- หน้าแรก
- ไรเดอร์พ่อค้าข้ามมิติ
- 02 หนีพ้นจากปากเสือ
02 หนีพ้นจากปากเสือ
02 หนีพ้นจากปากเสือ
แต่ในจังหวะที่เขากำลังควานมือไปทั่วมั่วซั่ว เตรียมตัวต่อต้านเป็นครั้งสุดท้าย เขากลับรู้สึกว่าในมือมีถุงใบหนึ่งเพิ่มขึ้นมา
เขาไม่มีเวลาแม้แต่จะมองให้ละเอียด ขว้างมันใส่เสือที่กำลังกระโจนเข้ามาทันที
เสือที่พุ่งจู่โจมอยู่กลางอากาศ เห็นได้ชัดว่าไม่คาดคิดว่าอีกฝ่ายจะต่อสู้ขัดขืน
มันยื่นกรงเล็บออกไปตะปบครั้งหนึ่ง กรงเล็บอันแหลมคมฉีกกระชากถุงที่ถูกโยนมาจนแหลกเละคาที่...
แต่ฉากต่อมาที่เกิดขึ้น กลับทำให้เสือร้องลั่นอย่างโหยหวน...
ที่แท้ถุงใบนั้นคือ อาหารฟาสต์ฟู้ดที่อยู่ในกล่องท้ายรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าของหยางอีหน่วน ซึ่งยังไม่ทันได้นำไปส่ง
นั่นคือเมนูปลานึ่งพริกเสฉวนที่ลูกค้ารายหนึ่งสั่ง พ่อครัวเพิ่งราดน้ำมันร้อน ๆ ลงไปไม่นาน แถมยังมีพริกทั้งกล่อง สาดใส่จนทั่วหัวทั่วใบหน้าของเสือตัวนี้
เสือร่วงหล่นจากกลางอากาศทันที จากนั้นใช้อุ้งเท้าคู่หน้าตะกุยใบหน้า เริ่มต้นกลิ้งเกลือกไปมาทั่วบริเวณ
น้ำมันร้อน ๆ ที่ทั้งเผ็ดทั้งร้อนนี้ เห็นชัดว่าทำให้เสือได้รับบาดเจ็บ
ส่วนหยางอีหน่วนในตอนนี้รีบล้มลุกคลุกคลานหลีกทางให้เสือ มุ่งหน้าหนีไปยังที่ไกล ๆ
เพิ่งลุกขึ้นยืนวิ่งไปได้สองก้าว เขาก็ล้มหน้าคะมำลงบนพื้นอีกครั้ง หันศีรษะกลับไปมอง
ปรากฏว่าเป็นลูกวัวตัวที่เพิ่งถูกกัดตายเมื่อครู่นี้เอง ที่กลายเป็นตัวถ่วงให้เขาสะดุดล้ม
กำลังคิดจะลุกขึ้นวิ่งต่อ ไม่คาดคิดว่าเสือที่อยู่ไกลออกไปจะฝืนทนความเจ็บปวดอย่างรุนแรงลุกขึ้นยืน
มันคำราม "โฮก" ออกมาเสียงหนึ่ง แล้วกระโจนเข้าใส่เขาอีกครั้ง
หยางอีหน่วนคิดในใจว่าคราวนี้คงจบเห่จริง ๆ แล้ว ทำได้เพียงย่อตัวลงต่ำ ยื่นมือไปคว้าลูกวัวตัวนั้น
หลบอยู่ด้านหลังลูกวัว ถือเป็นการดิ้นรนเฮือกสุดท้ายของเขาแล้ว...
ตรงหน้าพลันมีแสงสีขาวสว่างวาบขึ้นอีกครั้ง เมื่อเขาลืมตาขึ้นมาอีกที เขาพบว่า ตนเองกลับมาถึงเมืองปาโจวแล้ว...
