- หน้าแรก
- คุณหนูแห่งเซี่ยงไฮ้อุ้มท้องลูกแฝด ลี้ภัยไปซบไหล่สามีนายทหาร
- บทที่ 11 การตัดขาดกับจ้าวมิ่งเสวี่ย
บทที่ 11 การตัดขาดกับจ้าวมิ่งเสวี่ย
บทที่ 11 การตัดขาดกับจ้าวมิ่งเสวี่ย
บทที่ 11 การตัดขาดกับจ้าวมิ่งเสวี่ย
"ช่วยตามสืบผู้หญิงคนนี้ให้ฉันหน่อย ดูว่านางไปพบกับใครบ้าง" ซูหว่านหยิบรูปถ่ายของจ้าวมิ่งเสวี่ยออกมา
หลังจากไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วน นางรู้สึกว่าควรระมัดระวังให้มากขึ้น จึงตัดสินใจจ้างนักสืบให้คอยจับตาดูจ้าวมิ่งเสวี่ย
เหล่านักสืบทำงานเพื่อเงิน เมื่อได้รับค่าตอบแทนที่พึงพอใจ พวกเขาจึงตอบตกลงในทันที
จ้าวมิ่งเสวี่ยเดินทางไปที่โรงงานเพื่อแจ้งขอลาหยุด ทว่าเมื่อไปถึง นางกลับพบว่าทุกคนต่างพากันชี้ชวนและซุบซิบถึงนาง ทำให้นางรู้สึกสับสนเป็นอย่างยิ่ง
ในที่สุด เพื่อนร่วมงานที่ค่อนข้างสนิทกันก็ยอมบอกความจริงว่า เวลานี้คนทั้งโรงงานต่างรู้เรื่องที่พี่ชายของนางไปลักขโมยจนต้องติดคุกกันหมดแล้ว อีกทั้งผู้จัดการยังเรียกพบให้นางไปหาที่ห้องทำงานด้วย
จ้าวมิ่งเสวี่ยถูกไล่ออกจากโรงงาน นางได้รับคำสั่งให้รับค่าแรงของไม่กี่วันที่ผ่านมาแล้วไสหัวไปเสีย
นางรู้ดีว่างานในสมัยนี้หายากเพียงใด ที่ผ่านมานางมักจะภาคภูมิใจเสมอที่มีหน้าที่การงานที่ดี ซึ่งทำให้การหาคู่ครองเป็นเรื่องง่าย
แต่นางไม่เคยคาดคิดเลยว่าทางโรงงานจะล่วงรู้เรื่องของพี่ชาย จนเป็นเหตุให้นางต้องสูญเสียงานไปเช่นนี้
จ้าวมิ่งเสวี่ยรู้สึกว่าทุกอย่างกำลังเริ่มเลวร้ายจนเกินจะควบคุม นางรู้สึกว่าเรื่องทั้งหมดนี้ไม่ถูกต้อง มันไม่ควรดำเนินไปในทิศทางนี้
นางกัดนิ้วด้วยความวิตกกังวลก่อนจะรีบมุ่งหน้าไปยังคฤหาสน์ตระกูลซู
ระหว่างทาง จ้าวมิ่งเสวี่ยพบเจอคนรู้จักมากมาย ส่วนใหญ่เป็นบรรดาคุณป้าเพื่อนบ้านที่อยู่ติดกับบ้านตระกูลซู จ้าวมิ่งเสวี่ยฝืนยิ้มและทักทายพวกเขาอย่างร่าเริง
"ป้าจางจ๊ะ"
ทว่าหญิงผู้นั้นกลับปรายตามองนางเพียงแวบเดียวแล้วรีบเดินจากไปอย่างรวดเร็ว ดวงตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความรังเกียจอย่างไม่ปิดบัง
จ้าวมิ่งเสวี่ยรู้สึกหมดหนทาง นางรีบวิ่งไปหยุดที่หน้าคฤหาสน์ตระกูลซูพร้อมกับก้มหน้าลง
นางเคาะประตู พี่สะใภ้อู๋เป็นคนมาเปิดให้ จ้าวมิ่งเสวี่ยพยายามชะโงกหน้ามองเข้าไปข้างใน "หว่านหว่านอยู่ไหน ฉันมีเรื่องจะคุยกับหว่านหว่าน"
