- หน้าแรก
- พลิกวิกฤตวัยกลางคน ด้วยระบบข่าวกรองรายวัน!
- บทที่ 3 น้ำใจคนกันเอง
บทที่ 3 น้ำใจคนกันเอง
บทที่ 3 น้ำใจคนกันเอง
บทที่ 3 น้ำใจคนกันเอง
“เป็นไปไม่ได้! พี่ฉีพี่หลอกผมแน่ๆ! ซินซินจะเป็นผู้ชายได้ไง!”
เจ้าหัวทองอารมณ์พุ่งพล่าน เสียงสั่นเครือ น้ำเสียงที่แหลมเล็กอยู่แล้วยิ่งสูงปรี๊ดขึ้นไปอีกแปดระดับ
ฉีอวิ๋นมองเด็กหนุ่มตรงหน้าที่กำลังสติแตกด้วยความสงสาร พลางถอนหายใจ “เพื่อนพี่ตอนแรกก็ไม่เชื่อเหมือนกัน จนวันนึงมันไปส่งอาหารแล้วบังเอิญเจอเข้าจังๆ ถึงได้ยอมรับความจริงว่าเป็นผู้ชาย”
“เพื่อนพี่ยังบอกอีกว่า ป๋าอันดับหนึ่งในห้องไลฟ์ชื่อ ‘AAA ค้าส่งวัสดุก่อสร้าง พี่หวัง’ พี่จำได้ว่าติ๊กต็อกแกก็ชื่อนี้นี่?”
พอได้ยินประโยคนี้ หน้าเจ้าหัวทองก็ถอดสีทันที ราวกับเรี่ยวแรงทั้งหมดถูกสูบออกไปจากร่าง
เขาทรุดฮวบลงนั่งบนเตียงเสียงดัง "ตุ้บ" สองมือกำหมัดแน่น ในดวงตาเริ่มมีม่านน้ำเอ่อล้น
ฉีอวิ๋นนั่งลงข้างๆ ตบไหล่เขาเบาๆ พยายามปลอบใจ
“ไอ้น้อง พี่รู้ว่าเรื่องนี้มันทำใจยาก แต่ถ้าแกรับไม่ได้จริงๆ เพื่อนพี่บอกว่าน้องซินซินคนนั้นตัวจริงก็หน้าหวานใช้ได้นะ...”
ยังพูดไม่ทันจบ เจ้าหัวทองก็กลั้นไม่ไหว ปล่อยโฮออกมาดังลั่น “ฮือออ...”
เขาก้มหน้าสะอึกสะอื้น พลางพูดปนเสียงร้องไห้ “ผมเปย์ให้เขาไปตั้งเท่าไหร่ ผมนึกว่าเขาจะไม่เหมือนคนอื่น นึกว่าเขาเข้าใจผมจริงๆ ...”
ฉีอวิ๋นจุดบุหรี่สูบเงียบๆ ไม่ได้พูดปลอบอะไรอีก
ลูกผู้ชายมันต้องผ่านเรื่องพวกนี้บ้าง ถึงจะโตเป็นคนจริงๆ
ผ่านไปพักใหญ่ เจ้าหัวทองร้องไห้จนเหนื่อย เขาค่อยๆ เงยหน้าขึ้น ขอบตาแดงก่ำ กัดฟันกรอด “พี่ฉี พี่ขอที่อยู่มันให้ผมหน่อย ผมจะไปทวงเงินคืน!”
“ได้ เดี๋ยวพี่ถามเพื่อนให้ แล้วจะส่งให้ทางวีแชท” ฉีอวิ๋นหยุดคิดนิดนึง ก่อนพูดต่อ “แต่พี่ว่าเรื่องนี้... แกชวนเถ้าแก่หวังไปด้วยดีกว่านะ”
เขากลัวจริงๆ ว่าเจ้าหัวทองจะโมโหจนทำอะไรสิ้นคิด
เพราะ ‘ความรัก’ มันทำให้คนหน้ามืดตามัวได้ง่ายที่สุด
เจ้าหัวทองปาดน้ำตา พยักหน้าหงึกๆ “วางใจเถอะพี่ฉี กลับไปผมจะสารภาพบาปกับพ่อเอง”
หลังจากส่งเจ้าหัวทองกลับไป ฉีอวิ๋นก็ลวกบะหมี่กินง่ายๆ พอกินเสร็จก็ขี่มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าออกไปวิ่งงานต่อ
ตอนผ่านหน้าร้านของชำ เห็นว่าประตูปิดสนิทแล้ว
ช่วงบ่ายออเดอร์เยอะหน่อย วิ่งยาวไปจนถึงสามทุ่ม วันนี้วิ่งได้ทั้งหมด 45 ออเดอร์ รายได้ 210 หยวน
กลับถึงบ้าน ฉีอวิ๋นเหนื่อยจนไม่อยากขยับตัว
พออายุเลยเลขสามมา ร่างกายมันฟ้องชัดเจนว่าไม่ฟิตเหมือนก่อน
แต่พอนึกถึงหนี้ก้อนโตที่แบกอยู่ เขาก็ต้องฝืนลากสังขารลุกจากเตียง
กำลังเตรียมของจะออกไปตั้งร้านขายข้าวผัด จู่ๆ เจ้าหัวทองก็โผล่มา
ผมม้าเป๋ยาวเฟื้อยหายไปแล้ว ตอนนี้กลายเป็นทรงสกินเฮดเกรียนๆ
เจ้าหัวทองยิ้มเจื่อนๆ ทักทาย “พี่ฉี จะไปขายของเหรอ?”
