เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 202 แสงพราวระยับโบยบิน

ตอนที่ 202 แสงพราวระยับโบยบิน

ตอนที่ 202 แสงพราวระยับโบยบิน


ตอนที่ 202 แสงพราวระยับโบยบิน

สายน้ำค่อยๆ ไหลเอื่อย ระลอกคลื่นบนคลองสะท้อนประกายวิบวับ เสียงแมลงยามฤดูร้อนดังแว่วสองฝั่งคลองน้ำ ระหว่างต้นไม้พุ่มเขียว เหล่าหิ่งห้อยสีเหลืองเขียวส่องวูบวาบ ลอยละล่องเหมือนหมอกบางๆ เกาะตามแนวคลอง เมื่อเรือแล่นผ่านก็ถูกลมกระทบกระจายออก ก่อนจะรวมกลุ่มกลับมาอีกครั้ง

เรือสำราญจอดริมฝั่ง ไฟประดับหัวเรือและในห้องส่องสว่าง แม้มิได้สว่างจ้า แต่ก็โอบล้อมพื้นที่เล็กๆ กลางสายน้ำให้เป็นอีกโลกหนึ่ง นี่ก็คือเรือลำที่หนิงอี้และซูถานเอ๋อร์นั่งมาระหว่างการล่องใต้ เวลานี้คนบนเรือเหลือไม่มากนัก เพราะไม่ว่าจะหนิงอี้ ซูถานเอ๋อร์ เหล่าสาวใช้ คนดูแลบัญชี ล้วนถูกเชิญไปยังเรืออีกลำเพื่อร่วมรับประทานอาหาร

ครั้นยามเย็น เรือทั้งสองมาประสบกัน ฝั่งโน้นบรรดากวีเอ่ยวาจาเชื้อเชิญอย่างร้อนแรง ตัวเอกในสายตาทุกคนกลับกลายเป็นหลินถิงจือผู้ซึ่งก่อนหน้านี้แทบไม่มีใครใส่ใจ หลังทักทายเสร็จ พวกนั้นก็ชวนฝั่งนี้ให้พักผ่อนเที่ยวชมที่เจียซิงสักสองสามวัน

ฝั่งโหลวซูหว่านนั้นยังมีสินค้าอยู่ ต้องรอส่งมอบ การจะพำนักหลายวันย่อมเป็นไปไม่ได้ แต่ก็ไม่รู้เพราะเหตุใด นางกลับเสนอว่าอย่างน้อยค้างที่นี่หนึ่งคืนก็ยังดี เหตุเพราะการเชิญชวนครั้งนี้ก็ไม่ใช่เลื่อนลอย เรือที่พวกนั้นใช้คือเรือของหอนางโลมชื่อฟางฉิงหยวน แม้จะเป็นหอนางโลม แต่ชื่อเสียงเรื่องอาหาร โดยเฉพาะชุดปลาเลิศรสนั้น ขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในรสเด็ดของเจียซิง ทั้งหมดจึงถูกชวนไปลิ้มรสปลาที่นั่น

หนิงอี้กับซูถานเอ๋อร์ออกเดินทางก็เพื่อเที่ยวอยู่แล้ว เจียซิงอยู่ไม่ไกลจากหางโจว ทั้งสองเมืองมีความเกี่ยวโยงกันมาก โหลวซูหว่านในที่นี้ก็เทียบได้กับเจ้าบ้านครึ่งหนึ่ง เมื่อเจ้าตัวเอ่ยปาก ฝั่งนี้ก็รับคำโดยไม่ลังเล จึงชวนซูเหวินติ้ง ซูเหวินฟาง คนทำบัญชี และเถ้าแก่ร้านไปร่วมด้วย ทำให้คนบนเรือเดิมเหลืออยู่เพียงไม่กี่คน ส่วนพวกครอบครัวของคนงาน ข้ารับใช้ ก็เพียงอยู่บนเรือ กินอะไรง่ายๆ คุยเล่นผ่อนคลาย

