็นอย่างไรบ้าง?" หลินซูเอ่ยถาม

"หลับไปแล้วเจ้าค่ะ มีเสี่ยวเถาคอยดูแลอยู่"

เสี่ยวเยายื่นชามใบใหญ่มาให้ "พี่ชายดื่มโจ๊กชามนี้เถิด ท่านแม่... เอ้อ ฮูหยินบอกว่าร่างกายของท่านก็ไม่ค่อยดีนัก จะละเลยไม่ได้เด็ดขาด"

เมื่อโจ๊กครึ่งชามลงสู่ท้อง หลินซูก็รู้สึกอุ่นสบายขึ้นมาบ้าง แต่แล้วเขาก็สังเกตเห็นคราบน้ำลายใสๆ ที่มุมปากของเสี่ยวเยา

หลินซูหยุดดื่มโจ๊กทันที "เจ้ายังไม่ได้กินมื้อเช้าใช่หรือไม่?"

เสี่ยวเยาพยักหน้าก่อนจะรีบส่ายหน้าปฏิเสธ "เมื่อคืนข้ากินแป้งก้อนไปแล้ว แป้งก้อนนั้นอยู่ท้องนัก ข้าไม่หิวเลยสักนิด" นางกลืนน้ำลายดังอึกใหญ่จนเสียงนั้นปิดไม่มิดเลยทีเดียว

หลินซูส่งชามโจ๊กที่เหลืออยู่ครึ่งหนึ่งให้นาง "ดื่มเสียเถอะ"

เสี่ยวเยาลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะรับไปดื่มจนหมดเกลี้ยง แม้แต่ก้นชามนางยังเลียจนสะอาดเสียจนแทบไม่ต้องล้างเลยทีเดียว

หลินซูถามขึ้นว่า "เสี่ยวเยา เจ้าอยากกินเนื้อหรือไม่?"

'เนื้ออย่างนั้นหรือ?' เสี่ยวเยากลืนน้ำลายอีกครั้งและมุมปากก็ปรากฏคราบน้ำลายใสๆ ที่คุ้นเคย แต่นางกลับค่อยๆ ส่ายหน้า "พี่ชาย พี่เสี่ยวเถาบอกว่าในจวนไม่มีเนื้อเหลืออยู่แล้วจริงๆ เจ้าค่ะ"

"เปล่า ข้าจะพาเจ้าไปงานเลี้ยง ไปหาของอร่อยกินฟรีๆ กัน"

ดวงตาของเสี่ยวเยาพลันเป็นประกายสดใสราวกับดวงดาราน้อยๆ สองดวง

เรื่องการไปร่วมงานเลี้ยงนั้นเขากับเสี่ยวเยาเห็นพ้องตรงกันทันที แต่กลับมาติดปัญหาที่หลินฮูหยิน "เจ้าว่าอย่างไรนะ? จะไปงานเลี้ยงอย่างนั้นหรือ? นั่นมันงานรวมตัวของเหล่าบัณฑิต... เจ้าจะไปยุ่งเกี่ยวกับเขาทำไมกัน?"

หลินซูหยิบเทียบเชิญออกมา "ท่านแม่ แต่ทางนั้นส่งเทียบเชิญมาแล้ว หากตระกูลหลินไม่ไปร่วมงาน คนอื่นจะพากันพูดอย่างไร? พวกเขาจะหาว่าตระกูลหลินไร้ผู้สืบทอด หรือหาว่าตระกูลหลินมีความผิดบาปมหันต์จนไม่กล้าปรากฏตัวต่อหน้าสาธารณชน"

ความยึดมั่นในใจของหลินฮูหยินเริ่มสั่นคลอน

เนิ่นนานผ่านไปหลินฮูหยินจึงเอ่ยว่า "เมื่อครู่เจ้าก็คงได้ยินแล้วว่าชุมนุมปราชญ์ครั้งนี้ไม่ธรรมดา มีความเป็นไปได้สูงว่าจะเป็นการที่ตระกูลจางจงใจกดขี่ตระกูลหลินของเรา"

"เขาสามารถกดขี่ลูกในเรื่องใดได้หรือ? ในเมื่อลูกไม่มีแม้กระทั่งรากฐานอักษร แล้วเขาจะสามารถทำลายเส้นทางอักษรของลูกได้อย่างไร?"

