- หน้าแรก
- สามีข้าคือวีรบุรุษ
- ตอนที่ 243 หวนกลับสู่อาชีพเดิม
ตอนที่ 243 หวนกลับสู่อาชีพเดิม
ตอนที่ 243 หวนกลับสู่อาชีพเดิม
ตอนที่ 243 หวนกลับสู่อาชีพเดิม
ในห้วงฝัน ฟ้าสีหม่นมัว ฝนโปรยลงมาเคล้าเสียงฟ้าร้อง
ท่ามกลางสายฝนและเสียงฟ้าผ่า เด็กสาวผู้หนึ่งวิ่งหนีสุดชีวิต เสียงฝีเท้าม้านับร้อยประสานเป็นจังหวะหนักหน่วงก้องดังกว่าฟ้าร้อง ร่างของเด็กสาวล้มลงกลางโคลนเปรอะเปื้อนไปทั้งตัว ก่อนจะฝืนแรงลุกขึ้นวิ่งต่อไป ลางเลือนในม่านฝน เส้นแนวทหารม้าราวพระจันทร์เสี้ยวแหวกทะลุความมืดเข้ามา
ทันใดนั้น เขาในกระท่อมเล็กสะดุ้งลืมตาตื่นขึ้นมา ทั้งที่ไม่ควรจะมองเห็นภาพเบื้องหน้า แต่ในฝันราวกับสายตาล่องลอยมองลงมาจากเบื้องบน เขาเห็นเด็กสาวผู้เปรอะเปื้อนโคลนวิ่งเข้ามาใกล้ขึ้นทุกที เสียงฝีเท้าม้าดังก้องไม่หยุด เขาก้มควานหาอาวุธทั้งดาบทั้งหอก กระท่อมเล็กมีหน้าต่างด้านหลัง และตรงนั้นเขาเห็นภรรยาอยู่ในระยะไกลเต็มไปด้วยความหวาดกลัว พยายามวิ่งเข้ามาหาเขา ก่อนจะถูกองครักษ์ที่อยู่ข้างกายฟาดจนหมดสติ
เขานั่งอยู่หน้าต่าง กวาดมือออกไป
แล้วความทรงจำก็เลือนหายเป็นชิ้นส่วนแตกกระจาย เด็กสาวยืนร้องไห้กางแขนกว้างอยู่หน้ากระท่อม ทหารม้าที่บุกฝ่ามาเหมือนภูเขาครอบงำทุกอย่าง เขาเปิดประตูออก ลมกรรโชกพร้อมสายฝนโหมกระหน่ำ แสงวาบและเสียงปืนดังสนั่น เส้นแสงลากยาวกรีดกลางพายุ เสียงดาบและหมัดที่หวดมาจากด้านข้าง คมดาบใหญ่ที่กรีดลงมาเป็นเส้นโค้ง และเด็กสาวสวมผ้าคลุมหน้าที่ตวัดคมดาบนั้นผ่าลำตัวม้าจนเลือดกระเซ็นกลางอากาศ การโต้เถียงอันรุนแรงดังสะท้อนในความทรงจำ
เมื่อดวงตาเบิกขึ้นอีกครั้ง โลกภายนอกยังคงเงียบสงัดในความมืด
เขานอนนิ่ง สะบัดตัวเองออกจากความวุ่นวายในฝัน ค่อย ๆ ดื่มด่ำกับช่วงเวลาของความสงบ เสียงพลิกกายจากซอกมุมของฉากกั้น ล้วนมาจากเตียงแคบที่เสี่ยวฉานพักอยู่ ด้านนอกเป็นเสียงแมลงยามก่อนรุ่งสาง ชีพจรของเมืองยังคงเต้นอยู่แผ่วเบา นี่คือ…หางโจว
หลายวันมานี้ เป็นครั้งแรกที่ฝันเห็นเรื่องราวเมื่อไม่กี่วันก่อน
ในความวุ่นวายคืนวันที่สิบสามเดือนเจ็ด เขาและผู้คุ้มกันที่ติดตามถูกกองทัพที่บุกโจมตีแยกกระจัดกระจาย จากนั้นก็ตะเกียกตะกายเอาชีวิตรอดอย่างไร้ทิศทาง หลายวันผ่านไปกว่าที่สติจะกลับมา แม้จะรอดตายมาได้แต่บาดแผลที่ติดเชื้อก็เล่นงานร่างกายให้ทรุดหนัก หากไม่ใช่เพราะร่างกายที่เคยฝึกฝนมาอย่างแข็งแรง คงไม่รอดชีวิตมาได้