เมื่อผู้ใหญ่ไปกินเลี้ยง เด็กๆ ย่อมถามหาว่าผู้ใหญ่ไปไหน โดยเฉพาะท่านเขยผู้ชอบเล่านิทาน บรรดาภรรยาของพวกคนดูแลจึงอธิบายว่าไปกับบุคคลสำคัญยิ่งใหญ่ที่ชวนไป เมื่อรำลึกถึงเหตุการณ์เมื่อครู่ บนเรือนั้นเต็มไปด้วยกวีและผู้มีชื่อเสียง ที่แนะนำตัวล้วนมาจากตระกูลใหญ่ หรือเป็นบัณฑิตสอบผ่านขั้นต่างๆ ในสายตาสตรีจากบ้านพ่อค้า ย่อมเป็นเรื่องน่าเกรงขามนัก จึงถือโอกาสสอนบุตรหลานว่า หากมีโอกาสต้องขยันเรียน

คนจากเจียงหนิงที่ตามมาด้วยก็ไม่รู้เรื่องความเป็นมาของบรรดานักกวีแห่งเจียซิงนัก เพียงเห็นขบวนการเช่นนั้นก็รู้ว่าไม่ธรรมดา ข้างเรือมีคนงานที่ติดตามโหลวซูหว่านมา พูดถึงชื่อเสียงของเหวินตู้ชิง ว่ากลอนของเขาเป็นอย่างไร หรือชื่อเสียงของตู๋รั่วหานที่เลื่องลือทั้งเจียซิงและหางโจว รวมทั้งพูดถึงคุณหนูของตน และเรื่องของหลินถิงจือด้วย เดิมทีคนงานเหล่านี้ก็ไม่เห็นหลินถิงจืออยู่ในสายตานัก แต่เมื่อพูดออกมา กลับทำให้คนอื่นฟังแล้วเห็นว่าเขาก็เป็นกวีใหญ่คนหนึ่งเหมือนกัน บังเอิญมีคนงานตระกูลซูชื่อตงจู้ยืนฟังอยู่ ก็แสดงท่าทีไม่เห็นด้วย

“แล้วอย่างไรเล่า คุณชายของพวกเรามิใช่คนที่ใครจะเทียบได้หรอก ชื่อเสียงของเขานั้น ทั้งเจียงหนิงมีผู้ใดไม่รู้จัก ถึงแม้แต่เสนาบดีใหญ่ในเมืองหลวงยังเคยเชิญเขาเข้าเมือง เขาก็ไม่ไป”

“โกหกสิ”

“เสนาบดีใหญ่รึ?”

“เอ่อ…ก็ประมาณตำแหน่งใหญ่เทียบเท่าเสนาบดีนั่นแหละ”

ความจริงเรื่องนี้ตงจู้ก็ไม่มั่นใจนัก เพียงแต่ได้ยินเสี่ยวฉานกับเจวียนเอ๋อร์พูดกันเล็กน้อย ว่าเคยมีขุนนางใหญ่เชิญคุณชายเข้าราชสำนักแต่เขาไม่ไป เขาเองก็นึกไม่ออกว่าขุนนางใหญ่ระดับเสนาบดีเป็นอย่างไร ครั้นถูกซักถามจึงเริ่มไม่มั่นใจ แต่ปากก็ยังยืนยันแข็งขัน

ความจริงเสี่ยวฉานกับเจวียนเอ๋อร์ก็ไม่ชัดเจนมากนัก เรื่องนี้หนิงอี้เคยพูดเล่าเพียงคร่าวๆ เกี่ยวกับฉินซื่อหยวนซึ่งกำลังจะเข้าเมืองหลวง ตำแหน่งก็ยังไม่แน่นอน พูดถึงเพียงตำแหน่งเสนาบดีเหนือเหล่าเสนาบดีทั้งหกกรมหรือเสนาบดีฝ่ายซ้ายฝ่ายขวาเท่านั้น บรรดาสาวใช้แม้จะรู้เรื่องราวมากมาย แต่เรื่องการเมืองการปกครองนี้ก็ยังเป็นสิ่งที่ยากจะเข้าใจถ่องแท้

