- หน้าแรก
- ระบบบอสข้ามโลก จากคนคุ้มภัยต้อยต่ำสู่มหาเทพไร้พ่าย!
- บทที่ 34 บุกทลายค่ายโจร
บทที่ 34 บุกทลายค่ายโจร
บทที่ 34 บุกทลายค่ายโจร
บทที่ 34 บุกทลายค่ายโจร
หลังจากแนะนำอี้หมิงแล้ว โถงใหญ่ก็กลับสู่ความเงียบอีกครั้ง ทว่าคราวนี้บัณฑิตวัยกลางคนเป็นคนแรกที่เอ่ยถามขึ้นว่า
"ไม่ทราบว่ายอดฝีมือของค่ายเฟยอิงแต่ละคนมีจุดเด่นอย่างไรบ้าง?"
เหยียนเจิ้งเหยียนสีหน้าจริงจังขึ้นทันที "ในบรรดายอดฝีมือสามคนที่ปรากฏตัว เจ้าค่ายขนานนามตัวเองว่า 'อินทรีทะยานเวหา' มีวิชากรงเล็บอินทรีที่สามารถทลายศิลาป่นกระดูก อานุภาพร้ายแรงยิ่งนัก"
"ส่วนรองเจ้าค่ายอีกสองคน คนหนึ่งเป็นยอดฝีมือวิชาตัวเบาและใช้กระบี่ เพลงกระบี่เน้นความรวดเร็วและพริ้วไหว"
"อีกคนหนึ่งฝึกฝนวิชาระฆังทองคลุมกาย ร่างกายคงกระพันฟันแทงไม่เข้า มีพลังป้องกันสูงยิ่งนัก ยังไม่ทราบว่าจุดตายของเขาอยู่ที่ไหน"
เหยียนเจิ้งเหยียนหยุดพักครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวต่อ "ส่วนอีกสองคนที่ยังไม่ปรากฏตัว ได้ยินมาว่าคนหนึ่งพกดาบโค้งสองเล่มที่เอว น่าจะเป็นยอดฝีมือวิชาดาบคู่ ส่วนอีกคนยังไม่ชัดเจนนัก แต่ไม่เห็นอาวุธติดตัว คาดว่าวิชาน่าจะอยู่ที่หมัดหรือไม่ก็ท่าเท้า"
"ไอ้พวกที่เน้นร่างเหล็กนั่นยกให้ข้าเอง ข้าชอบคู่ต่อสู้แบบนี้ที่สุด" เจ้าเสือลาดตระเวนเอ่ยอย่างโผงผาง พลังฝีมือของเขาก็เน้นการฝึกกายภายนอกเข้าสู่ภายใน หมัดของเขาแข็งแกร่งยิ่งนัก
บัณฑิตวัยกลางคนพยักหน้า "เพลงกระบี่รวดเร็วพริ้วไหวงั้นรึ ข้าต้องขอประลองดูสักหน่อยแล้ว"
เขาลูบไปที่เอว อี้หมิงชำเลืองมองแวบหนึ่งก็รู้ทันทีว่าที่เอวของเขาพันกระบี่อ่อนไว้เล่มหนึ่ง เขาเองก็เป็นยอดฝีมือวิชากระบี่ แถมยังเป็นกระบี่มือซ้ายด้วย
คนอื่นๆ ไม่ได้พูดอะไร แต่ส่วนใหญ่มีสีหน้าเข้าใจตรงกัน เห็นชัดว่าแต่ละคนมีเป้าหมายที่เหมาะสมในใจแล้ว เพียงแต่คู่ต่อสู้มีไม่พอแบ่ง งานนี้คงต้องดูสถานการณ์จริงหน้างานอีกที
"ค่ายเฟยอิงนอกจากยอดฝีมือพวกนี้แล้ว ลูกกระจ๊อกในค่ายก็มีไม่น้อย แถมยังมีพลธนูฝีมือดีอยู่ด้วย แม้พวกเราจะไม่กลัว แต่ความรอบคอบเป็นเรื่องสำคัญ ข้าคิดว่าการจู่โจมยามค่ำคืนจะปลอดภัยที่สุด"
