- หน้าแรก
- ระบบเชฟทะลุมิติ พลิกวิกฤตร้านเจ๊ง
- บทที่ 370 นาฬิกาปลุกไก่จิกข้าว
บทที่ 370 นาฬิกาปลุกไก่จิกข้าว
บทที่ 370 นาฬิกาปลุกไก่จิกข้าว
ซึ้งที่ร้านมีน้อยเกินไป ซาลาเปาที่ทำเสร็จไม่มีที่วาง ต้องย้ายไปย้ายมา วุ่นวายเปล่า ๆ สู้ซื้อเพิ่มมาอีกสักหน่อยดีกว่า จะได้สับเปลี่ยนสะดวกขึ้น
แถมซาลาเปาก็ขายแค่ช่วงชั่วโมงเร่งด่วนตอนเช้า ประสิทธิภาพในการทำอาหารต้องมั่นใจได้
ไม่งั้นพอถึงเวลาคนงานเข้างาน ซาลาเปาที่นึ่งไม่ทันก็จะค้างเติ่งขายไม่ออก
เหอเอ้อร์เหมายังขี่สามล้อขนซาลาเปาไปขายที่อื่นได้ แต่พวกเราไม่มีแม้แต่สามล้อ ไม่มีที่ระบายของแน่
“ธุรกิจดีขนาดนี้เลยเหรอ? ซื้อซึ้งอีกแปดใบเลย?” หูเทียนเหล่ยช่วยโจวเยี่ยนมัดซึ้งนึ่งไว้ท้ายรถจักรยาน เดาะลิ้นอย่างทึ่ง ๆ
“ช่วยไม่ได้ครับ ฝีมือมันพาไป” โจวเยี่ยนยิ้มพลางควักกระเป๋าตังค์จ่ายเงิน
หูเทียนเหล่ยพยักหน้า “ฝีมือจริง ฉันได้ยินมาหมดแล้ว ร้านนายนี่ขายดีกว่าร้านรัฐวิสาหกิจซะอีก ถ้านายเปิดวันอาทิตย์ด้วย ร้านรัฐวิสาหกิจคงเจ๊งยับ”
“แพะรับบาปนี่ผมไม่รับนะ ร้านรัฐวิสาหกิจกับผมคนละแนวกัน ผมก็แค่ทำมาหากินเล็ก ๆ น้อย ๆ แถวโรงงานทอผ้า” โจวเยี่ยนรีบโบกมือ แล้วปั่นรถออกไป เขาไม่อยากโดนร้านรัฐวิสาหกิจเกลียดขี้หน้าโดยใช่เหตุ
“เรื่องกะล่อนนี่ไม่ต่างจากอาจารย์มันเลย สมเป็นศิษย์อาจารย์กันจริง ๆ” หูเทียนเหล่ยหัวเราะ มองส่งรถจักรยานโจวเยี่ยนจนลับสายตา
กลับถึงร้าน โจวเยี่ยนล้างซึ้ง ต้ม และทาน้ำมัน วุ่นวายอยู่สองชั่วโมงกว่าจะจัดการซึ้งแปดใบเสร็จ
“เถ้าแก่ ซื้อซึ้งมาเยอะขนาดนี้ พรุ่งนี้จะทำซาลาเปากี่ลูกคะ?” หลี่ลี่หวาเดินเข้ามาถามโจวเยี่ยน
“พรุ่งนี้ทำสามร้อยลูกครับ พยายามให้ลูกค้าที่อยากกินได้กินกันทุกคน” โจวเยี่ยนเรียงซึ้งซ้อนกัน พูดด้วยรอยยิ้ม
พรุ่งนี้วันเสาร์ ทำงานเสร็จก็ได้หยุดหนึ่งวัน
โจวเยี่ยนตัดสินใจแล้วว่าจะเขียนประกาศ ตั้งแต่อาทิตย์นี้เป็นต้นไป วันอาทิตย์หยุดร้าน ไม่รับจองโต๊ะ
จันทร์ถึงเสาร์ก็เหนื่อยพอแล้ว เงินทองหาไม่จบไม่สิ้น ยังไงก็ต้องมีวันหยุดให้ร่างกายและจิตใจได้พักผ่อนบ้าง จะได้มีเวลาไปจัดการเรื่องอื่นที่ไม่ใช่เรื่องร้านด้วย
โจวเยี่ยนยังหนุ่ม ต่อให้ไม่พักก็ยังไหว
แต่น้าจ้าวกับสหายเหล่าโจวอายุไม่น้อยแล้ว ทำงานหกวัน หยุดหนึ่งวัน น่าจะช่วยผ่อนคลายความเหนื่อยล้าได้บ้าง
เรื่องนี้สำคัญมากสำหรับการทำงานในระยะยาว
ต่อให้นายทุนใจดำแค่ไหน ก็ต้องให้หยุดวันอาทิตย์บ้างสิ
โจวเยี่ยนบึ่งไปสหกรณ์ เดินตรงไปที่เคาน์เตอร์ ถามพนักงานขายที่กำลังถักเสื้อไหมพรมอยู่หลังเคาน์เตอร์ว่า “สหายครับ มีนาฬิกาปลุกไหมครับ?”