คำพูดประโยคนี้ช่วยขจัดความกังวลสุดท้ายในใจของผู้เป็นมารดาไปจนสิ้น 'ใช่แล้ว ตระกูลจางย่อมก่อคลื่นลมในงานเลี้ยงแน่นอน หากเป็นบุตรชายคนที่สองไปร่วมงานย่อมตกอยู่ในอันตรายใหญ่หลวง แต่สำหรับบุตรชายคนที่สามเล่า เขาจะสูญเสียสิ่งใดได้อีก?'

ในเมื่อไม่มีสิ่งใดติดตัว ก็ย่อมไม่มีสิ่งใดให้สูญเสีย!

สีหน้าของหลินฮูหยินเริ่มผ่อนคลายลง "แม่เพียงแต่กังวลเรื่องนิสัยเดิมของเจ้า หากโดนคนอื่นยั่วยุเพียงนิดเจ้าก็จะโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ แต่ช่างเถิด เจ้าจงฟังให้มากและพูดให้น้อยเข้าไว้แล้วกัน!"

"ขอรับ!" หลินซูจูงมือเสี่ยวเยาเดินออกจากประตูบ้านไป

เด็กสาวรีบเช็ดคราบน้ำลายที่มุมปากและออกเดินทางด้วยความตื่นเต้นดีใจ และเป้าหมายคือหอไห่หนิง

ตลอดการเดินทางหลินซูเหม่อมองไปทางขอบฟ้าพลางรำพึงในใจว่า "ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ภาระอันหนักอึ้งของตระกูลหลิน ข้าจะขอเป็นผู้แบกรับมันไว้เอง!"

หอไห่หนิงอยู่ไม่ไกลนัก ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของเมืองไห่หนิง ทางทิศตะวันออกติดกับแม่น้ำฉางเจียงซึ่งมีทิวย้อยหลิวพริ้วไหว ในฤดูกาลเช่นนี้หากมิได้ใช้เป็นสถานที่สำหรับรังสรรค์บทกวีและชื่นชมแสงจันทร์ก็นับว่าน่าเสียดายยิ่งนัก

เมื่อมองจากภายนอก หอไห่หนิงมีเพียงสามชั้นและสูงไม่เกินสามจั้ง แต่ทันทีที่ก้าวเข้าสู่ภายใน หลินซูก็ต้องตกตะลึงจนแทบไม่เชื่อสายตาตนเอง

ตรงกลางเป็นโถงใหญ่ล้อมรอบด้วยอาคารสี่ด้าน ซึ่งตัวอาคารสูงถึงสิบกว่าชั้นหรือสูงราวสิบสองถึงสิบห้าจั้งเลยทีเดียว!

มีคนสองคนเดินเข้าหอไห่หนิงมาพร้อมกับพวกเขา หนึ่งในนั้นแสดงท่าทางตกใจกับภาพที่เห็นอย่างเห็นได้ชัด คนที่อยู่ข้างๆ จึงช่วยอธิบายว่า "นี่คืออานุภาพแห่งวิถีอักษร!"

"เจ้าเห็นอักษรที่ระเบียงทางเดินนั่นหรือไม่?"

มันคืออักษร 'ฉี่!'

อักษรตัวนี้คือลายพู่กันของท่านเติ้งเซียนฉู่ มหาปราชญ์ผู้บรรลุถึงขอบเขตขั้นสุดยอดของหัวใจอักษร หอไห่หนิงยอมทุ่มเงินพันตำลึงทองเพื่อขอรับมอบอักษรนี้มา เมื่ออักษรนี้ถูกแขวนไว้ อานุภาพแห่งวิถีอักษรก็เปลี่ยนฟ้าดินได้ทันที หอไห่หนิงที่มีเพียงสามชั้นจึงถูกคัดลอกเพิ่มขึ้นมาอีกสี่ส่วนจนกลายเป็นอาคารสูงสิบสองชั้นในที่สุด!

หลินซูยืนตะลึงตาค้าง 'เพียงแค่อักษรตัวเดียวกลับสามารถเพิ่มชั้นอาคารขึ้นมาเก้าชั้นท่ามกลางย่านการค้าอันหนาแน่นได้ เขาคิดว่าหากอักษรเช่นนี้ไปอยู่ในเมืองใหญ่อย่างปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ หรือกวางโจว อักษรตัวเดียวคงมีมูลค่ามหาศาลเกินกว่าจะประเมินค่าได้จริงๆ'

'แล้วเสี่ยวเยาเล่า?' หลินซูมองตามสายตาของนางไป ก็พบว่านางกำลังจ้องมองไก่ย่างและแกะย่างบนโต๊ะทั้งสองด้าน