เหยียนเจิ้งเหยียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงปรึกษา "ตามความเห็นของข้า พวกเราควรออกเดินทางหลังมื้อค่ำ ไปถึงค่ายเฟยอิงตอนกลางดึกพอดี การโจมตีในเวลานั้นจะทำให้พวกมันตั้งตัวไม่ติด"
"ควรเป็นเช่นนั้น ท่านเจ้าสำนักเหยียนวางแผนได้รอบคอบและสุขุมยิ่งนัก แบบนี้ดีที่สุดแล้ว" ทุกคนในโถงต่างเห็นพ้องต้องกัน
ยอดฝีมือระดับหนึ่งไม่กังวลเรื่องการต่อสู้ยามค่ำคืน แต่ยอดฝีมือระดับสองหากถูกรุมล้อมจะอันตรายกว่ามาก การลอบจู่โจมยามดึกย่อมช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้พวกเขาได้มหาศาล
เมื่อไม่มีใครคัดค้าน เรื่องจึงถูกสรุปตามนี้ ทุกคนแยกย้ายกลับห้องพักเพื่อเตรียมตัวสำหรับภารกิจในคืนนี้
ส่วนเรื่องการนั่งกินข้าวพร้อมหน้ากันน่ะเหรอ? นั่นเป็นเรื่องหลังจากงานเสร็จสิ้นแล้ว ทุกคนต่างเป็นคนเก่าคนแก่ที่ผ่านศึกมาเยอะ หากงานยังไม่เริ่มแล้วมานั่งดื่มกินจนเสียขวัญล่ะก็ นั่นคือการไม่รับผิดชอบต่อชีวิตตัวเอง
อี้หมิงเองก็เช่นกัน เขากลับห้องไปนั่งขัดสมาธิเดินลมปราณ ทว่าสิ่งที่เขาฝึกฝนคือ 《คัมภีร์จิตกระบี่กระจ่าง》 และ 《เพลงดาบเงาบินเวหา》 กระบี่บินเล่มหนึ่งวนเวียนอยู่รอบตัวเขาจนเกิดเป็นภาพเงาซ้อน แสงกระบี่เปลี่ยนสีระหว่างสว่างและมืดตลอดเวลา ดูแล้วลึกลับและงดงามยิ่งนัก
พูดตามตรง เพลงกระบี่ของโลกฝึกตนนั้นดูดีกว่าเพลงกระบี่ในยุทธภพมากนัก ไม่ว่าจะเป็นลมวายุหรือเงาบิน แสงกระบี่ล้วนมาพร้อมกับสเปเชียลเอฟเฟกต์ที่สวยงามตระการตา
มื้อค่ำช่างอุดมสมบูรณ์นัก ถังจื่อโส่วของสำนักส่งอาหารกล่องใหญ่มาถึงสามกล่อง อี้หมิงจัดการกวาดจนเกลี้ยงราวกับพายุพัด และแล้วเวลานัดหมายก็มาถึง
คนส่วนใหญ่เปลี่ยนไปสวมชุดพรางตัวยามค่ำคืน คนที่ไม่ได้เปลี่ยนก็เป็นเพราะชุดที่ใส่นั้นเน้นโทนสีมืดอยู่แล้ว ทุกคนต่างลอบจดจำรูปลักษณ์ของกันและกันไว้ เพื่อป้องกันการลงมือผิดตัวในความมืด
นอกจากกลุ่มกองหนุนสิบกว่าคนนี้แล้ว สำนักคุ้มภัยเฟยอิงยังส่งคนออกไปอีกยี่สิบกว่าคน นี่แทบจะเป็นกำลังถึงแปดส่วนของสำนักเลยทีเดียว
"ออกเดินทาง!"
