- หน้าแรก
- เส้นทางเศรษฐีสายคุณธรรม เมื่อระบบบังคับให้ผมเป็นมาเฟียใจบุญ!
- บทที่ 54 เห็นแก่หน้าพระเยซู
บทที่ 54 เห็นแก่หน้าพระเยซู
บทที่ 54 เห็นแก่หน้าพระเยซู
บทที่ 54 เห็นแก่หน้าพระเยซู
ตู้จื่อหัวสวมสูท มือขวาหนีบกระเป๋าเอกสาร เดินทางมาเยี่ยมผู้ต้องหาที่สถานีตำรวจเกาลูนตะวันตก
"อากงครับ เงินประกันตัวลูกน้องจ่ายไปแล้วสิบสามหมื่น ค่ารักษาพยาบาลจ่ายไปแปดหมื่น ส่วนค่าจ้างรายวัน ค่ารถ และค่าโต๊ะจีนยังไม่ได้เคลียร์ครับ"
เขาตรงเข้าไปที่หน้าห้องขังของอากงพลางยืนชิดลูกกรงเหล็กและรายงานด้วยเสียงต่ำ
เมื่อสมาคมรบเสร็จ ก็ต้องเลี้ยงข้าวลูกน้องเพื่อเป็นการตอบแทน
เฟยเมาถือไม้เท้าพิงกรงเหล็กพลางพยักหน้า "อาตู้ ลำบากนายแล้ว"
ตอนนั้นเป็นเวลาสิบเอ็ดโมงเช้า ใกล้เวลาอาหารกลางวัน แต่พวกแกนนำพรรคยังไม่ได้กินแม้แต่มื้อเช้า
ตู้จื่อหัวยิ้มบางๆ "ทำงานให้สมาคม กินเงินเดือนนี่ครับ จะเรียกว่าลำบากได้ยังไง อากงครับ มีคำสั่งอะไรจะฝากออกไปไหม?"
เฟยเมาไหวไหล่พลางยิ้มอย่างมั่นใจ "ไม่มีหรอก!"
"นอนให้ครบสี่สิบแปดชั่วโมง รอพวกอาเซอร์มาเปิดประตูให้ก็พอ"
ตู้จื่อหัวพยักหน้า "พวกหน่วย O (หน่วยปราบปรามมาเฟีย) นี่ไม่ให้เกียรติกันเลยจริงๆ ไม่มีหลักฐานก็ยังไม่ยอมปล่อยคน"
เกาเหล่าเซินตะโกนแทรกขึ้นมา "อาตู้ ซื้อหูฉลามมาส่งให้หน่อยสิ ฉันอยากบ้วนปากหน่อยว่ะ โธ่เอ๊ย เช้ามายังไม่ได้กินแม้แต่โจ๊กขาว หิวจนไส้จะกิ่ว อายุขัยจะสั้นลงเพราะความหิวเนี่ยแหละ!"
ตู้จื่อหัวปรายตามองพลางด่ากลับ "ตู้เซิน หูฉลามไม่มีหรอก มีแต่จดหมายร้องเรียนเนี่ย จะให้เขียนถึงใครล่ะ? อื้อเส้าเจ๋อ หรือท่านอธิบดีหานอี้หลี่ หรือท่านผู้ว่าการฯ แมคลิโฮสดี?"
"ไอ้ระยำ!"
"ฉันเสียแรงเกิดจริงๆ ที่มีลูกอย่างแก ถ้ารู้แบบนี้ตอนนั้นฉันยอมฉีดใส่ข้างฝาไปแล้ว" เกาเหล่าเซินชูนิ้วกลางให้พลางด่าลูกชายหัวแก้วหัวแหวนอย่างไร้เยื่อใย
อิ่นเจ้าถังถึงได้รู้ว่าตู้จื่อหัวคือลูกชายของเกาเหล่าเซิน มิน่าล่ะ เกาเหล่าเซินที่ไม่มีกำลังพลในมือถึงยังกล้าส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวในที่ประชุมทุกครั้ง
ที่แท้ก็เพราะมีลูกชายได้ดี สอบติดทนายมาช่วยงานสมาคมนี่เอง
แต่ตู้จื่อหัวก็ไม่ยอมแพ้พ่อ เขาแค่นเสียงเหอะพลางเอ่ยอย่างใจเย็น "มีความสุขแล้วก็ต้องรับผิดชอบสิครับคนแก่!"