ขณะที่พูด นางพยายามผลักพี่สะใภ้อู๋เพื่อจะเดินเข้าไปข้างใน แต่พี่สะใภ้อู๋รีบขวางเอาไว้ทันที "คุณหนูไม่ต้องการพบหน้าเจ้า เชิญกลับไปเสียเถอะ"
หลังจากได้รู้ว่าพี่ชายของจ้าวมิ่งเสวี่ยพาสมุนมาลักขโมยของในคฤหาสน์ตระกูลซูยามวิกาล พี่สะใภ้อู๋ที่เดิมทีก็ไม่ชอบหน้าจ้าวมิ่งเสวี่ยอยู่แล้ว ยิ่งทวีความเกลียดชังนางมากขึ้นไปอีก
หากพี่ชายกล้าทำเรื่องเช่นนั้น ใครจะไปรู้ว่าตัวน้องสาวอย่างจ้าวมิ่งเสวี่ยกำลังวางแผนชั่วร้ายอะไรอยู่ นางคอยแต่จะมาพร่ำรบเร้าขอโน่นขอนี่จากคุณหนูอยู่ตลอด ทั้งที่คุณหนูดีกับนางถึงเพียงนี้ มโนธรรมของนางคงถูกสุนัขกินไปหมดแล้วกระมัง
"หว่านหว่าน หว่านหว่านอยู่บ้านใช่ไหม ฉันตั้งใจมาขอโทษเธอนะ" จ้าวมิ่งเสวี่ยตะโกนเรียกเสียงดัง
พี่สะใภ้อู๋ไม่คาดคิดว่านางจะหน้าหนาได้ถึงเพียงนี้ จึงพยายามจะผลักนางออกไป แต่จ้าวมิ่งเสวี่ยกลับมีแรงมากอย่างน่าประหลาด จนครู่หนึ่งพี่สะใภ้อู๋ก็ไม่สามารถขยับตัวนางได้
ซูหว่านปรากฏตัวขึ้นที่ชั้นสองแล้วมองลงมายังคนทั้งคู่ "พี่สะใภ้อู๋ ให้นางเข้ามาเถิด"
พี่สะใภ้อู๋หันไปมองซูหว่านด้วยความไม่เห็นนัก แต่ก็ยอมหลีกทางให้ จ้าวมิ่งเสวี่ยถลึงตาใส่พี่สะใภ้อู๋อย่างดุร้าย
ซูหว่านเอ่ยว่าเย็นนี้อยากจะทานปลา จึงใช้ให้พี่สะใภ้อู๋ออกไปซื้อเพื่อเป็นการกันตัวออกไป
ซูหว่านยกถ้วยน้ำชาขึ้นจิบชาดำพลางจ้องมองจ้าวมิ่งเสวี่ยที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม "เจ้ามีอะไรจะพูดกับข้าอย่างนั้นหรือ"
จ้าวมิ่งเสวี่ยบีบมือตัวเองไปมา นางมองมือของซูหว่านที่ถือถ้วยกระเบื้องเคลือบประณีต มือคู่นั้นขาวเนียนดุจหยกงาม ก่อนจะลอบสังเกตสีหน้าที่เย็นชาของอีกฝ่าย
นางแทบไม่ยากจะเชื่อสายตา ซูหว่านดูราวกับเปลี่ยนไปเป็นคนละคน ซูหว่านคนเดิมไม่ใช่แบบนี้ นางไม่มีทางมองตนด้วยสายตาที่เย็นชาเยี่ยงนี้แน่
"หว่านหว่าน ฉันขอโทษนะ ฉันมาขอโทษแทนพี่ชายของฉัน แต่เขาเพิ่งจะเคยทำเรื่องแบบนี้เป็นครั้งแรก ฉันเองก็เพิ่งจะรู้ว่าเขาติดหนี้พนัน ถ้าเขาไม่หาเงินไปใช้หนี้ พวกนั้นจะตัดมือเขา"
"หว่านหว่าน เห็นแก่ความเป็นเพื่อนของเรามาหลายปี เธอช่วยออกจดหมายยินยอมไม่เอาความได้ไหม"
น้ำเสียงของนางแผ่วเบาลงเรื่อยๆ เพราะสายตาที่ดูแคลนของซูหว่านทำให้นางไม่สามารถพูดต่อไปได้
ซูหว่านไม่อยากจะเสียเวลาเสแสร้งอีกต่อไป ในเมื่อตอนนี้พี่ชายของจ้าวมิ่งเสวี่ยถูกคุมขังและกำลังจะถูกตัดสินโทษ แล้วจะมีประโยชน์อันใดที่จะต้องเล่นละครต่อไปอีก