สามีของโหลวซูหว่านก็เป็นบุตรเขยเช่นกัน บรรดาคนงานจึงเอามาเปรียบเทียบกับหนิงอี้ พอขึ้นเรือมาเห็นสถานการณ์คล้ายคลึงกัน ก็ยิ่งเอามาคิดเทียบเคียง ที่พูดจากปากตงจู้ทำให้พวกเขาสั่นสะเทือนอยู่บ้าง แต่ในใจก็ยังไม่เชื่อสนิท ปากว่ากันไปมา ตงจู้ก็ยกตัวอย่างเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นกับคุณชาย แต่ก็ยังไม่หนักแน่นพอ อย่างไรก็ดี บรรดาคนอื่นก็ช่วยเสริมเรื่องราวที่เคยได้ยินมาเกี่ยวกับเขา

แม้คำพูดจากบรรดาสตรีเด็กๆ และคนงานจะไม่ได้ยกหนิงอี้ขึ้นสูงถึงขั้น “เป็นขุนนางใหญ่” แต่ก็ช่วยขีดเขียนภาพลักษณ์ความเก่งกาจของเขาออกมาอย่างคร่าวๆ

กลางคืนฤดูร้อน แสงไฟจากที่ไกลเผยให้เห็นโครงร่างเมืองเจียซิง อีกด้านบนถนนเลียบป่าริมน้ำยังมีคนและรถม้าสัญจร แสงไฟทอดเป็นเส้นทางง่ายๆ ผู้คนบนเรือก็พูดคุยเรื่อยเปื่อยระหว่างรอเวลา เด็กๆ ถามว่าผู้ใหญ่ที่ไปนั้นจะกลับเมื่อใด พวกสตรีก็ตอบอย่างมั่นใจว่างานเลี้ยงเช่นนี้คงลากไปจนดึกดื่น แต่ยังไม่ทันขาดคำ แสงโคมจากทางไกลก็ส่องมา เห็นแสงไฟเคลื่อนมาในเงาหลิวริมตลิ่ง คนที่มาไม่ใช่ใครอื่น ก็คือหนิงอี้กับซูถานเอ๋อร์นั่นเอง ข้างหน้าคือซิ่งเอ๋อร์หิ้วโคมเดินนำ เสี่ยวฉานถือพัดกลม บางคราวก็วิ่งเล่นเล็กน้อยตามทาง ขับไล่หิ่งห้อยที่บินไปมา พร้อมเสียงหัวเราะเบาๆ ที่ดังมาแต่ไกล

แท้จริงแล้วพวกเขาเพียงกินอาหารเสร็จแล้วเดินเล่นกลับมาเท่านั้น พอขึ้นเรือก็พลันคึกคักทันที เจวียนเอ๋อร์ยังหอบอาหารบางส่วนที่ห่อมาด้วยให้ทุกคนได้ลิ้มรส

“รสปลานับว่าดีทีเดียว ไม่เหมือนรสชาติที่เจียงหนิง สักครู่จัดกับข้าวขึ้นมาให้ทุกคนลองชิมกัน”

คราวนี้กลับมาเพียงหนิงอี้ ซูถานเอ๋อร์ สามสาวใช้ กับคนดูแลบัญชีและเถ้าแก่ ส่วนซูเหวินติ้งกับซูเหวินฟางยังอยู่ที่เรือโน้นตามความชอบ เพราะทั้งคู่หลงใหลงานกวีนัก หนิงอี้กับซูถานเอ๋อร์เองก็ปล่อยให้พวกเขาอยู่ต่อ อีกทั้งโหลวซูหว่านกับหลินถิงจือก็ยังอยู่เช่นกัน จะว่าไป พอหนิงอี้กับซูถานเอ๋อร์ลุกขึ้นกลับหลังเสร็จสิ้นมื้อ โหลวซูหว่านก็แสดงสีหน้าประหลาดใจอยู่ไม่น้อย

แท้จริงแล้วการถูกเชิญครั้งนี้ แม้จะบอกว่าเป็นการเลี้ยงต้อนรับเพื่อนเก่า แต่บรรดาผู้ร่วมโต๊ะหาได้มีแต่เรื่องสุราและอาหารไม่ ในสายตาของกวีแห่งเจียงหนาน หลินถิงจือขึ้นชื่อว่าเจ้าสำราญ แม้กลอนกวีจะดี แต่ความเจ้าชู้ยิ่งเลื่องชื่อ ส่วนเรื่องโหลวซูหว่าน พวกเขารู้น้อยนัก ทว่าเพราะคำบอกเล่าของหลินถิงจือ และท่าทีคลุมเครือของคนรู้จัก ก็พอจะเข้าใจได้บ้างว่านางคือใคร

