- หน้าแรก
- เกิดใหม่ทั้งที ดันกลายเป็นนายน้อยจอมวายร้ายไปซะได้
- บทที่ 166 หายนะโลหิต
บทที่ 166 หายนะโลหิต
บทที่ 166 หายนะโลหิต
ณ ห้องสวีทโรงแรมแห่งหนึ่ง
หวังฮ่าวหรานที่แอบฟังบทสนทนาของซูหลางกับครอบครัวหยางมาโดยตลอด เริ่มครุ่นคิด
ตอนนี้ 'ยูนิเวอร์แซลซูพรีมแบล็คการ์ด' ของซูหลางหายไปแล้ว ถ้าจะทำเรื่องขอออกบัตรใหม่ อย่างเร็วก็น่าจะใช้เวลาอย่างน้อยครึ่งเดือน
พูดง่ายๆคือ ภายในครึ่งเดือนนี้ ซูหลางจะแตะต้องเงินมหาศาลในบัตรใบนั้นไม่ได้แม้แต่หยวนเดียว
แต่ฟังจากน้ำเสียงแล้ว ซูหลางยังคงมุ่งมั่นที่จะจัดงานแต่งต่อไป
ปัญหาคือ... เงิน
ซูหลางต้องหาเงินแน่ๆ
แต่จะหาจากไหน?
หม่าหงเซิงตอนนี้ยังนอนเป็นผักอยู่ ช่วยเหลืออะไรไม่ได้
แต่หม่าหงเซิงยังมีตัวแทนอยู่อีกสองคน
คนแรกคือ 'หม่าเว่ยไฉ' แต่ตอนนี้ไอ้ลูกทรพีนั่นก่อเรื่องจนเข้าคุกไปแล้ว คงออกมาไม่ได้ในเร็ววัน
งั้นก็เหลือแค่คนเดียว... 'เฉิงรุ่ย'
เมื่อปะติดปะต่อเรื่องราวได้ หวังฮ่าวหรานก็หยิบมือถือขึ้นมาโทรหาเฉิงรุ่ยทันที
เสียงสัญญาณดังขึ้นเพียงสองครั้ง ปลายสายก็กดรับ
ไม่รู้ว่าบังเอิญเล่นมือถืออยู่พอดี หรือว่าจ้องจอรอนานแล้วก็ไม่รู้
"มีอะไร?" ปลายสายถามเสียงห้วน
"ค่ำคืนอันยาวนานแบบนี้ คุณนายนอนหลับลงเหรอครับ?" หวังฮ่าวหรานหยอกเย้า
"มีธุระก็รีบพูดมา ถ้าไม่มีฉันจะวาง" เฉิงรุ่ยตอบเสียงเย็น
หวังฮ่าวหรานแอบขำในใจ เขาแกล้งเงียบ ไม่พูดอะไรต่อ
ทางฝั่งเฉิงรุ่ยก็เงียบเหมือนกัน... แต่เธอก็ไม่ได้กดวางสาย
"ดูเหมือนคุณนายจะอยากคุยกับผมนะครับเนี่ย" หวังฮ่าวหรานพูดดักคอ
"ฉันไม่มีอะไรจะคุยกับคุณ" น้ำเสียงของเธอยังคงพยายามรักษาระยะห่าง
"แต่ผมอยากคุยกับคุณนายใจจะขาดเลยนะ" หวังฮ่าวหรานใช้น้ำเสียงทุ้มต่ำเปี่ยมเสน่ห์พูดหยอด
เฉิงรุ่ยเงียบไปพักใหญ่ ก่อนจะยอมเปิดปากถามเสียงอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด
"อยากคุยเรื่องอะไรล่ะ?"
"คุณให้ผมรอนานเกินไป ตอนนี้ชักไม่อยากคุยแล้วสิ" หวังฮ่าวหรานแกล้งเล่นตัว
"คุณ..." เสียงลมหายใจของเฉิงรุ่ยแรงขึ้น เหมือนคนกำลังโกรธปนเขินอาย
"โอเคๆ เข้าเรื่องดีกว่า" หวังฮ่าวหรานเลิกแกล้ง "คุณจำชายหนุ่มลึกลับคนนั้นได้ไหม?"