"จ้าวมิ่งเสวี่ย เจ้าไม่คิดว่าสิ่งที่พูดออกมามันน่าขันบ้างหรือ" น้ำเสียงของซูหว่านเย็นยะเยือกถึงที่สุด ดวงตาฉายแววเหยียดหยามอย่างชัดเจน
สีหน้าของจ้าวมิ่งเสวี่ยค่อยๆ เย็นลง นางลุกขึ้นยืนทันที สลัดท่าทางอ่อนโยนก่อนหน้านี้ทิ้งไปจนหมดสิ้น
"ซูหว่าน นี่เธอจงใจทำแบบนี้ใช่ไหม"
ซูหว่านยิ้มออกมาบางๆ "จงใจหรือ ข้าทำสิ่งใดกัน เป็นพี่ชายของเจ้าเองที่วิ่งโร่มาขโมยของที่บ้านข้า แล้วเจ้ายังจะมาขอให้ข้าออกจดหมายไม่เอาความอีก ข้าดูโง่เขลาถึงเพียงนั้นเชียวหรือ"
จ้าวมิ่งเสวี่ยจ้องมองหญิงตรงหน้าด้วยร่างกายที่สั่นเทา ความตื่นตระหนกอย่างมหาศาลถาโถมเข้าใส่ ความเจ็บปวดจากการที่เล็บจิกเข้าไปในเนื้อทำให้ยังพอครองสติเอาไว้ได้
"ไม่! เธอไม่ใช่ซูหว่าน! เธอเป็นใครกันแน่"
ซูหว่านเลิกคิ้วขึ้น "หากข้าไม่ใช่ซูหว่าน แล้วจะเป็นใครได้เล่า อะไรกัน เจ้าอนุญาตให้ข้าถูกเจ้าหลอกใช้ได้ฝ่ายเดียว พอข้ารู้เท่าทัน เจ้ากลับจำข้าไม่ได้เสียอย่างนั้น มิใช่ว่าเจ้าเป็นเพื่อนรักของข้าหรอกหรือ"
จ้าวมิ่งเสวี่ยสูดลมหายใจเข้าลึก "สรุปคือเธอจะปฏิเสธ ไม่ยอมออกจดหมายให้ใช่ไหม"
ซูหว่านเอ่ยตอบ "ใครอยากจะออกให้ก็ออกไปเถิด ข้ามิใช่แม่พระผู้ใจบุญมาจากทิศตะวันตก ความผิดที่พี่ชายเจ้าก่อขึ้น มันเกี่ยวอันใดกับข้าด้วยเล่า"
จ้าวมิ่งเสวี่ยมองซูหว่านด้วยสายตาที่เหมือนกำลังมองเห็นสัตว์ประหลาด นางจ้องเขม็งไปที่ใบหน้าอันงดงามหมดจดนั้น
นางพลันนึกถึงเรื่องเล่าภาพวาดหนังมนุษย์จากตำนานพื้นบ้าน ในตอนนั้นหลังจากที่ซูหว่านอ่านหนังสือเล่มนั้นจบ นางหวาดกลัวจนนอนไม่หลับถึงขั้นต้องขอให้จ้าวมิ่งเสวี่ยไปนอนเป็นเพื่อน
จ้าวมิ่งเสวี่ยก้าวถอยหลังไปสองสามก้าว ใบหน้าซีดเผือดราวกับเห็นผี
ซูหว่านมองตามร่างที่ถอยร่นไปด้วยความตื่นตระหนก นางหยักยิ้มที่มุมปากอย่างพึงใจก่อนจะหัวเราะออกมาเสียงดัง
"ฮ่าๆๆๆ..." ขณะที่ซูหว่านหัวเราะ น้ำตาก็ไหลรินออกมาจากหางตา
นางไม่มีพี่น้อง ตั้งแต่ได้พบกับจ้าวมิ่งเสวี่ย นางก็ปฏิบัติต่อนางประหนึ่งพี่สาวน้องสาวร่วมอุทร เป็นคนในครอบครัวเดียวกัน
นี่จะเป็นครั้งสุดท้ายที่นางจะเสียน้ำตา ให้กับความหูหนวกตาบอดในอดีต และให้กับความผูกพันที่สูญสิ้นไป
เมื่อถึงเวลาสองทุ่ม โทรศัพท์ในบ้านตระกูลซูก็ดังขึ้น ซูหว่านรับสาย และคนปลายสายก็วางหูไปทันทีหลังจากพูดจบ
ซูหว่านคาดไม่ถึงเลยว่า จ้าวมิ่งเสวี่ยจะตั้งครรภ์!
