- หน้าแรก
- พลิกฟ้าวิถียุทธ ข้ามองเห็นเงื่อนไขลับของวิชาเซียน!
- บทที่ 7 มีตรงไหนที่คู่ควรให้ข้าเห็นหัวงั้นรึ
บทที่ 7 มีตรงไหนที่คู่ควรให้ข้าเห็นหัวงั้นรึ
บทที่ 7 มีตรงไหนที่คู่ควรให้ข้าเห็นหัวงั้นรึ
บทที่ 7 มีตรงไหนที่คู่ควรให้ข้าเห็นหัวงั้นรึ
บนโต๊ะอาหาร
เศรษฐีจางเอาแต่รินสุราให้หลี่หั่วไม่หยุดหย่อน ราวกับมองอีกฝ่ายเป็นประดุจผู้มาโปรด และความจริงในตอนนี้ คนเดียวที่เขาพอจะพึ่งพิงได้ก็มีเพียงอีกฝ่ายเท่านั้น
ส่วนหวังลี่และหลิงเฟิงที่นั่งอยู่ข้างๆ กลับถูกเขาละเลยไปไม่น้อย
หวังลี่เป็นสตรี แม้จะเป็นนักยุทธระดับห้าเหมือนกัน แต่ในจิตใต้สำนึกของเศรษฐีจาง เธอก็ยังเทียบไม่ได้กับหลี่หั่วที่เป็นบุรุษ
ยิ่งส่วนของหลิงเฟิงนั้น...
เขาได้รับรู้จากปากของหลี่หั่วแล้วว่าคนคนนี้เป็นเพียงศิษย์ฝ่ายนอกเท่านั้น
จะเอาไปเปรียบเทียบกับศิษย์ฝ่ายในอย่างหลี่หั่วได้อย่างไร?
ในขณะที่ทุกคนกำลังรับประทานอาหารกันอยู่
จู่ๆ ก็มีเสียงอึกทึกดังมาจากนอกประตู
ตามมาด้วยประตูใหญ่ของจวนตระกูลจางที่ถูกพังเข้ามาอย่างรุนแรง บ่าวรับใช้สองสามคนที่กำลังจะเดินไปเปิดประตูถูกบานประตูทับร่างไว้จนแผดเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดอย่างน่าสยดสยอง
มีชายฉกรรจ์หลายคนก้าวข้ามบานประตูเข้ามาในจวนตระกูลจาง
หนึ่งในนั้นเป็นชายร่างผอมแห้ง เมื่อเขาสังเกตเห็นว่ามีคนถูกทับอยู่ใต้บานประตูก็แสยะยิ้มเหี้ยมเกรียม พร้อมกับออกแรงกระทืบลงไปซ้ำๆ หลายครั้ง
เศรษฐีจางมองดูคนเหล่านั้นด้วยใบหน้าที่ซีดเผือด "พะ... พรรคพยัคฆ์ดำมาแล้ว แถมยังมากันครบทั้งสามหัวหน้าพรรคเลยด้วย!"
ภายในพรรคพยัคฆ์ดำมี 'สามพยัคฆ์' ผู้ยิ่งใหญ่ที่ครองเมืองเยี่ยนเฉิง
ทั้งการแย่งชิงเขตแดน ฮุบร้านค้า เปิดบ่อนพนัน เรียกเก็บค่าคุ้มครอง...
ที่พวกมันทำชั่วไปทั่วเมืองเยี่ยนเฉิงได้ ก็เพราะพึ่งพาสามพยัคฆ์เหล่านี้นี่เอง
คนแรกคือ พยัคฆ์ใหญ่ แซ่หวัง มักสวมชุดดำอยู่เป็นนิจ จึงถูกเรียกว่า หวังเฮยหู่ (พยัคฆ์ดำหวัง) !
คนรองคือ พยัคฆ์รอง แซ่เถี่ย ฝึกวิชาคงกระพันจนมีพละกำลังมหาศาล เล่ากันว่าผิวหนังของเขาแข็งแกร่งประดุจเหล็กกล้าจนดาบปืนไม่อาจระคายผิว ผู้คนจึงเรียกว่า เถี่ยเหล่าหู่ (พยัคฆ์เหล็ก)
ส่วนคนสุดท้ายคือ พยัคฆ์สาม นิสัยเจ้าเล่ห์เพทุบายและอำมหิต มีท่าร่างที่คล่องแคล่วว่องไว ร่างกายผอมบางกว่าอีกสองคนมาก จึงถูกขนานนามว่า โซ่วหู่ (พยัคฆ์ผอม)
ยามนี้พยัคฆ์ทั้งสามมาถึงบ้านเศรษฐีจางกันพร้อมหน้า โดยเฉพาะหวังเฮยหู่ที่เป็นผู้นำ เมื่อเขาเห็นหน้าเศรษฐีจาง ดวงตาเสือคู่นั้นก็พลันปรากฏเส้นเลือดสีแดงฉานพร้อมกับคำรามลั่น "ไอ้แซ่จาง วันนี้แกต้องชดใช้ด้วยชีวิตลูกชายข้า!"
