- หน้าแรก
- สามีข้าคือวีรบุรุษ
- ตอนที่ 165 การปะทะโดยไม่ทันตั้งตัว
ตอนที่ 165 การปะทะโดยไม่ทันตั้งตัว
ตอนที่ 165 การปะทะโดยไม่ทันตั้งตัว
ตอนที่ 165 การปะทะโดยไม่ทันตั้งตัว
เมื่อหนิงอี้สะพายห่อผ้ายาวออกจากห้องมา เสียงเครื่องดนตรีในห้องโถงยังคงบรรเลงอยู่ ไม่ปรากฏวี่แววของความวุ่นวายหรือความโกลาหลใด ๆ
บทสนทนาที่ได้ยินมาก่อนหน้านั้นมีเพียงประโยคไม่กี่ประโยค เขาเองก็ไม่แน่ใจว่าคนพวกนั้นพูดถึงฉินซื่อหยวนจริงหรือไม่ และพวกเขาจะก่อเรื่องอันไม่พึงประสงค์ขึ้นหรือเปล่า เขาอาจจะคิดไปเอง หรือฟังผิดไปก็ได้
เขาเองก็หวังให้เป็นอย่างนั้น ร้านจู้จี้เพิ่งเปิดใหม่ ยังไม่อาจรองรับปัญหายุ่งยากมากมาย อีกทั้งชีวิตช่วงนี้ก็สงบสุขมาพักใหญ่ ความสงสัยในใจของเขาจึงดูจะเกินเหตุไปเล็กน้อย ทว่า คนพวกนั้นกลับทำให้เขารู้สึกไม่สู้ดี ไม่กลัวเกิดเรื่องมากมาย แต่กลัวเพียงหนึ่งเรื่องที่เกิดขึ้นจริง
ขณะเดินผ่านมุมระเบียง ประตูห้องด้านหน้าก็เปิดออกอีกครั้ง มีคนกลุ่มหนึ่งเดินออกมา มุ่งหน้าไปยังชานระเบียงด้านนอก ทั้งหมดมีห้าคน นอกจากชายร่างใหญ่ที่หนิงอี้เห็นมาก่อนแล้ว ยังมีชายร่างผอมสูงกับคุณชายอีกคน และอีกสองคนที่ล้วนตัวสูงใหญ่ ทั้งคู่สวมเสื้อคลุมขนสัตว์แต่งกายแบบนักเดินทาง หนึ่งในนั้นมีแผลเป็นบนใบหน้า อีกคนร่างท้วมเล็กน้อยแต่ก็ดูกำยำเช่นกัน
ทั้งห้าดูเหมือนเป็นนักเดินทางหรือนักเลงหัวไม้ที่เดินทางไปทั่ว พวกเขาเหลือบมองหนิงอี้ครู่หนึ่งแต่ก็ไม่ได้สนใจ
บริเวณชานระเบียงมีคนยืนอยู่พอสมควร ทั้งลูกค้าทั่วไปและเด็กในร้านที่เดินขวักไขว่ ซ่งเชียนยืนอยู่ใกล้บันไดตามที่หนิงอี้สั่ง มือกำลังแกะเมล็ดแตงอย่างใจเย็น ห้าคนนั้นเดินออกมาจากระเบียงชั้นสอง และยืนอยู่บนชานระเบียงที่สามารถมองลงไปยังห้องโถงได้ กวาดตามองไปรอบ ๆ หนิงอี้เดินตามหลังพวกเขาออกมา แล้วส่งสัญญาณตาให้ซ่งเชียนว่า คนเหล่านี้คือตัวปัญหาที่ต้องเฝ้าระวัง
เด็กในร้านคนหนึ่งถือถาดน้ำชาเดินผ่าน หนิงอี้เบี่ยงตัวไปทางราวระเบียง ชนกับชายผอมสูงเล็กน้อย เขายิ้มแล้วพูดว่า “ขออภัย ขออภัย” ชายผอมเหลือบตามองเขาแวบหนึ่ง แล้วขยับตัวหลีกไป ส่วนคุณชายที่กำลังพูดกับสหายก็หยุดพูดเมื่อเห็นมีคนมาใกล้ และเมื่อเขาเดินผ่านไปแล้วจึงก้มหน้ากลับไปพูดต่อ
