- หน้าแรก
- ลือสนั่นเมือง พระชายาขี่หมูหนีอีกแล้ว
- บทที่ 12: ไร้ความสามารถก็ใช้ใจแลก
บทที่ 12: ไร้ความสามารถก็ใช้ใจแลก
บทที่ 12: ไร้ความสามารถก็ใช้ใจแลก
บทที่ 12: ไร้ความสามารถก็ใช้ใจแลก
องค์ชายเจ็ดรู้ตัวเองดี ถึงจะพยายามแค่ไหน เขาก็เทียบชั้นกับพี่สี่ไม่ได้อย่างแน่นอน
จะใช้อำนาจบีบบังคับให้พี่สี่ทำกับข้าวให้กินก็เป็นไปไม่ได้ แต่ถ้าใช้ 'ใจแลกใจ' ทำให้พี่สี่เกิดความสงสารเอ็นดูน้องชายคนนี้ขึ้นมาบ้าง โอกาสที่พี่สี่จะยอมเข้าครัวให้ก็อาจจะเพิ่มขึ้นสักนิด
เพราะฉะนั้น วันนี้เขาจะสวมบทเป็นน้องชายผู้อาทรพี่ชายอย่างสุดซึ้ง
พอได้ยินว่าเซียวจิ่งอวิ๋นจะตามหมอหลวงมา เขาจึงรีบกุลีกุจอเข้าไปไต่ถามอาการด้วยความเป็นห่วงเป็นใย และนั่งรอหมอหลวงเป็นเพื่อน
เมื่อหมอหลวงเจิ้งมาถึง เซียวจิ่งอวิ๋นก็ยื่นข้อมือให้ “หมอหลวงเจิ้ง ลองจับชีพจรให้เปิ่นกงดูหน่อย”
“พ่ะย่ะค่ะ”
หมอหลวงเจิ้งวางนิ้วทาบลงบนข้อมือของเซียวจิ่งอวิ๋น
ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาค่อยๆ เงยหน้ามองเซียวจิ่งอวิ๋นด้วยสีหน้าไม่อยากจะเชื่อ
“องค์รัชทายาท พระวรกายของพระองค์...”
การเป็นรัชทายาทนั้นมีความเสี่ยงสูงไม่ต่างจากการเป็นฮ่องเต้ เซียวจิ่งอวิ๋นเคยถูกวางยาพิษเมื่อครั้งยังเยาว์ แม้จะได้หมอเทวดามาช่วยขับพิษและรักษาชีวิตไว้ได้ทันท่วงที...
แต่ถึงกระนั้น หมอเทวดาก็ไม่อาจขจัดพิษที่ตกค้างอยู่ในร่างกายของเซียวจิ่งอวิ๋นได้หมด
ด้วยผลกระทบจากพิษตกค้าง ทำให้เซียวจิ่งอวิ๋นมักจะอ่อนเพลียง่ายกว่าปกติ
โดยเฉพาะช่วงที่พักผ่อนน้อย เขาจะมีอาการเวียนศีรษะและปวดหัวกำเริบอยู่บ่อยครั้ง
ทว่าหลังจากที่เซียวจิ่งอวิ๋นกินยาลูกกลอนที่จวนตระกูลเจียง อาการปวดหัวของเขาก็ทุเลาลง เขาจึงเริ่มเอะใจ
เมื่อเห็นปฏิกิริยาของหมอหลวงเจิ้งในตอนนี้ เขาก็มั่นใจแล้วว่าสิ่งที่คาดเดาไว้นั้นถูกต้อง
“พิษตกค้างในพระวรกายขององค์รัชทายาทถูกขจัดออกไปแล้วถึงเจ็ดแปดส่วนพ่ะย่ะค่ะ หากเสวยยาต้มต่อเนื่องอีกสักสองสามเดือน พิษก็น่าจะถูกกำจัดจนหมดสิ้น”
“กระหม่อมบังอาจทูลถาม องค์รัชทายาททรงเสวยยาขนานใดมาก่อนหน้านี้หรือพ่ะย่ะค่ะ?”
