- หน้าแรก
- ระบบเชฟทะลุมิติ พลิกวิกฤตร้านเจ๊ง
- บทที่ 369 [หมูสามชั้นนึ่งข้าวคั่วที่ยังขาด ๆ เกิน ๆ หนึ่งที่]
บทที่ 369 [หมูสามชั้นนึ่งข้าวคั่วที่ยังขาด ๆ เกิน ๆ หนึ่งที่]
บทที่ 369 [หมูสามชั้นนึ่งข้าวคั่วที่ยังขาด ๆ เกิน ๆ หนึ่งที่]
โจวโม่โม่กระโดดโลดเต้นดีใจ ส่วนโจวเยี่ยนพินิจพิจารณาหมูสามชั้นนึ่งข้าวคั่วในมือ
[หมูสามชั้นนึ่งข้าวคั่วที่ยังขาด ๆ เกิน ๆ หนึ่งที่]
ให้ตายสิ ไม่ได้แม้แต่คำว่า ‘ใช้ได้’ เลยเรอะ!
วันนั้นทำต่อหน้าอาจารย์ไปตั้งยี่สิบกว่าจาน ถือว่าเรียนมาเสียเปล่าสินะ
ผิดพลาดตรงไหน?
สัดส่วนเครื่องปรุงไม่ถูกต้อง?
หรือคั่วข้าวคั่วไม่เข้าที่?
ดูจากหน้าตา ก็ไม่เลวนะ
“หมูสามชั้นนึ่งข้าวคั่วนี่หน้าตาน่าเอ็นดูจัง” น้าจ้าวเข้ามาช่วยยกกับข้าว เห็นจานในมือโจวเยี่ยนก็เอ่ยชม
“ดูน่าอร่อยดีนะ หอมด้วย” จ้าวหงรับหน้าที่ตักข้าว พยักหน้าเห็นด้วย
“ทำครั้งแรก คงยังขาด ๆ เกิน ๆ ครับ” โจวเยี่ยนพูดอย่างไม่ค่อยมั่นใจ ยกจานเดินออกไป เดี๋ยวต้องลองวิเคราะห์ดูดี ๆ ว่าพลาดตรงไหน
ทุกคนนั่งลง สายตาต่างจับจ้องไปที่หมูสามชั้นนึ่งข้าวคั่วจานนั้น
เมนูใหม่ มักจะเป็นที่สนใจเสมอ
ยิ่งเป็นเมนูใหม่ฝีมือโจวเยี่ยน ยิ่งทำให้คนคาดหวัง
“ทานเลยครับ ทานเสร็จช่วยติชมหน่อยว่ามีปัญหาตรงไหน” โจวเยี่ยนยิ้มบอก คีบหมูชิ้นหนึ่งกับฟักทองชิ้นหนึ่งให้โจวโม่โม่ก่อน
“ขอบคุณค่าเกอเกอ~” โจวโม่โม่ขอบคุณ ก้มหน้าลงเป่าอาหารในชามฟู่ ๆ แล้วกัดคำเล็ก ๆ ตาเป็นประกาย เคี้ยวกลืนลงคอ แล้วกัดซ้ำอีกคำ ตามด้วยข้าวคำโต กินอย่างเอร็ดอร่อย
“เนื้อนุ่ม ๆ แป้ง ๆ อร่อยจังเลยค่า~~” โจวโม่โม่เงยหน้ามองโจวเยี่ยน ชูนิ้วโป้งให้ “เกอเกอ เก่งสุดยอด!”
“งั้นกินเยอะ ๆ นะ” โจวเยี่ยนกลั้นยิ้ม เจ้าตัวเล็กนี่ช่างเอาใจเก่งจริง ๆ พูดจาเพราะกว่าไอ้ระบบเฮงซวยเยอะ
“อืม นุ่มหนึบ เค็มหอมเผ็ดชา รสชาติดีจริง ๆ กินกับข้าวอร่อยมาก” น้าจ้าวชิมหมูชิ้นหนึ่ง พยักหน้าหงึกหงัก ตักข้าวคำโตเข้าปาก “อร่อยนะ แต่แม่ว่าเค็มไปหน่อย”
“อืม เค็มไปนิด แต่ก็กินกับข้าวอร่อยดี” สหายเหล่าโจวกัดเนื้อคำหนึ่ง ตามด้วยข้าว
โจวเยี่ยนใช้ตะเกียบคีบหมูขึ้นมา ข้าวคั่วเคลือบสม่ำเสมอ เม็ดข้าวดูดี กัดลงไปคำหนึ่ง
เนื้อสัมผัสนุ่มละลายในปาก ข้าวคั่วดูดซับน้ำซุปจากเนื้อจนชุ่มฉ่ำ เม็ดข้าวเรียงตัวสวย รสสัมผัสนุ่มหนึบ ตรงตามที่คาดไว้เป๊ะ
แต่ว่า...
