เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 46 ที่แท้ก็เป็นแผนการ

บทที่ 46 ที่แท้ก็เป็นแผนการ

บทที่ 46 ที่แท้ก็เป็นแผนการ


บทที่ 46 ที่แท้ก็เป็นแผนการ

อี้หมิงกดความสงสัยไว้ในใจ เขาเดินโดยใช้ปลายเท้าให้เบาที่สุดเท่าที่จะทำได้

อย่าว่าแต่เสียงเลย แม้แต่ลมพัดเพียงนิดเขาก็ไม่ให้เกิดขึ้น ร่างกายเปรียบเสมือนหินยักษ์ท่ามกลางหมอกพิษที่เคลื่อนที่ไปอย่างไร้สุ้มเสียง

เมื่อต้องเผชิญกับสัตว์ร้ายที่พรากชีวิตเขาได้ทุกเมื่อ ความระมัดระวังย่อมไม่มีคำว่ามากเกินไป

ในระหว่างการค้นหา อี้หมิงมีความรู้สึกเหมือนถูกจับตามองอยู่หลายครั้ง

โชคดีที่ทุกครั้งความรู้สึกนั้นจะผ่านไปอย่างรวดเร็ว คาดว่าอีกฝ่ายคงแค่สงสัยแต่ไม่ได้ให้ความสำคัญนัก

สิ่งที่ทำให้ริมฝีปากของอี้หมิงเริ่มแห้งผากยิ่งกว่าเดิม คือในป่าหมอกพิษที่อยู่ไกลออกไป มักจะมีเสียงร้องโหยหวนดังมาเป็นระยะ

บางครั้งก็สั้นและแหลมคม บางครั้งก็โหยหวนยาวนาน ไม่รู้ว่ามีผู้ฝึกตนกี่คนที่ต้องทิ้งชีวิตไว้ที่นี่

ความรู้สึกเหมือนเต้นระบำอยู่บนคมดาบแบบนี้ มันช่างตื่นเต้นท้าทายหัวใจเหลือเกิน!

"จิ๊ๆในที่สุดก็มียอดฝีมือระดับหนิงหยวนมาถึงจนได้ มาไวไม่เบาเลยนะเนี่ย"

"เสี่ยวจิน ไปกันเถอะ ออกไปจัดการเขากัน!" น้ำเสียงเย็นเยียบดังมาจากท่ามกลางหมอกหนา และแว่วเข้าหูอี้หมิงอย่างชัดเจน

ทันใดนั้น แสงสีทองวาบผ่านไปในพริบตา ตามมาด้วยเสียงแเหวกฝ่าอากาศที่มุ่งหน้าออกไปยังรอบนอกของหุบเขาอย่างรวดเร็ว

...

ผ่านไปครู่ใหญ่ ร่างกายที่แข็งทื่อของอี้หมิงถึงเริ่มจะผ่อนคลายลง เหงื่อเม็ดเป้งผุดพรายเต็มขมับ

หัวใจเต้นรัวแรงจนเสียง 'ตึกตัก' แทบจะดังออกไปถึงสองเมตร หากผู้ฝึกตนคนนั้นยังอยู่ที่เดิม อี้หมิงคงดูเหมือนหลอดไฟพันวัตต์ที่ส่องสว่างอยู่ในขอบเขตการรับรู้ของเขาแน่นอน

"เช็ดเข้! เช็ดเข้! เช็ดเข้!"

อี้หมิงไม่มีคำอื่นจะเอ่ย นอกจากสบถออกมาเพื่อระบายความหวาดกลัวในใจ เมื่อครู่นี้ระยะห่างระหว่างพวกเขาทั้งสองฝ่ายไม่เกินสิบจั้งแน่นอน!

มันช่างน่ากลัวสยดสยองเกินไปแล้ว!