"อึก!" ทั้งสองคนต่างกลืนน้ำลายลงคอพร้อมกัน

ขณะที่ทั้งคู่กำลังก้าวเข้าสู่หอไห่หนิง ก็มีเสี่ยวเอ้อเดินเข้ามาขวางหน้าไว้พร้อมกับรอยยิ้ม "คุณชายสามหลิน ไม่ได้พบกันเสียนานนะขอรับ ต้องขออภัยด้วยที่วันนี้หอไห่หนิงมีธุระสำคัญต้องจัดการ กิจกรรมจำพวกตีไก่แข่งสุนัขทั้งหลายคงต้องขอระงับไว้ก่อน"

'ดูเหมือนว่าคนผู้นี้จะรู้จักเขาด้วย! แต่อีกฝ่ายมีเจตนาอะไรกัน? ตัวเขาในอดีตนั้นรู้จักเพียงแต่การตีไก่แข่งสุนัขอย่างนั้นหรือ?'

หลินซูปั้นหน้ายักษ์ทันที "เจ้าพูดจาอะไรกัน? ที่ข้ามาวันนี้ก็เพื่อมาเข้าร่วมธุระสำคัญของพวกเจ้านั่นแหละ!"

"ท่านน่ะหรือ? ฮ่าๆ..." เสี่ยวเอ้อหัวเราะร่า

ฟึ่บ! เทียบเชิญใบหนึ่งถูกชูขึ้นตรงหน้าเสี่ยวเอ้อ เสียงหัวเราะนั้นพลันหยุดกึกลงทันที ดวงตาของเสี่ยวเอ้อเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง

หลินซูเดินวางท่าผ่านหน้าอีกฝ่ายไปอย่างสง่าผ่าเผยและมุ่งหน้าขึ้นสู่ชั้นสอง เมื่อโชว์เทียบเชิญให้แก่ผู้ต้อนรับชั้นสองดู อีกฝ่ายกลับมีมารยาทมากกว่ามาก เมื่อเห็นเทียบเชิญก็ค้อมตัวลงเล็กน้อยพร้อมกับประกาศว่า "ตระกูลหลิน... แขกผู้มีเกียรติหนึ่งท่าน!"

บนโต๊ะอาหาร เหล่าบัณฑิตต่างพากันเงยหน้าขึ้นมอง บรรดาบัณฑิตที่นั่งสนทนากันอย่างออกรสตรงที่นั่งริมแม่น้ำด้านหน้าก็หันมามองเช่นกัน ที่ริมหน้าต่างทางด้านขวามีสตรีสวมผ้าคลุมหน้าบางๆ กำลังดีดกู่เจิงส่งเสียงบรรเลงรับแขกขึ้นมาหนึ่งจังหวะ

ทันใดนั้นทุกคนต่างพากันชะงักไป หากคนจากตระกูลหลินมาร่วมงานย่อมต้องเป็นหลินเจียเหลียง แต่ผู้ที่ก้าวขึ้นบันไดมากลับเป็นเพียงเด็กหนุ่มท่าทางสะอาดสะอ้านคนหนึ่ง ซึ่งในหมู่พวกเขาก็มีบางคนจำได้ว่านี่คือคุณชายสามแห่งตระกูลหลิน ผู้ที่ไร้ความสามารถทั้งด้านวิถีอักษรและวิถียุทธ์ เป็นเพียงคุณชายเจ้าสำราญคนหนึ่งเท่านั้น

แถมยังแว่วมาว่าเขาเพิ่งหายตัวไปเมื่อไม่นานมานี้ นี่มันเกิดเรื่องประหลาดอะไรขึ้นกันแน่? บัณฑิตเหล่านั้นเริ่มหันหน้าไปกระซิบกระซาบกันด้วยความสับสน

หลินซูกวาดตามองไปรอบๆ และตั้งใจจะหาที่นั่งสักแห่ง ทว่ากลับมีคุณชายผู้มีสง่าราศีท่านหนึ่งลุกขึ้นยืนแล้วกุมมือคารวะ "คุณชายสาม พี่รองของท่านมิได้มาด้วยหรือ?"

หลินซูชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะพิจารณาคุณชายท่านนั้น และแสร้งถามคุณชายที่อยู่ข้างๆ ว่า "คุณชายท่านนี้ดูมีสง่าราศีรุ่มรวยนัก ไม่ทราบว่าเป็นผู้ใดกัน?"