รสชาติเค็มไปหน่อยจริง ๆ
ความเค็มโดดเกินไป จนกลบความหอมหวานของเนื้อ
โจวเยี่ยนกลืนเนื้อลงคอ ก็อดคีบข้าวตามไม่ได้
จะว่ายังไงดี รสสัมผัสผ่าน รสชาติไม่แย่ แต่ขาดความกลมกล่อมไปนิด
เพราะรสเค็มนำ เลยกลายเป็นเมนูเปลืองข้าวไปซะงั้น
การปรุงรสมีปัญหา
โจวเยี่ยนกินอีกคำ ลิ้มรสอย่างละเอียด ก็พอจับจุดปัญหาได้
ซีอิ๊วคือตัวการ
เมื่อเช้าเวลามีน้อย นึกอยากทำก็ทำเลย เครื่องปรุงเลยใช้ของที่มีในครัว
ตอนปรุงน้ำหมักหมู น่าจะใส่ซีอิ๊วเยอะไป
ซีอิ๊วดำเค็มที่เขาใช้ น่าจะเค็มกว่าของอาจารย์ แค่ใส่แต่งสีก็เค็มพอแล้ว ดันเติมซีอิ๊วขาวไปอีกครึ่งช้อน ปัญหาเลยเกิดตรงนี้
สรุปคือ ยึดติดกับสูตรมากเกินไป ไม่รู้จักปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์
ทางแก้มีสองทาง คือซื้อซีอิ๊วยี่ห้อเดียวกับอาจารย์ แล้วใส่ตามสูตรเป๊ะ ๆ จะได้ไม่พลาด
หรือไม่ก็ต้องปรับสูตรเอง ลองผิดลองถูกทีละนิด ใช้ซีอิ๊วที่มีในร้านปรุงรสออกมาให้ได้
โจวเยี่ยนชั่งใจครู่หนึ่ง เอนเอียงไปทางข้อหลังมากกว่า
จะให้เรียนทำกับข้าวหนึ่งอย่าง ต้องซื้อซีอิ๊วเฉพาะยี่ห้อนั้นเลยหรือไง?
เครื่องปรุงในครัวควรเรียบง่าย ยิ่งเข้าใจเครื่องปรุงแต่ละชนิดมากเท่าไหร่ ประสิทธิภาพในการทำอาหารและมาตรฐานรสชาติก็จะยิ่งสูงขึ้น
“ฉันว่าอร่อยดีนะ กินกับข้าวอร่อยมาก หอมสุด ๆ อร่อยกว่าที่ไปกินงานเลี้ยงคราวนั้นอีก” จ้าวหงกินอย่างเอร็ดอร่อย
“ฟักทองนี่สิเด็ด! หวานมาก นุ่มเปื่อยกำลังดี อร่อย!” หลี่ลี่หวาพยักหน้าเสริม
โจวเยี่ยนชิมฟักทองชิ้นหนึ่ง ฟักทองพันธุ์โม่ผานฤดูนี้ เก็บไว้เดือนหนึ่งแล้ว หวานเจี๊ยบยังกะใส่น้ำตาล ดูดซับความหอมมันของเนื้อเข้าไป กัดคำเดียว หวานจับใจ
อร่อยจริง ๆ!