ช่วงเวลานั้น เหล่าทหารที่เคยติดตามอยู่รอบกายก็ค่อย ๆ หายไป สิ่งที่ยังเหลืออยู่และไม่ทอดทิ้งเขาจริง ๆ มีเพียงภรรยาของเขาซูถานเอ๋อร์ สาวใช้เสี่ยวฉาน เจวียนเอ๋อร์ และผู้คุ้มกันเกิ่งที่ซื่อสัตย์ต่อคุณหนูของตน ซิ่งเอ๋อร์ในคืนนั้นหลุดออกไปไม่ได้อยู่กับพวกเขา คาดว่าน่าจะกลับไปพร้อมกองทัพใหญ่ที่ฟู่โจวแล้ว นับเป็นโชคดีท่ามกลางโชคร้าย
หลังจากนั้นก็คือเหตุการณ์ในฝันอีกครั้ง เมื่อพวกเขาหลบซ่อนอยู่แถบชานเมืองใกล้หูโจว และท้ายที่สุดถูกพบตัว เสี่ยวฉานและเขาไม่ทันหนีจึงต้องเผชิญหน้ากับข้าศึก ส่วนซูถานเอ๋อร์กับเจวียนเอ๋อร์อยู่ทางด้านหลัง เมื่อรู้ว่ามีศัตรูบุกมา ผู้คุ้มกันเกิ่งก็กันไว้ ให้ซูถานเอ๋อร์พาเจวียนเอ๋อร์หนีไป
เมื่อคิดย้อนไป หากกองทัพของฟางล่าไม่ยอมถอยและกวาดล้างพื้นที่รอบ ๆ ต่อไป พี่เกิ่งและพวกน่าจะไม่มีทางรอด แต่เมื่อพวกนั้นเห็นเขา กลับหยุดชะงัก เริ่มถกเถียงกัน บ้างอยากฆ่า บ้างอยากช่วย ความวุ่นวายดำเนินไปชั่วครู่จนเกือบปะทุเป็นการต่อสู้ จากนั้นหลิวซีกวาเด็กสาวที่ถือดาบใหญ่ก็ปรากฏตัวขึ้น สะบัดคมดาบกว้างขวางขวางทุกคนไว้ เขาที่บาดเจ็บและร่างกายอ่อนล้า เพียงลั่นกระสุนออกไปหนึ่งนัด แต่สุดท้ายก็ถูกจับพร้อมเสี่ยวฉาน พอฟื้นขึ้นอีกครั้ง ก็อยู่ในหางโจวแล้ว
…
ท้องฟ้าสีหม่นสว่างขึ้นก่อนที่ฝนหนักจะเทลงมาอีกครั้ง ทำให้หางโจวทั้งเมืองถูกกลืนเข้าสู่ม่านหมอกสีน้ำเงินอันหม่นมัว เส้นทางเข้าออกประตูเมืองเต็มไปด้วยผู้คน ทหาร และพ่อค้าที่สวมงอบ คลุมเสื้อฝนฟางหนา เมืองที่เคยวุ่นวายหลังศึกใหญ่เหมือนจะถูกกล่อมให้กลับสู่ความสงบลงอีกครั้ง
ที่ท่าเรือทางใต้ริมแม่น้ำเฉียนถัง เรือเพียงไม่กี่ลำเทียบท่าอยู่ กลุ่มคนงานแบกสัมภาระขึ้นลงไม่หยุด เหล่าชาวบ้านพร้อมทหารคุมก็ทยอยออกไปเตรียมเกี่ยวข้าวประจำปี หลังจากที่พื้นที่หลายแห่งเสียหายหนัก บ้านไม้เพิงพักก็ถูกสร้างขึ้นใหม่อีกครั้ง บนถนนที่ยังคงคึกคักอยู่บ้าง เหล่าทหารหญิงและแรงงานต่างกำลังติดตั้งซุ้มประดับเพื่อเตรียมสำหรับพิธีขึ้นครองบัลลังก์
บัดนี้หางโจวถูกครอบงำด้วยระเบียบใหม่ที่เกิดจากเหล่าทหารผู้ก่อการ ซึ่งกลายเป็นชนชั้นปกครองในยุคนี้ วิถีชีวิตแตกต่างจากเดิมอย่างสิ้นเชิง บางจุดเต็มไปด้วยความวุ่นวาย บางจุดเต็มไปด้วยความเงียบเหงา แม้จะดูสงบ แต่ในใจของผู้คนกลับไม่มีใครรู้สึกปลอดภัยจริง ๆ
