เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 36 ยุบสำนักคุ้มภัย

บทที่ 36 ยุบสำนักคุ้มภัย

บทที่ 36 ยุบสำนักคุ้มภัย


บทที่ 36 ยุบสำนักคุ้มภัย

ท้องฟ้ายังไม่ทันสว่าง เหยียนเจิ้งเหยียนก็หนีซมซานกลับมาถึงสำนักคุ้มภัยเฟยอิง

เหล่าผู้คุ้มภัยและถังจื่อโส่วที่ยังไม่ได้นอน และกำลังรอคอยข่าวดีอยู่ที่สำนัก

ต่างพากันตกตะลึงจนทำอะไรไม่ถูก เมื่อเห็นท่านเจ้าสำนักของตนหนีกลับมาเพียงลำพังในสภาพที่สะบักสะบอมขนาดนี้

เกิดอะไรขึ้นกันแน่?

หรือว่าจะพ่ายแพ้ยับเยินจนหมดสิ้น?

"ท... ท่านเจ้าสำนัก?" ผู้คุ้มภัยหลี่ในสำนักรวบรวมความกล้าเอ่ยถามขึ้น

ใบหน้าของเหยียนเจิ้งเหยียนเปลี่ยนสีไปมาอย่างยากจะอธิบาย แต่เขาก็ไม่มีอะไรต้องปิดบังอีกต่อไป

"ตอนนี้ทุกคนจงลงมือซะ เก็บกวาดข้าวของที่มีค่าในสำนักทั้งหมด"

เมื่อเห็นสายตาที่ไม่อยากจะเชื่อของทุกคนที่จ้องมองมา เหยียนเจิ้งเหยียนก็เอ่ยเสริมด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดว่า

"ในค่ายเฟยอิงมีผู้ฝึกตนอยู่ด้วย!"

"ซี้ด!"

"ผู้ฝึกตนงั้นรึ?"

ทุกคนในสำนักคุ้มภัยต่างเข้าใจความหมายของเหยียนเจิ้งเหยียนทันที ในเมื่อสู้ไม่ได้ก็ต้องหนีไปให้ไกลแสนไกล

"รอจนถึงเช้าวันพรุ่งนี้ ดูว่าจะมีใครรอดกลับมาได้อีกกี่คน" เหยียนเจิ้งเหยียนถอนหายใจยาวพลางกล่าวช้าๆ

"ข้าจะขายสำนักคุ้มภัยให้โรงรับจ้างและยุบสำนักทิ้งซะ ใครที่เต็มใจจะไปกับข้า ข้ายินดีต้อนรับ"

"ส่วนใครที่ไม่สมัครใจ ข้าก็จะมอบเงินชดเชยให้ แล้วก็แยกย้ายกันไปตามยถากรรมเถิด"

แววตาของผู้คุ้มภัยและถังจื่อโส่วฉายประกายความรู้สึกที่สับสนซับซ้อน

ทว่าในตอนนี้พวกเขายังเป็นคนของสำนัก แม้จะตื่นตระหนกและหวาดกลัว แต่ก็ยังฝืนทำใจและเริ่มลงมือเก็บข้าวของ

สำนักคุ้มภัยเฟยอิงพลันวุ่นวายขึ้นมาทันที เหยียนเจิ้งเหยียนกลับไปที่เรือนหลังเพื่อปลุกภรรยาและลูกชายขึ้นมา

เขาเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในคืนนี้เพียงคร่าวๆ และให้พวกเขาเริ่มเตรียมตัวเก็บของ

จากนั้นเขาก็เดินกลับมานั่งที่โถงใหญ่เพียงลำพัง เพื่อรอคอยคนอื่นๆ กลับมาอย่างเงียบๆ

หากยังจะมีใครรอดกลับมาได้อีกล่ะก็นะ

เหยียนเจิ้งเหยียนยิ้มเยาะตัวเอง หากคนของสำนักหนีรอดมาได้ พวกเขาคงจะกลับมาที่นี่

ทว่ามิตรสหายในยุทธภพที่เขาเชิญมาเป็นกองหนุน ป่านนี้คงก่นด่าเขาจนยับเยิน และอยากจะหนีไปจากเมืองตงจุ้นให้ไกลที่สุด

ใครเล่าจะอยากกลับมาหาเขาอีก?