“ฟักทองหวาน ๆ หนูเอาอีก~~” โจวโม่โม่เงยหน้ามองโจวเยี่ยน
“เดี๋ยวคีบให้นะ” โจวเยี่ยนคีบฟักทองใส่ชามเธออีกสองชิ้น
เจ้าตัวเล็กที่ชอบกินเนื้อขนาดนั้น เจอฟักทองนี่เข้าไป ก็ต้านทานไม่ไหวเหมือนกัน
ถึงหมูสามชั้นนึ่งข้าวคั่วจานนี้จะไม่ถึงมาตรฐานโจวเยี่ยน แต่ทุกคนก็ชอบกันมาก ขนาดฟักทองยังไม่เหลือสักชิ้น
โจวเยี่ยนเดินไปที่เคาน์เตอร์ หยิบสมุดมาจดบันทึกปัญหาที่พบ หลัก ๆ คือเรื่องการปรุงรส ต้องปรับปริมาณซีอิ๊วใหม่
เพิ่งสรุปบทเรียนเสร็จ เสียงกริ่งเลิกงานโรงงานทอผ้าก็ดังขึ้น เท่ากับเสียงกริ่งเข้างานของโจวเยี่ยนดังขึ้นเหมือนกัน
ซึ้งที่ใช้นึ่งซาลาเปาเมื่อเช้า ตอนนี้กำลังนึ่งหมูสามชั้นนึ่งผักกาดดอง กลิ่นหอมฟุ้ง ทำเอาคนงานที่เดินออกจากโรงงานต้องชะลอฝีเท้า
ส่วนหม้อต้มเนื้อเฉียวเจี่ยวที่ควันโขมง ยิ่งดูยั่วน้ำลายในฤดูหนาวแบบนี้
พออากาศเย็นลง ยอดขายเนื้อต้มเฉียวเจี่ยวก็กระเตื้องขึ้น สองวันนี้แอบเพิ่มปริมาณไปอีกสิบชาม ก็ยังขายจนหมดเกลี้ยง
ยุ่งวุ่นวายอยู่สองชั่วโมง พอแขกโต๊ะสุดท้ายเช็คบิล ทุกคนก็ถอนหายใจโล่งอก
โจวเยี่ยนถอดผ้ากันเปื้อนเดินออกจากครัว เห็นชายหนุ่มสวมแจ็กเก็ตสีดำจอดรถหน้าร้าน เดินเข้ามา ยิ้มทักว่า “เชฟโจวครับ ผมมาคุยเรื่องเมนูงานเลี้ยงคืนวันพุธครับ”
“ได้ครับ เชิญนั่งทางนี้ครับ” โจวเยี่ยนหยิบสมุดติดมือ เชิญหลินชิงไปนั่งที่โต๊ะสะอาดที่เก็บกวาดแล้ว
งานเลี้ยงของคณะกรรมการเศรษฐกิจเทศบาลเมือง โจวเยี่ยนให้ความสำคัญมาก จะพลาดไม่ได้
หลินชิงเป็นเลขาของผู้อำนวยการเฉิน อายุยี่สิบต้น ๆ คิ้วหนาตาโต หน้าตาคมคาย พอนั่งลงก็เข้าเรื่องทันที “งานเลี้ยงครั้งนี้ จัดเลี้ยงนักธุรกิจฮ่องกง มาเก๊า และต่างชาติที่สนใจมาลงทุนในเจียโจว รวมถึงผู้บริหารที่มาด้วย ทางเทศบาลให้ความสำคัญมาก เชิญเชฟชื่อดังในเจียโจวมาหลายท่านมาร่วมจัดเตรียมงานเลี้ยง
หลังจากผ่านการคัดเลือกเบื้องต้นและพิจารณาอย่างถี่ถ้วน เราหวังว่าเชฟโจวจะรับผิดชอบเมนูไก่หิมะและเนื้อวัวพะโล้ในงานเลี้ยงคืนนั้นครับ จำนวนโต๊ะชั่วคราวอยู่ที่สามโต๊ะ”
โจวเยี่ยนคิดครู่เดียว ก็พยักหน้าทันที “ไม่มีปัญหาครับ”
หลินชิงพูดต่อ “เพื่อความปลอดภัยของอาหาร เราอยากให้เชฟปรุงอาหารสดใหม่ในงาน ไม่ทราบว่าเชฟโจวสะดวกไหมครับ?”
“เนื้อวัวพะโล้ไม่ได้ครับ ต้องต้มมาจากที่ร้าน” โจวเยี่ยนส่ายหน้า “ผมขนน้ำพะโล้จากร้านไปโรงอาหารพวกคุณไม่ได้หรอกครับ มันเป็นไปไม่ได้”
“แก้ปัญหาไม่ได้เลยเหรอครับ?”
