- หน้าแรก
- พลิกฟ้าวิถียุทธ ข้ามองเห็นเงื่อนไขลับของวิชาเซียน!
- บทที่ 18 สร้างชื่อจนสั่นสะเทือน, ศิษย์สายตรง
บทที่ 18 สร้างชื่อจนสั่นสะเทือน, ศิษย์สายตรง
บทที่ 18 สร้างชื่อจนสั่นสะเทือน, ศิษย์สายตรง
บทที่ 18 สร้างชื่อจนสั่นสะเทือน, ศิษย์สายตรง
โจวเจิ้น ปะทะ หลิงเฟิง
ไม่มีใครเลยที่เข้าข้างหลิงเฟิง ทุกคนต่างคิดว่าเขาจะต้องถูกทรมานอย่างหนักบนลานประลองแน่นอน
และความจริงก็คือ แม้แต่ไป๋ชูเฉินเองก็ยังรู้สึกกังวลใจเป็นอย่างมาก
ก่อนที่หลิงเฟิงจะขึ้นลานประลอง เขาได้กำชับเพื่อนรักซ้ำแล้วซ้ำเล่า "อาเฟิง เดี๋ยวถ้าต้องสู้กับโจวเจิ้น เจ้าอย่าไปปะทะกับเขาตรงๆ นะ วิชา [หมัดทองคำทรงพลัง] ของเขาบรรลุถึงขั้นสำเร็จแล้ว หมัดเดียวที่เขาชกออกมา ต่อให้เป็นหินแกรนิตก็ยังแหลกละเอียดได้!"
"พอเจ้าขึ้นไปบนเวทีแล้ว ให้ใช้ท่าร่างเมฆขาวไร้ร่องรอยคอยเคลื่อนไหววนรอบตัวเขาเพื่อหาโอกาสจู่โจม ในเวลาแบบนี้ไม่ต้องกลัวว่าจะเปิดเผยวิชาที่เจ้าแอบฝึกหรอก ถ้าเกิดผู้อาวุโสจะตำหนิอะไร ข้าจะเป็นคนรับผิดชอบเอง..."
"เจ้าต้องปกป้องตัวเองให้ดีที่สุดก่อนนะ..."
ในช่วงเวลาที่ผ่านมาที่ไป๋ชูเฉินฝึกท่าร่างเมฆขาวไร้ร่องรอย หลิงเฟิงก็ได้แสดงท่วงท่าให้เขาดูบ้าง เขาจึงรู้ดีว่าเพื่อนของเขามีความเข้าใจในวิชานี้อย่างลึกซึ้งมาก
บางทีอาจจะเหนือกว่าเขาเสียด้วยซ้ำ
เขาคิดว่าในแง่ของระดับบำเพ็ญและพละกำลัง หลิงเฟิงคงสู้โจวเจิ้นไม่ได้แน่ จึงทำได้เพียงพึ่งพาท่าร่างและความเร็วเพื่อหาโอกาสชนะเท่านั้น
หลิงเฟิงยืนฟังอยู่ข้างๆ แล้วยิ้มตอบ "วางใจเถอะ"
เขาค่อยๆ เดินขึ้นสู่ลานประลอง ในขณะที่ฝั่งตรงข้าม โจวเจิ้นกำลังวอร์มร่างกายและเตรียมพร้อมที่จะสั่งสอนหลิงเฟิงอย่างเต็มที่
"เจ้าหนู ข้ากับเจ้าไม่ได้มีความแค้นต่อกัน แต่อย่าได้เสียใจไปเลยนะ ใครใช้ให้เจ้าไปสนิทสนมกับเจ้าไป๋ชูเฉินนั่นเองล่ะ จะโทษก็ต้องโทษเพื่อนของเจ้าเถอะ..."
