- หน้าแรก
- หมา ไม่ต้องทำโอที แต่ข้าต้องทำ
- บทที่ 29 ล่าลูกหมูป่า
บทที่ 29 ล่าลูกหมูป่า
บทที่ 29 ล่าลูกหมูป่า
บทที่ 29 ล่าลูกหมูป่า
หลังจากขับไล่พวกนักเลงหัวไม้ไปได้แล้ว ฝูงสุนัขกลุ่มใหญ่ก็เดินตามท่านปู่เฉิงและท่านย่ากลับเข้าหมู่บ้านอย่างสง่าผ่าเผย
กว่าจะถึงหมู่บ้าน ท้องฟาก็พบค่ำเสียแล้ว เป็นเวลาล่วงเลยไปกว่าสองทุ่ม ซึ่งในช่วงฤดูร้อนเช่นนี้พอมืดแล้วก็จะมืดสนิททันที
วันรุ่งขึ้น ฟางเหวินและสองผู้เฒ่าต่างออกไปทำหน้าที่ของตนราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ฟางเหวินมุ่งหน้าเข้าป่า ส่วนสองผู้เฒ่าก็คอยดูแลกระต่ายที่เลี้ยงไว้ในบ้านและรดน้ำพรวนดินในสวนผัก
หลังจากทริปก่อนหน้านี้ที่เขาตามเจ้าหน้าที่ตำรวจไปยังรอยต่อของเทือกเขา ร่องรอยของฟางเหวินในยามนี้ได้แผ่ขยายออกไปจนถึงเขตป่าชั้นนอกของเทือกเขาใหญ่แล้ว
อย่างไรเสีย ป่าหลังเขาก็ไม่อาจตอบสนองสัญชาตญาณการรักอิสระของเขาได้อีกต่อไป
ไม่เหมือนตอนที่พวกตำรวจมา ความเร็วของฟางเหวินเพียงลำพังนั้นรวดเร็วกว่าตอนที่เข้าป่าพร้อมเจ้าหน้าที่มาก เพราะเขารู้สึกว่าการลัดเลาะไปตามพงไพรในฐานะสัตว์นั้นสะดวกกว่ามนุษย์หลายเท่าตัว
ยิ่งไปกว่านั้น ก่อนหน้านี้ตำรวจจำเป็นต้องค้นหาอาชญากรหลบหนี ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาไม่ต้องทำในยามนี้
หลังจากเดินเล่นรอบป่าหลังเขา ในที่สุดฟางเหวินก็ก้าวเข้าสู่เขตเทือกเขาอย่างเต็มตัว เมื่อมาถึงที่นี่ ฟางเหวินก็เริ่มเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้นเล็กน้อย
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขามาที่นี่ เขาเคยเผชิญหน้ากับสิ่งมีชีวิตที่เป็นอันตรายมาแล้วมากมาย
แม้ในมณฑลเสฉวนจะไม่มีเสือโคร่งอาศัยอยู่ในป่า แต่ก็ยังมีแพนด้ายักษ์และหมีดำ รวมถึงเสือดาวจีนใต้และเสือดาวสายพันธุ์อื่น
แพนด้ายักษ์และหมีดำล้วนจัดอยู่ในตระกูลหมี และสัตว์ป่าขนาดใหญ่นั้นอันตรายอย่างยิ่ง แม้ว่ายามนี้ฟางเหวินจะมีน้ำหนักกว่าสองร้อยชั่ง ซึ่งมีขนาดตัวเทียบเท่ากับหมีดำขนาดกลางบางตัว แต่เขาก็คงไม่อาจต่อกรกับยักษ์ใหญ่ที่โตเต็มวัยเหล่านั้นได้ดีนัก เขาทำได้เพียงรังแกตัวที่เล็กกว่าในกลุ่มพวกมันเท่านั้น
โดยเฉพาะแพนด้ายักษ์ อย่าได้ให้รูปลักษณ์ที่ดูเชื่องและน่ารักของแพนด้ายักษ์ในสวนสัตว์หลอกตาเอาได้ ประสิทธิภาพการต่อสู้ของพวกมันติดอันดับหนึ่งในสามถึงหนึ่งในห้าของตระกูลหมีเลยทีเดียว
มีเพียงหมีสีน้ำตาลและหมีขั้วโลกเท่านั้นที่สามารถเอาชนะแพนด้ายักษ์ได้ หากฟางเหวินเผชิญหน้ากับแพนด้ายักษ์ที่โตเต็มวัย เขาไม่มีทางเอาชนะได้อย่างแน่นอน
นอกจากนี้ เสือดาวจีนใต้ยังเป็นสัตว์ตระกูลแมว และความอันตรายของพวกมันบางครั้งอาจมากกว่าแพนด้ายักษ์และหมีดำเสียด้วยซ้ำ