เขาเดินมาที่หน้าห้องขังของอิ่นเจ้าถัง สายตาเป็นประกายด้วยความเลื่อมใสพลางเอ่ยชม "พี่ถัง แต่งตั้งในคุก ระพินแดงคู่ บ้าฉิบ จิ้งจงอี้ไม่ได้เก๋าแบบนี้มาตั้งกี่ปีแล้ว พี่มันสุดยอดจริงๆ!"
อิ่นเจ้าถังคาดไม่ถึงเลยว่าพวกแกนนำที่ร่วมพิธียังอยู่ในคุกกันหมด แต่ข่าวกลับรั่วไหลออกไปเร็วขนาดนี้ สงสัยจะเป็นพวกตำรวจปากสว่างที่เอาไปลือกันสนุกปาก
อิ่นเจ้าถังเอ่ยด้วยน้ำเสียงประหลาดใจพลางถ่อมตัว "อากงท่านให้เกียรติน่ะครับ"
ตู้จื่อหัวส่ายหน้า "ระพินแดงคู่ ถ้าคนช่วยดันอย่างเดียวมันไม่มีประโยชน์หรอก มันต้องอยู่ที่ฝีมือจริงด้วย อ้อ จริงด้วย มีลูกน้องพี่ที่ชื่อทาร์ตไข่ ฝากผมมาบอกว่า โฆษณารับสมัครงานในหนังสือพิมพ์น่ะ มีคนมาสมัครแล้ว จะรับไหม?"
อิ่นเจ้าถังแสดงสีหน้าโกรธจัดพลางด่าอย่างเหลืออด "ไอ้ฉิบหาย ลูกน้องฉันมันสมองนิ่มจริงๆ ฉันติดคุกอยู่นี่ จะให้สัมภาษณ์ยังไง จะให้รับคนยังไง! ก็ให้จดเบอร์ไว้สิ อีกไม่กี่วันค่อยนัดสัมภาษณ์ เรื่องขี้ปะติ๋วแค่นี้ยังต้องฝากความมา ทนายตู้ครับ ต้องขอโทษด้วยที่ทำให้เห็นเรื่องน่าอาย"
ตู้จื่อหัวยิ้มพลางขยับแว่น เอ่ยด้วยท่าทีสุภาพ "รู้จักรายงานทุกเรื่อง ไม่ทำอะไรโดยพลการก็ดีแล้วครับ พี่มีคำสั่งอะไรจะฝากผมออกไปไหม? เวลาเยี่ยมใกล้หมดแล้ว"
"ทนายตู้ พอมีวิธีทำให้ผมออกไปได้ไหม? มีเรื่องสำคัญที่อยากจะไปทำด้วยตัวเองหน่อยครับ" อิ่นเจ้าถังรู้ว่าทนายของสมาคมต้องมาแน่ จึงเตรียมคำถามนี้ไว้รออยู่แล้ว
ตู้จื่อหัวเรียนรู้จากประสบการณ์ครั้งก่อน เขาไม่รีบปฏิเสธทันที แต่ครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนจะตอบ "พี่ถัง การกักตัวโดยไม่มีเงื่อนไขสี่สิบแปดชั่วโมงคือกฎหมายที่ให้อำนาจตำรวจ"
"ในทางกฎหมายถือว่าเป็นการให้ความร่วมมือในการสอบสวน ถ้ามีคำสั่งจากสารวัตรเจ้าของเขตโดยไม่ต้องมีหลักฐาน ตำรวจอยากจะขังพี่ให้ครบสี่สิบแปดชั่วโมง ก็ไม่มีใครกล้าการันตีว่าจะพาพี่ออกมาได้"
"แต่ในทางทฤษฎี มันยังมีบางวิธีที่พอจะทำให้ตำรวจยอมปล่อยตัวได้"