เมื่อเดินผ่านซ่งเชียน หนิงอี้จึงลงบันไดไป ขณะที่อวิ๋นจูกับผู้อาวุโสฉินนั่งอยู่ที่โต๊ะห่างออกไป เขาไม่อยากดึงดูดความสนใจของทั้งสอง จึงไม่ให้พวกเขาเห็น เขาเบียดตัวเข้าไปในฝูงชน หันกลับไปมองอีกครั้ง บนชานระเบียงนั้น ห้าคนนั้นยังยืนอยู่ริมราวกั้น มองลงไปด้านล่างและคุยกันด้วยสีหน้าขรึมเครียด
ในห้องโถงอันคึกคัก ผู้คนเดินขวักไขว่ เสียงดนตรีเบา ๆ ชวนให้ผ่อนคลาย ไม่มีวี่แววว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น ชายชราผู้อยู่ในสายตาคือผู้อาวุโสฉิน ผู้ซึ่งแสดงตนไม่ข้องแวะกับโลกมานาน เพิ่งจะเริ่มมีความเคลื่อนไหวในชีวิตอีกครั้ง วันนี้ก็มาที่ร้านใหม่เพียงเพื่อจะมานั่งพักผ่อนเท่านั้น หนิงอี้สูดลมหายใจเข้า รู้สึกจับต้นชนปลายในใจไม่ถูก เขามองหาใครสักคนที่รู้จัก แต่คนงานในร้านนี้เขาก็ยังไม่รู้จักมากนัก
ผ่านไปพักใหญ่ จึงหาตัวเด็กในร้านคนหนึ่งเจอ แล้วพาไปพูดคุยในมุมหนึ่ง ยังพูดไม่ทันจบ กลับเห็นเยวี่ยนจิ่นเอ๋อร์ที่สวมผ้าปิดหน้า กำลังยืนอยู่ที่หน้าต่างใกล้กำแพง มองเขาอยู่ ก่อนจะเดินเข้ามาใกล้พร้อมกับรอยยิ้ม
“หนิงอี้ เจ้าทำอะไรอยู่น่ะ เห็นพี่หญิงอวิ๋นจูไหม?”
“เห็นแล้ว”
“อืม นางอยู่ตรงนั้นน่ะ” จิ่นเอ๋อร์ชี้ผ่านฝูงชนไปทางอวิ๋นจู๋ “ผู้อาวุโสฉินก็มาด้วยนะ เขามีตำแหน่งสูงมากเลยใช่ไหม?”
“ก็...ถือว่าใช่” หนิงอี้มองนางด้วยความสงสัย “มีเรื่องอะไร?”
“ไม่มีหรอก” เยวี่ยนจิ่นเอ๋อร์ดูเหมือนมีบางอย่างในใจ แต่กลับส่ายหน้าพร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ นางถึงมีเรื่องก็อาจไม่ใช่เรื่องใหญ่โตนัก หนิงอี้หันไปมองด้านข้างทันใดก็ขมวดคิ้ว ห้าคนนั้นดูเหมือนตกลงอะไรกันเรียบร้อยแล้ว หนึ่งในนั้นพยักหน้า แล้วเริ่มเดินมาทางบันได ส่วนคุณชายยังคงชี้สั่งคนที่เหลือต่อ บริเวณบันได ซ่งเชียนก็หันมามองทางหนิงอี้
ด้านหลัง เยวี่ยนจิ่นเอ๋อร์ถามว่า “เจ้าจะให้เจิ้งเฉวียนช่วยอะไรหรือ…” เจิ้งเฉวียนก็คือเด็กในร้านที่หนิงอี้เรียกมา
หนิงอี้เบนศีรษะอย่างรวดเร็ว ส่งสัญญาณให้เจิ้งเฉวียน “ไปกันชายสูงหน้าเป็นแผลคนนั้นไว้หน่อย จำไว้นะ ต้องขอโทษเขาด้วย” แล้วก็ส่งสายตาให้ซ่งเชียนอีกครั้ง