เหยียนเจิ้งเหยียนสั่งเสียงต่ำ ทุกคนพุ่งตัวข้ามกำแพงข้างจวนออกไป กลายเป็นภาพเงาที่เลือนหายไปในความมืดมุ่งหน้าออกจากเมือง
เมื่อออกจากเมืองตงจุ้นแล้ว ทุกคนมุ่งหน้าลงใต้ต่อไป ค่ายเฟยอิงตั้งอยู่ในเทือกเขาลึกห่างออกไปห้าสิบหลี่ ทุกคนเร่งฝีเท้าข้ามน้ำข้ามเขาจนมาถึงตีนเขาที่เป็นที่ตั้งของค่ายโจรในเวลาไม่นาน
ค่ำคืนนี้ลมแรงและมืดมิด ช่างเป็นเวลาที่เหมาะแก่การสังหารและเผาผลาญยิ่งนัก
"ค่ายนี้ตั้งอยู่ติดหน้าผา กำแพงผาเรียบกริบราวกับกระจก ยากจะปีนขึ้นลง มีเพียงถนนสายนี้สายเดียวที่เชื่อมต่อสู่ค่าย ดังนั้นจึงหมดกังวลเรื่องการต้องแบ่งกำลังไปอุดทางหนี" เหยียนเจิ้งเหยียนแนะนำ
"ในเมื่อเป็นอย่างนั้นก็ไม่มีอะไรต้องพูดแล้ว ลงมือกันเลยเถอะ" เจ้าเสือลาดตระเวนเอ่ยอย่างตรงไปตรงมา
"ดี!" เหยียนเจิ้งเหยียนพยักหน้า พลางหันไปบอกรองเจ้าสำนักทั้งสอง "พวกเจ้านำหน้าไปก่อน ระวังหน่วยสอดแนมและกับดักด้วย"
"พี่ใหญ่ไม่ต้องห่วง!" รองเจ้าสำนักทั้งสองรับคำ แล้วนำผู้คุ้มภัยอีกสี่คนมุ่งหน้าไปก่อน
เหยียนเจิ้งเหยียนจัดการงานได้ยอดเยี่ยมจนทุกคนต่างยอมรับ จากนั้นทุกคนก็เดินตามหลังคนทั้งหกไปห่างๆ การเคลื่อนไหวของแต่ละคนเงียบเชียบราวกัปภูตผี
"ฉัวะ!" จัดการหน่วยสอดแนมไปหนึ่งคน
"ฟึ่บ!" ทำลายกับดักไปหนึ่งจุด
"ตุ้บ!" จัดการหน่วยสอดแนมไปอีกคน
จนกระทั่งเข้าใกล้ประตูค่าย พลันมีเสียงลูกศรสัญญาณพุ่งขึ้นสู่ฟ้า เสียงหวีดหวิวแหลมคมดังสนั่นไปทั้งเขา ปลุกคนในค่ายเฟยอิงให้ตื่นจากการหลับใหลจนหมดสิ้น
"ศัตรูบุก!"
ทว่าในตอนนั้นมันก็สายเกินไปเสียแล้ว คนของสำนักเฟยอิงกระโดดเพียงไม่กี่ครั้งก็ข้ามกำแพงค่ายเข้าไปปรากฏตัวอยู่ข้างในค่ายทันที
"ไอ้พวกลูกหมาสำนักเฟยอิง พวกข้ายังไม่ทันลงไปหาพวกเจ้า พวกเจ้ากลับกล้าบุกขึ้นเขามาหาที่ตายเองงั้นรึ?"