พูดจบเขาก็ก้าวเท้าออกไปพุ่งเข้าหาหลิงเฟิงอย่างรวดเร็ว พร้อมกับกำหมัดแน่น วางท่าทางมั่นคงแล้วชกหมัดออกมาอย่างรุนแรง
ที่หมัดนั้นมีรัศมีสีทองจางๆ เปล่งออกมา ดูแข็งแกร่งประดุจเหล็กหล่อ
นั่นคือวิชาระดับบนของสำนักไป๋อวิ๋น [หมัดทองคำทรงพลัง]
วิชาหมัดนี้โดดเด่นในเรื่องความดุดันและแข็งกร้าว หากวัดกันที่พลังทำลายล้างในวิชาระดับเดียวกันแล้ว แทบจะไม่มีวิชาไหนเทียบได้เลย มันจึงเป็นวิชาที่โจวเจิ้นภาคภูมิใจที่สุด
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับหมัดที่พุ่งเข้ามา หลิงเฟิงกลับยืนนิ่งไม่ขยับหลบเลี่ยง ราวกับว่าเขาหลงลืมคำกำชับของไป๋ชูเฉินไปจนหมดสิ้น เหล่าศิษย์เบื้องล่างต่างพากันคิดภาพว่าหลิงเฟิงคงถูกชกจนกระเด็นตกเวทีและเลือดอาบตัวแน่นอน บรรดาคนที่รอสมน้ำหน้าต่างก็เตรียมจะหัวเราะเยาะออกมาแล้ว
ทว่าในชั่วพริบตาที่วิกฤต หลิงเฟิงกลับยกมือขึ้นแล้วใช้ฝ่ามือแทนดาบ
บนฝ่ามือนั้นมีเปลวเพลิงลุกโชนออกมาพร้อมกับกลิ่นอายความร้อนที่แผ่ซ่าน
นั่นคือ [วิชาดาบเพลิงทุ่งสังหาร]
ฝ่ามือดาบปะทะเข้ากับหมัดของโจวเจิ้นอย่างจัง อีกฝ่ายสีหน้าเปลี่ยนไปทันทีพร้อมกับแผดเสียงร้องด้วยความเจ็บปวด กระดูกหมัดถูกกระแทกจนแตกละเอียด จากนั้นร่างกายก็ปลิวละลิ่วถอยหลังออกไปอย่างควบคุมไม่ได้ ประดุจว่าวที่สายป่านขาดกระเด็นตกลงไปด้านล่างลานประลอง...
ด้านล่างลานประลองเงียบสงัดราวกับป่าช้า
ทุกคนถึงกับสงสัยว่าสายตาของตนเองผิดปกติไปหรือไม่
มิฉะนั้นทำไมคนที่กระเด็นตกเวทีไป ถึงได้กลายเป็นโจวเจิ้นกันล่ะ?
คนคนนั้นควรจะเป็นหลิงเฟิงไม่ใช่หรือไง?
"มะ... ไม่ใช่ นี่มันเรื่องจริง คนที่กระเด็นไปคือโจวเจิ้นจริงๆ ..."
"เกิดอะไรขึ้นน่ะ? มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?"
"ทำไมโจวเจิ้นถึงกระเด็นออกไปได้ล่ะ?"
ผู้คนจ้องมองหลิงเฟิงที่ยืนตระหง่านอยู่บนเวทีพลางสูดหายใจเข้าด้วยความตื่นตะลึง แม้แต่เหล่าผู้อาวุโสบนแท่นสูงก็ยังอดไม่ได้ที่จะลุกขึ้นยืนด้วยความประหลาดใจ
กระบวนท่าเดียวเอาชนะศิษย์สายตรงได้
พละกำลังระดับนี้ กลับเป็นเพียงศิษย์ฝ่ายนกงั้นรึ??
"กระบวนท่าเมื่อครู่คือ [วิชาดาบเพลิงทุ่งสังหาร] ซึ่งเป็นวิชาลับของสำนักเพลิงสังหารเมื่อยี่สิบปีก่อนสินะ นับตั้งแต่สำนักเพลิงสังหารล่มสลายไป วิชานี้ก็กระจัดกระจายไปทั่วหล้ายุทธภพ จนมีผู้คนมากมายได้รับโชควาสนาและฝึกฝนมันมาได้"
"ไม่คิดเลยว่าหลิงเฟิงจะใช้วิชาระดับบนนี้ได้ด้วย แถมฝ่ามือยังมีเปลวเพลิงลุกโชนออกมา นั่นคือสัญลักษณ์ของการที่วิชานี้บรรลุถึงระดับสูงสุด!"
"การจะฝึกวิชาระดับบนให้ถึงขั้นนี้ได้ เขาไม่ใช่คนไร้ค่าแน่นอน ในทางกลับกัน เขาคืออัจฉริยะที่ไม่ได้ด้อยไปกว่าไป๋ชูเฉินเลยสักนิด!"
เหล่าผู้อาวุโสมองหน้ากันไปมาพลางรู้สึกว่าเรื่องนี้ช่างดูไร้สาระสิ้นดี
อัจฉริยะที่มีฝีมือไม่ด้อยไปกว่าไป๋ชูเฉิน กลับถูกคนทั้งสำนักไป๋อวิ๋นตราหน้าว่าเป็นคนไร้ค่ามาเป็นเวลานาน และพวกเขากลับไม่ได้ระแคะระคายเรื่องนี้เลยแม้แต่น้อย...