คนข้างๆ จึงบอกว่า "นี่คือคุณชายจางซิ่ว อัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งชวีโจว คุณชายสามก็เคยพบมาก่อนนี่ เหตุใดวันนี้ถึงได้ลืมเลือนไปเสียได้?"

หลินซูยิ้มอย่างใจเย็น "ต้องขออภัยด้วยคุณชายจาง พอก่อนหน้านี้ข้าล้มป่วยหนัก ความทรงจำที่ไม่สำคัญหลายอย่างจึงได้สูญหายไป"

รอยยิ้มบนใบหน้าของจางซิ่วพลันแข็งค้างทันที 'อะไรคือความทรงจำที่ไม่สำคัญสูญหายไป? นี่หมายความว่าตัวเขาเป็นคนที่ไม่สำคัญในความทรงจำของเจ้าอย่างนั้นหรือ?'

แต่เขาก็รีบปรับสีหน้าที่แข็งค้างนั้นให้กลับมาเป็นปกติในพริบตา "คุณชายหลินเจียเหลียงมักขานเรียกแม่นางอวี้โหลวว่าเป็นสตรีรู้ใจเสมอ แต่วันนี้เป็นพิธีอำลาหอของแม่นางอวี้โหลวซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่โตยิ่งนัก คุณชายหลินเจียเหลียงกลับหลีกเลี่ยงไม่ยอมมา ไม่ทราบว่าติดธุระอันใดหรือ?"

หลินซูจึงอธิบายว่า "ท่านแม่ของข้าล้มป่วย พี่รองของข้าต้องการรักษาท่านแม่จึงได้เขียนบทความชักนำปราณให้ทุกวันวันละสองครั้ง แม้อาการของท่านแม่จะดีขึ้นบ้าง แต่พี่รองกลับต้องมาล้มป่วยลงแทน ดังนั้นข้าจึงต้องมาร่วมพิธีอำลาหอของพี่สาวอวี้โหลวแทนพี่รอง ยินดีที่ได้พบทุกท่าน และต้องขออภัยด้วย"

เขากุมมือคารวะไปรอบทิศทาง

ทันใดนั้นมีเสียงหนึ่งดังแว่วมา "อวี้โหลวไม่ทราบเรื่องภายในจวนหลินมาก่อน จึงได้เสียมารยาทส่งเทียบเชิญไป หากมีสิ่งใดล่วงเกินโปรดอภัยให้ด้วยเจ้าค่ะ"

หลินซูเบนสายตาไปทางด้านซ้าย

ด้านซ้ายนั้นมีม่านมุกกั้นอยู่ เบื้องหลังม่านมุกคือกลุ่มสตรีจากหอนางโลม ซึ่งแบ่งออกเป็นห้ากลุ่มย่อยๆ แต่ละกลุ่มย่อยจะมีแกนกลางเป็นหญิงงามหนึ่งคน โดยมีสาวใช้สามสี่คนคอยปรนนิบัติล้อมรอบราวกับมวลหมู่ดาราที่ห้อมล้อมดวงจันทร์

ผู้ที่เอ่ยออกมาก็คือหญิงงามที่เป็นศูนย์กลางของงานในวันนี้ นางคือสตรีในชุดหรูหรา ผิวพรรณนวลเนียนประดุจไขมันแพะ คิ้วเรียวงามดุจขุนเขาไกล ดวงตาทั้งคู่เปล่งประกายฉ่ำวาวราวน้ำในฤดูใบไม้ผลิ มองดูแล้วเหมือนดรุณีนางหนึ่ง

แต่เมื่อดวงตาคู่นั้นเคลื่อนไหวกลับดูสง่างามมีภูมิฐาน ราวกับมีกระแสธารแห่งกาลเวลาไหลผ่านดวงตาคู่นั้นในชั่วพริบตา และนางก็คือตัวเอกของพิธีอำลาหอในวันนี้ นั่นคืออวี้โหลว

หลินซูรู้สึกประทับใจ 'ที่แท้นี่คือสตรีรู้ใจของพี่รองหรือ? นางช่างดูโดดเด่นไม่ธรรมดาจริงๆ ทั้งมีความรู้ รู้จักกาลเทศะ และวางตัวได้สง่างามยิ่งนัก'

หลินซูยิ้มพลางกล่าวว่า "โชคดีที่เรื่องร้ายๆ ผ่านพ้นไปแล้ว พี่รองของข้าเพียงแต่ใช้ปราณอักษรมากเกินไปจนร่างกายอ่อนเพลีย มิได้เป็นอันตรายรุนแรงอันใด พักผ่อนเพียงไม่กี่วันก็คงจะดีขึ้นขอรับ"

