เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 13 ฮ่องเต้ทรราชกับภรรยาขุนนางผู้อ่อนแอ 12

บทที่ 13 ฮ่องเต้ทรราชกับภรรยาขุนนางผู้อ่อนแอ 12

บทที่ 13 ฮ่องเต้ทรราชกับภรรยาขุนนางผู้อ่อนแอ 12


บทที่ 13 ฮ่องเต้ทรราชกับภรรยาขุนนางผู้อ่อนแอ 12

พระพักตร์ของฮ่องเต้เคร่งขรึม แววรังเกียจวาบผ่านพระเนตรยามทอดพระเนตรต้วนโหรว

พระองค์ไม่ชอบพระขนิษฐาผู้นี้มาแต่ไหนแต่ไร นางมักถือดีในฐานะ ทำตัวตามอำเภอใจ ไร้ซึ่งมารยาทขั้นพื้นฐาน หากไม่ใช่เพราะไทเฮาคอยให้ท้าย

ฮ่องเต้คงเนรเทศนางไปบวชชีที่วัดให้สาสมกับสิ่งที่นางทำไปนานแล้ว

ยังไม่ทันที่ต้วนโหรวจะได้ถวายบังคม ฮ่องเต้ก็ตรัสตำหนิเสียงเย็น

"มารยาทในวังหลวงถูกสุนัขคาบไปกินหมดแล้วหรือ? กล้าดียังไงถึงบุกรุกห้องทรงพระอักษรโดยที่ข้าไม่ได้เรียกหา? ใครให้ความกล้าแก่เจ้า?"

เมื่อสบเข้ากับดวงเนตรหงส์อันทรงพลังที่แฝงความเย็นชา ต้วนโหรวที่กำลังยิ้มร่าก็หน้าซีดเผือดลงทันตา

นางถอยหลังไปสองก้าวด้วยความตกใจ เมื่อรู้ตัวว่าทำผิดมหันต์ จึงรีบคุกเข่าโขกศีรษะ

"ต้วนโหรวรู้ความผิดแล้ว ขอเสด็จพี่ทรงอภัยเพคะ!"

สายตาเย็นชาจ้องมองนางเงียบๆ ต้วนโหรวได้แต่ก่นด่าตัวเองในใจ นางมัวแต่ดีใจจนลืมนิสัยของฮ่องเต้ไปได้อย่างไร?

พอนึกถึงวิธีการอันโหดเหี้ยมที่ฮ่องเต้ใช้จัดการกับข้าราชบริพาร ต้วนโหรวก็ตัวสั่นเทิ้ม ความหวาดกลัวแผ่ซ่านไปทั่วร่าง เตาผิงในห้องร้อนระอุ แต่แผ่นหลังของนางกลับชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็นเยียบ

ฮ่องเต้ละสายตาจากนาง แต่ก็ยังไม่สั่งให้ลุกขึ้น พระองค์หันกลับไปประทับบนบัลลังก์มังกรตามเดิม

ต้วนโหรวคุกเข่าอยู่นานก็ยังไม่มีรับสั่งจากฮ่องเต้ เมื่อนึกถึงจุดประสงค์ที่มาในวันนี้ นางก็ทั้งกลัวทั้งร้อนใจ

เห็นฮ่องเต้ยังนิ่งเฉย นางก็อดน้อยใจไม่ได้

นางเป็นถึงพระขนิษฐาของฮ่องเต้ ต้องมาคุกเข่าต่อหน้าข้าราชบริพารมากมาย หากใครรู้เข้า ชื่อเสียงนางจะป่นปี้ขนาดไหน?

ทำไมฮ่องเต้ถึงได้ใจจืดใจดำนัก? มิน่าเล่าถึงไม่มีรัชทายาท แม้แต่สวรรค์ก็คงไม่เข้าข้างคนเย็นชาเช่นนี้

ทันใดนั้น ต้วนโหรวก็นึกถึงคำพูดเป็นนัยๆ ของไทเฮาที่ว่า หากฮ่องเต้ไม่มีทายาทสืบสกุล ในบรรดาเชื้อพระวงศ์ ลูกของนางก็มีโอกาสสูงที่สุดที่จะได้รับเลือกเป็นบุตรบุญธรรม

พอนึกถึงความเป็นไปได้นี้ หัวใจของต้วนโหรวก็พองโต ถึงขั้นรู้สึกสงสารฮ่องเต้ตรงหน้าขึ้นมาบ้าง

ฮ่องเต้ไม่ล่วงรู้ความคิดของต้วนโหรว พระองค์รู้สึกหงุดหงิดทุกครั้งที่เห็นหน้าพระขนิษฐาผู้นี้ หลังจากปล่อยให้นางคุกเข่าจนธูปหมดดอก พระองค์จึงตรัสเสียงเรียบ