"ตบะบารมีของชายคนนี้ย่อมไม่ได้สร้างขึ้นเพียงชั่วข้ามคืนแน่นอน แต่ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เขากลับยอมถูกตราหน้าว่าเป็นคนไร้ค่าและทนรับสายตาดูแคลนมาได้ แม้จะไม่รู้ว่าทำไมจู่ๆ เขาถึงระเบิดพลังออกมาในตอนนี้ แต่ความสุขุมและการเก็บซ่อนตัวตนระดับนี้ ย่อมไม่ใช่สิ่งที่คนทั่วไปจะทำได้"
"เพียงแค่ข้อนี้ข้อเดียว เขาก็เหนือกว่าไป๋ชูเฉินและโจวอวิ๋นไปไกลแล้ว"
ผู้อาวุโสท่านหนึ่งกล่าวชมเชยด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความน่านับถือ
จากนั้นหลิงเฟิงก็วูบไหวร่างกายลงมาจากลานประลอง ท่ามกลางสายตาที่ตกตะลึงของผู้คน เขาเดินตรงไปหาไป๋ชูเฉินแล้วยิ้มบางๆ"ข้าบอกแล้วไงว่าไม่เป็นไร"
ไป๋ชูเฉินยังคงติดอยู่ในความอึ้งงัน จากนั้นเขาก็อุทานออกมาเสียงดังพร้อมกับชกเข้าที่อกของหลิงเฟิง "อาเฟิง เจ้าหลอกข้าซะสนิทเลยนะ!"
"เหอะๆ ตอนนี้เจ้าก็รู้ความจริงแล้วนี่นา"
"ช่างมันเถอะ เลิกพูดเรื่องนี้กันดีกว่า นับตั้งแต่วันนี้ไป ข้าอยากจะรู้นักว่าใครจะกล้าเรียกเจ้าว่าคนไร้ค่าอีก! เจ้านี่มันประเภท 'เงียบกริบสามปี แต่พอส่งเสียงทีคนต้องสะท้าน' จริงๆ เลยนะ!"
ไป๋ชูเฉินหัวเราะอย่างร่าเริง แม้เขาจะแอบขัดใจอยู่บ้างที่หลิงเฟิงไม่ได้บอกเรื่องพลังยุทธให้เขารู้ตลอดหลายปีที่ผ่านมา แต่ส่วนใหญ่ในใจเขากลับรู้สึกยินดีไปกับเพื่อนรักด้วยจริงๆ
คนอื่นๆ ที่อยู่รอบลานประลองเริ่มดึงสติกลับมาได้ สายตาที่พวกเขามองหลิงเฟิงในตอนนี้ไม่ได้มีความดูแคลนเหมือนก่อนหน้าอีกต่อไป แต่กลับเต็มไปด้วยความยำเกรงและความหวาดหวั่น
บรรดาคนที่ชอบนินทาหลิงเฟิงลับหลังบ่อยๆ ต่างก็พากันหน้าซีดเผือดด้วยความกลัวว่าอีกฝ่ายจะมาคิดบัญชีกับตนเอง
งานประลองศิษย์ดำเนินต่อเนื่องไปเป็นเวลาสามวันเต็ม
ในช่วงไม่กี่วันนี้ ไป๋ชูเฉินประกาศการกลับมาของราชันย์อย่างสมศักดิ์ศรีด้วยวิชาท่าร่างที่ลึกล้ำและเอาชนะคู่ต่อสู้มาได้อย่างต่อเนื่อง ส่วนหลิงเฟิงเองก็สร้างชื่อจนสั่นสะเทือนไปทั่วสำนัก หลังจากที่เอาชนะโจวเจิ้นได้ในกระบวนท่าเดียว คู่ต่อสู้คนอื่นๆ ก็ไม่อาจต้านทานเขาได้เกินไม่กี่กระบวนท่าเลยสักคน
และนี่ก็เป็นเพียงผลลัพธ์จากการที่เขาจงใจซ่อนคมไว้ส่วนหนึ่งด้วย
หากพูดกันตามตรง อย่าว่าแต่เหล่าบรรดาศิษย์เหล่านี้เลย ต่อให้เป็นระดับผู้อาวุโส หรือแม้กระทั่งเจ้าสำนักไป๋อวิ๋นคนปัจจุบัน ก็เกรงว่าจะไม่อาจต้านทานเขาได้แม้แต่กระบวนท่าเดียว
หลังจากงานประลองศิษย์สิ้นสุดลง ชื่อของหลิงเฟิงก็โด่งดังไปทั่วสำนักไป๋อวิ๋น
เมื่อก่อน ชื่อของเขาโด่งดังในฐานะคนไร้ค่า
ทว่าในตอนนี้ เขากลับสั่นสะเทือนไปทั่วทุกสารทิศในฐานะยอดฝีมือที่แข็งแกร่ง