“ไม่ได้ครับ” โจวเยี่ยนยืนกราน “ไม่ว่าจะหกระหว่างทาง หรือกระเทือนจนรสชาติน้ำพะโล้เก่าแก่เพี้ยนไป ผมรับผิดชอบผลที่ตามมาไม่ไหวหรอกครับ”
หลินชิงคิดครู่หนึ่ง พยักหน้า “ได้ครับ ผมจะแจ้งเรื่องนี้ให้ทราบ ถ้าต้องส่งคนไปคุมตอนคุณซื้อเนื้อในวันงาน เพื่อเป็นการตรวจสอบ ไม่ทราบว่าคุณจะขัดข้องไหมครับ”
โจวเยี่ยนได้ยินก็ยิ้ม “ผมไม่มีปัญหาครับ ถ้าเจ้าหน้าที่ของคุณยอมมาร้านตอนตีห้า แล้วฝ่าลมหนาวไปซื้อเนื้อที่หมู่บ้านโจวกับเรา”
“ตีห้า...” หลินชิงชะงักไปนิดหนึ่ง แล้วจดเวลาลงในกระดาษ “ได้ครับ ผมจะรายงานให้ทราบ”
ทั้งสองคุยรายละเอียดกันอีกเล็กน้อย หลินชิงซื้อเนื้อวัวหกเหลี่ยงและหัวหมูพะโล้หกเหลี่ยงฝากเพื่อนร่วมงาน แล้วก็กลับไป
“เกิดอะไรขึ้น ทำไมต้องส่งคนมาคุมด้วย?” น้าจ้าวถามอย่างสงสัย
“ปกติครับ เรื่องแบบนี้ผู้ใหญ่เขาก็กลัวมีปัญหา รอบคอบไว้หน่อยก็ไม่เสียหาย” โจวเยี่ยนยิ้ม ไม่ได้เก็บมาใส่ใจ หลินชิงถือว่ายืดหยุ่นพอสมควรแล้ว
ภารกิจนี้ง่ายจะตาย แค่เนื้อวัวพะโล้กับไก่หิมะ สองอย่าง สบาย ๆ
ดูท่าว่างานเลี้ยงครั้งนี้คงรวมยอดฝีมือเมืองเจียโจวไว้เพียบ ไม่รู้ว่าศิษย์สำนักข่งจะมีใครมาบ้าง ข่งชิ่งเฟิงน่าจะได้รับเชิญแน่ ๆ
ก็ดีเหมือนกัน ถือว่าไปเปิดหูเปิดตา ดูว่างานเลี้ยงอาหารเสฉวนระดับไฮเอนด์ของจริงเป็นยังไง
เมนูในร้านเขาส่วนใหญ่เป็นกับข้าวบ้าน ๆ ซึ่งงานเลี้ยงระดับหรูคงมองว่าไม่ค่อยเหมาะขึ้นโต๊ะเท่าไหร่
ไก่หิมะเขาไม่ได้ใส่ในเมนูร้าน แต่กลับได้รับเลือก แสดงว่าอีกฝ่ายไปสืบข้อมูลมาดีพอสมควร
เนื้อวัวพะโล้ได้รับเลือก น่าจะเป็นเพราะสองวันก่อนพวกเขามาชิมที่ร้านแล้วเห็นว่าใช้ได้
เทียบกับหัวหมูหรือไส้พะโล้ เนื้อวัวดูดีมีสกุลกว่า เอามาทำออร์เดิร์ฟเย็นก็ไม่เลว เลยได้รับเลือก
เลี้ยงนักธุรกิจฮ่องกง ต่างชาติ รสชาติน่าจะเน้นไปทางจืดหน่อย
งานเลี้ยงพวกนี้ ปกติเน้นกินบรรยากาศ
ขืนเสิร์ฟกับข้าวรสจัด นักธุรกิจใส่สูทผูกไทกับท่านผู้นำ ถือชามข้าวคลุกเต้าหู้ผัดพริกโซ้ยกันมูมมาม คงดูแปลกพิลึก
แน่นอนว่านี่ไม่ใช่งานเลี้ยงระดับประเทศ แถมจัดที่เจียโจว บนโต๊ะอาจจะมีอาหารเสฉวนรสเด็ดสักสองสามอย่างก็ได้
โจวเยี่ยนวางสมุดไว้ที่เคาน์เตอร์ บอกลาน้าจ้าว แล้วเข็นจักรยานออกไปซื้อซึ้งนึ่ง