ยังคงเป็นทางแยกบนถนนเจี่ยฟ่างลู่ที่เดิม และในมือของเขายังคงกำซากศพของวัวป่าตัวหนึ่งไว้...
ให้ตายสิ นี่ฉันข้ามมิติกลับมาอีกแล้วเหรอ?
หนีพ้นจากปากเสือ!!! ในที่สุดชีวิตน้อย ๆ นี้รอดมาได้!
หยางอีหน่วนที่เพิ่งได้สติ น้ำตาไหลอาบสองแก้มโดยไม่รู้ตัว
เขาเงยหน้ามองไปรอบ ๆ โชคดีที่แถบนี้ล้วนเป็นบ้านเก่า คนที่อยู่ส่วนมากเป็นคนชรา ดึกดื่นป่านนี้ผู้คนหลับกันหมดแล้ว
อีกทั้งบริเวณโดยรอบเนื่องจากเป็นเขตเมืองเก่า ไม่ได้มีการติดตั้งกล้องวงจรปิดอะไร ไม่อย่างนั้นชั่วเวลาสั้น ๆ เขาข้ามมิตไปกลับถึงสองครั้ง
ถ้าหากมีคนมาเห็นเข้า เขาคงถูกจับไปผ่าพิสูจน์จริง ๆ แล้ว
มองดูวัวที่ตายแล้วซึ่งถูกนำกลับมาด้วย ในใจเขาพลันเกิดความคิดหนึ่งขึ้นมา รีบโทรศัพท์หาเพื่อนร่วมชั้นของเขาที่ชื่อเอ้อร์เฉียว
บ้านของเอ้อร์เฉียวเปิดร้านปิ้งย่าง ตอนตีสองกว่าแบบนี้ เป็นเวลาเลิกงานของที่บ้านเขาพอดี
พอเล่าสถานการณ์คร่าว ๆ ให้เอ้อร์เฉียวฟัง สิบกว่านาทีต่อมา เอ้อร์เฉียวผู้มีใบหน้าใหญ่โตและลำคอหนาเตอะขับรถกระบะของเขามาถึง
“เฮ้ยเพื่อน เกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้นกับนายวะเนี่ย?”
เมื่อเห็นหยางอีหน่วนในสภาพมอมแมมมีแผลถลอกเต็มตัว หวังเอ้อร์เฉียวอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากถาม
“เฮ้อ! อย่าให้พูดเลย ระหว่างทางกลับจากส่งอาหาร ดันไปเจอรถบรรทุกขนวัวคันหนึ่ง”
“วัวมันคลั่งกระโดดลงจากรถ มาชนฉันเข้า คนขับรถบรรทุกเลยขับรถชนวัวตัวนั้นตาย...”
“นี่ไง เขากลัวว่าฉันจะรีดไถเงินพวกเขา เลยยืนยันว่าจะยกวัวตัวนี้ชดใช้ให้ฉัน แล้วขับรถหนีไปเลย”
บทพูดนี้ หยางอีหน่วนคิดเตรียมไว้แล้วระหว่างทางที่รอเอ้อร์เฉียวมา
อีกอย่างเขาลองดูแล้ว วัวตัวนี้แม้จะถูกเสือฆ่าตาย
แต่มันไม่ได้ตายเพราะถูกกัดคอหอย แต่เป็นเพราะเสือใช้น้ำหนักตัวของมัน จับทุ่มจนคอของลูกวัวหัก
ดังนั้นลูกวัวจึงไม่มีบาดแผลภายนอก มองจากข้างนอกดูไม่ออกเลยว่าตายเพราะอะไร
“เฮ้ย แบบนั้นชนคนแล้วหนีเลยไม่ได้สิ? อย่างน้อยที่สุดต้องพานายไปส่งโรงพยาบาลก่อนสิ?”
“ไอ้เวรนี่มันจะเกินไปหน่อยแล้ว ไม่ได้ ฉันจะโทรแจ้งตำรวจเดี๋ยวนี้!”