ซ้ำยังเป็นลูกของคนในตระกูลโจวเสียด้วย ช่างเป็นแผนการที่ร้ายกาจนัก
หลิวอิงจั๋วมาเยี่ยมเยียนในวันรุ่งขึ้นและบอกเล่าบางอย่างกับซูหว่าน น้ำเสียงของเขาแสดงออกชัดเจนว่ารู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรมแทนซูหว่าน
"หว่านหว่าน โจวฉงหมิงต้องการจะปกป้องพี่ชายของจ้าวมิ่งเสวี่ย เหตุใดเขาถึงเข้ามาวุ่นวายกับเรื่องสกปรกเช่นนี้"
ซูหว่านไม่ได้รู้สึกแปลกใจ หลังจากได้รับโทรศัพท์สายนั้นเมื่อวาน นางก็คาดเดาได้ว่าเรื่องจะเป็นเช่นนี้ แต่ไม่คิดว่าจะรวดเร็วถึงเพียงนี้
โจวฉงหมิงเป็นลูกชายคนเล็กของตระกูลโจว การที่จ้าวมิ่งเสวี่ยสามารถจับเขาได้สำเร็จ แสดงว่าซูหว่านประเมินนางต่ำไปจริงๆ โชคดีที่นางเตรียมการป้องกันไว้ก่อนจึงล่วงรู้เรื่องนี้
ในเมื่อนางเป็นฝ่ายกุมความได้เปรียบไว้ก่อนแล้ว ไม่มีทางที่นางจะยอมให้โจวฉงหมิงเข้ามาแทรกแซงได้เด็ดขาด
พี่ชายของจ้าวมิ่งเสวี่ยจะต้องติดคุกอย่างแน่นอน! ใครก็ช่วยไม่ได้ทั้งนั้น!
"พี่อิงจั๋วคะ หากฉันจะฟ้องร้องใครสักคนข้อหาไม่ชำระหนี้ จะต้องทำอย่างไรบ้างหรือคะ" ซูหว่านเอ่ยถามคำถามที่ดูเหมือนจะไม่เกี่ยวข้องกัน
หลิวอิงจั๋วเข้าใจความหมายของนางในทันที "เจ้าต้องการจะฟ้องจ้าวมิ่งเสวี่ยอย่างนั้นหรือ"
ซูหว่านพยักหน้า "เงินทองของใครก็ไม่ได้ร่วงหล่นมาจากฟ้า หลายปีมานี้นางหยิบยืมเงินจากฉันไปไม่น้อย สิ่งที่ฉันเคยให้ไป ฉันจะถือว่าเป็นค่าตอบแทนที่มองคนผิดไป แต่เงินที่นางยืมไป ก็ควรจะต้องนำมาคืนไม่ใช่หรือคะ"
หลิวอิงจั๋วเดาะลิ้นเบาๆ พลันจ้องมองซูหว่าน "หว่านหว่าน พี่ไม่เคยคิดเลยว่าตอนนี้เจ้าจะเด็ดขาดถึงเพียงนี้ พี่คงมองเจ้าผิดไปจริงๆ พี่นึกว่าเจ้าจะยังคงมีนิสัยเรียบง่ายเหมือนสมัยที่ยังเรียนหนังสืออยู่เสียอีก"
สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความโหยหา ราวกับกำลังย้อนนึกถึงความหลังบางอย่าง
ซูหว่านประคองถ้วยน้ำชา ดวงตาของนางถูกบดบังด้วยไอพรายที่ม้วนตัวขึ้นมา ทำให้ยากจะคาดเดาสีหน้าที่แท้จริงได้
น้ำเสียงของนางมักจะอ่อนหวานและนุ่มนวลเสมอ แฝงไว้ด้วยความอ่อนช้อยอันเป็นเอกลักษณ์ของสำเนียงพื้นถิ่น บ่งบอกชัดเจนว่านางเป็นสตรีที่มีกิริยาบอบบาง
ทว่าในยามนี้ น้ำเสียงนั้นกลับแฝงไว้ด้วยความเย็นชาเจือจาง—