เศรษฐีจางได้ยินเสียงคำรามนั้นก็รู้สึกราวกับมีเสือโคร่งลงจากเขามาอยู่ตรงหน้าจริงๆ กลิ่นอายกดดันนั้นทำให้เขาถึงกับก้าวถอยหลังไปสองก้าวด้วยความหวาดกลัว
แต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่าข้างกายยังมีศิษย์จากสำนักไป๋อวิ๋นคอยหนุนหลังอยู่ ในใจจึงพอจะมีกำลังใจขึ้นมาบ้าง
"หวังเฮยหู่ ลูกชายแกมาลักลอบเล่นชู้กับเมียน้อยข้า ทำลายศีลธรรมจรรยา ถ้าข้าไม่ฆ่ามัน ข้ายังเป็นผู้ชายอยู่รึเปล่า?! มันสมควรตายแล้ว!"
"ดี! ดี! ดีมาก! ลูกข้าสมควรตายงั้นรึ ในเมื่อแกพูดแบบนี้ ข้าก็จะให้คนทั้งตระกูลจางลงไปนอนในหลุมเป็นเพื่อนมันให้หมด!"
หวังเฮยหู่เอ่ยคำว่าดีติดกันสามครั้ง สิ้นคำสั่งนั้นกลุ่มสมุนพรรคพยัคฆ์ดำที่ถือดาบถือกระบี่ก็กรูเข้ามาล้อมตระกูลจางไว้จนมืดฟ้ามัวดิน
"เหอะ หวังเฮยหู่ผู้ยิ่งใหญ่ เอ่ยปากนิดหน่อยก็คิดจะล้างบางตระกูลคนอื่น ในสายตาแกยังเห็นกฎหมายบ้านเมืองอยู่ไหม!!"
หลี่หั่วแค่นเสียงเย็นชาพลางค่อยๆ เดินออกมาจากด้านหลังของเศรษฐีจาง
เมื่อเห็นการแต่งกายของเขา หวังเฮยหู่ก็หรี่ตาลง "ที่แท้ก็ไปหาคนจากสำนักไป๋อวิ๋นมาคุ้มกะลาหัวนี่เอง มิน่าถึงได้กล้าปากดี"
"ถูกต้อง หวังเฮยหู่ เศรษฐีจางคนนี้ข้าจะเป็นคนคุ้มครองเอง หากพวกแกพรรคพยัคฆ์ดำรู้จักที่ต่ำที่สูงก็รีบไสหัวไปซะ อย่าได้มาตอแยอีก"
"หึ ความแค้นสังหารลูกชาย ข้าจะไม่ล้างแค้นได้ยังไง? ต่อให้เป็นศิษย์สำนักไป๋อวิ๋นแล้วจะทำไม? สำนักไป๋อวิ๋นมีศิษย์เป็นพันคน ตราบใดที่ไม่ใช่ศิษย์สายตรง ถ้าข้าจะฆ่าทิ้งสักคนสองคน ใครมันจะไปรู้?"
หวังเฮยหู่ตัดสินใจเด็ดขาดแล้วว่าจะต้องล้างแค้นให้ลูกชายให้ได้
เขาชักดาบข้างเอวออกมาทันทีแล้วพุ่งตัวออกไปราวกับเกาทัณฑ์หลุดจากแล่ง เข้าจู่โจมหลี่หั่วเพื่อเป็นฝ่ายชิงลงมือก่อน!
ดาบถูกฟันลงมาด้วยพลังมหาศาลประดุจจะผ่าภูเขาหัวซานให้แยกออกเป็นสองซีก!
หลี่หั่วชักกระบี่ออกจากฝักเข้าปะทะดัง 'เคร้ง' เขาได้ยินเสียงสะเทือนเลื่อนลั่นและรับรู้ได้ถึงแรงมหาศาลที่ส่งผ่านมาทางตัวดาบจนมือสั่นสะท้านไปหมด
"พลังบ้าบออะไรขนาดนี้! แก... แกไม่ใช่ระดับห้า แต่เป็นระดับสี่งั้นรึ!?"
