- หน้าแรก
- สามีข้าคือวีรบุรุษ
- ตอนที่ 76 จิตดั่งพยัคฆ์ (ตอนสาม)
ตอนที่ 76 จิตดั่งพยัคฆ์ (ตอนสาม)
ตอนที่ 76 จิตดั่งพยัคฆ์ (ตอนสาม)
ตอนที่ 76 จิตดั่งพยัคฆ์ (ตอนสาม)
สายลมยามค่ำคืนหวีดหวิว ร่างของหยางเหิงยังคงลุกไหม้อยู่บนพื้น เปลวไฟสะท้อนแสงวูบไหวไปทั่วห้อง ภายในไหสุราที่แตกแล้ว สุรายังคงไหลรินอย่างช้าๆ มือที่เพิ่งดับไฟหมาดๆ ยังสั่นระริกอยู่ในความมืด สองสายตามองสบกัน กลับเห็นได้ว่าดวงตาของบัณฑิตผู้นั้นยังคงเย็นชาและเฉียบคมไม่เปลี่ยนแปลงตั้งแต่ต้นจนจบ
“บางครั้งก็เป็นอย่างนี้...” บัณฑิตหนุ่มกล่าวช้าๆ ทีละคำ “แค่ก้าวพลาด เจ้าก็ตายแล้ว”
ประโยคครึ่งหลังนั้น คือสิ่งที่เขาเพิ่งกล่าวเมื่อครู่ หยางอี้มองไปรอบตัว บุตรชายคนโตที่ถูกจับไว้จนใกล้ตาย คนในบ้านที่ไร้สัญญาณ ตลอดจนพี่ชายที่ตายไปต่อหน้าต่อตา ตลอดชีวิตที่ผ่านมา เขาเคยจับคนมาหลายสิบราย ไม่เคยเจอเรื่องแบบนี้เลย บัณฑิตอ่อนแอ บัณฑิตอ่อนแอ...แต่นัยน์ตาคู่นั้น ไม่ใช่ของบัณฑิตอ่อนแอเลย
แม้แต่ในสายตาของนักฆ่าผู้สิ้นหวัง เขายังไม่เคยเห็นสายตาอำมหิต เด็ดขาดเช่นนี้มาก่อน มือที่ยังคงสั่นระริก กับแววตาเย็นชานั้นหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว คนผู้นี้โหดเหี้ยมกับศัตรู แต่ที่น่ากลัวยิ่งกว่า...คือยังโหดเหี้ยมกับตัวเองถึงขีดสุด
เหมือนกับว่าเขาเผลอจับกระต่ายขาวกลับบ้านโดยไม่ทันระวัง พอเผลอเพียงครู่เดียว กระต่ายนั่นก็เผยเขี้ยวแหลมออกมา ก่อนไวพอจะรู้ตัว บ้านทั้งหลังก็ถูกทำลายจนพินาศ เมื่อตั้งสติได้อีกที สิ่งที่เห็นมีเพียงเลือดนองพื้น และตากระต่ายที่กลายเป็นสีแดงฉาน
เขากัดฟันแน่น “เอ้อร์หลาง” เสียงตะโกนดังกึกก้องทั่วกระท่อมลอยน้ำ ก้องไปทั่วท้องฟ้ายามราตรี แต่ไร้เสียงตอบกลับ ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาตะโกนอีกครั้ง “ท่านแม่” เสียงผ่านไป ไม่มีการตอบรับ เขาจ้องตาแดงก่ำหัวเราะออกมา แล้วตะโกนชื่อสุดท้าย “ต้าหลาง” จากนั้นก็ปล่อยหน้าไม้ในมือลงกับพื้น สายตาดุดันหันไปทางดาบเหล็กของหยางเหิงที่อยู่บนพื้น
“ข้าจะสับเจ้าเป็นชิ้นๆ…”
ฟันกัดแน่น คำพูดแต่ละคำเต็มไปด้วยความเคียดแค้น ขณะที่เขากำลังจะเดินไปหยิบดาบเหล็ก ก็เห็นปลายเหล็กแหลมค่อยๆ ผละจากลำคอลูกชายของเขา ร่างของบุตรชายโซเซ ราวกับเริ่มมีสติจากเสียงตะโกนเมื่อครู่ สายตาของเขาเห็นบัณฑิตคลายเชือก มือสะบัดเบาๆ ปล่อยเชือกหลุด
ในชั่วขณะนั้น สติเขาถูกกระตุ้นขึ้นสูงสุด
บัณฑิตหนุ่มถอยหลังหนึ่งก้าว แล้วเตะเต็มแรงใส่แผ่นหลังของบุตรชายเขา
เปลวไฟสาดส่อง บุตรชายของเขาโซเซวิ่งเซมาทางนี้ ด้านอีกฟาก บัณฑิตร่างบางเงื้อมือ เหล็กแหลมพุ่งขึ้นสูง
“ฮ่าห์”
“อ๊าก”
ในเสียงตะโกนนั้น บัณฑิตหนุ่มใช้แรงทั้งหมด ขว้างเหล็กแหลมออกไป หยางอี้พุ่งไปข้างหน้า คว้าตัวต้าหลางเบี่ยงไปด้านข้าง เหล็กแหลมเฉียดมือเขาไปพร้อมเลือดที่สาดพร่าง ร่างนักบัณฑิตหนุ่มพุ่งตามมาอย่างฉับพลัน พร้อมเงื้อไหสุราขึ้นฟาด!