ฐานะของเขาในสำนักไป๋อวิ๋นพุ่งทะยานขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ไม่มีใครกล้ามาวิพากษ์วิจารณ์เขาในทางลบอีกต่อไป เมื่อเขาไปทานอาหารที่โรงอาหาร บ่าวรับใช้ก็ไม่กล้าตักอาหารให้เขาน้อยลงอีก เมื่อเขาเดินอยู่บนท้องถนน บรรดาศิษย์ที่เดินสวนทางมาต่างก็พากันก้มหัวเรียกเขาว่าศิษย์พี่ด้วยความเคารพ
แม้แต่ศิษย์ฝ่ายในเองก็ไม่มีข้อยกเว้น
และหลังจากจบงานประลองศิษย์ไปได้เพียงสองวัน เบื้องบนของสำนักไป๋อวิ๋นก็ได้เลื่อนระดับฐานะศิษย์ของหลิงเฟิงขึ้นเป็นศิษย์สายตรงโดยตรง
ผู้อาวุโสท่านหนึ่งนำชุดเครื่องแบบศิษย์สายตรงและป้ายประจำตัวมามอบให้หลิงเฟิงด้วยตนเอง พร้อมกับเอ่ยถามไถ่สารทุกข์สุกดิบด้วยความเป็นกันเองอย่างยิ่ง
ต้องรู้ก่อนว่าผู้อาวุโสเหล่านั้น ในยามปกติไม่เคยแม้แต่จะปรายตามามองเขาเลยด้วยซ้ำ
"ก็นั่นสินะ มีเพียงพละกำลังเท่านั้นถึงจะได้รับความเคารพ"
หลิงเฟิงถอนหายใจด้วยความรู้สึกสะท้อนใจ
เขามองดูชุดเครื่องแบบศิษย์และป้ายประจำตัวที่ผู้อาวุโสนำมามอบให้ พร้อมกับปรากฏรอยยิ้มขึ้นที่มุมปาก "ศิษย์สายตรง สามารถเข้าออกหอคัมภีร์ยุทธได้อย่างอิสระ และสามารถอ่านวิชายุทธต่างๆ ของสำนักไป๋อวิ๋นได้ เหอะๆ นี่ก็นับเป็นโอกาสที่ดีจริงๆ"
สำนักไป๋อวิ๋น มีทั้งหอตำราและหอคัมภีร์ยุทธ
หอตำรานั้นรวบรวมเพียงหนังสืออ่านเล่นทั่วไป
ทว่าหอคัมภีร์ยุทธนั้น คือหัวใจสำคัญของสำนักไป๋อวิ๋น ซึ่งรวบรวมวิชายุทธต่างๆ ของสำนักเอาไว้ โดยมีเพียงศิษย์สายตรงและผู้อาวุโสเท่านั้นที่สามารถเข้าออกได้
และทำได้เพียงเข้าไปอ่านศึกษาอยู่ภายในเท่านั้น ไม่สามารถนำคัมภีร์ออกมาด้านนอกได้
ในวันที่สองหลังจากได้เป็นศิษย์สายตรง หลิงเฟิงสวมเครื่องแบบใหม่อย่างเรียบร้อยและถือป้ายประจำตัวมุ่งหน้าไปยังหอคัมภีร์ยุทธของสำนักไป๋อวิ๋น
หอคัมภีร์ยุทธไม่ได้รวบรวมหนังสือมากมายประดุจมหาสมุทรเหมือนหอตำรา ทว่าคัมภีร์ที่รวบรวมไว้นั้นล้วนเป็นวิชาล้ำค่า
ทันทีที่ก้าวเข้าไป สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาก็คือชั้นหนังสือเพียงสิบกว่าชั้นเท่านั้น
ทว่าบนชั้นหนังสือเหล่านั้น ล้วนอัดแน่นไปด้วยตำราวิชายุทธทั้งสิ้น!
ดวงตาของหลิงเฟิงเป็นประกาย เขาหยิบตำราเล่มหนึ่งออกมาเปิดอ่านทันที
[เพลงดาบใบหลิว]
[ระดับ: กลาง]
[เงื่อนไขระดับเริ่มต้น: ถือดาบใบหลิวแล้วฟันใบหลิวที่ร่วงหล่นลงมาจากต้นให้ขาดเป็นสิบชิ้น โดยห้ามทำพลาดแม้แต่ครั้งเดียวในระหว่างกระบวนการ]
[เงื่อนไขระดับเชี่ยวชาญ: ...]
[เงื่อนไขระดับสำเร็จ: ...]
[เงื่อนไขระดับสูงสุด: ...]
[เงื่อนไขระดับสมบูรณ์: หนึ่ง คือถือดาบใบหลิวแล้วฟันใบหลิวที่ปลิวร่วงมาจากต้นไม้ให้ขาดได้หนึ่งร้อยครั้งโดยห้ามพลาดแม้แต่ครั้งเดียว สอง คือฟันต้นหลิวให้ขาดสะบั้นติดต่อกันหนึ่งร้อยต้น]