สีหน้าของหลี่หั่วเปลี่ยนไปทันที
"หึ แกทายผิดแล้ว!"
กล้ามเนื้อที่แขนที่ถือดาบของหวังเฮยหู่เริ่มเขม่นและปูดโปนออกมา เส้นเลือดปูดโปนขึ้นมาอย่างน่ากลัว เขาเหวี่ยงดาบฟันซ้ำอีกครั้งด้วยอานุภาพที่รุนแรงกว่าเดิม
กระบี่ในมือหลี่หั่วสั่นพะเยิบพะยาบจนส่งเสียงวึ่ง ร่างของเขาโซเซถอยหลังไปหลายก้าว เมื่อก้มลงมองกระบี่ในมือก็พบว่ามันถูกฟันจนบิ่นไปหลายจุด
จุดที่บิ่นมากที่สุดนั้น เกือบจะฟันกระบี่ของเขาหักออกเป็นสองท่อน
"ระดับสาม!!"
รูม่านตาของหลี่หั่วหดตัวลงด้วยความสยดสยอง!
อีกฝ่ายไม่ใช่ระดับห้าตามข่าวลือ แต่เป็นยอดฝีมือระดับสาม!!
พละกำลังระดับนี้เพียงพอที่จะรวมพรรคต่างๆ ในเมืองเยี่ยนเฉิงให้เป็นหนึ่งเดียวได้เลย!
หวังเฮยหู่คนนี้ ซ่อนคมไว้ลึกซึ้งเหลือเกิน!
"แปลกใจนักรึ?"
"เมื่อหนึ่งปีก่อน ข้าก็บรรลุระดับสามไปแล้ว! ในเมืองเยี่ยนเฉิงนี้แทบไม่มีใครเป็นคู่มือข้า แม้แต่สำนักไป๋อวิ๋น ตราบใดที่ไม่ใช่ศิษย์สายตรงหรือระดับอาจารย์อาวุโส ข้าก็ไม่เห็นหัวทั้งนั้น"
ใบหน้าของหวังเฮยหู่เต็มไปด้วยความทะนงตน
เศรษฐีจางถึงกับเข่าอ่อนทรุดลงไปนั่งกับพื้นด้วยความสิ้นหวัง
"หวังเฮยหู่ แก... แกซ่อนแผนไว้ลึกจริงๆ!"
"เหอะ วันนี้ตระกูลจาง ต่อให้เป็นหมาสักตัวก็อย่าหวังว่าจะได้รอดไปจากที่นี่!"
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับหวังเฮยหู่ที่กำลังฮึกเหิม หลี่หั่วก็รู้ตัวทันทีว่าตนไม่ใช่คู่ต่อสู้ เขาเปลี่ยนสีหน้าไปมาครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวว่า "เรื่องนี้พวกข้าไม่ขอยุ่งเกี่ยวแล้ว หวังเฮยหู่ การฆ่าศิษย์ฝ่ายในของสำนักไป๋อวิ๋นไม่เป็นผลดีกับแกหรอก ปล่อยพวกข้าไปเถอะ"
"ฝันไปเถอะ! ปล่อยพวกแกไป ใครจะไปรู้ว่าพวกแกจะกลับไปรายงานพวกผู้อาวุโสในสำนักให้มาล้างแค้นข้าหรือเปล่า เศรษฐีจางต้องตาย และพวกแกยิ่งต้องตาย!"
"แก..."
หลี่หั่วไร้คำจะโต้แย้ง ในใจเริ่มเกิดความสิ้นหวังขึ้นมา
หวังลี่กุมกระบี่ในมือแน่น "ศิษย์พี่หลี่ พวกเรารวมพลังสู้ตายกับมันเถอะ!"
"มันเป็นนักยุทธระดับสามนะ นั่นคือระดับที่ศิษย์สายตรงเท่านั้นถึงจะไปถึงได้ พวกเราจะเอาอะไรไปสู้? แถมข้างกายมันยังมีหัวหน้าพรรคอีกสองคนที่ยังไม่ลงมือ ต่อให้ฝีมือพวกนั้นจะเป็นระดับหกตามข่าวลือจริงๆ แต่ถ้าพวกมันรุมเข้ามาพร้อมหวังเฮยหู่ พวกเราก็ตายสถานเดียว!"
