- หน้าแรก
- ระบบข่าวกรองอาหาร: เริ่มต้นจากสูตรลับที่สาบสูญ!
- ตอนที่ 24 หุ้นกันเปิดร้านเหรอ? ผมขอคิดดูก่อนนะ...
ตอนที่ 24 หุ้นกันเปิดร้านเหรอ? ผมขอคิดดูก่อนนะ...
ตอนที่ 24 หุ้นกันเปิดร้านเหรอ? ผมขอคิดดูก่อนนะ...
ตอนที่ 24 หุ้นกันเปิดร้านเหรอ? ผมขอคิดดูก่อนนะ...
ณ ลานบ้านเช่า
ถังเกั่วเอ๋อร์ช่วยโม่หลีเข็นรถกลับมาที่บ้าน แล้วยังช่วยเขาทำความสะอาดรถเข็นต่ออีก
การที่มีแรงงานฟรีมาช่วยกะทันหันแบบนี้ ทำเอาโม่หลีทำตัวไม่ถูกเหมือนกัน
"คุณไปนั่งพักเถอะ..."
"ไม่เอาค่ะ คุณคิดว่าฉันทำงานพวกนี้ไม่เป็นเหรอ? ตอนเด็กๆ ฉันช่วยงานร้านของชำพ่อตั้งเยอะ... ฉันไม่ใช่คุณหนูที่ทำอะไรไม่เป็นนะคะ"
พูดจบเธอก็ลงมือล้างหม้อซุปที่ใช้ต้มไข่ใบชาอย่างคล่องแคล่ว
เมื่อเห็นว่าเธอชำนาญจริง โม่หลีก็เลิกห้าม และลงมือล้างหม้ออีกใบพลางชวนคุย:
"บ้านคุณอยู่ใกล้โรงเรียนแค่นี้ แต่คุณเลือกจะอยู่หอพัก คงไม่ใช่เพราะอยากเลี่ยงงานที่บ้านหรอกนะ?"
"ทายถูกครึ่งเดียวค่ะ อีกเหตุผลคือตอนมัธยมต้นกับมัธยมปลายฉันไม่เคยอยู่หอเลย พอเข้ามหาวิทยาลัยถ้าไม่ลองอยู่ตอนนี้ ชาตินี้คงไม่มีโอกาสแล้ว"
"แล้วพอได้อยู่จริงๆ เป็นไงบ้างล่ะ?"
ถังเกั่วเอ๋อร์หัวเราะแห้งๆ อย่างเหนื่อยหน่าย
"บอกตามตรงนะคะ มันไม่โอเคเลย ห้องนอนสี่คนแต่มีกลุ่มแชทตั้งแปดกลุ่ม..."
"ผมเคยเห็นคนบ่นเรื่องนี้ในเน็ต ไม่นึกเลยว่าห้องนอนหญิงจะเป็นแบบนั้นจริงๆ?"
"ฉันบอกได้แค่ว่าห้องที่ฉันอยู่น่ะเป็นแบบนั้น... ยิ่งพอช่วงนี้ฉันเริ่มดังขึ้นมา ฉันรู้สึกเลยว่าพวกเธอตั้งกลุ่มแชทใหม่เพิ่มขึ้นมาอีกหลายกลุ่ม โดยที่ไม่มีฉันอยู่ในนั้น"
"เป็นเน็ตไอดอลก็นำพาความลำบากมาเหมือนกันนะ..."
ทั้งสองคนคุยไปล้างไป ไม่นานรถเข็นอาหารเช้าก็สะอาดเอี่ยมเงาวับ
ถังเกั่วเอ๋อร์มองรถเข็นที่สะอาดสะอ้านแล้วเม้มปาก ก่อนจะรวบรวมความกล้าพูดกับโม่หลีว่า:
"คุณเคยคิดจะเปิดร้านเป็นของตัวเองบ้างไหมคะ?"
"คิดน่ะเคยคิดครับ แต่ก็ได้แค่คิด... ทั้งค่าที่ ค่าตกแต่ง ต้องใช้ทุนทั้งนั้น แถมความเสี่ยงก็ไม่น้อย สำหรับผมตอนนี้มันยังเร็วเกินไป"
"ฉันชิมทั้งไข่ใบชาและซาลาเปาของคุณมาแล้ว... ฉันมั่นใจในตัวคุณมากเลยค่ะ เอาแบบนี้ไหม ฉันลงทุนให้ ส่วนคุณลงแรงและวิชา เรามาหุ้นกันเปิดร้านอาหารเช้าดีไหมคะ?"
ข้อเสนอของถังเกั่วเอ๋อร์ทำเอาโม่หลีประหลาดใจสุดๆ
การเปิดร้านอาหารเช้ามันไม่ง่ายเหมือนการลากรถเข็นขาย
การเปิดร้านต้องคิดทั้งค่าเช่า ค่าตกแต่ง อุปกรณ์โต๊ะเก้าอี้ รวมๆ แล้วต้องใช้เงินหลายหมื่นหยวนแน่นอน
ถึงแม้ถังเกั่วเอ๋อร์จะเป็นเน็ตไอดอลผู้ติดตาม 3 ล้านคนที่มีรายได้และทุนทรัพย์พอจะจ่ายเงินก้อนนี้ได้
แต่คำถามคือ "เพื่ออะไร?"