"ที่แท้ยังมีผู้ฝึกตนอีกคนหนึ่ง แม้จะไม่ได้แผ่กลิ่นอายพลังออกมา แต่ต้องเป็นยอดฝีมือระดับหนิงหยวนแน่นอน!"

สมองของอี้หมิงทำงานอย่างรวดเร็ว "แถมยังมีสัตว์อสูรประเภทงูระดับสวนอีกหนึ่งตัว... นี่พวกมันกำลังวางกับดักเพื่อล่าผู้ฝึกตนระดับหนิงหยวนงั้นรึ?"

หากไม่ใช่เพราะเขามีวิชาสะกดกลิ่นอายที่บรรลุขั้นสูงสุด ในตอนนี้เขาคงกลายเป็นศพไปนานแล้ว!

"รัศมีตัวเอกเริ่มทำงานแล้วสินะ!" อี้หมิงลอบถอนหายใจยาวพลางอุทานในใจ

ต้องรู้ว่าแม้ทิศทางที่เขามุ่งหน้าไปเมื่อกี้จะไม่ตรงกับตำแหน่งของคนคนนั้นเป๊ะๆแต่ก็ใกล้เข้าไปเรื่อยๆใครจะรู้ว่าอีกฝ่ายจะสัมผัสถึงเขาได้เมื่อไหร่

ทว่าการที่อีกฝ่ายจากไปชั่วคราว ก็นับว่าเป็นการสร้างสภาพแวดล้อมในการค้นหาที่ผ่อนคลายให้อี้หมิงอย่างมาก

หากเขาสามารถหาทางออกได้ก่อนที่คนกับงูคู่นั้นจะกลับมา อี้หมิงย่อมสามารถชิ่งหนีไปได้อย่างปลอดภัยไร้กังวล

"ให้ตายสิ ต่อไปข้าไปเดินเล่นในย่านปุถุชนดีกว่า โลกผู้ฝึกตนมันอันตรายเกินไปแล้ว"

"ไม่มีความรู้สึกว่า 'ขี่กระบี่เหินลม ทลายมารทั่วหล้า' อย่างสง่างามเลยสักนิด โคตรจะรันทดเลย!"

อี้หมิงคงจะลืมไปว่า ผู้ฝึกตนที่กล่าวคำว่า 'ขี่กระบี่เหินลม ทลายมารทั่วหล้า' คนนั้นน่ะ เขาเป็นถึงผู้อาวุโสของสำนักกระบี่อันดับหนึ่งในใต้หล้านะครับ ในโลกเสมือนเขาก็คือบุคคลระดับสุดยอด ย่อมใช้ชีวิตได้อย่างอิสระเสรีแน่นอน

ในระหว่างที่เขากำลังบ่นในใจ อี้หมิงพลันแววตาเป็นประกาย เพราะในจุดที่ใกล้กับทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของหุบเขา เขาพบว่าหมอกพิษจู่ๆก็เริ่มเบาบางลง

แถมความเร็วในการไหลเวียนของหมอกยังเร็วขึ้นอย่างเห็นได้ชัด นั่นคือปรากฏการณ์ของการไหลเวียนของอากาศ

"ตรงนี้คือทางออกอีกทางของหุบเขา!"

ทว่าในจังหวะนั้นเอง สีหน้าของอี้หมิงพลันเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง เขาพุ่งตัวกลิ้งมุดหายเข้าไปในพุ่มไม้ข้างทาง

สะกดกลิ่นอายพลังสุดชีวิตจนไม่กล้าแม้แต่จะขยับเขยื้อน ราวกับกลายเป็นหินไปโดยสมบูรณ์

"ตูม!"