“นาฬิกาปลุก?” พนักงานขายหญิงอายุราวสามสิบเงยหน้ามองโจวเยี่ยน “มีน่ะมี แต่คุณซื้อไหวเหรอ? ยี่สิบกว่าหยวนเชียวนะ”
“ยี่ห้ออะไรครับ? ขอดูหน่อยได้ไหม?” โจวเยี่ยนหยิบกระเป๋าเงินออกมา ถามยิ้ม ๆ
พนักงานขายเหลือบมองกระเป๋าเงิน ถึงยอมวางกางเกงขายาวไหมพรมที่ถักค้างไว้ ลุกขึ้นหยิบกล่องจากชั้นวางลงมา แกะอย่างระมัดระวัง หยิบนาฬิกาปลุกทรงกลมวางบนเคาน์เตอร์ “ดูแต่ตา มืออย่าต้องนะ นี่นาฬิกาปลุกตราเพชร ผลิตจากโรงงานนาฬิกาเซี่ยงไฮ้ ราคายี่สิบห้าหยวนห้าเจี่ยว”
โจวเยี่ยนมองนาฬิกาปลุกขนาดเท่าฝ่ามือ กรอบเหล็กสีเขียว มีขาตั้งสองขา ด้านบนมีกระดิ่งเหล็กสองอัน ตรงกลางมีค้อนเล็ก ๆ เป็นนาฬิกาปลุกแบบกระดิ่งคู่สุดคลาสสิก
หน้าปัดมีรูปแม่ไก่กับลูกเจี๊ยบสองตัว ตรงกลางค่อนไปทางด้านบนมีโลโก้ตราเพชร ด้านล่างเขียนว่าโรงงานนาฬิกาเซี่ยงไฮ้
ลูกค้าที่เลือกซื้อของอยู่หน้าเคาน์เตอร์ต่างพากันหันมามอง
นาฬิกาปลุกอันละยี่สิบห้าหยวน ราคานี้แพงเอาเรื่อง
“อันนี้ผมเอาครับ แต่ขอทดสอบก่อนว่าเดินไหม” โจวเยี่ยนดึงแบงก์สิบหยวนสองใบกับเศษเงินห้าหยวนห้าเจี่ยววางบนเคาน์เตอร์ หยิบนาฬิกามาไขลานสองรอบ
เข็มวินาทีเริ่มเดิน นาฬิกาก็ส่งเสียงกริ๊ก~ กริ๊ก~ ตามจังหวะ
เสียงใสฟังชัด เหมือนสัมผัสได้ถึงกลไกเฟืองที่กำลังหมุน
ที่น่าสนใจที่สุดคือหัวแม่ไก่ที่ผงกหัวจิกพื้นตามจังหวะ ดูมีชีวิตชีวา
สหกรณ์ไม่มีการต่อรองราคา โจวเยี่ยนก็ขี้เกียจเปลืองน้ำลาย เดี๋ยวจะโดนพนักงานขายตบเอา
เริ่มขายซาลาเปา นาฬิกาปลุกก็เป็นสิ่งจำเป็น ถึงเวลาไม่ตื่นมานวดแป้ง หมักแป้ง วันนี้ก็อดขายซาลาเปา
ยี่สิบห้าหยวนแพงไปหน่อย แต่ถือแล้วเย็นสบายมือ น้ำหนักกำลังดี คุณภาพใช้ได้เลย
“ตกลงครับ เอาอันนี้แหละ” โจวเยี่ยนเก็บนาฬิกาใส่กล่อง บอกพนักงานขาย
“คุณนี่ตัดสินใจเร็วนะ” พนักงานขายแปลกใจนิดหน่อย หยิบเงินบนเคาน์เตอร์มานับ แล้วเขียนใบเสร็จส่งให้โจวเยี่ยน “เรียบร้อย เอาไปได้เลย”
“ขอบคุณครับ” โจวเยี่ยนเก็บใบเสร็จกับนาฬิกาใส่กระเป๋าแล้วเดินออกไป