หมอหลวงเจิ้งมองเซียวจิ่งอวิ๋นตาเป็นประกาย
ใครกันที่เป็นคนจ่ายยาขนานนี้? ช่างมีสรรพคุณล้ำเลิศยิ่งกว่ายาของสำนักหมอหลวงและหุบเขาหมอเทวดาเสียอีก!
“คำตอบที่เจ้าต้องการ น่าจะอยู่ในชามอาหารหมูนั่นแหละ นำกลับไปตรวจสอบดูสิ”
เซียวจิ่งอวิ๋นยื่นชามที่เหลืออาหารหมูติดก้นชามเพียงคำเดียวจากฝีมือการกินขององค์ชายเจ็ดส่งให้หมอหลวงเจิ้ง
หมอหลวงเจิ้งงงเป็นไก่ตาแตก???
“องค์รัชทายาทตรัสว่า... อาหารหมูหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
“ถูกต้อง คำตอบที่เจ้าอยากรู้ อยู่ในชามอาหารหมูนั่น”
“ก่อนจะไป หมอหลวงเจิ้งช่วยตรวจชีพจรให้น้องเจ็ดด้วยเถิด”
ได้ยินดังนั้น หมอหลวงเจิ้งจึงรีบหันไปตรวจชีพจรที่ข้อมือขององค์ชายเจ็ดทันที
องค์ชายเจ็ดคลอดก่อนกำหนด ร่างกายอ่อนแอมาตั้งแต่เด็ก ต้องกินยาต้มต่างน้ำไม่เคยขาด
อาจเป็นเพราะกินยามากเกินไป ทำให้เบื่ออาหาร แม้จะยังเด็กแต่ก็กินยาก ส่งผลให้ร่างกายยิ่งผอมแห้งแรงน้อย
ใบหน้าของเขาซีดเซียวราวกับกระดาษ
ทว่าก่อนที่จะเริ่มจับชีพจร หมอหลวงเจิ้งสังเกตเห็นว่าสีหน้าขององค์ชายเจ็ดดูมีเลือดฝาดขึ้นเล็กน้อย พอตรวจชีพจรเสร็จ เขาก็หันไปมองเซียวจิ่งอวิ๋นอีกครั้ง “องค์ชายเจ็ดได้เสวยอาหารหมู... เอ้ย สิ่งที่อยู่ในชามนี้ด้วยหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
เขาเกือบจะหลุดปากคำว่า ‘อาหารหมู’ ออกมาเสียแล้ว
ถึงแม้เซียวจิ่งอวิ๋นจะบอกว่าเป็นอาหารหมู แต่เขาไหนเลยจะกล้าพูดว่าองค์ชายเสวยอาหารหมูเล่า
ไม่ต้องรอให้เซียวจิ่งอวิ๋นตอบ องค์ชายเจ็ดก็รีบพูดแทรกขึ้นมาอย่างตื่นเต้น “ใช่ๆๆ เมื่อกี้มีเต็มชามเลย ข้ากินคนเดียวหมดเกลี้ยง เหลือแค่คำเดียวที่ก้นชามนั่นแหละ ตอนนี้สุขภาพข้าดีขึ้นมากเลยใช่ไหม?”
“ข้ารู้สึกว่าตอนนี้ต่อให้ต้องเดินรอบวังหลวง ข้าก็ไม่เหนื่อยเลยสักนิด”
เมื่อได้คำตอบ หมอหลวงเจิ้งก็รีบประคองชามใบนั้นกลับสำนักหมอหลวงอย่างทะนุถนอมราวกับเป็นของล้ำค่า
องค์ชายเจ็ดยังคงอ้อยอิ่งอยู่ในตำหนักบูรพา ไม่ยอมกลับไปง่ายๆ
ที่แท้ฝีมือการทำอาหารของพี่สี่ไม่ได้แค่รสเลิศ แต่ยังเป็นอาหารยาบำรุงสุขภาพชั้นยอดอีกด้วย
นั่นหมายความว่า ถ้าพี่สี่ยอมทำอาหารให้เขากินทุกวัน เขาก็ไม่ต้องทนกินยาขมๆ อีกต่อไปแล้ว
“เสด็จพี่สี่ ท่านเลี้ยงหมูด้วยหรือ? หมูของท่านอยู่ที่ไหน? ข้าขอไปดูหน่อยได้ไหม?”