"ท่านเจ้าสำนักเหยียน"

ในขณะที่เหยียนเจิ้งเหยียนกำลังครุ่นคิด พลันมีเงาร่างหนึ่งปรากฏขึ้นที่หน้าประตูโถง

เงาร่างนั้นค่อยๆ เดินเข้ามาในโถง เผยให้เห็นใบหน้าภายใต้แสงไฟอย่างชัดเจน

เขาคือกองหนุนที่ศิษย์น้องของเขาส่งมา อี้หมิงนั่นเอง

"ผู้คุ้มภัยอี้ เจ้าหนีรอดมาได้!" เหยียนเจิ้งเหยียนรีบลุกขึ้น ก้าวเท้าเข้าไปกุมมืออี้หมิงไว้แน่น

"ข้าสืบข่าวมาไม่ดีพอ เกือบจะทำให้เจ้าต้องมาจบชีวิตเสียแล้ว"

"ไม่เป็นไรครับ ไม่เป็นไร!" อี้หมิงโบกมือพลางกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ

"เจ้านั่นเป็นเพียงขั้นกลั่นลมปราณระดับหนึ่ง ต่อให้เก่งกว่าเราแต่ก็ยังมีขีดจำกัด การจะหนีออกมาไม่ใช่เรื่องยากครับ"

"แถมเขาก็ไม่ได้ไล่ตามข้าด้วย"

ความจริงเขาเดินทางกลับมาพร้อมกับเหยียนเจิ้งเหยียน เพียงแต่แอบรออยู่ข้างนอกจนเหยียนเจิ้งเหยียนสั่งการเสร็จถึงค่อยปรากฏตัว

เหยียนเจิ้งเหยียนถอนหายใจยาว เขาคิดว่าอี้หมิงเพียงแค่พูดให้เขาสบายใจเท่านั้น

เด็กหนุ่มคนนั้นไม่เพียงแต่แข็งแกร่งด้วยตัวเอง แต่คำพูดของเขายังข่มขวัญว่ามียอดฝีมือซ่อนอยู่หลังเขาอีก

นั่นทำเอาพวกเขาสิ้นหวังจนต้องหนีซมซานออกมา

คนที่ไม่รอดกลับมาอาจไม่ได้ถูกเด็กหนุ่มคนนั้นฆ่า แต่ส่วนใหญ่คงถูกยอดฝีมือของค่ายเฟยอิงสังหารทิ้ง

เพราะทุกคนสูญเสียขวัญกำลังใจในการต่อสู้ไปหมดแล้ว เมื่อต่างคนต่างหนี จึงถูกศัตรูรุมกินโต๊ะไปทีละคนอย่างง่ายดาย

"น้องอี้ ข้าตัดสินใจจะขายสำนักและจากเมืองตงจุ้นไปแล้ว"

"นี่คือเงินสามร้อยตำลึง ถือเป็นคำขอโทษจากข้า ต้องขออภัยที่ข้าไม่อาจต้อนรับเจ้าได้อีกต่อไป"

เหยียนเจิ้งเหยียนส่งห่อผ้าเล็กๆ ที่เตรียมไว้ให้อี้หมิง

"ไม่ต้องหรอกครับ" อี้หมิงโบกมือปฏิเสธ ตอนนี้เขาเป็นผู้ฝึกตนที่มีหินปราณนับพันก้อนแล้ว

เขาย่อมไม่ต้องการเงินทองปุถุชนของเหยียนเจิ้งเหยียนแน่นอน

"ท่านเจ้าสำนักเหยียนยังต้องใช้เงินอีกมากในอนาคต อีกอย่างท่านกับท่านเจ้าสำนักหลินก็เป็นศิษย์พี่ศิษย์น้องกัน"

"หากท่านเจ้าสำนักหลินรู้ว่าข้ายังรับเงินจากท่านในสถานการณ์แบบนี้ ข้าจะกลับไปสู้หน้าเขาได้อย่างไร?" อี้หมิงรีบปฏิเสธทันที

ในจังหวะนั้นเอง มีเงามีกร่างอีกหลายสายพุ่งกระโดดเข้ามาในสำนัก

เหยียนเจิ้งเหยียนและอี้หมิงหันไปมอง ก็พบว่าเป็นรองเจ้าสำนักทั้งสองคน พร้อมด้วยเจ้าเสือลาดตระเวนและบัณฑิตวัยกลางคน

"พี่จาง! พี่กัว!"