เอ้อร์เฉียวพอได้ฟัง พลันไม่พอใจขึ้นมา ควักมือถือออกมาจะโทรศัพท์
แต่กลับถูกหยางอีหน่วนยื่นมือไปกดไว้: “เฮ้! ช่างมันเถอะ อีกอย่างฉันไม่ได้บาดเจ็บหนักอะไร”
“แถมถ้าแจ้งตำรวจไป วัวตัวนี้ต้องถูกยึดไปเป็นของกลาง ตามหาคนขับไม่เจอ ฉันไม่ยิ่งซวยหนักเหรอ”
เอ้อร์เฉียวรู้สึกว่าที่หยางอีหน่วนพูดมีเหตุผล หันไปมองเขาอีกที เห็นว่าไม่เหมือนคนเจ็บหนักจริง ๆ
จึงยอมวางมือถือลง
“อืม! แล้วนายจะเอายังไงต่อ?”
“นี่ไงถึงได้เรียกนายมาไม่ใช่เหรอ? บ้านนายเปิดร้านปิ้งย่าง งั้นนายช่วยรับซื้อวัวตัวนี้ไปทีสิ!”
บ้านของเอ้อร์เฉียวเปิดร้านปิ้งย่างอยู่ใต้สะพานไคหยวน ค้าขายดีมากทุกวัน
เจ้าหมอนี่เคยโม้ให้เขาฟังว่า ร้านของพวกเขาวันหนึ่งขายวัวได้ทั้งตัว
ถึงจะไม่รู้ว่าจริงหรือเท็จ แต่ครั้งนี้หยางอีหน่วนตัดสินใจ 'เกาะ' เขาแน่นแล้ว...
เอ้อร์เฉียวรู้ดีถึงสถานการณ์ทางบ้านของหยางอีหน่วน และรู้ว่าช่วงนี้เขาคงจะเงินไม่คล่องมือนัก
เขาไม่พูดจาไร้สาระ เดินตรงไปที่หน้าซากวัวตัวนั้น แล้วก้มลงพิจารณา
ในตอนนี้หัวใจของหยางอีหน่วนเต้นโครมครามอย่างแรง กลัวว่าเอ้อร์เฉียวจะมองเห็นปัญหาอะไรเข้า
วัวตัวนี้เขาลองตรวจสอบดูก่อนหน้าแล้ว ไม่มีปัญหาอะไร
มันมีความคล้ายคลึงกับวัวในโลกนี้ถึงเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ เพียงแต่ขนาดตัวใหญ่กว่ามาก
นี่ขนาดเป็นแค่ลูกวัวในต่างโลก แต่พอมาอยู่ที่นี่ ขนาดตัวของมันเทียบเท่ากับวัวตัวเต็มวัยขนาดใหญ่ได้เลย
“วัวของนาย ฉันดูไม่ออกเลยว่าเป็นพันธุ์อะไร เอาแบบนี้แล้วกัน ฉันจะคิดราคาตามวัวเหลืองพื้นเมืองให้!”
“ฉันให้ราคานายสิบห้า... สิบแปดหยวนต่อจิน*แล้วกัน คาดว่าวัวตัวนี้ของนายน่าจะหนักพันกว่าจิน ฉันคนเดียวขนไม่ไหวแน่ เดี๋ยวฉันจะเรียกคนมาช่วยดูหน่อย...”
เมื่อได้ฟังคำพูดของเอ้อร์เฉียว หัวใจของหยางอีหน่วนอบอุ่นขึ้นมา
ราคาที่เอ้อร์เฉียวให้นี้ ถือว่ามีน้ำใจมากแล้ว ปกติราคารับซื้อวัวเป็นตัวอยู่ที่ประมาณสิบห้าหยวนเท่านั้น
แถมเขายังต้องนำวัวไปเข้าโรงเชือดอีก พอเลาะกระดูกอะไรออกไปหมด เนื้อที่เหลืออยู่คำนวณต้นทุนแล้วอาจจะพอ ๆ กับการไปรับของจากตลาดสดเลย
แน่นอนว่าเครื่องในของวัวตัวนี้ ยังสามารถทำเงินให้เขาได้ไม่น้อย
ตอนนี้พวกกระเพาะวัว เอ็นวัว อะไรพวกนี้ราคาสูงมาก...