“นาฬิกาตั้งยี่สิบห้าหยวน ซื้อโดยไม่ลังเลเลย พ่อหนุ่มคนนี้รวยจริง ๆ”
“นั่นสิ! ที่คาดผมอันละสามเจี่ยว ฉันดูตั้งสามรอบ ยังไม่กล้าซื้อเลย”
“นั่นมันเถ้าแก่โจวร้านอาหารหน้าโรงงานทอผ้าไม่ใช่เหรอ? ร้านเขาขายดีจะตาย พะโล้วันนึงขายเป็นร้อยจิน ซื้อนาฬิกาแค่นี้ขนหน้าแข้งไม่ร่วงหรอก”
“ทำธุรกิจส่วนตัวมันรวยขนาดนี้เลยเหรอ? ขี่จักรยาน ใส่นาฬิกาข้อมือ พกกระเป๋าตังค์ ซื้อนาฬิกาปลุกชิว ๆ! ยุคสมัยมันเปลี่ยนไปแล้วจริง ๆ!”
“ถ้าไม่รวยจริง จะมีพวกหัวหน้าลาออกไปทำธุรกิจกันเยอะแยะเหรอ? ทำนานั่นแหละไม่มีอนาคต หลังปีใหม่ฉันก็กะว่าจะตามลูกพี่ลูกน้องไปทำงานที่เผิงเฉิงเหมือนกัน”
ลูกค้าในสหกรณ์ต่างวิพากษ์วิจารณ์กันเซ็งแซ่ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความอิจฉาโจวเยี่ยน
“เกอเกอ~ เกอเกอ~ ในมือถืออะไรมาเหรอคะ?” โจวโม่โม่นั่งชิงช้าอยู่หน้าประตู เห็นโจวเยี่ยนกลับมาก็ถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“นาฬิกาไก่จิกข้าวเปลือก” โจวเยี่ยนชูให้ดู แล้วเข็นจักรยานเข้าบ้าน
“หา? อะไรนะ?” โจวโม่โม่ไม่เล่นชิงช้าแล้ว ค่อย ๆ ปีนลงมา วิ่งตามเข้าไปในร้าน
“นาฬิกาปลุกไง” โจวเยี่ยนเพิ่งจอดรถเสร็จ เห็นน้องสาววิ่งดุ๊กดิ๊กเข้ามา ก็ยิ้มวางนาฬิกาบนโต๊ะ
เมื่อกี้ไขลานไปแล้ว เข็มวินาทียังเดินอยู่ ลูกไก่ก็ก้มหัวจิกข้าวเปลือกตาม
“ว้าว! ลูกไก่ขยับได้ด้วย!” โจวโม่โม่ปีนขึ้นเก้าอี้ เกาะขอบโต๊ะดู ตาโตด้วยความประหลาดใจ
“ซื้อนาฬิกาปลุกมาเหรอ? แพงไหมเนี่ย?” น้าจ้าวเดินเข้ามาดูด้วยความสนใจเช่นกัน “ตอนเช้าแม่ไก่นี่จะขันเองเหรอ?”
“เสียงขันเป็นยังไง?” จ้าวหงถามอย่างสงสัย
บ้านนอกไม่มีของแปลก ๆ แบบนี้หรอก อาศัยไก่โต้งของเพื่อนบ้านขันปลุกเอา บ้านไหนมีนาฬิกาแขวนผนังได้ก็ถือว่าหรูแล้ว
“เดี๋ยวผมตั้งปลุกให้ฟัง” โจวเยี่ยนหยิบกล่องขึ้นมา อ่านคู่มืออย่างละเอียด แล้วตั้งปลุกอีกสามนาทีข้างหน้า
ระดับเขาเล่นสมาร์ทโฟนเป็น แค่นาฬิกาปลุกนี่จิ๊บ ๆ ง่ายเหมือนปลอกกล้วย
กริ๊งงง~~~
สามนาทีผ่านไป เสียงกระดิ่งใสก็ดังขึ้น
“ดังจริงด้วย!”