กฎหมายคือตัวอักษรที่มนุษย์เขียนขึ้น มีช่องโหว่และทางลัดที่จงใจสร้างไว้อยู่มากมาย
คนทั่วไปทำได้แค่ปฏิบัติตามกฎอย่างเคร่งครัด แต่คนที่มีเส้นสายย่อมรู้จักทางเลี่ยง "เช่น หาผู้ใหญ่ระดับสูงสักคนโทรศัพท์เข้ามา วิธีนี้ง่ายที่สุด หรือหาผู้มีอิทธิพลทางสังคมมาช่วยพูด แต่เท่าที่ผมรู้มา เมื่อวานคุณอื้อเดินออกไปแบบหัวเสียสุดๆ คงไม่ยอมขายหน้าปล่อยคนง่ายๆ แน่"
"เหลือเวลาอีกแค่คืนเดียว จะเสียเงินจ้างคนก็ไม่คุ้ม พี่มีเรื่องอะไรล่ะ ผมจัดการให้แทนก็ได้"
เหตุผลที่เฟยเมา เย่าจี และคนอื่นๆ ยอมรออยู่ในห้องกักขัง ส่วนสำคัญคือเรื่องของความคุ้มค่า
เรื่องไหนที่แก้เองได้ ก็ไม่ควรไปรบกวนคนภายนอกให้เสียหนี้บุญคุณ
"เรื่องเล็กน้อยครับ กะว่าจะกลับไปเยี่ยมคนแก่ที่ควอนตงหน่อย เคยรับปากเพื่อนบ้านเก่าๆ ไว้ว่าถ้าหาเงินได้จะแบ่งปันให้พวกเขามีความสุขบ้าง เกิดเป็นคนมันต้องไม่ลืมรากเหง้า"
"อีกอย่าง ก่อนจะเริ่มงาน ผมเคยไปขอเซียมซีกับท่านกวนอูไว้ เลยอยากออกไปแก้บนน่ะครับ" อิ่นเจ้าถังพูดความจริง แต่กลับได้รับสายตาค้อนขวับจากคนรอบข้าง
คนรู้เขาก็นึกว่าพี่คือระพินแดงคู่ คนไม่รู้คงนึกว่าพี่เป็นอาสาสมัครบ้านพักคนชรา! สร้างภาพเป็นคนกตัญญูก็พอทน
แต่นี่จะสร้างภาพเป็นพระโพธิสัตว์เดินดินเลยเหรอ?
ตู้จื่อหัวเป็นแฟนตัวยงของนิยายกำลังภายใน มีจินตนาการล้ำเลิศ แต่ก็คาดไม่ถึงว่าคำตอบของอิ่นเจ้าถังจะแหวกแนวขนาดนี้ เขาเบะปากพลางเอ่ย "ถ้าพี่สามารถให้องค์กรการกุศล หรือองค์กรสวัสดิการสังคมออกมาประกันตัวให้ ตำรวจก็ต้องให้เกียรติปล่อยคนเหมือนกันนะ"
อิ่นเจ้าถังประหลาดใจเล็กน้อยพลางถาม "สถานสงเคราะห์เด็กกำพร้าแองกลิกันได้ไหม?"
"ได้สิ ไม่มีปัญหาเลย"
"นั่นคือสถานสงเคราะห์เด็กที่ใหญ่ที่สุดในฮ่องกงเลยนะ หน้าใหญ่กว่าอธิบดีตำรวจอีก แค่หาผู้รับผิดชอบสักคนมาพูดคำเดียว ตำรวจก็ต้องปล่อยคนแล้ว"
"ไอ้ที่เรียกว่าผู้มีอิทธิพลทางสังคมคืออะไรล่ะ? องค์กรที่มีชื่อเสียงดี มีคนนับถือเยอะ และมีเงินมหาศาลแบบนี้นี่แหละ คือองค์กรที่มีอิทธิพลที่สุดในสังคมแล้ว"
"คนในนั้นแหละคือผู้มีอิทธิพลตัวจริง!"