หญิงแข็งกร้าว สามีก็เป็นบุตรเขย ครอบครัวมั่งคั่ง นางงดงามนัก บางทีหลินถิงจือก็อาจเป็นแขกในเรือนนางแล้ว อีกทั้งสตรีจากต่างเมืองอย่างซูถานเอ๋อร์ ก็ดูมีภูมิหลังคล้ายกัน ทั้งหมดจึงเห็นว่าคงไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงสามีมากนัก แถบซูหางเดิมทีเป็นถิ่นเสน่หา การพูดคุยเรื่องบุรุษสตรีในกรอบทฤษฎีจารีตก็ถือเป็นรสนิยม บนเรือสำราญ ภายใต้แสงตะเกียงกลอนกวีและการเกี้ยวพาราสีเป็นส่วนหนึ่งของความเจ้าสำราญอยู่แล้ว ฝ่ายตรงข้ามเป็นเพียงภรรยาตระกูลพ่อค้า จึงไม่ต้องถือสานัก ที่แท้ทั้งหมดก็เพียงเชิญหลินถิงจือเป็นข้ออ้าง รวมคนมาดื่มกิน พูดคุยตามธรรมเนียมการเลี้ยงรับรอง

แน่นอน หากผู้ถูกเชิญเกิดคิดอะไรขึ้นจริง หลังจากนั้นต่างฝ่ายยินยอม ก็เป็นเพียงต้องนับถือว่าเป็นความสามารถของเขาอีกเรื่องหนึ่ง และก็จะกลายเป็นเกร็ดเจ้าสำราญให้เล่าขานต่อไป

แม้เชิญมาบนเรือหอนางโลมอาจดูหุนหันบ้าง แต่หนึ่งก็เพราะเชิญหลินถิงจือเป็นหลัก สองคืออาหารที่นี่เลื่องชื่อจริง ซูถานเอ๋อร์ในฐานะภรรยาก็อาจปฏิเสธได้ แต่เมื่อโหลวซูหว่านเอ่ยปาก หนิงอี้ก็ไม่อยากทำให้เสียบรรยากาศ เมื่อไปถึงก็เพียงคุยเล็กน้อยก็พอเข้าใจสถานการณ์ จึงนั่งกินอาหารอย่างสบายใจ พอเสร็จมื้อก็ลุกกลับก่อนที่เหล่ากวีจะเริ่มคลั่งไคล้กลอนมากไป และยังห่ออาหารกลับมาอีกด้วย

โหลวซูหว่านออกจะประหลาดใจ นางเชิญซูถานเอ๋อร์กับหนิงอี้มาครั้งนี้ ใจจริงซับซ้อนอยู่มาก ทั้งเพื่ออวดเครือข่ายกว้างขวางของตระกูลโหลว อีกทั้งนางเห็นว่าตนกับซูถานเอ๋อร์มีชะตาใกล้เคียงกัน แต่เรื่องของนางกับหลินถิงจือไม่อาจพูดออกมาได้ เมื่อหลินถิงจือได้หน้า นางก็อยากให้ซูถานเอ๋อร์เห็นถึงเสน่ห์และเกียรติยศของพวกบัณฑิตเหล่านี้ ในนางเห็นว่า ซูถานเอ๋อร์แต่งกับบัณฑิตที่ไม่น่าไว้ใจ ย่อมอดเปรียบเทียบไม่ได้ หากนางมีใจไหวหวั่นสักนิด วันหนึ่งรู้ความจริงเรื่องนาง อย่างน้อยก็จะรู้สึกชื่นชมและอิจฉา มิใช่ดูถูกเหยียดหยาม

แต่นางเชิญแล้ว ซูถานเอ๋อร์กลับปฏิเสธอย่างอ่อนโยนด้วยคำไม่กี่ประโยค แม้น้ำเสียงสุภาพแต่ชัดเจน โหลวซูหว่านเองก็คิดจะกลับพร้อมกัน แต่เมื่อเห็นหนิงอี้กับซูถานเอ๋อร์เดินจากไปอย่างเบาสบาย หากตามไปก็ยิ่งดูโดดเดี่ยวไปถนัดตา