“เสียงใสเชียว เจ้าตัวเล็กนี่ใช้ได้เลย!”
ทุกคนมองนาฬิกาปลุกด้วยความตื่นเต้น นอกจากความประหลาดใจแล้ว ก็มีความเห่อของใหม่ปนอยู่ด้วย
“ลูกไก่ร้องดังจังเลย~~” โจวโม่โม่เอามือปิดหู “เก่งมาก!”
“ไม่รู้เวลาจะตรงไหม แต่ดูแล้วก็เข้าท่าดี” สหายเหล่าโจวพลิกซ้ายพลิกขวาดู
“เร็วหน่อยช้าหน่อยไม่เป็นไรหรอกครับ คลาดเคลื่อนสักสามนาทีห้านาทีไม่ใช่ปัญหา มีเจ้านี่แล้ว พ่อไม่ต้องห่วงว่าผมจะตื่นสายแล้ว นอนให้สบายเถอะครับ” โจวเยี่ยนปิดเสียงปลุกพลางยิ้มบอก
“ได้เลย” สหายเหล่าโจวพยักหน้า เขาตื่นเช้ามาก็ช่วยอะไรโจวเยี่ยนไม่ได้มากจริง ๆ
…
เช้าวันรุ่งขึ้น โจวเยี่ยนถูกนาฬิกาปลุกที่ซ่อนอยู่ในผ้าห่มปลุกให้ตื่น
เสียงกระดิ่งอู้อี้นิดหน่อย แต่มีแรงสั่นสะเทือนกับเสียงที่พอจะปลุกโจวเยี่ยนจากฝันได้
แถมยังช่วยกันเสียงดังแสบแก้วหู ไม่ให้สะดุ้งตื่นกะทันหัน แบบนั้นใจสั่นแย่
ปิดนาฬิกาปลุก โจวเยี่ยนพลิกตัวลุกจากเตียง สวมเสื้อผ้า แล้วเดินลงไปข้างล่าง
ตื่นเช้าวันที่สอง ร่างกายปรับตัวได้ดีขึ้นชัดเจน
แปรงฟัน ล้างหน้าด้วยน้ำเย็น สดชื่นตาสว่างทันที
วันนี้กะว่าจะขายซาลาเปาสามร้อยลูก ต้องเตรียมแป้งเผื่อไว้สำหรับสามร้อยห้าสิบลูก เผื่อเสียสักห้าสิบลูก
โจวเยี่ยนเพิ่งนวดแป้งเสร็จ ก็มีเสียงเคาะประตู
โจวเยี่ยนเดินเร็ว ๆ ไปที่ประตู มองลอดช่องประตูออกไปก่อน แล้วค่อยถอดกลอน
คนที่ยืนอยู่หน้าประตูคือจางเหล่าซาน ข้าง ๆ มีรถสามล้อจอดอยู่ บนรถมีหัวหมูเจ็ดแปดหัว กับตะกร้าสานใส่เนื้อหมู
“โจวเยี่ยน เอาเนื้อมาส่งแล้ว ตรวจรับหน่อย” จางเหล่าซานยิ้มบอก
“ครับ” โจวเยี่ยนรับไฟฉายจากมือเขา ส่องดูหัวหมูบนรถทีละหัว คุณภาพผ่านเกณฑ์หมด
มาดูเนื้อในตะกร้า ก็หั่นและคัดมาตามที่สั่ง คุณภาพโดยรวมถือว่าใช้ได้
โจวเยี่ยนคัดหมูสามชั้นชิ้นหนึ่งออกมา “ชิ้นนี้มันเยอะไปหน่อยครับ โดยเฉพาะครึ่งซีกนี้ กินแล้วเลี่ยนแย่ เฮียเอาไปเปลี่ยนให้ผมหน่อย เอาแบบมันแทรกสวย ๆ เดี๋ยวพ่อผมไปขายเนื้อค่อยแวะเอามาให้ก็ได้ครับ อันอื่นใช้ได้ ลงของได้เลย”
“ได้เลย ตรงนี้ฉันไม่ทันสังเกต เดี๋ยวกลับไปเปลี่ยนให้ใหม่” จางเหล่าซานรับคำ แล้วเริ่มขนเนื้อเข้าร้าน
ระดับความไว้ใจที่โจวเยี่ยนมีต่อจางเหล่าซานเพิ่มขึ้นแล้ว เริ่มให้มาส่งเนื้อสดถึงที่ร้านได้