ซ่งเชียนยืนอยู่ตรงบันไดพอดี เขาจึงหมุนตัวลงไปก่อน ส่วนชายหน้าแผลก็ลงตามมาเช่นกัน ระหว่างทาง เจิ้งเฉวียนที่ถือถาดน้ำชาก็เดินสวนขึ้นมา ทั้งสองเบี่ยงซ้ายทีขวาที แล้วก็ชนกันจนของบนถาดหกกระจาย
เป็นเพียงเหตุการณ์เล็ก ๆ เจิ้งเฉวียนรีบขอโทษ แล้วใช้ผ้าเช็ดน้ำชาที่เปื้อนบนเสื้อของชายหน้าแผล ชายผู้นั้นมองเข้าไปในห้องโถงด้วยความหงุดหงิด พยายามจะเดินต่อ แต่เจิ้งเฉวียนก็ขวางไว้อีกหลายครั้ง พวกที่อยู่ด้านบนก็เห็นความวุ่นวายบนบันได แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจมากนัก ที่เวทีด้านหน้าในเวลานั้น หญิงนักร้องที่เชิญมาร้องเพลง “บทเพลงพิผา” ถึงท่อน “น้ำพุเย็นยะเยือกสายพิณเงียบงัน เสียงพลันขาดตอนเงียบสงัด” เพลงพลันชะงักแผ่วเบา สายตากวาดมองทั่วห้องโถง
หน้าโต๊ะด้านหน้า ซ่งเชียนสนทนากับผู้อาวุโสฉินแล้ว คว้าแขนเขาไว้ ลุกขึ้นจะพาเดินออกไป และหันกลับไปมองทางระเบียงชั้นบน พลางเดินออกไปอย่างรวดเร็ว บนชานระเบียง ชายร่างใหญ่ที่สุดลุกตัวขึ้นตรง มือที่จับราวไม้แน่นจนราวนั้นแยกออกเสียงดัง
หนิงอี้ที่ยืนอยู่มุมหนึ่งสูดลมหายใจลึก ด้านหลังจิ่นเอ๋อร์ร้องเบา ๆ ด้วยความตกใจ แต่ไม่รู้ว่านางพูดอะไร ในห้องโถง เสียงพิณสั่นสะท้านด้วยแรงอารมณ์
เสียงร้องเปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน ร้องว่า “ขวดเงินแตกพลัน น้ำสาดกระเซ็น ทหารม้าทะลวง เสียงกระบี่หอกประจัญหน้า...”
ทางด้านซ่งเชียนกับผู้อาวุุโสฉินกำลังฝ่าฝูงชนออกไป หญิงสาวในชุดกระโปรงขาวสะอาดอย่างอวิ๋นจูยังไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ลุกขึ้นด้วยความสับสน กวาดตามองไปรอบ ๆ บนบันได เด็กในร้านชื่อเจิ้งเฉวียน “อ๊ะ” ร้องลั่นก่อนกลิ้งตกลงมา เวลานั้นยังไม่มีใครสังเกตเห็นเหตุการณ์มากนัก มีเพียงหนิงอี้ที่ถอยกลับหนึ่งก้าวพร้อมสบถ “บ้าเอ๊ย...”
ชายหน้าแผลพุ่งทะยานลงจากบันได ชายผอมสูงและชายอ้วนใหญ่ที่อยู่ข้างคุณชายก็กระโดดพุ่งออกไปสองด้าน แต่ละคนต่างมุ่งไปยังบันไดที่อยู่ด้านหน้า ความสงสัยในใจของนิงอี้ถูกยืนยันในตอนนั้น จิ่นเอ๋อร์ที่อยู่ด้านหลังไม่รู้ว่าเห็นอะไร ตะลึงพูดว่า “มาจริง ๆ...มาจริง ๆ ...” หนิงอี้เพียงแค่กล่าวเสียงต่ำว่า
“รีบหาที่ซ่อนเดี๋ยวนี้!”