"จำได้ คุณพูดถึงเขาขึ้นมาทำไม?"
"คุณคงรู้ใช่ไหมว่าหม่าหงเซิงเกรงใจเขามาก แต่ตอนนี้หม่าหงเซิงช่วยอะไรเขาไม่ได้ เขาเลยน่าจะหันมาหาคุณแทน ให้คุณทำงานแทนหม่าหงเซิง"
"ตกลงเขาเป็นใครกันแน่?"
"เรื่องนั้นผมบอกไม่ได้ เอาเป็นว่าเขาไม่ใช่คนที่คุณจะไปตอแยด้วยได้ก็แล้วกัน"
"แล้วถ้าเขามาหาฉันจริงๆ คุณจะให้ฉันทำยังไง?"
"ก็ทำตามที่เขาสั่งนั่นแหละ แต่ผมอยากให้คุณ 'บันทึกหลักฐาน' ทุกขั้นตอน... เข้าใจความหมายของผมใช่ไหม?"
"เก็บหลักฐานไว้เล่นงานเขาทีหลังสินะ"
"คุยกับคนฉลาดนี่มันดีจริงๆ"
"แต่ฉันสงสัยอยู่อย่างหนึ่ง คุณบอกเองว่าเขาเป็นคนที่ฉันตอแยไม่ได้ ถ้าฉันร่วมมือกับคุณเล่นงานเขา แล้วเกิดเขาจับได้ ฉันไม่ซวยเหรอ?"
"วางใจเถอะ คุณยังมีประโยชน์สำหรับเขา ต่อให้โดนจับได้ เขาก็ไม่ทำอะไรคุณหรอก อีกอย่าง... คนรอบคอบอย่างคุณ ผมเชื่อว่าไม่พลาดให้เขาจับได้ง่ายๆหรอก จริงไหม?"
"ก็คงงั้น" เฉิงรุ่ยหัวเราะในลำคออย่างมั่นใจ ก่อนจะเปลี่ยนน้ำเสียงเป็นเชิงหยอกล้อ "แล้วคุณไม่กลัวฉันหักหลังไปเข้าพวกกับเขาเหรอ?"
"คุณใจร้ายพอจะทรยศผมลงคอเหรอ?" หวังฮ่าวหรานย้อนถามพร้อมเสียงหัวเราะ
ค่าความชอบเต็ม 100 ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น ครั้งก่อนเธอยอมเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อปกป้องเขามาแล้ว
เขาไม่กลัวเลยสักนิดว่าเธอจะทรยศ
เพียงแต่ผู้หญิงคนนี้ควบคุมอารมณ์เก่ง ปากแข็งเป็นที่หนึ่ง ไม่ยอมเผยความรู้สึกจริงๆออกมาโดยง่าย
"ตอนนี้อาจจะไม่ แต่ถ้าคุณยังโทรมาพูดจาลวนลามฉันตอนดึกๆดื่นๆแบบนี้อีกก็ไม่แน่นะ" เฉิงรุ่ยขู่เสียงเขียว
"ได้สิ งั้นต่อไปนี้หลังสี่ทุ่มผมจะไม่โทรไปกวนคุณอีก บาย"
พูดจบ หวังฮ่าวหรานก็วางสายทันที
ตู้ด ตู้ด ตู้ด...
เฉิงรุ่ยถือโทรศัพท์คาไว้ ฟังเสียงสัญญาณตัดสายด้วยความหงุดหงิด
นี่มัน... 'ทุ่มหินทับเท้าตัวเอง' ชัดๆ!
เธอแค่จะพูดประชด กะจะยั่วให้เขาโทรมาคุยเล่นบ่อยๆ
ที่ไหนได้... อีตาบ้านี่ดันบ้าจี้ทำตามจริงๆซะงั้น!