สุดท้ายเอ้อร์เฉียวเรียกพนักงานที่ร้านมาเพิ่มอีกสองคน จึงสามารถยกวัวขึ้นรถกระบะของเขาได้
จากนั้นเขาไม่ได้ส่งไปที่โรงงานแปรรูปเนื้อสัตว์ แต่ส่งไปยังบ้านลุงของเขาที่อยู่ต่างอำเภอ
ลุงของเขาเป็นคนฆ่าหมูในชนบทอยู่แล้ว เรื่องการชำแหละวัวยิ่งไม่ต้องพูดถึง
นี่ถ้าหากส่งไปโรงฆ่าสัตว์ ทั้งต้องทำเรื่องเอกสาร ทั้งต้องจ่ายเงิน ยุ่งยากวุ่นวาย
สุดท้ายชั่งน้ำหนักวัวได้หนึ่งพันสองร้อยจิน รวมเป็นเงิน 21,600 หยวน เอ้อร์เฉียวเดินไปที่ร้านแล้วหยิบเงินสดมาให้เขาสองหมื่นสองพันหยวน
“เงินที่เกินมา เอาไปหาของอร่อยกินซะ!”
เอ้อร์เฉียวตบไหล่ของเขาเบาเบา ริมฝีปากของหยางอีหน่วนขยับเล็กน้อย สุดท้ายไม่ได้พูดอะไรออกไป
น้ำใจของเพื่อนรักครั้งนี้ เขารับไว้แล้ว
หลังจากวุ่นวายอยู่พักใหญ่ จนกระทั่งตีห้า เอ้อร์เฉียวถึงได้ขับรถมาส่งเขากลับถึงบ้าน
พอเปิดประตูเข้าไป เห็นพ่อกับแม่กำลังนั่งอยู่ในร้านค้าเล็ก ๆ ของที่บ้าน กระวนกระวายเหมือนมดที่อยู่บนกระทะร้อน
“ลูกคนนี้นะ ดึกดื่นป่านนี้ยังไม่กลับบ้าน บอกว่าจะไปหาเอ้อร์เฉียว อย่างน้อยน่าจะโทรศัพท์มาที่บ้านสักหน่อยสิ?”
“โทรศัพท์มาสักครั้งก็ไม่มี พอโทรหา ลูกปิดเครื่องอีก? บอกมาสิทำไมยิ่งโตยิ่งไม่รู้ความ?”
เมื่อเห็นหยางอีหน่วนเดินเข้ามา คุณแม่หลี่ฉินอดไม่ได้ที่จะเริ่มบ่นว่า
ส่วนคุณพ่อหยางที่อยู่อีกด้านหนึ่ง สีหน้าดูไม่ดีเช่นกัน ตามปกติแล้ว หยางอีหน่วนควรจะกลับมาถึงบ้านหลังเที่ยงคืน
แต่วันนี้กลับหายไปจนถึงรุ่งสาง ทำเอาคนแก่สองคนเป็นห่วงจนแทบแย่
โทรศัพท์ก็ติดต่อไม่ได้ ขาดอีกนิดเดียวก็จะไปแจ้งความแล้ว
หยางอีหน่วนพอได้ยิน รีบควักมือถือออกมาดู ถึงได้รู้ว่ามือถือตกจนพังไปแล้ว...
เขารีบอธิบายให้พ่อกับแม่ฟังเป็นการใหญ่ จนกระทั่งหลี่ฉินสังเกตเห็นความจริงที่ว่าเขาถูกรถชน...
*มาตราชั่งตวงวัดของจีน 1 จิน (斤) = 500 กรัม