ในตรอกเล็กฝั่งหนึ่งของเมือง เสียงอ่านหนังสือที่พร่ามัวคลออยู่กับเสียงฝนดังก้องออกมาจากรั้วไม้
นั่นคือสำนักศึกษาเล็ก ๆ รายล้อมด้วยต้นไม้เขียวชอุ่ม ข้าง ๆ คือสถานพยาบาล และอีกฟากหนึ่งคือจวนทรุดโทรมที่ถูกทหารบางกลุ่มยึดไป เสียงโวยวายและตะโกนด่าจากเหล่าทหารที่บาดเจ็บมักดังลอดมาเสมอ
การลุกฮือของฟางล่า ในแก่นแท้แล้วคือการกบฏของชาวนา เป้าหมายแรกของพวกเขาคือโค่นล้มผู้มีอำนาจทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นขุนนาง เจ้าที่ดิน พ่อค้าร่ำรวย หรือแม้กระทั่งบัณฑิตที่เคยดูถูกพวกเขา แต่ในอีกมุมหนึ่ง พวกเขาก็อยากจะเป็นชนชั้นนั้นเสียเอง อยากเป็นขุนนาง เป็นเจ้าที่ดิน เป็นพ่อค้าใหญ่ แม้ไม่อาจพูดออกมาตรง ๆ แต่สิ่งที่ใฝ่ฝันอย่างเปิดเผยที่สุดคือการได้เป็น “บัณฑิตผู้มีวิชา”
ทุกครั้งที่กองทัพกบฏตีเมืองได้ หากพบเจอบัณฑิตที่ขัดขืนหรือไม่ยอมเข้าพวกก็จะด่าว่าไร้ประโยชน์แล้วสังหารทิ้ง แต่หากเป็นบัณฑิตที่มองการณ์ไกลและยอมปรับตัว ก็จะได้รับการปกป้อง เพราะในสายตาของพวกเขา การมีบัณฑิตอยู่ในตระกูลเท่ากับมีอนาคต นี่เป็นค่านิยมที่ฝังลึกมานับพันปีจากการปกครองโดยลัทธิขงจื๊อ
ดังนั้น แม้เมืองจะถูกเผาผลาญจนเหลือเพียงซาก ก็ยังมีคนบางกลุ่มที่ยื่นมือปกป้องบัณฑิตเอาไว้ บ้างก็เพื่อให้ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษา บ้างก็เพื่อเป็นอาจารย์สอนวิชาให้บุตรหลาน เช่นที่สำนักศึกษานี้เอง นับเป็นแห่งเดียวในหางโจวเวลานี้ที่ยังดำรงอยู่ได้ เพราะมีแม่ทัพหลายคนหนุนหลัง หลังเมืองแตกเสบียงอาหารขาดแคลนอย่างหนัก บัณฑิตบางคนที่ไม่ได้มีอำนาจมาก่อน และไม่เคยสร้างศัตรูกับฝ่ายกบฏ แต่พอมีความรู้บ้าง ก็โชคดีรอดชีวิตและถูกดึงมาทำหน้าที่เป็นอาจารย์ที่นี่
เวลานี้เด็กนักเรียนในสำนักศึกษาไม่ได้มีมากนัก แต่ละคนล้วนมาจากครอบครัวที่มีเส้นสายอยู่บ้าง แม้ไม่สูงส่งเท่าเหล่าขุนนางใหญ่ แต่ก็พอให้มีที่ยืน หากเป็นตระกูลใหญ่เช่นสือเป่าหรือหวังหยิน การจะหาอาจารย์สอนบุตรหลานนั้นไม่ยากเลย เพียงสั่งการก็สามารถจับบัณฑิตผู้ยิ่งใหญ่มาสอนได้ทันที