ใจหนึ่งคิดว่าซูถานเอ๋อร์ก็คงอยากอยู่ เพียงแต่มีสามีอยู่ด้วยก็เลยระวังรักษาขอบเขต นางเองในอดีตก็เคยคิดเช่นนี้ อยากรักษาหน้าตาคู่ครองให้อยู่กันพอได้ ต่างคนต่างอยู่เรียบง่าย จนสุดท้ายเมื่อสามีแสดงความไร้ค่า นางก็เบื่อหน่ายลงเรื่อยๆ ครานี้นางจึงอ้างว่ามีบางคนในนั้นรู้จักกับตระกูลโหลว เลยอยู่ต่อ ส่วนซูเหวินติ้งกับซูเหวินฟางก็อยู่ด้วย ทำให้นางรู้สึกยังคงมีหน้าอยู่บ้าง

ฝ่ายหนิงอี้กับซูถานเอ๋อร์กลับเรือแล้ว ก็จุดไฟที่หัวเรือ ตั้งโต๊ะนั่งรับลม เย็นสบาย ระยะทางยังห่างจากเจียซิงอยู่พอสมควร หนิงอี้เองก็ไม่คิดจะเข้าเมืองเที่ยวอีก สั่งให้คนดูแลบัญชี และเถ้าแก่ตามสบาย หากอยากพาครอบครัวเที่ยวก็ได้ เขานั่งกับซูถานเอ๋อร์ที่หัวเรือ เสี่ยวฉานกับอีกสองสาวถือผลไม้ขึ้นมาวาง มองหิ่งห้อยที่โบยบินไปมา ชวนให้นึกถึงวัยเด็กในชนบทเพียงแต่ยุงรบกวนไม่น้อย จึงต้องจุดใบไม้ไล่ยุงไว้ และพากันนั่งพัด

“จะน่าเบื่อไปบ้างหรือไม่? พวกเจ้าอยากไปเดินตลาดกันหรือ?”

หนิงอี้เอียงศีรษะถามขึ้น ซูถานเอ๋อร์ก็ยิ้มพลางส่ายหน้า “ไม่หรอก”

สามสาวใช้เรียงกันนั่งตรงหัวเรือ มองฝูงหิ่งห้อยบินว่อน เจวียนเอ๋อร์หันกลับมาเอ่ยว่า “ทิวทัศน์ที่นี่งดงามนักเจ้าค่ะ”

ครู่หนึ่งผ่านไป ซูถานเอ๋อร์ก็เอ่ยเบาๆ “แสงเทียนเงินเย็นเฉียบส่องหน้าต่าวง ผ้าโปร่งบางกับพัดน้อยโบกไล่ฝูงหิ่งห้อย ฟากฟ้าราตรีเย็นดุจสายน้ำ เอนกายมองดวงดาวคู่รักหนุ่มเลี้ยงวัวกับสาวทอผ้า… ช่างคล้ายกันอยู่บ้างทีเดียว” จริงอยู่ที่บทกลอนนี้กล่าวถึงเทศกาลชีซี แต่นี่เพียงปลายเดือนสี่ ต้นฤดูร้อน จะให้ถือว่าตรงตามฤดูกาลก็มิใช่ แต่พอมีวรรคสองวรรคคล้องเข้ากับทิวทัศน์ หนิงอี้ก็พยักหน้ารับด้วยความยินดี แต่เดิมซูถานเอ๋อร์ชื่นชอบกลอนกวี เวลาว่างก็มักหยิบขึ้นมาอ่านออกเสียงอยู่เสมอ ทว่าหลังจากรู้ว่าสามีตนคือ “กวีเอก” กลับไม่ค่อยเอ่ยถึงนักอีกแล้ว คงเพราะความลึกลับสูงส่งของบทกวีในใจนางได้ลดลงบ้าง