"ลุกขึ้นได้"

ต้วนโหรวซ่อนความไม่พอใจไว้ในแววตา ฝืนยืนขึ้นด้วยขาทั้งสองข้างที่เริ่มชา สาวใช้ที่ติดตามมาด้วยรีบเข้าไปประคอง

แม้จะไม่พอใจ แต่ต้วนโหรวก็ไม่กล้าปริปากบ่นในเวลานี้

ฮ่องเต้เงยพระพักตร์กวาดสายตามองคนตรงหน้า สายตาไปหยุดอยู่ที่ศีรษะของนาง

ต้วนโหรวเป็นคนชอบความหรูหราฟู่ฟ่า อาหารการกินและข้าวของเครื่องใช้ต้องดีที่สุด เครื่องประดับผมก็ต้องระยิบระยับด้วยอัญมณี

แต่วันนี้ พระองค์กลับเห็นปิ่นปักผมไม้ท้ออันหนึ่งปักอยู่บนศีรษะนาง ซึ่งดูขัดตาขัดใจกับเครื่องประดับชิ้นอื่นอย่างสิ้นเชิง

รูปแบบประณีตและมีเอกลักษณ์ ดูเรียบง่ายแต่งดงาม

แต่... ทำไมมันดูคุ้นตานัก?

ฮ่องเต้พลันนึกถึงการพบกันครั้งแรกกับหญิงสาวบอบบางผู้นั้น ผมดำขลับของนางมัดรวบง่ายๆ ด้วยปิ่นไม้ และรูปแบบกับฝีมือการแกะสลักก็เหมือนกับปิ่นตรงหน้าไม่มีผิดเพี้ยน

พอจะเดาเรื่องราวได้รางๆ ฮ่องเต้กำพระหัตถ์แน่น สายตาที่มองคนตรงหน้ายิ่งเย็นชาลงกว่าเดิม

"ปิ่นบนหัวเจ้านั่น ได้มาจากไหน?"

น้ำเสียงเย็นยะเยือกทำเอาทุกคนในห้องขนลุกซู่

มีเพียงต้วนโหรวที่พอได้ยินคำถาม ก็ยกมือขึ้นแตะศีรษะโดยสัญชาตญาณ เมื่อสัมผัสโดนปิ่นไม้ท้อ ใบหน้าที่มักจะเชิดรั้นก็ปรากฏรอยแดงระเรื่ออย่างที่ไม่ค่อยได้เห็น

นางนึกถึงบัณฑิตหนุ่มรูปงามใต้ต้นเหมยบานสะพรั่ง เขาในชุดสีน้ำเงินที่นางโปรดปราน มอบปิ่นไม้ท้ออันเรียบง่ายแต่งดงามให้นาง

ใบหน้าหล่อเหลาเปิดเผยความรักอย่างตรงไปตรงมา บอกนางอย่างจริงใจว่าเขาใช้เวลาแกะสลักมันด้วยความรักหลายวัน หวังว่านางจะชอบ

หัวใจของต้วนโหรวเต้นแรงอีกครั้ง

นึกถึงมือเรียวงามของเขาที่ต้องเจ็บตัวไม่น้อยจากการแกะสลักไม้ท้อด้วยตัวเอง

แววตาของนางเปี่ยมด้วยความรัก น้ำเสียงหวานหยด

"นี่... นี่เป็นของที่คนรักของหม่อมฉันแกะสลักให้ด้วยตัวเองเพคะ เสด็จพี่ช่างตาถึงนักที่มองเห็นมันในแวบเดียว~"

ฮ่องเต้: ...นังโง่ บนหัวเต็มไปด้วยปิ่นทองระยิบระยับ มีไม้ทื่อๆ ปักโด่เด่อยู่อันหนึ่ง คนตาบอดยังมองเห็นเลย

เมื่อรู้สิ่งที่ต้องการแล้ว ฮ่องเต้ก็ยิ่งไม่อยากเสวนากับพระขนิษฐาผู้นี้

พระองค์ข่มกลั้นความอยากฆ่าคน ถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบไร้อารมณ์

"เจ้ามาหาข้ามีธุระอะไร?"

ได้ยินดังนั้น ต้วนโหรวถึงนึกขึ้นได้ว่ามาทำไม นางรีบสลัดท่าทีเขินอายทิ้ง เริ่มพูดอย่างระมัดระวัง

"เสด็จพี่ ทราบหรือไม่เพคะว่าท่านทั่นฮวา (บัณฑิตอันดับสามในการสอบจอหงวน) ที่เสด็จพี่ทรงคัดเลือกมาด้วยพระองค์เอง บัดนี้ได้เข้าสังกัดสำนักราชบัณฑิต เป็นบัณฑิตสวีแล้ว?"