“ถ้าเจ้าคิดจะไปแย่งอาหารหมูกิน เปิ่นกงขอแนะนำให้เจ้าล้มเลิกความคิดนั้นเสียเถอะ เจ้าสู้แรงหมูตัวนั้นไม่ได้หรอก”
เซียวจิ่งอวิ๋นรู้จักนิสัยน้องชายดี พอนึกถึงสภาพอันน่าเวทนาของเจียงอวิ๋นโจว เขาก็รีบตัดไฟแต่ต้นลม ทำลายฝันหวานขององค์ชายเจ็ดเสีย
“แต่ถ้าเจ้าแค่อยากไปดูหมู หรืออยากจะลองขี่มันวิ่งเล่นรอบเมือง ก็เชิญไปที่จวนอัครเสนาบดีได้เลย”
ตราบใดที่มีคนขี่หมูอาละวาดไปทั่วเมืองเพิ่มขึ้น เขาจะได้ไม่ตกเป็นขี้ปากชาวบ้านอยู่คนเดียว
องค์ชายเจ็ดผู้ไร้เดียงสาไม่เคยระแวงในความรักที่พี่ชายมีให้ พอได้ยินว่าสามารถไปดูหมูที่จวนอัครเสนาบดีได้ เขาก็เริ่มวางแผนในใจว่าจะหาข้ออ้างอะไรไปที่นั่นในวันพรุ่งนี้ดี...
ณ ตำหนักฮองเฮา
“ฝ่าบาทตรัสว่า... รัชทายาทขี่หมูวิ่งรอบเมืองหรือเพคะ?”
ฮองเฮาไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง
รัชทายาทเป็นคนสุขุมเยือกเย็นมาตั้งแต่เด็ก แม้แต่ตอนหกขวบก็ยังมีความคิดความอ่านเป็นผู้ใหญ่
ตอนนี้อายุสิบหกปีแล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึง
เขาจะไปทำเรื่องพิลึกพิลั่นอย่างการขี่หมูวิ่งรอบเมืองได้อย่างไร?
ฮ่องเต้ตรัสตอบ “เขาขี่หมูที่บุตรสาวคนเล็กของเจียงหลินหยวนเลี้ยงไว้ ได้ยินมาว่าไม่ใช่หมูธรรมดา แต่วิ่งเร็วกว่าม้าเหงื่อโลหิตเสียอีก”
“แถมข้ายังได้ยินมาอีกว่า บุตรสาวคนเล็กของเจียงหลินหยวนขอให้รัชทายาทช่วยทำอาหารหมูให้อีกด้วย”
“ทำอาหารหมู?”
มือของฮองเฮาที่กำลังช่วยฮ่องเต้ปลดเสื้อคลุมชะงักค้าง
“รัชทายาทเต็มใจทำอาหารหมูจริงๆ หรือเพคะ?”
“จริงแท้แน่นอน รสชาติของอาหารหมูหม้อนั้นไม่เลวเลยทีเดียว บุตรชายคนรองของเจียงหลินหยวนตะกละถึงขนาดไปแย่งหมูกิน”
ในฐานะฮ่องเต้ เรื่องราวความเป็นไปในบ้านขุนนางย่อมไม่อาจเล็ดลอดสายพระเนตร
อีกทั้งเจียงหลินหยวนยังได้กราบทูลไว้ล่วงหน้า เป็นการอนุญาตกลายๆ ให้ส่งคนไปเฝ้าดูความปลอดภัยที่จวนอัครเสนาบดี
“บุตรสาวคนเล็กของอัครเสนาบดีเจียงชื่อเจียงหยวนใช่ไหม? ฟังดูเป็นเด็กสาวที่น่าสนใจไม่น้อย”
ขนาดทำให้รัชทายาทขี่หมูวิ่งรอบเมืองและยอมลงมือทำอาหารหมูให้ได้...