เจ้าเสือลาดตระเวนเดินเซไปนิดหน่อย พลางกระอักเลือดออกมาคำโตและสบถลั่น

"ไอ้หมอนั่นหมัดมันแข็งจริงๆ ว่ะ"

ส่วนบัณฑิตวัยกลางคนเพราะวิชาตัวเบาที่ยอดเยี่ยมจึงดูเหมือนจะไม่ได้รับบาดเจ็บ

เขาประสานมือกล่าวกับเหยียนเจิ้งเหยียนว่า "ไอ้ผู้เฒ่าเฟยเฮ้อเป็นพวกขี้ขลาด ตอนข้าหนีมาเห็นมันถูกล้อม"

"มันยอมจำนนโดยไม่ขัดขืนเลยสักนิด แถมยังคายข้อมูลทั้งหมดของสำนักและพวกเราออกมาจนเกลี้ยง"

"ท่านพี่เหยียนโปรดรีบตัดสินใจวางแผนโดยเร็วเถิด!"

เหยียนเจิ้งเหยียนพยักหน้าพลางถามด้วยความเป็นห่วงว่า "เรื่องข้าไม่เท่าไหร่หรอก ข้อมูลสำนักมันเปิดเผยอยู่แล้ว"

"แต่พวกท่านล่ะ ตัวตนถูกเปิดเผยแบบนี้จะทำยังไงดี?"

เจ้าเสือลาดตระเวนโบกมือ "พวกข้าไม่ใช่คนเมืองตงจุ้น จะไปกลัวอะไรกัน"

"จะมีก็แต่ไอ้หมอนักดาบจากทางตะวันตกของเมืองนั่นแหละ ที่โดนโจรดาบคู่ฟันดับอนาถไปแล้ว"

"พี่ลู่เขา... สิ้นชีพแล้วงั้นรึ" เหยียนเจิ้งเหยียนสีหน้าแข็งค้าง ไม่รู้จะเอ่ยคำใดออกมาดี

เมื่อเห็นสีหน้าที่ดูลำบากใจของเหยียนเจิ้งเหยียน บัณฑิตวัยกลางคนก็เอ่ยแทรกขึ้นว่า

"ข้าเห็นในสำนักวุ่นวายกันขนาดนี้ ท่านพี่เหยียนคงเตรียมตัวจะจากไปแล้วสินะ?"

เหยียนเจิ้งเหยียนพยักหน้า "ในค่ายเฟยอิงมียอดผู้ฝึกตนที่เก่งกว่านี้ซ่อนอยู่ ไม่ใช่สิ่งที่ข้าจะรับมือได้"

"ข้ายอมรับความพ่ายแพ้และจะขอย้ายไปตั้งตัวที่ต่างถิ่นแทน"

"ท่านพี่เหยียนมีการเตรียมตัวไว้ก็ดีแล้ว" บัณฑิตวัยกลางคนพยักหน้ากล่าว

"ถ้าอย่างนั้นข้ากับพี่เสือจางคงไม่รบกวนท่านแล้ว รอให้ท่านตั้งตัวได้ที่ไหนค่อยส่งข่าวมาบอกพวกเราค่อยมารวมตัวกันใหม่ก็ยังไม่สาย"

เหยียนเจิ้งเหยียนกะจะมอบเงินให้ แต่ทั้งเจ้าเสือลาดตระเวนและบัณฑิตต่างก็ปฏิเสธไม่ยอมรับ