เสียงระเบิดดังสนั่นมาจากใจกลางหุบเขาที่เขาเพิ่งเดินสำรวจมา ต้นไม้จำนวนมากปลิวว่อนไปทั่ว

หุบเขาแห่งนั้นราวกับถูกระเบิดอานุภาพทำลายล้างสูงถล่มเข้าใส่จนเปลี่ยนสภาพไปโดยสิ้นเชิง

กลิ่นอายพลังสองสายพุ่งทะยานผ่านอากาศ และลอยเด่นอยู่เหนือหุบเขา หมอกพิษรอบตัวม้วนตลบไม่หยุด

ทว่ามันกลับถูกพลังของทั้งคู่ผลักออกไปในรัศมีหนึ่ง จนทำให้ทั้งสองฝ่ายมองเห็นหน้ากันได้อย่างชัดเจน

"สำนักตู้หยวน... ว่านชุนหัว!"

น้ำเสียงเย็นเยียบดังขึ้น ทว่าคราวนี้ในน้ำเสียงนั้นกลับเต็มไปด้วยความโกรธแค้น ความตกใจ และความไม่อยากจะเชื่อ

"ทำไมเจ้าถึงมาอยู่ที่นี่ได้?"

น้ำเสียงเรียบเฉยตอบกลับมาว่า "ข้าก็นึกว่าใคร ที่แท้ก็เป็นเศษเดนจากลัทธิเซียนคู่ (เอ้อเซียนเจี้ยว) นี่เอง"

"พวกเจ้าไม่ได้หนีไปกบดานแถวแคว้นต้าเฟิงแล้วหรอกรึ? ทำไมล่ะ? เพิ่งจะตั้งหลักได้ ก็รีบกลับมาสร้างเรื่องวุ่นวายในแคว้นซ่างยงอีกแล้วรึไง?"

"ลัทธิเซียนคู่ของข้าจะทำอะไร ต้องรายงานเจ้าด้วยงั้นรึ?"

"ย่อมไม่ต้องอยู่แล้ว ท่านประมุขลัทธิของพวกเจ้าเป็นถึงระดับจินตัน (แกนทองคำ) รุ่นปู่ ว่านย่อมมิกล้าล่วงเกิน"

น้ำเสียงเรียบเฉยหัวเราะเบาๆ"อ้อ จริงสิ เมื่อร้อยปีก่อนประมุขของพวกเจ้าถูกเจ้าสำนักฉงเทียนซัดจนบาดเจ็บสาหัส ตอนนี้อาการดีขึ้นแล้วรึยังล่ะ?"

"เจ้า!"

"หึๆหรือว่าทนพิษบาดแผลไม่ไหวจนสิ้นใจไปแล้ว ประมุขคนใหม่เลยต้องเริ่มพิธีสังเวยเซียนงูเซียนแมลงอีกครั้ง?"

น้ำเสียงเรียบเฉยนั้นคาดเดาเจตนาได้ยาก "เพราะอย่างนี้พวกเจ้าจึงไม่กล้าลงมือใหญ่โตในแคว้นต้าเฟิง เลยต้องแอบกลับมาลงมือในแคว้นซ่างยงเงียบๆแทนสินะ"

เจ้าลัทธิเซียนคู่ข่มโทสะในใจแล้วถามว่า "ใช่แล้วจะทำไม?"

"เมื่อก่อนพวกเจ้าเคยยิ่งใหญ่คับแคว้นซ่างยง จะทำพิธีสังเวยอะไรก็ไม่มีใครกล้าขัด"

"ทว่าตอนนี้สำนักฉงเทียนรุ่งเรืองขึ้นมาปกครองแคว้นซ่างยง พวกเจ้ายังกล้าทำแบบนี้อีก ว่านก็ไม่รู้จะชมว่าพวกเจ้าช่างกล้าหาญดี หรือจะด่าว่าพวกเจ้ามันสมองมีปัญหากันแน่"

"หรือเจ้าคิดจริงๆว่าผู้ฝึกตนในแคว้นซ่างยงจะยอมให้พวกเจ้ามาบีบเค้นได้ตามใจชอบ?"