——
เช้าวันรุ่งขึ้น
บรรดาลูกน้องคนอื่นๆของซูหลางเริ่มทยอยเดินทางมาถึงเมืองชิงหลิงและเข้ามารายงานตัว
ซูหลางสั่งการให้ลูกน้องออกตามหาข่าวของ 'อันอิ่ง' ทันที
เมื่อวานอันอิ่งรายงานยังไม่ทันจบก็เงียบหายไป ตอนแรกซูหลางนึกว่าอันอิ่งวางสายไปจัดการศัตรู
แต่จนป่านนี้ก็ยังไม่มีการติดต่อกลับมา
เขาจึงเริ่มสงสัยว่าอันอิ่งอาจจะเกิดเรื่อง
หลังจากสั่งงานลูกน้องเสร็จ ซูหลางก็ออกไปจ่ายตลาดตามกิจวัตร
ภายในตลาดสด เขาเห็นชายรูปร่างอัปลักษณ์ หลังค่อม หน้าตาบิดเบี้ยวราวกับปีศาจ ยืนถือไม้ไผ่แขวนป้ายผ้าเดินอยู่
บนป้ายผ้าเขียนด้วยลายพู่กันหวัดๆว่า:
"คนมีวาสนาไม่คิดเงินแม้แต่แดงเดียว คนไร้วาสนาจ่ายพันตำลึงทองก็ไม่ขอยุ่งเกี่ยว"
ดูท่าจะเป็นหมดู
ผู้คนรอบข้างต่างพากันเดินเลี่ยงด้วยความรังเกียจ บ้างก็กลัวจนไม่กล้าเข้าใกล้
เด็กเล็กๆเห็นหน้าชายคนนี้ถึงกับร้องไห้จ้า
พ่อค้าแม่ค้าบางคนถึงกับตะโกนไล่
แต่ชายหน้าผีหาได้ใส่ใจไม่ เขายังคงตะโกนร้องเรียกลูกค้าเสียงดัง
"จิตใจสว่างไสว เรื่องร้ายกลายเป็นดี อย่าหลงผิดเชื่อเดรัจฉานวิชา รู้จักแยกแยะคนดีชั่ว จึงจะมีผู้สูงส่งคอยชี้แนะ!"
ซูหลางได้ยินดังนั้นก็เดินเข้าไปหาพร้อมรอยยิ้ม
"ท่านหมอดู ลองดูให้หน่อยสิว่าฉันเป็นคนมีวาสนาหรือไร้วาสนา?"
"ท่านมีบุคลิกโดดเด่นเหนือสามัญชน ย่อมต้องเป็นผู้มีวาสนาแน่นอน" ชายหน้าผีตอบ
"งั้นช่วยดูให้หน่อยสิว่าช่วงนี้ดวงชะตาของฉันเป็นยังไงบ้าง?" ซูหลางถามต่อ
ชายหน้าผีพยักหน้า ยิ้มกว้างจนเห็นฟันเหลือง จ้องมองพิจารณาใบหน้าของซูหลาง
ผ่านไปประมาณสิบวินาที รอยยิ้มบนหน้าก็เลือนหายไป แทนที่ด้วยสีหน้าตื่นตระหนก
"แย่แล้ว! เร็วๆนี้ท่านมีเกณฑ์ชะตาขาด เกิดหายนะโลหิตจนถึงแก่ชีวิต! หากอยากรอดพ้นเคราะห์กรรมนี้ต้องรีบออกจากเมืองชิงหลิงโดยด่วน!" ชายหน้าผีเตือนด้วยน้ำเสียงจริงจัง
"ฮ่าๆๆ เพื่อนเก่าเจอกันทั้งที ไม่ต้องแกล้งอำกันแรงขนาดนี้ก็ได้มั้ง?" ซูหลางหัวเราะร่า
หมอดูคนนี้ไม่ใช่ใครที่ไหน เขาคือเพื่อนเก่าที่ซูหลางเชิญมา... 'เทียนจีจื่อ' (ผู้หยั่งรู้ฟ้าดิน) เจ้าของฉายา 'เทพพยากรณ์หน้าผี'
"ท่านก็น่าจะรู้ดี... ว่าผมไม่เคยล้อเล่น!" เทียนจีจื่อตอบด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ไม่มีแววล้อเล่นแม้แต่น้อย
*****