แม้นักเรียนจะมีไม่มาก แต่อาจารย์กลับมีอยู่หลายคน บางส่วนเป็นพวกที่อยู่กับกองทัพฟางล่ามาตั้งแต่แรก คนพวกนี้คุ้นชินกับสถานการณ์ดี พอเข้ามาในเมืองก็ถูกจัดให้มาสอนหนังสือ จึงมักวางท่าโอ่อ่าอยู่บ้าง พวกเขารู้จักมักคุ้นกับแม่ทัพนายกองในกองทัพ ทำให้ได้ผลประโยชน์ไม่น้อย และไม่มีใครกล้ามายุ่งหรือกลั่นแกล้ง ส่วนอีกพวกนั้นคือบัณฑิตจากหางโจวเดิมที่ถูกจัดมา พวกนี้ถือเป็น “ผู้พ่ายแพ้” ไม่ว่าความรู้จะสูงส่งเพียงใด เวลานี้ก็ได้แต่ก้มหน้ายอมรับสภาพ รายได้ที่ได้เพียงพอเลี้ยงปากท้องไปวัน ๆ แต่ในหางโจวที่วุ่นวายในตอนนี้ งานเช่นนี้ก็ถือว่าดีแล้ว บางครั้งถูกยั่วยุหรือโดนล้อเลียนก็ได้แต่ข่มกลืนความอับอายไว้ เพราะยังมีครอบครัวและคนในบ้านที่ต้องดูแล
“เอ่อ… เริ่มเรียนกันเถอะ ข้าแซ่หนิง วันนี้จะมาสอนพวกเจ้าว่าด้วยเรื่องสื่อจี้…”
สายฝนพร่างพรูเป็นม่านบดบังโลกภายนอก นักเรียนที่นั่งอยู่ในห้องยังคงพูดคุยกระซิบกระซาบ เสียงเสื้อผ้าที่ชื้นแฉะสีกับโต๊ะเก้าอี้ดังเป็นระยะ อาจารย์หนุ่มผู้ดูอ่อนแอนั่งลงบนแท่น ใช้ไม้ชี้เคาะโต๊ะเบา ๆ ก่อนจะเอ่ยปาก น้ำเสียงเรียบง่ายและแผ่วเบาแฝงแววอ่อนแรง
ด้านล่างเด็กหนุ่มหลายคนยังคงเอะอะโวยวาย อาจารย์หนุ่มก็เพียงสอนของเขาไปตามปกติ ใบหน้าขาวซีดแฝงความป่วยไข้ ทำให้เด็ก ๆ แทบไม่มีความเกรงใจ บางคนร่างสูงใหญ่ถึงขั้นพูดแทรกกลางคาบถามว่า “อาจารย์คิดว่าที่หางโจวนี้ ที่ไหนสนุกที่สุด” อาจารย์หนุ่มเพียงหัวเราะบาง ๆ ก่อนจะบอกชื่อสถานที่สองสามแห่งให้ไปเที่ยวเล่น นี่จึงเป็นภาพในวันแรกที่ “อาจารย์หนิง” ปรากฏตัวในสำนักศึกษา
เช้าวันนั้นจึงผ่านไปอย่างเรียบง่ายปนวุ่นวายตามแบบฉบับของหางโจวที่ยังโกลาหล หลังจากสอนจนครึ่งวัน เด็ก ๆ ก็แยกย้ายไปอย่างร่าเริง อาจารย์หนุ่มจึงเดินกลับไปยังเรือนพักทักทายคนอื่น ๆ อย่างสุภาพ อาจารย์ที่นี่มีทั้งคนของกองทัพที่มีงานทำแน่นอน และบัณฑิตที่เหลือรอดจากเมืองเก่า ซึ่งต่างก็ก้มหน้าสอนหนังสืออย่างเงียบ ๆ ไม่คิดยุ่งเรื่องอื่น
มีอาจารย์คนหนึ่งจำเขาได้ เอ่ยเพียง “หนิงหลี่เหิง…” แล้วประสานมือให้โดยไม่พูดอะไรอีก เป็นการรับรู้กันโดยไม่ต้องเอ่ยถ้อยคำ เพราะทุกคนต่างรู้ดีว่าสถานการณ์นี้หนักหนาเพียงใด และไม่มีอารมณ์มานั่งพูดคุยกัน
ฝนยังคงโปรยหนัก เสียงราวกับสายน้ำเทกระหน่ำ หลังเลิกเรียนครึ่งวัน บรรยากาศในสำนักศึกษาก็เงียบสงบลง เขาอ้อมผ่านชายคาที่รั่วไหลไปยังห้องทำการของผู้ดูแล รับข้าวเล็กน้อยกับผักใบเขียวเหี่ยว ๆ ถือเป็นค่าตอบแทนในวันนี้ ขณะที่บรรดาอาจารย์คนอื่น ๆ ค่อย ๆ ละทิ้งรั้สำนักศึกษาเดินฝ่าฝนออกไป หนิงอี้ก็หันหลังเดินลึกเข้าไปด้านหลังของสำนักศึกษา