อวี้โหลวลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอกแผ่วเบา "คุณชายสามโปรดนั่งลงเถิดเจ้าค่ะ เชิญรับประทานอาหารและสุราตามสบาย"

เบื้องหลังม่านมุก หญิงงามทั้งห้ากลุ่มต่างพากันสบตาซึ่งกันและกัน พวกนางต่างมองเห็นความผิดปกติในสายตาของกันและกัน สตรีเหล่านี้ล้วนเป็นเหล่าพธูเด่น ทั้งฉินเซียงจวินจากหอไป่ฮวา หลี่หรูซื่อจากหอติงเซียง และตู้เยว่ปัวจากหอจุ้ยเซียง

พวกนางล้วนเป็นผู้ปรนนิบัติในแดนสุขาวดีที่บุรุษต่างใฝ่ฝันหา และวันนี้อวี้โหลวจะอำลาอาชีพเพื่อคืนสู่สามัญ บรรดาน้องหญิงที่เคยอยู่ร่วมกันมาจึงมารวมตัวกันอยู่ที่นี่เพื่อส่งนาง

แม้หอนางโลมจะเป็นสถานที่ที่ขึ้นชื่อว่าไร้หัวใจ แต่ก็ยังพอจะมีน้ำมิตรต่อกันอยู่บ้าง

บรรดาหญิงงามที่มีชะตากรรมเดียวกันต่างก็มองว่า 'การอำลาหอเพื่อคืนสู่สามัญ' นั้นเปรียบเสมือนการเกิดใหม่ครั้งที่สอง พวกนางจึงให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอย่างยิ่ง

"พี่หญิง คุณชายรองหลินมิได้มาในวันนี้ ท่านเชื่อจริงๆ หรือว่าเขาป่วยหนักจนมาไม่ได้?" ฉินเซียงจวินทอดถอนใจออกมาอย่างเศร้าสร้อย

"วันนี้เป็นวันสำคัญเพียงใด? เขากลับอ้างเรื่องอาการป่วยเพื่อเลี่ยงงานเสียอย่างนั้น!" หลี่หรูซื่อเอ่ยสมทบ "ช่างเป็นไปตามคำที่ว่า แขกผู้เคยเคียงคู่ยามลมพัดพา สุดท้ายก็เป็นได้เพียงบุรุษใจดำไร้เยื่อใย"

ตู้เยว่ปัวทอดถอนใจว่า "พวกเจ้าก็อย่าพูดเช่นนั้นเลย ตระกูลหลินตกต่ำลงถึงเพียงนี้แล้ว คุณชายรองหลินจะมาหรือไม่มา ความจริงแล้วมันก็ไม่ได้แตกต่างกันเท่าใดนัก"

เสียงกระซิบกระซาบภายในม่านมุกนั้นมิได้เล็ดลอดออกไปยังด้านนอกหอ มีเพียงอวี้โหลวเท่านั้นที่ได้ยิน นางมิได้ปริปากพูดสิ่งใด เพียงแต่เสียงทอดถอนใจอันแผ่วเบากลับถูกกักขังไว้เพียงแค่ที่ริมฝีปาก

ทันใดนั้นเสียงกู่เจิงก็ดังขึ้นหนึ่งจังหวะ ทั้งหอก็พลันเงียบสงัดลงทันที

หลินซูเงยหน้าขึ้นมอง เห็นสตรีวัยกลางคนที่แต่งกายงดงามเดินออกมาจากตรงกลาง "เหล่าบัณฑิตทุกท่าน วันนี้เป็นพิธีอำลาหอของแม่นางอวี้โหลว และยังเป็นพิธีมอบตำแหน่งพธูเด่นให้แก่แม่นางปัวรั่วด้วย ดังนั้นหอไห่หนิงจึงได้เชิญบัณฑิตทุกท่านมาร่วมเป็นพยานในเรื่องสำคัญนี้ และขอพึ่งพาพู่กันวิเศษของทุกท่านเพื่อจารึกความงามแห่งมวลบุปผานี้ไว้"

คนข้างๆ หลินซูเริ่มกระซิบกระซาบกัน ทำให้หลินซูเข้าใจความหมายของคำว่า 'อำลาหอ' และ 'พิธีมอบตำแหน่งพธูเด่น' ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น หากจะกล่าวให้เข้าใจง่ายตามประสาคนยุคสมัยใหม่อย่างเขามันก็คือ การที่นางโลมรุ่นพี่เกษียณอายุและรุ่นน้องขึ้นมารับตำแหน่งแทน