เสือดาวจีนใต้เป็นเสือดาวประเภทหนึ่ง ตัวที่โตเต็มวัยมักจะมีน้ำหนักระหว่างหนึ่งร้อยถึงสองร้อยชั่ง
อย่าได้ให้พละกำลังที่ดูเหมือนจะน้อยกว่าน้ำหนักของฟางเหวินหลอกตาเจ้า พลังการต่อสู้ของสัตว์ตระกูลแมวนั้นเทียบไม่ได้เลยกับสัตว์ตระกูลสุนัข สัตว์ตระกูลแมวมีความแข็งแกร่งมาก และเมื่อพวกมันล่าเหยื่อ พวกมันสามารถเล็งเป้าหมายที่ตัวใหญ่กว่าตัวเองได้ด้วยซ้ำ
เสือดาวชนิดอื่นก็เช่นกัน ฟางเหวินเคยเผชิญหน้ากับพวกมันมาแล้วครั้งหนึ่ง
เมื่อไม่กี่วันก่อน ฟางเหวินได้พบกับเสือดาวตัวหนึ่ง มันมีขนาดเล็กกว่าฟางเหวินมาก อาจจะเพิ่งโตเต็มวัยได้ไม่นาน แต่ฟางเหวินกลับถูกเสือดาวตัวนั้นปั่นหัวจนหัวหมุน
เสือดาวตัวนั้นรวดเร็วเกินไป แถมยังปีนต้นไม้ได้อีกด้วย ฟางเหวินจึงทำอะไรมันไม่ได้เลย มิหนำซ้ำมันยังลอบโจมตีเขา จนในที่สุดฟางเหวินต้องวิ่งหนีออกมาอย่างเสียหน้า
ฟางเหวินเดินผ่านป่าละเมาะอย่างระมัดระวังพลางค้นหาเหยื่อ วันนี้เขามาด้วยความหวังว่าจะจับลูกหมูป่าไปทานเพื่อเป็นรางวัลให้ตัวเอง เมื่อวานเขาถูกไม้ฟาด แม้กระดูกจะไม่หัก แต่ก็ทิ้งรอยเลือดไว้บนร่างกาย
เหตุผลที่เขาเล็งไปที่ลูกหมูป่าก็เพราะรสชาติของหมูป่าตัวใหญ่นั้นเทียบไม่ได้เลยกับลูกหมูป่าตัวน้อย
ลูกหมูป่ามีรสชาติที่นุ่มนวลอย่างยิ่ง เมื่อนำมาปรุงคู่กับเห็ดโคนปลวกในฤดูกาลนี้ เมนูหมูป่าผัดเห็ดโคนปลวกย่อมต้องเลิศรสจนยากจะลืมเลือน
ฟางเหวินได้สำรวจป่าหลังเขามาแล้ว ที่นั่นมีหมูป่าอยู่ก็จริงแต่พวกมันตัวใหญ่มาก หนักราวหนึ่งร้อยชั่งขึ้นไปทั้งนั้น ฟางเหวินไม่อยากหาเรื่องใส่ตัว หากไม่มีหลี่ยวิ๋นเฉิงที่พกปืนมาด้วย โดยทั่วไปฟางเหวินจะไม่ไปยั่วยุหมูป่าที่โตเต็มวัยเด็ดขาด
เว้นเสียแต่ว่าหมูป่าตัวนั้นจะเล็กมาก การถูกหมูป่าพุ่งชนไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ทางที่ดีที่สุดคือหาเรื่องกับลูกหมูป่าดีกว่า
แม้ว่าอาจจะมีตัวใหญ่คอยเฝ้าอยู่ใกล้ๆ แต่โดยปกติแล้วลูกหมูป่าไม่ได้มีแค่ตัวเดียว มักจะมีอยู่หลายตัว ในสถานการณ์เช่นนี้เขายังพอมีหนทางที่จะล่าลูกหมูป่าสักตัวมาได้
หลังจากเดินเตร่ไปได้ครู่หนึ่ง ดวงตาของฟางเหวินก็เป็นประกาย เขาเห็นร่องรอยที่หมูป่าทิ้งไว้บนต้นไม้
หลี่ยวิ๋นเฉิงเคยสอนเขาเรื่องนี้ หมูป่าชอบเอาหลังไปถูกับต้นไม้ จึงมักจะทิ้งร่องรอยไว้ที่โคนต้น คนที่ไม่รู้ย่อมสังเกตไม่ออก แต่หลี่ยวิ๋นเฉิงเคยชี้ให้ฟางเหวินดูมาแล้วหลายครั้ง
ดังนั้นฟางเหวินจึงบอกได้ชัดเจนว่ารอยที่คุ้นตาเหล่านี้คือฝีมือของหมูป่า
เขาเดินมาที่ต้นไม้แล้วดมไปรอบๆ ฟางเหวินตามกลิ่นไป และในไม่ช้าเขาก็พบรังของหมูป่า
"พระเจ้าช่วย! หมูป่าอะไรจะตัวใหญ่ขนาดนี้! เจ้านี่ต้องหนักอย่างน้อยสามถึงสี่ร้อยชั่งแน่ๆ! นี่เป็นครั้งแรกที่ข้าเห็นหมูป่าตัวใหญ่ขนาดนี้ ทั้งในชาตินี้และชาติก่อนเลย!"