เขายังพูดไม่ทันจบ เสียง “โครม!” ก็ดังสนั่นขึ้นกลางห้องโถง ใต้ชานระเบียง โต๊ะหนึ่งระเบิดขึ้นอย่างฉับพลัน สิ่งของต่าง ๆ ปลิวว่อนในฝุ่นควัน ผู้คนที่นั่งอยู่รอบโต๊ะล้มกระเด็นไปคนละทิศละทาง มีบางสิ่งลอยผ่านกลางห้องโถง พุ่งตรงไปทางที่ผู้อาวุโสฉินกับซ่งเชียนอยู่ แม้พลาดเป้าไปเล็กน้อย แต่กลับกระแทกโดนบุรุษผู้หนึ่งที่นั่งอยู่ด้านข้าง จนกลิ้งไถลไปบนพื้นไกลกว่าสองวา
แทบไม่มีใครทันตั้งตัวว่าเกิดอะไรขึ้น บนเวทีเสียงร้องเพลงยังคงดำเนินต่อไป มีเพียงหนิงอี้ที่จับตาดูอยู่ก่อนแล้วเท่านั้นที่พอจะเข้าใจเหตุการณ์โดยรวม เวลานั้นชายหน้าแผลได้พุ่งลงมาท่ามกลางฝูงชน ชายผอมสูงกับชายท้วมกำยำก็พุ่งลงบันไดอีกสองฝั่ง ส่วนชายร่างใหญ่ที่สุดที่อยู่ข้างคุณชาย ได้เตะราวระเบียงจนขาด จากนั้นก็เหวี่ยงชิ้นราวลงไปทางซ่งเชียน ก่อนจะกระโดดลงจากชั้นสอง พุ่งลงมาทับโต๊ะแปดเซียนเบื้องล่างจนแหลกเป็นเสี่ยง
มีคนถูกกระแทกกระเด็นออกไป
เสียงกรีดร้อง ดังขึ้นในตอนนี้เอง
ในสถานการณ์อันวุ่นวายเช่นนี้ แทบไม่มีใครสามารถเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นในทันที ผู้คนเบียดเสียดในห้องโถงที่แออัดอยู่แล้ว เมื่อเกิดความโกลาหลก็ยิ่งดูแออัดอลหม่านเข้าไปอีก หากมองจากด้านบน จะเห็นร่องรอยการบุกฝ่าฝูงชนเป็นทางสี่เส้น คนทั้งสี่ที่ติดตามผู้อาวุโสออกไปล้วนเป็นชายร่างยักษ์จากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แม้แต่คนที่ดูผอมก็แค่เพราะสูงมากเท่านั้น ทุกคนพุ่งเข้าใส่เป้าหมายอย่างดุดันราวกับรถศึก มุ่งตรงไปยังซ่งเชียนและผู้อาวุโสฉินที่กำลังมุ่งหน้าไปยังประตู คนที่หลบไม่ทันถูกผลักล้มระเนระนาด โต๊ะเก้าอี้ก็ถูกเหยียบพังทลายตามทาง
“เจ้าโจรแซ่ฉิน! วันนี้ข้าจะเอาชีวิตเจ้าซะ!” เสียงตะโกนกึกก้องของชายร่างยักษ์ที่สุดดังก้องขึ้นในความวุ่นวาย
เสียงดนตรีหยุดลงทันที นักร้องบนเวทีมองภาพตรงหน้าอย่างตกตะลึง คุณชายที่ลงตามมาจากชั้นบน แม้แต่งกายงดงามกลับมีสีหน้าเหี้ยมเกรียมเช่นกัน ในมือดึงดาบออกมาก่อนจะพุ่งเข้าร่วมการลอบสังหาร เขาหันไปมองด้านข้างสักแวบหนึ่ง ก่อนจะจ้องไปทางซ่งเชียนกับผู้อาวุโสฉินไม่ละสายตา