เสียงตะโกนกึกก้องดังมา ชายร่างยักษ์กำยำดุจหอคอยเหล็กปรากฏตัวขึ้นกลางลานบ้าน สีหน้าเหี้ยมเกรียม
"พวกข้าจะไปที่ไหนต้องรายงานเจ้าด้วยรึ? ค่ายเฟยอิงมันเป็นที่แบบไหนกันเชียว มีชื่อเสียงนักหรือไง?" เจ้าเสือลาดตระเวนเห็นคู่ต่อสู้ก็แผดเสียงหัวเราะ พลางพุ่งข้ามระยะทางหลายวาเข้าไปซัดหมัดใส่ทันที
"ปัง!"
หมัดปะทะกัน ชายร่างยักษ์ถอยหลังไปสามก้าว ส่วนเจ้าเสือลาดตระเวนถอยไปสี่ก้าว
เขาสะบัดมือที่เริ่มจะรู้สึกเจ็บแปลบ พลางทำสีหน้าจริงจังขึ้น "หมัดแข็งใช้ได้เลยนี่นา เอาอีกรอบ!"
ชายร่างยักษ์แสยะยิ้ม "ในเมื่อเจ้าอยากตายน่ะ ข้าก็จะสงเคราะห์ให้เอง!"
จากนั้นยอดฝีมือสายฝึกกายนอกทั้งสองคนก็ปะทะกันเสียงดัง "ปัง ปัง ปัง" ไม่หยุด
พริบตาต่อมา ยอดฝีมือคนอื่นๆ ของค่ายเฟยอิงก็ปรากฏตัวออกมาทีละคน
เป็นไปตามที่เหยียนเจิ้งเหยียนคาดไว้ ค่ายเฟยอิงไม่ได้มียอดฝีมือเพียงห้าคน แต่กลับมีถึงเจ็ดคน ทว่าดูเหมือนอีกสองคนที่เหลือจะเพิ่งเลื่อนระดับมาได้ไม่นาน แม้จะมีพลังระดับหนึ่งแต่กลับสำแดงอานุภาพได้เพียงแปดส่วน เมื่อถูกคนของสำนักเฟยอิงรุมล้อมจึงเริ่มเสียกระบวนและตกเป็นรองอย่างเห็นได้ชัด
เจ้าค่ายเฟยอิงหรืออินทรีทะยานเวหาย่อมต้องปะทะกับเหยียนเจิ้งเหยียนโดยตรง คนหนึ่งใช้วิชากรงเล็บอินทรีที่แหลมคมไร้คู่เปรียบ อีกคนหนึ่งใช้เพลงกระบี่เฟยอิงที่เปิดกว้างและดุดัน ทั้งคู่พัวพันต่อสู้กันอย่างดุเดือดจนยากจะตัดสินผลในระยะเวลาอันสั้น
"เหยียนเจิ้งเหยียน เดิมทีข้ากะจะให้เจ้ามีชีวิตรอดไปอีกไม่กี่วัน นึกไม่ถึงว่าเจ้าจะรนหาที่ตายขนาดนี้ งั้นข้าก็จะไม่เกรงใจแล้วนะ" อินทรีทะยานเวหาเอ่ยเสียงเย็น
"ข้ารนหาที่ตายงั้นรึ?" เหยียนเจิ้งเหยียนหัวเราะหึๆ "เจ้าตาบอดหรือไง? มองสถานการณ์ในสนามตอนนี้ไม่ออกเหรอ? วันนี้แหละคือวันล่มสลายของค่ายเฟยอิงของพวกเจ้า"
อินทรีทะยานเวหาเป็นชายวัยกลางคนที่แววตาเจ้าเล่ห์ดุร้าย เขาเคลื่อนพริ้วอยู่ในเพลงกระบี่ของเหยียนเจิ้งเหยียนได้โดยไม่เพลี่ยงพล้ำเลยสักนิด "หึๆ เจ้าเองก็โลดแล่นอยู่ในยุทธภพมาหลายสิบปีแล้ว ดูข้าเหมือนคนตาบอดงั้นรึ?"
เหยียนเจิ้งเหยียนสีหน้าเปลี่ยนไปทันที และนิ่งเงียบลงในพริบตา