ทั้งสองคนเพิ่งเจอกันได้ไม่กี่ครั้ง ยังไม่ทันรู้จักนิสัยใจคอกันดีพอเลย ถังเกั่วเอ๋อร์เอาอะไรมามั่นใจถึงกล้ามาลงทุนด้วย?
โม่หลีมองเธอด้วยสีหน้าแปลกๆ
"ผมไม่เข้าใจ..."
"ไม่เข้าใจว่าทำไมฉันถึงอยากหุ้นกับคุณ และทำไมถึงกล้าหุ้นด้วยใช่ไหมคะ?"
ถังเกั่วเอ๋อร์ยิ้มแล้วพูดต่อโดยไม่รอคำตอบ:
"ไข่ใบชากับซาลาเปาของคุณคือของดีระดับพรีเมียมจริงๆ ค่ะ และนิสัยใจคอของคุณฉันก็ว่าโอเคมาก ตอนนี้คุณเพิ่งเริ่มต้น นี่คือโอกาสทองในการลงทุนค่ะ ถ้าฉันไม่รีบลงตอนนี้ พอคุณโด่งดังเกรียงไกรขึ้นมา ฉันคงไม่มีโอกาสแล้วล่ะ"
โม่หลีหัวเราะเยาะตัวเองเบาๆ
"คุณชมซะผมเขินเลย... ผมก็แค่คนขายอาหารเช้าคนหนึ่ง จะไปเก่งกาจขนาดนั้นได้ยังไง"
"ไม่เกินจริงเลยค่ะ วันนี้ฉันเฝ้าสังเกตหน้าแผงมาทั้งเช้า ยอดขายแค่เมื่อเช้าวันเดียวของคุณน่าจะหลายพันหยวนเลยนะคะ... การจะเติบโตเกรียงไกรมันเป็นแค่เรื่องของเวลาเท่านั้นเอง"
ได้ยินคำพูดตรงไปตรงมาขนาดนั้น โม่หลีก็เลิกคิ้วขึ้น
"ดูเหมือนคุณจะเตรียมตัวมาดีนะวันนี้... แต่เรื่องนี้มันกะทันหันเกินไป ขอผมลองกลับไปคิดดูสักหน่อยนะ แล้วผมจะให้คำตอบภายในหนึ่งสัปดาห์"
"ตกลงค่ะ ฉันจะรอคำตอบนะ!"
......
โม่หลีอ้างว่าต้องรีบไปรับของที่ตลาดขายส่ง และรถสามล้อไฟฟ้าของเขาซ้อนไม่ได้ จึงส่งถังเกั่วเอ๋อร์ที่ยังไม่อยากกลับให้ลากลับไปจนได้
อย่างไรก็ตาม โม่หลีไม่ได้รีบไปตลาดทันที
สิ่งแรกที่เขาทำคือนั่งลงข้างรถเข็นแล้วสรุปบัญชีของวันนี้ก่อน
ยอดขายในส่วนของไข่ใบชายังคงคงที่ ยอดขายวันนี้คือ 2,113 หยวน กำไรขั้นต้น 2,008 หยวน
ส่วนซาลาเปาหมูแดงขายไปได้ทั้งหมด 325 ลูก ลูกละ 1.5 หยวน รวมเป็นเงิน 487.5 หยวน
ซาลาเปา 325 ลูก ใช้แป้งไป 2.5 กิโลกรัม และไส้เนื้อ 3.25 กิโลกรัม
แป้งหมี่อู๋เต๋อลี่ 8 ดาว ตกถุงละ 90 หยวน (25 กก.) เท่ากับกิโลละ 3.6 หยวน 2.5 กิโลกรัมก็คือ 9 หยวน
ไส้เนื้อใช้เนื้อขาหน้า 2 กิโลกรัม กิโลละ 26 หยวน รวมเป็น 52 หยวน
ผักกาดแห้ง (หยาไช่) อีก 1 กิโลกรัม ประมาณ 4 หยวน
ต้นทุนหลักของซาลาเปาคือ 65 หยวน รวมพวกยีสต์ น้ำมันหมู และผงฟูเข้าไปอีกสัก 2 หยวน รวมเป็น 67 หยวน
ต้นทุนซาลาเปาตกแค่ลูกละประมาณ 0.2 หยวนนิดๆ กำไรขั้นต้น 1.3 หยวน
กำไรขั้นต้นจากซาลาเปาวันนี้คือ 422.5 หยวน
ยอดขายและกำไรส่วนนี้อาจดูไม่สูงนัก เพราะจำนวนที่ขายในวันนี้ยังไม่เยอะ... แต่ถ้าดูจาก "อัตรากำไรขั้นต้น" (Margin) จะพบว่ามันสูงถึง 86% ซึ่งถือว่าสูงมาก
ถ้าเปิดร้านและทำขายกันสดๆ ยอดขายซาลาเปาจะต้องพุ่งกระฉูดไปถึงจุดที่น่ากลัวแน่นอน
เมื่อคิดได้ดังนั้น โม่หลีก็เริ่มรู้สึกว่าข้อเสนอเปิดร้านของถังเกั่วเอ๋อร์ช่างน่าเย้ายวนใจจริงๆ
"เห็นทีต้องพิจารณาเรื่องหุ้นส่วนอย่างจริงจังเสียแล้ว ขอแค่ผมกุมอำนาจในการบริหารจัดการร้านไว้ในมือ ก็น่าจะไม่มีปัญหาอะไร..."