ไกลออกไปยังเห็นแสงไฟจากเรือสำราญลำอื่น อีกไม่กี่อึดใจ ก็มีเรือบรรทุกสินค้าล่องขึ้นเหนือจนเกิดคลื่นกระเซ็นไปตามรัตติกาล ซูถานเอ๋อร์คงนึกถึงเรือที่โหลวซูหว่านและพวกอยู่ จึงหัวเราะเบาๆ เอ่ยว่า “แท้จริงแล้วโหลวซูหว่านก็ดูถูกสามีอยู่บ้าง”

หนิงอี้ยิ้ม ไม่รับไม่ปฏิเสธ “สามีของนางก็เป็นเขยเหมือนกัน”

“เกรงว่าจะอยู่กินไม่ราบรื่นนัก”

“เช่นเราทั้งสองที่อยู่ร่วมกันได้ดีเยี่ยงนี้ เกรงว่าหาได้น้อยนัก”

คำพูดของหนิงอี้ออกจะโอ้อวดอยู่บ้าง แต่ซูถานเอ๋อร์กลับเห็นว่าคือความจริง จึงหัวเราะ “อาจเพราะสามีเป็นคนประหลาดกระมัง หากเป็นสามีภรรยาทั่วไป เกรงว่าจะหายากนักที่เป็นเช่นนี้” นางครุ่นคิด ก่อนกล่าวต่อ “อยากให้การค้าของเราที่หางโจวราบรื่น ตระกูลโหลวย่อมเป็นกำลังหนุนสำคัญ ดังนั้น…”

“เจ้าคิดมากไปหน่อย เช่นนี้ต่อไปก็ยากจะทำการค้าได้หรอก”

“ก็ยังอดคิดมิได้อยู่บ้าง แต่…พอคิดว่าหากวันใดพวกนางได้รู้ความจริงเรื่องฐานะของสามี ข้าก็…ฮ่าๆ ใจหนึ่งก็พลันรู้สึกเจ้าเล่ห์ขึ้นมา ส่วนคนพวกนั้นเมื่อครู่นี้…” นางสะบัดพัดในมือปัดควันเบื้องหน้า ก่อนเกลี่ยปอยผมที่แก้ม “ก็น่าแปลกใจอยู่ กลอนของสามีมิใช่เลื่องลือถึงซูหางแล้วหรือ เหตุใดพอมีผู้เอ่ยถึงกลับมิได้สะทกสะท้านอันใด?”

หนิงอี้หัวเราะ “กลอนกวีน้อยไปหน่อย อีกทั้ง…อยู่ห่างไกล ข่าวสารย่อมมิได้รวดเร็ว พวกเขาอาจเคยได้ยินชื่อหนิงหลี่เหิง แต่ฐานะเป็นเช่นไร มีกี่ภรรยา กี่พี่น้อง หน้าตาเป็นอย่างไร เป็นคนพิการหรือไม่ มีผู้ใดจะล่วงรู้ได้ ถึงได้พูดเล่ากันไปต่างๆ บ้างก็บอกว่าหนิงหลี่เหิงสูงแปดฉื่อ รอบเอวก็แปดฉื่อ…ถึงตรงนี้ ใครจะรู้ว่าภาพในใจของพวกเขาเป็นเช่นไร คราก่อนเหล่าบัณฑิตเมืองหลวงมาที่เจียงหนิง ยังลือกันว่าข้าเที่ยวหอนางโลม หยอกเย้าสตรีไปทั่ว บ้างก็ว่าข้าอายุสี่ห้าสิบแล้ว สุขุมมั่นคงอีกต่างหาก รูปแบบเช่นนี้ดูเหมือนน่าเชื่อถือกว่าด้วยซ้ำ”

“ก็แม่นางหลี่เพื่อนเล่นสมัยเด็กของท่านกระมัง” ซูถานเอ๋อร์เย้า แล้วรีบใช้พัดบังปากแก้คำ “โอ๊ะ ใช่สิ แม่นางหวัง”

“เจ้ากลับจำแม่นเชียว”

“ก็ในเมื่อเป็นเพื่อนเล่นของท่านสามี หากนางโปรดปรานท่านจนมีโอกาสเข้ามาในตระกูลเรา ข้าในฐานะพี่สาว ย่อมต้องจำแซ่ของนางให้ดี”

“ช่างเป็นภรรยาที่ประเสริฐจริงๆ…”