ไม่ใช่แค่ฮองเฮาที่คิดว่าเจียงหยวนน่าสนใจ แม้แต่ฮ่องเต้เองก็ทรงคิดเช่นเดียวกัน
โดยเฉพาะคุณสมบัติพิเศษที่เจียงหลินหยวนเคยทูลไว้ และองครักษ์ลับก็ได้ยืนยันมาแล้วว่าเป็นความจริง
“วันเฉลิมพระชนมพรรษาของเสด็จแม่ใกล้จะถึงแล้วสินะ...”
...วันรุ่งขึ้น
“เจียงหยวน!!!”
“ข้าจะไล่นางออกจากจวนอัครเสนาบดีให้ได้ คอยดูเถอะ!”
พอเจียงอวิ๋นโจวตื่นขึ้นมา ก็พบว่าตัวเองเป็นอัมพาตขยับไม่ได้อีกแล้ว
วินาทีนี้ ความเกลียดชังที่มีต่อเจียงหยวนพุ่งทะลุปรอทแตก
บ่าวรับใช้ที่คอยปรนนิบัติอดรนทนไม่ไหวอีกต่อไป
“คุณชายรอง... ท่านเลิกหาเรื่องคุณหนูสักพักเถอะขอรับ?”
“อันที่จริง ข้าน้อยว่าคุณหนูก็เป็นคนดีนะขอรับ”
ประโยคหลังเขาทำได้เพียงพึมพำเสียงเบา
ช่วงหลายวันมานี้ เจ้านายเดี๋ยวก็เป็นลม เดี๋ยวก็เป็นอัมพาต ทำให้เขาที่เป็นบ่าวรับใช้พอจะมีเวลาว่างบ้าง
เขาก็เหมือนบ่าวคนอื่นๆ ในจวน ที่แอบไปดูหมูที่คุณหนูเลี้ยงด้วยความอยากรู้อยากเห็น
คุณหนูไม่ได้โหดร้ายทารุณบ่าวไพร่เหมือนข่าวลือเลยสักนิด ตรงกันข้าม กลับเป็นกันเองกับพวกบ่าวไพร่มาก
พอเห็นพวกเขาแอบมองอยู่หน้าเรือน คุณหนูก็ยังส่งคนมาเรียกให้เข้าไปดูใกล้ๆ
คุณหนูมักจะป้อนยาเม็ดสีดำเล็กๆ ให้ท่านเจ้าพิงค์กินเป็นประจำ
บางครั้งคุณหนูก็จะถามพวกบ่าวว่าอยากกินไหม
เขาไม่ถือสาว่าเป็นของที่หมูกิน จึงลองรับมากินดู
ปรากฏว่าพอกินเข้าไป อาการหวัดที่เป็นอยู่ก็หายเป็นปลิดทิ้ง
ตอนที่คุณชายรองตกลงไปในสระบัว เขาก็รีบกระโดดลงไปช่วยดึงขึ้นมา
ทำให้เขาหนาวสั่นจนจับไข้
กลับมาขอยาจากหมอประจำจวนมากินก็ไม่ค่อยดีขึ้น ยังคงไอและมีน้ำมูกไหลทุกวัน
นึกไม่ถึงว่าพอกินยาเม็ดสีดำเล็กๆ นั่นเข้าไป อาการป่วยก็หายวับไปกับตา
ของดีขนาดนี้ คุณหนูกลับแจกจ่ายให้ง่ายๆ
เขารู้สึกว่าคุณหนูเป็นคุณหนูที่จิตใจดีที่สุดและประเสริฐที่สุดในเมืองหลวงเท่าที่เขาเคยเจอมาเลย
แถมเขายังได้ยินเสียงใจของคุณหนูอีกต่างหาก แม้แต่เสียงในใจของคุณหนูก็น่ารักน่าเอ็นดู
เขาเหลือบมองเจียงอวิ๋นโจว
ถ้าคุณชายรองคิดจะทำร้ายคุณหนูอีกล่ะก็ เขาจะ... ยอมทำผิดคิดร้ายต่อเจ้านายสักครั้ง