"อืม"

"เมื่อไม่นานมานี้ หม่อมฉันบังเอิญพบใต้เท้าสวีที่โรงน้ำชา ไม่นึกเลยว่าใต้เท้าสวีจะสุภาพอ่อนโยนและรูปงามถึงเพียงนั้น หม่อมฉันตกหลุมรักเขาเข้าเต็มเปา... จึงอยากทูลขอพระราชทานอนุญาตจากเสด็จพี่ ให้หม่อมฉันได้อภิเษกกับชายในฝันเพคะ"

ฮ่องเต้มองท่าทางหลงใหลของต้วนโหรว แล้วตรัสด้วยน้ำเสียงกึ่งเย็นชา ชี้แจงสถานการณ์

"แล้วเจ้ารู้หรือไม่ว่าบัณฑิตสวีเพิ่งแต่งงานได้ไม่นาน และมีภรรยาอยู่แล้ว?"

ต้วนโหรวร้อนใจทันทีที่ได้ยิน กลัวว่าชายคนรักจะถูกมองไม่ดีในสายตาฮ่องเต้ รีบแก้ต่างให้เขาพัลวัน

"ไม่ใช่เพคะเสด็จพี่ ฮูหยินสวีซ่งผู้นั้นไม่ใช่คนดี นางอาศัยบารมีตระกูลซ่งที่สนับสนุนให้สามีสวีสอบจอหงวน บีบบังคับให้สามีสวีต้องจำใจแต่งงานด้วย สามีสวีไม่มีทางเลือกจริงๆ เพคะ"

"เขาบอกเจ้าอย่างนั้นรึ?"

เมื่อสบกับสายตาคาดคั้นของฮ่องเต้ คำว่า "ใช่" ก็จุกอยู่ที่คอของต้วนโหรว นางรู้อยู่เต็มอกถึงสถานการณ์ระหว่างสวีซวนและซ่งถิงเหอ

แต่ตอนนี้ต้วนโหรวหลงสวีซวนหัวปักหัวปำ แถมยังแอบเกลียดชังฮูหยินซ่งผู้นั้นอยู่ลึกๆ

นางไม่มีทางพูดเข้าข้างฮูหยินซ่งแน่ ยิ่งไปกว่านั้น ลูกของนางกับพี่สวีอาจจะได้เป็นฮ่องเต้องค์ต่อไป ตอนนี้ต้องโยนความผิดทั้งหมดให้ฮูหยินซ่งไปก่อน

ดังนั้น ต้วนโหรวจึงตัดสินใจพยักหน้า แล้วคุกเข่าโขกศีรษะ

"ใช่เพคะ เป็นความผิดของฮูหยินซ่งที่ทะเยอทะยาน บีบบังคับสามีสวีให้แต่งงานด้วยเพื่อจะได้เป็นภรรยาทั่นฮวา หวังว่าเสด็จพี่จะทรงมีพระปรีชาญาณ ออกราชโองการให้สามีสวีหย่าขาดจากหญิงชั่วคนนั้น เปิดโอกาสให้หม่อมฉันและเขาได้ครองคู่กันเพคะ"

ฮ่องเต้มองต้วนโหรวตรงหน้าแต่ไม่ตอบรับ พระองค์รู้สึกสงสัยเหลือเกิน

สมองของพระขนิษฐาผู้นี้ทำด้วยอะไรกันแน่?

แม้จะคนละแม่ แต่ก็เกิดจากน้าสาวของพระองค์ อย่างน้อยก็มีสายเลือดเดียวกัน

เมื่อก่อนคิดว่าแค่นิสัยเสียเอาแต่ใจ แต่พอมีความรักกลับดูเหมือนสมองฝ่อไปซะงั้น

ถ้าไม่มีตำแหน่งองค์หญิงค้ำคอ ไปทำแบบนี้ข้างนอก เขาเรียกว่าเมียน้อยแย่งผัวชาวบ้านชัดๆ

แถมยังพูดจาเข้าข้างตัวเองได้หน้าตาเฉย

ความรู้สึกสมเพชผุดขึ้นในใจ ขณะที่ฮ่องเต้กำลังจะไล่นางออกไป หางตาก็เหลือบไปเห็นปิ่นไม้ท้อบนศีรษะของนาง

คำไล่ที่จ่ออยู่ที่ปากกลืนลงคอไป เปลี่ยนเป็นรับสั่งด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

"ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ก็ให้บัณฑิตสวีพาภรรยาเอกของเขามาพบข้าด้วยตัวเอง ข้าอยากจะเห็นนักว่าความจริงเป็นอย่างที่เจ้าว่าหรือไม่"

จบบทที่ บทที่ 13 ฮ่องเต้ทรราชกับภรรยาขุนนางผู้อ่อนแอ 12

คัดลอกลิงก์แล้ว