ผนังด้านหลังของสำนักศึกษาพังทลายไปบางส่วน ทำให้เชื่อมถึงลานเล็ก ๆ ที่อยู่ติดกับโรงหมอได้ ลานเล็กแห่งนั้นมีห้องเล็กเพียงสองสามห้องที่ยังพอใช้ได้ และที่หน้าห้องหนึ่ง เสี่ยวฉานก็ยืนรอเขาอย่างเงียบ ๆ ดวงตาเต็มไปด้วยความคาดหวัง เมื่อเห็นร่างเขาเดินเข้ามา นางก็รีบกางร่มเก่า ๆ แล้ววิ่งฝ่าฝนออกมาต้อนรับ
…
สำหรับหนิงอี้เอง เขาเองก็ยังไม่แน่ใจว่าสถานการณ์ตอนนี้จะดำเนินไปทางใด
ตอนถูกนำตัวกลับมาที่หางโจว ร่างกายของเขาอ่อนแอถึงขีดสุด ถูกส่งไปพักรักษาตัวที่โรงหมอ แต่หลังจากนั้นนอกจากจะมีทหารติดอาวุธสองคนคอยจับตาดูอยู่ไม่ห่างจนดูคล้ายเชลยแล้ว ก็ไม่มีใครมาสนใจหรือสั่งการใด ๆ อีก ราวกับว่าคนที่ช่วยเขาไว้ตอนนั้นพาเขากลับมาหางโจวแล้วก็ปล่อยทิ้งเอาไว้เช่นนั้น
เสี่ยวฉานเป็นคนเดียวที่อยู่เคียงข้างดูแลเขาไม่ห่าง ตั้งแต่วันที่ถูกจับมาหางโจวก็ไม่เคยละสายตา นางถึงขั้นทำตัวให้เล็กที่สุด เพื่อไม่ให้ใครสังเกตเห็น จนเมื่อเขาเริ่มฟื้นตัว นางถึงได้สงบลงเล็กน้อย จากคำบอกเล่าของนาง ซููถานเอ๋อร์และเจวียนเอ๋อร์น่าจะไม่ถูกจับ แต่ในความโกลาหลของหูโจวตอนนั้น ภายใต้การปกป้องของผู้คุ้มกันเกิ่ง ทั้งหมดจะปลอดภัยกลับไปได้หรือไม่นั้นยังไม่มีใครรู้ โดยเฉพาะซุถานเอ๋อร์ที่เป็นคนหัวแข็ง เรื่องนี้ทำให้เขาคิดถึงและกังวลใจอยู่ตลอด แต่คิดไปก็เท่านั้น เพราะติดอยู่ที่นี่ จะไปไหนก็ไม่ได้ ทำได้เพียงยอมรับสภาพและอยู่ไปวัน ๆ อย่างน้อยก็ยังมีเสี่ยวฉานที่ต้องดูแล
เมื่อบาดแผลเริ่มหายดี เขากับเสี่ยวฉานก็ถูกจัดให้พักอยู่ในเรือนเล็กหลังโรงหมอ ไม่ได้ถูกจำกัดการเคลื่อนไหวชัดเจน แต่ในเมืองเช่นนี้ หากไร้เส้นสาย ออกไปเดินเพ่นพ่านก็ไม่อาจพบเจอสิ่งใดนอกจากภาพที่น่าหดหู่ หางโจวยังขาดแคลนเสบียง ทั้งสองในฐานะเชลยได้รับอาหารเพียงวันละสองมื้อ ต้องจัดแจงปรุงเอง
เรือนเล็กแห่งนั้นไม่รู้เคยเป็นของใคร เครื่องเรือนส่วนใหญ่หายไปหมด ของที่เหลือก็ผุพัง หลังคาบางส่วนพังทลายตั้งแต่เหตุแผ่นดินไหว ทำให้อยู่ไม่สะดวกนัก เสี่ยวฉานกลับดูจะพอใจนักที่ได้จัดระเบียบห้องจนดูสะอาดขึ้นอยู่บ้าง จนกระทั่งหลายวันก่อน หมอเฒ่าที่โรงหมอมาถามว่าเขาเคยทำงานอะไร หนิงอี้ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วตอบไปว่าเคยสอนหนังสือ วันต่อมาเขาก็ถูกเรียกตัวไปสำนักศึกษา ถือเป็นการใช้คนให้สมประโยชน์… และเขาก็กลับไปทำอาชีพเดิมอีกครั้ง
…………………