ตู้จื่อหัวกลัวว่าจะพูดมากไปจนคนงง จึงไม่ได้อธิบายลึกถึงอิทธิพลของคริสตจักรแองกลิกัน ว่าสามารถชี้เป็นชี้ตายการเลือกตั้งสมาชิกสภาเขต ไปจนถึงมีผลต่อการแก้ไขตัวบทกฎหมายได้เลยทีเดียว
อิ่นเจ้าถังพยักหน้าช้าๆ พลางเอ่ยเสียงเบา "อย่างนี้เองเหรอทนายตู้ รบกวนคุณไปที่บ้านเด็กกำพร้าแองกลิกันในมงก๊กหน่อย ช่วยถามบาทหลวงเอ็ดเวิร์ดดูว่าพอจะออกจดหมายประกันตัวให้ผมได้ไหม ขอบคุณมากครับ"
ตู้จื่อหัวไม่รับคำแต่ก็ไม่ปฏิเสธ "ได้ เดี๋ยวรอฟังข่าวจากผม"
ในเมื่ออิ่นเจ้าถังสามารถระบุชื่อบาทหลวงเอ็ดเวิร์ดออกมาได้ การแค่โทรศัพท์ไปถามสักหน่อยก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย
เฟยเมา เกาเหล่าเซิน และบรรดาผู้อาวุโสในพรรค เมื่อได้ยินว่าอิ่นเจ้าถังรู้จักแม้กระทั่งบาทหลวง ต่างก็มีสีหน้าพิลึกพิลั่น ถ้าอิ่นเจ้าถังรีบออกจากคุกเพื่อไปเยี่ยมเพื่อนบ้านเก่าจริงๆ มันจะเหลือเชื่อเกินไปแล้ว!
นี่แสดงว่าระพินแดงคู่คนใหม่ของจิ้งจงอี้ นอกจากจะบู๊เก่ง หาเงินคล่อง ยังเป็นเด็กหนุ่มที่กตัญญูและฝักใฝ่การกุศลด้วย ต่อให้ไม่ได้ทำจริง
แค่พูดออกมาหรือสร้างภาพขึ้นมาหน่อย ก็นับว่าเป็น "ลูกรัก" ในสายตาพวกผู้อาวุโสแล้ว!
จะเป็นนักเลงก็ส่วนนักเลง แต่ใครล่ะจะไม่ชอบคนดี?
ตอนเที่ยง ตำรวจเดินเข้ามาส่งข้าวกล่องหมูแดงให้คนละกล่อง ในนั้นไม่มีแม้แต่ขาไก่ มีเพียงหมูแดงจืดๆ ไม่กี่ชิ้น กับกะหล่ำปลีผัดและผักกาดดอง
อิ่นเจ้าถังกินข้าวไปได้แค่ครึ่งเดียว ประตูห้องขังก็ถูกเปิดออกอีกครั้ง ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของเหล่าแกนนำพรรค ตู้จื่อหัวเดินกลับมาพร้อมกับตำรวจพลางเอ่ยขึ้นว่า
"บาทหลวงเอ็ดเวิร์ดเขียนจดหมายประกันตัวให้แล้วครับ พวกอาเซอร์เห็นแก่หน้าพระเยซู เลยตัดสินใจปล่อยตัวพี่ออกไปก่อน"
"พี่คงไม่ได้ออกจากที่นี่แล้วตรงไปไหว้กวนอูเป็นที่แรกหรอกนะ?"
อิ่นเจ้าถังเห็นประตูห้องขังเปิดออก เขาจึงเดินออกมาพลางหัวเราะ "ท่านกวนอูน่ะต้องไหว้อยู่แล้วครับ แต่ตอนนี้ผมเริ่มจะถูกพระเยซูขัดเกลาจิตใจแล้วสิ"
"เริ่มจะ?"
ตู้จื่อหัวกลอกตา "กะจะรอให้พระเยซูมาช่วยดึงตัวออกไปอีกสักกี่รอบกันล่ะ? ยอมใจพี่จริงๆ! ใช้หน้าพระเยซูเพื่อไปไหว้กวนอูเนี่ยนะ ที่หน้าสถานีมีตัวแทนจากบ้านเด็กกำพร้ามารอพี่อยู่ ไปเถอะครับ"