กลางห้องโถงที่วุ่นวาย อวิ๋นจูซึ่งสวมชุดขาวยืนอยู่ข้างโต๊ะแปดเซียน ไม่เข้าใจเลยว่าเกิดอะไรขึ้น ทุกอย่างมันรวดเร็วเกินไป ไม่ไกลนัก ชายท้วมกำลังพุ่งเข้ามา โต๊ะเบื้องหน้าถูกพลิกกระเด็น กระแทกมือลั่นของนางจนเซ นางร้องออกมาเบา ๆ และเห็นมือใหญ่หนึ่งพุ่งตรงเข้ามา
เมื่ออยู่บนระเบียงก่อนหน้านี้ พวกคนเหล่านั้นจับตาดูผู้อาวุโสฉิน ก็ย่อมสังเกตเห็นสตรีที่นั่งร่วมโต๊ะกันด้วย ชายท้วมพุ่งมาเหมือนรถศึกย่อมเล็งเป้าไว้เรียบร้อย แขนเขายื่นออกจะคว้าคอของนาง ทว่าแรงดึงกระชากหนึ่งดึงร่างของนางออกไปด้านข้าง ขณะเดียวกัน ปลายกระบอกไม้ไผ่เล็ก ๆ ก็พุ่งผ่านข้างหูนางตรงไปยังใบหน้าของชายท้วม
หนิงอี้ใช้มือหนึ่งคว้าไหล่อวิ๋นจูไว้ ดึงนางออกไปด้านข้าง ส่วนอีกมือหนึ่งชูปืนพ่นไฟขึ้น ฟิวส์จุดชนวนในปลายกระบอกกำลังลุกลามเข้าไปในลำกล้อง
ดวงตาของชายท้วมเบิกกว้าง
เสียงระเบิดดังลั่น “ปัง!” กึกก้องหูแทบแตก
เปลวไฟระเบิดราวกับปีกผีเสื้อที่แผ่ออก ควันหนาโขมงพวยพุ่งล้อมร่างของคนไว้แทบมิด ขณะเดียวกัน เลือดสดและเศษเนื้อที่พุ่งกระจายออกจากอีกฟากของเปลวไฟ ราวกับพัดรูปพัดที่สมมาตร สาดกระจายโครมเข้าใส่ หนิงอี้กอดอวิ๋นจูไว้ในอ้อมแขน ร่างชายท้วมพุ่งทะลุควันผ่านข้างพวกเขาไปไกลถึงสี่ห้าวาก่อนล้มลงกระแทกเก้าอี้จนแตกกระจาย ศีรษะและลำคอของเขาถูกระเบิดจนเลือดสาดกระจาย ร่างกระตุกไม่หยุด
กลุ่มคนที่พุ่งลงมาจากด้านบน ล้วนเป็นคนที่มีฝีมือสูง เมื่อพวกเขาตัดสินใจลงมือ ก็แทบไม่มีใครหยุดยั้งได้ พุ่งมาอย่างโหดเหี้ยมและรวดเร็วที่สุด ไม่มีอะไรดูจะหยุดพวกเขาได้ ทว่าในขณะที่กำลังจะถึงจุดสุดยอดของการบุกโจมตี กลับถูกตอบโต้ด้วยการระเบิดที่โหดเหี้ยมยิ่งกว่า เห็นชัดว่าชายท้วมตายสนิท ส่วนชายหน้าแผลที่พุ่งเข้ามาใกล้ก็หยุดชะงักไปอึดใจหนึ่ง ก่อนจะคำรามแล้วพุ่งเข้ามาทางหนิงอี้
ในขณะเดียวกัน ชายร่างยักษ์ที่สุดที่พุ่งเร็วที่สุดก็เข้าใกล้ซ่งเชียนกับผู้อาวุโสฉินที่หน้าประตูแล้ว ตอนนี้พวกเขากำลังจะออกพ้นประตู ข้างนอกถนน กลับมีคนอีกกลุ่มใหญ่ไม่ต่ำกว่าห้าสิบคนกำลังพุ่งตรงมาที่ร้านจู้จี้
ม่รู้ว่าคนเหล่านี้มาจากที่ใด แต่ชัดเจนว่าไม่ได้มาดีแน่นอน
ตอนนี้...ข้างหน้าก็ไปต่อไม่ได้ ข้างหลังก็ถูกไล่ล่าเสียแล้ว…
………………….