พธูเด่นนั้นเปรียบเสมือนเสาหลักของหอนางโลม เมื่อได้ขึ้นเป็นพธูเด่นแล้วก็จะไม่ใช่แค่นางโลมธรรมดาอีกต่อไป แต่จะเป็นนางโลมที่มีชื่อเสียงโด่งดัง ค่าตัวจะพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว แม้แต่ขุนนางจากแวดวงขุนนางก็ต้องให้พธูเด่นเป็นผู้ต้อนรับจึงจะถือว่ามีหน้ามีตา

หลังจากสตรีวัยกลางคนผู้นั้นพูดจบ นางก็ตบมือส่งสัญญาณ หญิงงามแปดคนก็เดินออกมาจากด้านหลังของนาง ซึ่งพวกนางล้วนเป็นนางโลมชื่อดังจากสามชั้นบนของหออวี้เซียง

หญิงงามเหล่านั้นเดินนบนอบไปยังม่านมุกทางด้านซ้ายและเปิดม่านมุกออก พร้อมกับย่อกายคำนับและเอ่ยขึ้นพร้อมกันว่า "ขอเชิญพี่หญิงอวี้โหลวบรรเลงเพลง 'อำลาหอ' เจ้าค่ะ"

เพลง 'อำลาหอ' คือบทเพลงที่พธูเด่นต้องบรรเลงยามที่สละตำแหน่ง เพื่อเป็นการขอบคุณแขกเหรื่อที่เคยให้การอุปถัมภ์ และยังเป็นการปิดฉากชีวิตนางโลมอย่างเป็นทางการ ดังคำที่ว่าเมื่อเพลงจบผู้คนก็แยกย้าย

อวี้โหลวค้อมกายคำนับเหล่าน้องหญิงด้วยความซาบซึ้ง ก่อนจะค่อยๆ เงยหน้าขึ้น "อวี้โหลวอยู่ปรนนิบัติที่หอแห่งนี้มานานถึงสิบสามปี ขอบพระคุณเหล่าบัณฑิตและแขกเหรื่อทุกท่านที่ให้ความเมตตาเอ็นดูเป็นพิเศษเสมอมา"

"บัดนี้ล่วงเข้าสู่วัยที่ร่วงโรยแล้ว มิอาจปรนนิบัติแขกเหรื่อได้อีก จึงได้รับอนุญาตจากท่านแม่ให้อำลาหอและปิดม่านชีวิตลง จึงขอใช้บทเพลงนี้เพื่อขอบคุณทุกท่าน และเพื่อเป็นการอำลาช่วงเวลาแห่งวัยเยาว์ด้วยเจ้าค่ะ"

หลังจากกล่าวคำอำลาจบ นางก็นั่งลงเบื้องหลังกู่เจิง และวางนิ้วเรียวงามลงบรรเลงติ่งตง

"ยามสิ้นปีมวลบุปผาร่วงโรย ปลายบูรพาแตกสลาย สายน้ำรินไหลตามร่องศิลา ใจข้าดุจดังจันทราที่ยากจะไขว่คว้า แม้หอนี้จะสูงส่งเพียงใดก็ยากที่จะได้เคียงข้างท่าน..."

ท่วงทำนองของบทเพลงนั้นช่างแสนอ่อนช้อย เสียงขับขานของนางยิ่งตราตรึงเข้าสู่หัวใจ ทุกอักขระและถ้อยคำดูเหมือนจะกลั่นกรองมาจากลมหายใจอันอ่อนโยนจากส่วนลึกของหัวใจ

ทั้งหอตกอยู่ในความเงียบงัน มีเพียงบทเพลงที่งดงามประดุจบทกวี ภาพการดีดฉลองที่งดงามราวกับภาพวาด และเสียงติ่งตงจากเครื่องดนตรีที่สอดประสานกันเป็นจังหวะ…

—----------

ปล. พี่หลินซูของเราเรื่องวิถีอักษรตอนนี้อาจจะยังไม่เก่ง แต่ที่รู้…ปากเก่งและจัดจาดที่สุดในย่านนี้แล้วเจ้าค่ะ (─‿‿─)

จบบทที่ บทที่ 6 โฉมงามดุจมวลบุปผาแห่งหอไห่หนิง

คัดลอกลิงก์แล้ว