ฉีอวิ๋นพยักหน้า เรียกให้เข้ามาข้างใน “อืม มีธุระเหรอ?”
เจ้าหัวทองเดินเข้ามา ล้วงบุหรี่เฮยลี่ฉวินสองคอตตอนออกจากถุงพลาสติกวางบนโต๊ะ แล้วควักซองอั่งเปาจากกระเป๋ากางเกงยื่นให้
“นี่พ่อผมฝากมาให้พี่”
ฉีอวิ๋นรับซองมา ลองบีบดูความหนา กะคร่าวๆ น่าจะมีสักสองพันหยวน
บวกกับบุหรี่เฮยลี่ฉวินอีกสองคอตตอน เถ้าแก่หวังนี่ป๋าจริงๆ
แต่ก็นะ แกมีปัญญาจ่ายอยู่แล้ว
ตึกแถวร้านของชำกับร้านผักผลไม้นั่นก็ของแกเอง พื้นที่ปาไปสี่ห้าร้อยตารางเมตร ข้างบนยังมีชั้นสำหรับอยู่อาศัยอีก
ถึงจะเป็นบ้านสร้างเอง แต่ทำเลทองตรงหัวมุมถนน แค่ปล่อยเช่าปีนึงก็ได้ค่าเช่าเป็นแสน
ไหนจะตึกสามชั้นที่เขาเช่าอยู่นี่อีก นอนกินสบายๆ
“ทวงเงินคืนได้แล้วเหรอ?”
เจ้าหัวทองหน้าจ๋อย คอตกตอบเสียงอ่อย “ได้คืนมาแค่ครึ่งเดียว ที่เหลือมันเอาไปซื้อสกินเกมหมดแล้ว”
ฉีอวิ๋นยิ้มขำ “บุหรี่พี่รับไว้ ส่วนซองนี่แกเอาคืนไป”
ถึงเขาจะร้อนเงิน แต่ที่บอกเรื่องนี้กับเจ้าหัวทองไม่ได้หวังเงินตอบแทน
รับบุหรี่ถือว่ารับน้ำใจ แต่ถ้ารับเงิน ความหมายมันจะเปลี่ยนไป
เจ้าหัวทองไม่ได้คะยั้นคะยอ ยอมกลับไปอย่างหงอยๆ
ฉีอวิ๋นแกะซองบุหรี่จุดสูบ สูดควันเข้าปอดลึกๆ รสชาติที่คุ้นเคยห่างหายไปนาน
......