เมื่อเห็นว่าฟ้าเริ่มจะสางแล้ว พวกเขาก็ไม่รั้งรอ รีบบอกลาและจากไปทันที

"นึกไม่ถึงเลยว่าจอมยุทธจางและท่านกัวจะเป็นผู้ที่มีคุณธรรมที่สุด ส่วนผู้เฒ่าเฟยเฮ้อมีเพียงชื่อเสียงแต่กลับเป็นแค่หอกขี้ผึ้งปลายเงิน (ดีแต่ชื่อ) " ผู้คุ้มภัยคนหนึ่งเอ่ยขึ้น

"เฮ้อ ตอนนี้จะพูดเรื่องพวกนี้ไปก็ไม่มีประโยชน์อะไรแล้วล่ะ" เหยียนเจิ้งเหยียนทอดถอนใจ

เมื่อเห็นว่าสิ่งที่เหลือเป็นเรื่องภายในของสำนักแล้ว อี้หมิงจึงประสานมืออำลาและกระโดดออกจากสำนักไป

ทว่าเขาก็ไม่ได้จากไปไกล เขาไปเปลี่ยนโฉมที่ตรอกซอยแห่งหนึ่ง

แล้วปรากฏตัวในร่างของ 'จางต้าเชียน' นั่งอยู่ที่เหล้าอาหารฝั่งตรงข้ามสำนักคุ้มภัยเฟยอิง

อี้หมิงไม่ได้คิดจะไปช่วยเหยียนเจิ้งเหยียนสู้ถวายหัว สิ่งที่เขาตั้งใจไว้คือการปกป้องชีวิตครอบครัวของเหยียนเจิ้งเหยียน

โดยที่ต้องไม่เปิดเผยตัวตนที่แท้จริงของตนเองออกมา

มิฉะนั้น หากเขามีความสามารถแต่กลับปล่อยให้เหยียนเจิ้งเหยียนต้องตายไปต่อหน้าโดยไม่ยื่นมือเข้าช่วย

มันคงขัดต่อมโนธรรมในใจของเขา และเขาคงกลับไปสู้หน้าหลินถิงหยางไม่ได้แน่นอน

...

เมื่อฟ้าสาง เหยียนเจิ้งเหยียนก็เชิญคนจากโรงรับจ้างมาเจรจา และวุ่นวายอยู่ตลอดช่วงเช้าจนจัดการธุระเสร็จสิ้น

ไม่รู้ว่าเขาต้องยอมเสียสวัสดิการและผลประโยชน์ไปมากมายเพียงใดเพื่อให้เรื่องจบไวที่สุด

หลังจากเที่ยงวันผ่านไปไม่นาน บรรดาผู้คุ้มภัยและถังจื่อโส่วจำนวนมากก็แบกห่อผ้าเดินออกจากสำนักไป

คนเหล่านี้คือผู้ที่ไม่สมัครใจจะติดตามเหยียนเจิ้งเหยียนออกจากเมืองไป

นั่นเป็นเรื่องปกติ เพราะครอบครัวของพวกเขาอยู่ที่นี่ และอนาคตของเหยียนเจิ้งเหยียนยังไม่แน่นอน

อีกทั้งพวกเขาก็ไม่ใช่กำลังหลักของสำนัก ค่ายเฟยอิงย่อมไม่มีความจำเป็นต้องตามฆ่าล้างปุถุชนเหล่านี้

พวกเขาจึงไม่มีความจำเป็นต้องติดตามเหยียนเจิ้งเหยียนไปเผชิญกับเส้นทางที่ไม่รู้ตอนจบ

เมื่อบรรดาคนในสำนักจากไปจนเกือบหมด สำนักคุ้มภัยเฟยอิงก็เงียบเหงาลงทันที

ผ่านไปครู่ใหญ่ รถม้าคันโตหลายคันก็ค่อยๆ ทยอยออกมาจากประตูหลัง

คนสิบกว่าคนกระจายกันอยู่รอบรถม้า และมุ่งหน้าไปยังประตูเมืองทางทิศเหนือของเมืองตงจุ้น

ค่ายเฟยอิงอยู่ทางทิศใต้ของเมือง พวกเขาจึงเลือกที่จะหนีขึ้นไปทางทิศเหนือแทน

จบบทที่ บทที่ 36 ยุบสำนักคุ้มภัย

คัดลอกลิงก์แล้ว