ฟางเหวินตกตะลึงเมื่อมองไปที่สิ่งมีชีวิตขนาดมหึมาตรงหน้า นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาเห็นหมูป่า เขาเคยล่าพวกมันกับหลี่ยวิ๋นเฉิงมาแล้วด้วยซ้ำ แต่เป็นครั้งแรกที่เห็นตัวใหญ่ถึงเพียงนี้
ฟางเหวินประเมินว่าปืนล่าสัตว์ของหลี่ยวิ๋นเฉิงอาจจะไม่สามารถปลิดชีพหมูป่าตัวใหญ่ขนาดนี้ได้ในนัดเดียว คงต้องยิงอีกหลายนัดกว่าจะล้มมันลงได้
ข้างๆ หมูป่าตัวนี้มีลูกหมูป่าอยู่หลายตัว น้ำหนักน่าจะราวสามสิบชั่ง เห็นได้ชัดว่าเพิ่งจะอายุได้ไม่กี่เดือน
แม้เขาจะพบลูกหมูป่าที่นี่ แต่ฟางเหวินก็ตระหนักว่าเขาเริ่มกลัวที่จะไปยั่วยุพวกมันเสียแล้ว
หมูป่าตัวนี้ใหญ่เกินไป เพียงแค่การพุ่งชนจากยักษ์ตัวนี้เพียงครั้งเดียวก็คงจะทำให้กระดูกของฟางเหวินแตกและเส้นเอ็นขาดสะบั้น หากเขาถูกชนเข้า ย่อมไม่ต่างจากการถูกรถยนต์ความเร็วสูงพุ่งใส่ ซึ่งนั่นทำให้ฟางเหวินลังเลที่จะขยับเขยื้อน
จริงอยู่ที่เขาไม่กลัวความตาย แต่ก็ไม่มีความจำเป็นต้องตายเพียงเพื่อการล่าสัตว์ หากเขาต้องตายถ้าไม่ได้กิน เขาก็คงจะยอมสู้ตายเพื่อมัน แต่เขาเพียงแค่อยากกินของอร่อยๆ เท่านั้น เขาไม่ได้กำลังอดตายเสียหน่อย
ทว่า ในขณะที่ฟางเหวินกำลังจะถอยฉากออกมา เขาก็หันไปเห็นเสือดาวตัวหนึ่งหมอบอยู่บนต้นไม้
เสือดาวตัวนี้ดูคล้ายกับเสือดาวทั่วไป แต่มีความแตกต่างเพียงเล็กน้อยในรายละเอียด
ในยามนี้ เสือดาวกำลังจดจ้องไปที่ลูกหมูป่าจากบนต้นไม้ด้วยความตั้งใจ ดูเหมือนมันจะเล็งเหยื่อไว้เรียบร้อยแล้ว
หัวใจของฟางเหวินลิงโลดขึ้นมาทันที โอกาสทองมาถึงแล้ว
เขามาที่นี่เพื่อหาของอร่อย มิใช่เพื่อเอาชีวิตรอด ดังนั้นเขาจึงไม่กล้าเสี่ยงไปยั่วยุยักษ์ใหญ่ตัวนี้ แต่เสือดาวบนต้นไม้นั้นอยู่ในสถานการณ์ที่ต่างออกไป
หากมันล่าเหยื่อไม่ได้ เสือดาวตัวนั้นก็คงจะต้องอดตาย
ฟางเหวินรีบซ่อนตัวทันที เตรียมรับบทผู้ฉวยโอกาสที่แอบซุ่มเงียบ เมื่อใดที่เสือดาวเริ่มจู่โจม เมื่อนั้นเขาจะโฉบไปงับลูกหมูป่าจากด้านหลัง
ฟางเหวินซ่อนตัวอยู่ในพุ่มไม้อย่างอดทน เฝ้ารอเงียบๆ ให้เสือดาวเริ่มลงมือ
ทว่า สิ่งที่ฟางเหวินไม่ได้คาดคิดก็คือ เสือดาวตัวนั้นกลับมีความอดทนมากกว่าที่เขาคิดเสียอีก หมูป่าตัวใหญ่ยังคงปักหลักอยู่ในรัง และเสือดาวก็ไม่มีทีท่าว่าจะขยับเขยื้อนเลยแม้แต่น้อย
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว เมื่อดวงตะวันเริ่มคล้อยต่ำลงทางทิศตะวันตก พวกหมูป่าที่กบดานอยู่ในรังก็เริ่มขยับตัวในที่สุด
หมูป่าตัวใหญ่นำฝูงลูกหมูป่าเดินออกจากรังและเริ่มหาอาหาร
หมูป่าเป็นสัตว์ที่กินทั้งพืชและสัตว์ พวกมันกินทุกอย่าง แม้แต่งูพิษยังถูกพวกมันจัดการราวกับขนมรสเผ็ด
นั่นเป็นเพราะหมูป่ามักจะมีชั้นโคลนหนาเตอะที่พอกตัวไว้เป็นเกราะกำบัง ทำให้งูพิษยากที่จะกัดทะลุเกราะโคลนนั้นได้
อย่างไรก็ตาม ส่วนใหญ่แล้วหมูป่ามักจะมองหาผลไม้ป่าและเห็ดป่าเพื่อประทังชีวิต