"แต่อย่าเพิ่งรีบ เรื่องส่วนตัวก็ส่วนตัว เรื่องธุรกิจก็ธุรกิจ ต้องนิ่งไว้ก่อนสักสองสามวันเพื่อรอต่อรองเงื่อนไขที่ดีที่สุด..."
......
เวลาผ่านไปหนึ่งสัปดาห์อย่างรวดเร็ว
โม่หลีตื่นนอนตอนตีสามตามปกติ และเช็กระบบข่าวกรอง
[ข่าวกรองวันนี้ได้รับการรีเฟรชแล้ว]
[สถานการณ์แผงลอย (หายาก) : เจ้าของแผงอาหารเช้าซอยด้านหน้า เพราะความอิจฉาที่แผงของคุณขายดีถล่มทลาย จึงไปแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าคุณแอบใส่ 'สารเสพติดที่ผิดกฎหมาย' บางอย่างลงไปในอาหารเพื่อให้ลูกค้าติดหนึบ]
[เจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเดินทางมาตรวจสอบที่แผงของคุณในเวลา 08:00 น. เช้านี้]
เห็นข่าวกรองวันนี้แล้ว โม่หลีถึงกับหนังตากระตุก
"ช่วงหลายวันที่ผ่านมา มีแต่ข่าวเลหลังกุ้งมังกร ข่าวเลหลังปลาเหล็ก ซึ่งเป็นข่าวที่ผมยัง 'รับไม่ไหว' ทั้งนั้น วันนี้จู่ๆ ก็จัดหนักส่งข่าวระทึกขวัญมาให้เลยเหรอ?"
"สารเสพติดที่ผิดกฎหมายเหรอ... แหม ช่างกล้าใส่ร้ายกันจริงๆ นะ..."
"ในเมื่อแกไม่ไว้หน้ากันก่อน ก็อย่าหาว่าฉันไม่เกรงใจแล้วกัน พอผ่านเรื่องนี้ไปได้เมื่อไหร่ ฉันจะเริ่มนวดแป้งทำหมั่นโถวขายด้วยเลย ไหนๆ ก็ต้องนวดแป้งอยู่แล้ว เพิ่มอีกอย่างจะเป็นไรไป..."
โม่หลีบ่นพึมพำเสร็จก็ลุกขึ้นเตรียมตัวออกไปตั้งแผง
06:30 น. รถเข็นมั่วจี้มาถึงซอยหลังถนนซอมซ่อตรงเวลา
08:00 น. เจ้าหน้าที่ในเครื่องแบบสองนายเดินมาถึงซอยหลังถนนซอมซ่อ
ชายวัยกลางคนหนึ่งคน และหญิงวัยกลางคนอีกหนึ่งคน ทั้งสองคนเมินแถวลูกค้าที่ยาวเหยียด และพยายามเดินแทรกเข้าไปหาโม่หลีที่รถเข็นโดยตรง
ลูกค้าที่ยืนต่อแถวอยู่เห็นแบบนั้นก็ไม่ยอม
"คุณสองคนน่ะ... ใช่ คนที่ใส่เครื่องแบบนั่นแหละ พูดกับคุณนั่นแหละ ไปต่อแถวโน่น!"
"นั่นสิ ใส่เครื่องแบบแล้วเท่ตายเลยเหรอ? อยากกินของอร่อยร้านเถ้าแก่มั่ว ก็ต้องไปต่อแถวเหมือนคนอื่นเขาสิครับ"
"ถ้าคุณไม่อยากทำตัวให้คนเคารพ เดี๋ยวพวกเราจัดให้เอง! ไปครับ ไปต่อแถวท้ายนู่นเลย!"
เจ้าหน้าที่ทั้งสองคนถึงกับอึ้ง มองฝูงชนที่กำลังรุมด่าอย่างทำตัวไม่ถูก จนกระทั่งเจ้าหน้าที่ชายวัยกลางคนตัดสินใจก้าวออกมา
เขาพูดด้วยน้ำเสียงวางอำนาจตามประสาข้าราชการว่า:
"ทุกท่านเข้าใจผิดแล้วครับ เราได้รับแจ้งเบาะแสมาว่าเถ้าเข็นคันนี้แอบใส่สารเสพติดผิดกฎหมายลงไปในอาหารเพื่อให้พวกคุณเสพติดรสชาติ เราจึงเดินทางมาเพื่อทำการตรวจสอบครับ"
......