ที่เดิมเจ้าเก่า ฉีอวิ๋นเพิ่งตั้งร้านเสร็จ ชายวัยกลางคนขายผลไม้ร้านข้างๆ ก็เดินมาบ่นอุบ “ตาเฒ่าฉี เมื่อคืนนายชิ่งไวนะ ฉันสิซวย โดนปรับไปร้อยนึง”
ชายคนนี้ชื่อเว่ยหย่ง อายุราวสี่สิบ ขายของอยู่ตรงนี้มานานปีดีดัก
รถแกเป็นกระบะเล็ก แผงวางของกางออกมาเต็มพื้นที่ เก็บกวาดลำบาก พอเจอแจ็คพอตแบบเมื่อคืนก็ทำได้แค่ก้มหน้ารับกรรม
ฉีอวิ๋นยื่นบุหรี่ให้มวนหนึ่ง แซวขำๆ “ร้อยเดียวสำหรับพี่เว่ยมันเศษเงินอยู่แล้วน่า”
กำไรจากการขายผลไม้เขารู้ดี ถ้ามีทุนหน่อย เขาเองยังอยากจะเช่าโกดัง หารถตู้สักคันมาวิ่งขายผลไม้เลย วันนึงกำไรห้าหกร้อยสบายๆ
“โธ่ อย่ามาล้อกันเล่นเลยน่า มาตั้งชั่วโมงกว่าแล้ว ยังไข่ไม่แตกเลย” เว่ยหย่งรับบุหรี่ไป ถอนหายใจเฮือก
อาจเพราะใกล้ตรุษจีน ถนนหนทางเลยดูเงียบเหงา การค้าขายซบเซากว่าวันปกติ คนต่างถิ่นในซินเจียงส่วนใหญ่ทยอยกลับบ้านเกิดกันหมด
“โห สูบเฮยลี่ฉวินซะด้วย ช่วงนี้รวยเละเลยดิ”
ฉีอวิ๋นส่ายหน้ายิ้มๆ “รวยอะไรกัน วันนึงได้กี่ตังค์พี่ก็รู้” พูดพลางเหลือบมองแอปเปิ้ลฟูจิเต็มคันรถของอีกฝ่าย “พี่นั่นแหละ ของเต็มรถเลย ขายกันเหนื่อยแน่”
เว่ยหย่งเกาหัวแกรกๆ น้ำเสียงปลงตก “ก็ใช่น่ะสิ ในโกดังยังมีอีกหลายตัน ปีนี้ไม่รู้เป็นบ้าอะไร ราคาตกแล้วยังขายไม่ออกอีก”
คุยกันยังไม่ทันขาดคำ ลูกค้าก็เข้ามาสั่งข้าวผัด
ฉีอวิ๋นเลยต้องจบการสนทนา หันไปควงตะหลิวอย่างคล่องแคล่ว
จนเกือบเที่ยงคืน คนบนถนนเริ่มบางตา เขาถึงได้เก็บร้านเตรียมกลับบ้าน
คืนนี้ขายข้าวผัดได้ 16 จาน รายรับ 160 หยวน หักต้นทุน 35 หยวน กำไรสุทธิ 125 หยวน
“ไปก่อนนะพี่เว่ย” ฉีอวิ๋นตะโกนบอกเว่ยหย่ง แล้วปั่นสามล้อมุ่งหน้ากลับบ้าน
ไม่นึกว่าเว่ยหย่งจะวิ่งเหยาะๆ ตามมา เอาถุงพลาสติกใส่แอปเปิ้ลวางแปะไว้ในกระบะรถสามล้อ
“ยังไงก็ขายไม่ออก เอาไปชิมหน่อย”
ฉีอวิ๋นยิ้มรับ ไม่ปฏิเสธน้ำใจ
กล่าวขอบคุณแล้วก็หายลับไปในความมืด
อุณหภูมิตอนกลางคืนติดลบสิบกว่าองศา รอบข้างเงียบสงัด แม้แต่หมายังขี้เกียจจะเห่า
เข็นรถสามล้อเข้าลานบ้าน ล้างอุปกรณ์ทำกินตามกิจวัตร แล้วเดินขึ้นชั้นสอง
ยังไม่ทันถึงประตู ก็เห็นผักสดถุงใหญ่แขวนอยู่ที่ลูกบิด
ทุกครั้งที่เขากลับดึก เถ้าแก่หวังจะให้เจ้าหัวทองเอาผักมาแขวนไว้ให้เสมอ
ฉีอวิ๋นรู้สึกอุ่นวาบในใจ หิ้วผักเข้าห้อง
เหมือนเดิม เอาผักที่เหลือมาผัดกับข้าว กินแกล้มเหล้าเอ้อกั๋วโถวครึ่งขวดที่เหลือจากเมื่อวาน จิบไปนิดหน่อยพอให้หายเหนื่อย
ดูเวลาในมือถือ เที่ยงคืนครึ่งแล้ว
ฉีอวิ๋นตั้งจิต หน้าจอแสงสีฟ้าก็ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นตรงหน้า
[ข่าวกรองวันนี้ (สีแดง) : ผู้จัดการซุน ฝ่ายจัดซื้อโรงงานทอผ้าหนานหัว กำลังกลุ้มใจเรื่องการเลือกของขวัญเทศกาลให้พนักงานในโรงงาน]
เหมือนเมื่อวาน เป็นข่าวกรองสีแดงอีกแล้ว
“แต่ดูเหมือนข่าวนี้จะไม่ได้ช่วยให้ฉันรวยขึ้นเลยแฮะ?”
ฉีอวิ๋นจุดบุหรี่สูบ ความคิดในหัวล่องลอยไปไกล
......