หลี่หั่วกล่าวด้วยรอยยิ้มขมขื่นและแววตาที่หมดอาลัยตายอยาก
เขารู้สึกเสียใจอย่างสุดซึ้งที่มาเอาตัวเข้าแลกกับเรื่องนี้
ส่วนเศรษฐีจางที่อยู่ข้างๆ ก็ดูราวกับว่าท้องฟ้ากำลังจะถล่มลงมาต่อหน้าต่อตา
"สองพันตำลึงเงิน"
ในตอนนั้นเอง หลิงเฟิงที่ยืนนิ่งเงียบอยู่ด้านหลังทุกคนมาโดยตลอดก็ได้เอ่ยปากขึ้นเบาๆ
เมื่อได้ยินเสียงของเขา ทุกคนต่างก็หันไปมองเป็นตาเดียว
เห็นเพียงเขามองไปที่เศรษฐีจางที่นั่งอยู่บนพื้น แล้วกล่าวอย่างสงบนิ่งว่า "ท่านเศรษฐีจาง มอบเงินให้ข้าสองพันตำลึง แล้วข้าจะจัดการคนพวกนี้ให้เอง"
คำพูดนี้ทำให้ทุกคนถึงกับตกตะลึง
หวังเฮยหู่ขมวดคิ้วพลางจ้องมองหลิงเฟิง เขารู้สึกแปลกใจที่ตนเองมองระดับพลังของอีกฝ่ายไม่ออก ส่วนเศรษฐีจางชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะยิ้มเศร้า "คุณชายหลิง ในเวลาแบบนี้ท่านยังจะมาล้อเล่นอีกหรือ? ขนาดศิษย์พี่ศิษย์หญิงของท่านยังทำอะไรไม่ได้ แล้วศิษย์ฝ่ายนอกตัวเล็กๆ อย่างท่านจะไปทำอะไรได้?"
ศิษย์ฝ่ายนอกงั้นรึ?
หวังเฮยหู่ได้ยินคำสี่คำนั้นก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมา "ฮ่าๆๆ เดี๋ยวนี้แม้แต่ศิษย์ฝ่ายนอกของสำนักไป๋อวิ๋น ก็กล้าดูถูกข้าหวังเฮยหู่แล้วงั้นรึ?"
"อบรมลูกไม่ดี ปล่อยให้ไปลักลอบเล่นชู้กับเมียชาวบ้านจนเสียชื่อเสียงวงศ์ตระกูล เจ้าไม่รู้สึกอับอายบ้างเลยหรือ แถมยังจะมาล้างบางครอบครัวคนอื่นอีก มีตรงไหนที่คู่ควรให้ข้าเห็นหัวงั้นรึ?"
หลิงเฟิงจ้องมองหวังเฮยหู่แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
พวกสมุนพรรคพยัคฆ์ดำที่ยืนอยู่ข้างหลังเมื่อเห็นเช่นนั้นต่างก็อดไม่ได้ที่จะอุทานด้วยความแปลกใจ แต่สายตาที่มองหลิงเฟิงนั้นเหมือนมองคนตายไปแล้ว
"เจ้าหนูนี่ตายแน่"
"แถมยังจะตายไม่สวยด้วย!"
หลังจากต่อว่าหวังเฮยหู่เสร็จ หลิงเฟิงก็หันไปทางเศรษฐีจางแล้วถามย้ำ "ตอนนี้ให้คำตอบข้ามา สองพันตำลึง จะให้หรือไม่ให้?"
ตอนแรกตกลงกันไว้ที่หนึ่งพันตำลึง
แต่เมื่อครู่เศรษฐีจางแสดงท่าทีละเลยเขา เขาจึงไม่รังเกียจที่จะฉวยโอกาสขึ้นราคา
อีกอย่าง ความต้องการของเศรษฐีจางคือแค่ขับไล่พวกหวังเฮยหู่ไปเท่านั้น
แต่เขาจะลงมือให้เด็ดขาดกว่านั้นเยอะ
"เหอะ หากท่านสามารถช่วยตระกูลจางให้พ้นวิกฤตได้จริงๆ สองพันตำลึงนี้ข้าจะประเคนให้ถึงมือเลยล่ะ" เศรษฐีจางยิ้มขมขื่นออกมา
แม้จะไม่หวังอะไรแล้ว แต่อย่างน้อยตอนนี้เขาก็ต้องคว้าฟางเส้นสุดท้ายเอาไว้ก่อน
"ฮ่าๆๆ เจ้าหนู ดี! เจ้าบอกว่าข้าไม่มีอะไรคู่ควรให้เจ้าเห็นหัวงั้นรึ ข้าจะบอกให้เจ้าได้รู้ตอนนี้เลย ว่าข้ามีดาบในมือนี่ไง!!"
หวังเฮยหู่หัวเราะด้วยความโกรธแค้นจนถึงขีดสุด เขาเหวี่ยงดาบเข้าใส่หัวของหลิงเฟิงอย่างรุนแรง