หนิงอี้พึมพำเบาๆ จากนั้นทั้งสองก็คุยกันถึงรสชาติปลาบนเรือเมื่อครู่ เรื่องที่พวกนักกวีนั้นไม่รู้ชื่อเสียงแท้จริงของหนิงอี้ แถมทำท่าทางโอหังประหนึ่งบุตรแห่งสวรรค์ ซูถานเอ๋อร์ก็ยังรู้สึกขุ่นใจเล็กน้อย โหลวซูหว่านเองก็ไม่รู้ หลินถิงจือก็ไม่รู้หรือมิใช่ว่าไม่รู้ แต่เป็นเพราะไม่คิดถึงหรือไม่กล้าคิด ขณะกำลังสนทนา ก็มีเสียงหัวเราะดังเข้ามา เป็นซูเหวินติ้งกับซูเหวินฟางที่กลับมาแล้ว ทั้งสองดูเหมือนประสบเหตุการณ์สนุกสนานมา ใบหน้าชื่นบาน พอขึ้นเรือก็ถามหาพี่สาวพี่เขย รีบตรงไปที่หัวเรือ

“เรื่องใดกัน ถึงได้ดีใจเช่นนี้?” ซูถานเอ๋อร์มองดูพวกเขา แล้วหันไปดูข้างหลัง “แล้วโหลวซูหว่านกับคนอื่นๆ เล่า?”

หนิงอี้หัวเราะ “คงแต่งกลอนยอดเยี่ยมจนสะเทือนทั้งเรือกระมัง เช่นนี้ไม่ดีแล้ว พวกเจ้ามาถึงเจียซิงก็คลั่งไคล้กลอนเช่นนี้ มันทำลายบรรยากาศแล้วนะ”

สองพี่น้องรีบโบกมือหัวเราะ “ไม่ใช่ ไม่ได้แต่งกลอนหรอก คุณหนูตระกูลโหลวกับชู้รักยังอยู่ข้างหลัง แต่ก็คงใกล้กลับมาแล้ว”

“อย่าเอ่ยถึงคนอื่นเช่นนั้น!” ซูถานเอ๋อร์ถลึงตาใส่ ญาติผู้น้องทั้งสองหัวเราะต่อ ซูเหวินฟางเอ่ยว่า “พวกเราไม่ได้แต่งกลอน ไม่ทันการหรอก แต่พวกเขานั่นสิแต่งไปหลายบท หลังจากนั้นก็ปรึกษากันเรื่องหนึ่ง แล้วก็หันมาถามพวกเรา จากนั้นจึงได้รู้ฐานะที่แท้จริงของพี่เขย พวกท่านไม่ได้เห็นสีหน้าพวกเขาตอนอึดอัดหรอก แม่นางชิงเอ๋อร์นั่น…ฮ่าๆ ไม่ว่ากลอนพวกเราจะไม่เก่ง แต่เพียงเพื่ออธิบายเรื่องพี่เขยนี่แหละ อธิบายเสร็จก็ขอตัวกลับทันที ฮ่าๆ ไม่รู้ว่าตอนนี้พวกเขาจะตามมาท้าทายพี่เขยหรือไม่ แต่โหลวซูหว่านกับหลินถิงจือคงจะใกล้แล้ว…”

ซูเหวิน้ติงกับซูเหวินฟางหัวเราะไม่หยุด หนิงอี้ได้ฟังก็หัวเราะทั้งเหนื่อยใจ ซูถานเอ๋อร์กลับยิ่งสนใจ กระพริบตา “เรื่องราวเป็นเช่นไรเล่า เล่ามาให้ฟังที…”

สามสาวใช้เสี่ยวฉาน เจวียนเอ๋อร์ และซิ่งเอ๋อร์ ก็พากันเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ รีบช่วยหาที่นั่งให้สองพี่น้องนั่งเล่าสบายๆ

หิ่งห้อยโบยบิน แสงราตรีค่อยเข้มขึ้น ไม่นานนัก โหลวซูหว่านกับหลินถิงจือและคณะก็ตามกลับมา…

………………….

จบบทที่ ตอนที่ 202 แสงพราวระยับโบยบิน

คัดลอกลิงก์แล้ว