น้ำเสียงเรียบเฉยส่ายหัวเบาๆ"ภายในสองเดือน แคว้นซ่างยงเกิดเหตุหุบเขาหมอกพิษขึ้นถึงหกแห่ง"

"แม้พวกเจ้าจะเลือกสถานที่ที่ผู้ฝึกตนพเนจรหรือสำนักเล็กๆรวมตัวกัน และมีการอำพรางร่องรอยไว้บ้าง แต่พวกเจ้าคงไม่ได้คิดว่าพวกเราเป็นคนปัญญาอ่อนกันหมดหรอกใช่ไหม?"

เมื่อเห็นว่าผู้ฝึกตนลัทธิเซียนคู่เงียบงันไป ว่านชุนหัวก็ส่ายหน้าและกล่าวเรียบๆว่า "ในเมื่อไม่มีอะไรจะพูด งั้นก็จงไปตายซะเถอะ"

"ไปตายงั้นรึ?" น้ำเสียงเย็นเยียบหัวเราะออกมาด้วยความโมโห "ข้าเองก็อยู่ระดับหนิงหยวนระยะหลัง เจ้ามีคุณสมบัติอะไรมาสั่งให้ข้าไปตาย?"

"แค่ฟังคำพูดของเจ้า ข้าก็รู้แล้วว่าเจ้าเพิ่งจะก้าวเข้าสู่ระดับหนิงหยวนระยะหลังมาได้ไม่นาน"

น้ำเสียงของว่านชุนหัวเต็มไปด้วยความขบขัน "เจ้ายังห่างชั้นกับเหล่าผู้อาวุโสของลัทธิเซียนคู่เมื่อร้อยปีก่อนนัก"

การสนทนาของทั้งคู่จบลงเพียงเท่านี้ วินาทีต่อมาปราณกระบี่ก็ท่วมท้นเวหา อาคมระเบิดกึกก้อง แสงสีสันตระการตาสาดส่องไปทั่วหุบเขา

เศษเสี้ยวของอาคมและปราณกระบี่ทำลายล้างทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางทาง ทั้งพื้นดินและหน้าผาถูกกรีดจนเป็นรอยดาบรอยกระบี่ ต้นไม้ในหุบเขาถูกถล่มจนปลิวว่อน

อี้หมิงสีหน้าจริงจัง กัดฟันแน่น ร่างกายแนบชิดติดดิน เคลื่อนที่ราวกับงูพริ้ว

เขาเลื้อยไปตามพุ่มไม้ พยายามหนีออกไปข้างนอกอย่างรวดเร็วโดยไม่ให้แผ่กลิ่นอายพลังออกมาแม้แต่นิดเดียว

ในตอนนี้ยอดฝีมือระดับหนิงหยวนระยะหลังทั้งสองคนกำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือด กลิ่นอายอาคมและกระบี่แผ่ซ่านไปทั่ว

บวกกับหมอกพิษที่ม้วนตลบขัดขวางการตรวจจับด้วยจิตสัมผัส ทำให้อี้หมิงสามารถหลบซ่อนตัวได้

ทว่าทันทีที่การต่อสู้จบลง ไม่ว่าใครจะชนะหรือแพ้ พวกเขาจะตรวจพบร่องรอยของอี้หมิงในทันทีแน่นอน

แม้ว่านชุนหัวแห่งสำนักตู้หยวนจะดูเหมือนเป็นผู้ฝึกตนฝ่ายธรรมะ และดูเหมือนจะมีโอกาสชนะสูงกว่า

ทว่าอี้หมิงไม่มีนิสัยที่จะฝากชีวิตไว้กับความคิดของผู้อื่น ยิ่งไปกว่านั้นเขายังเพิ่งจะฆ่าล้างตระกูลของต้วนฉางจู๋ที่เป็นคนของสำนักตู้หยวนไปหยกๆด้วย

ดังนั้นอี้หมิงจึงมีทางเลือกเดียว คือต้องหนี!

จบบทที่ บทที่ 46 ที่แท้ก็เป็นแผนการ

คัดลอกลิงก์แล้ว