โครม
หยางอี้ไม่หลบ ฟาดตัวบัณฑิตหนุ่มกระเด็นไป ไหสุราแตกกระจายบนศีรษะเขา เขาปาดสุราออกทันที บัณฑิตหนุุ่มกระเด็นชนตู้หลายจ้าง พ่นเลือดออกมาเต็มปาก แต่ใจเขาในตอนนี้มีเพียงจิตสังหาร ไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย พุ่งตัวเข้ามาอีกครั้ง กำหมัดแล้วเหวี่ยงออก
มือขวาของบัณฑิตหน่มคว้าสิ่งบางอย่างด้านหลัง
“ถ้าก้าวพลาด เจ้าก็ตาย…”
โครม! หมัดของหยางอี้พลาดไปเพียงนิด บัณฑิตยิ้มเยาะด้วยแววตาแห่งชัยชนะ งอตัวสุดแรงก่อนจะพุ่งหนีออกไป มุ่งตรงสู่ประตู หยางอี้ไม่ยอมปล่อยให้หลุดแน่ เขายกตู้ฟาดตามไป ตู้กระแทกประตูจนแตกกระจาย บัณฑิตหนุ่มเซล้มก่อนเปลี่ยนทิศ พุ่งไปทางที่ดาบเหล็กวางอยู่ ห่างเพียงไม่กี่ก้าว
ไหสุราบินตามมา โครม! กระแทกร่างของหยางเหิงที่ยังไหม้อยู่ เปลวไฟมอดลงชั่วขณะ บัณฑิตหนุ่มสะดุดจากเศษไหกระเด็นกลิ้งไปข้างหน้า หยางอี้พุ่งเข้าใกล้เกินครึ่งห้อง บัณฑิตฝืนตัวลุกขึ้น คว้าไหเปล่าใบนึงฟาดสวน หยางอี้ไม่หลบ ลดระยะเข้าใกล้ มือซ้ายคว้าอกเสื้อ อีกมือเงื้อมกำหมัดไปด้านหลัง
บัณฑิตรีบคว้าไหเปล่าอีกใบ แต่พลาดขอบ ต้องคว้าอีกครั้ง! หมัดเงื้อมาด้วยลมแรง!
“ข้าจะฉีก”
ฉึก
ร่างหยางอี้สะท้าน หมัดกระแทกไหล่อีกฝ่าย ส่งบัณฑิตกระเด็นล้มลงไปไกลเกือบจั้ง
“…เจ้า…”
เสียงคำรามของเขาค่อยๆ แผ่วเบา ก้องในห้อง ก่อนจะค่อยๆ จางหาย…
ร่างของเขายืนค้างอยู่ที่เดิม ไม่กี่วินาทีต่อมา จึงเริ่มเซซัดเซถลา ถอยหลังไปสองก้าว ดวงตาเลื่อนลอย มองบัณฑิตหนุุ่มที่ล้มอยู่ด้านหน้า แล้วเหลียวไปมองบุตรชายของตน บนศีรษะของเขา มีตุ้มตาชั่งเหล็กชิ้นใหญ่ฝังอยู่ ตีทะลุกระหม่อม เลือดทะลักออกมา ไหลผ่านไรผม แก้ม และคอลงมาเป็นสาย
บัณฑิตหนุ่มเซไปหลายก้าว ก่อนจะเกาะตู้ลุกขึ้น
ไหสุราไม่อาจคุกคามหยางอี้ผู้เดือดดาล ไหเปล่าก็เช่นกัน แต่ท่าทางเมื่อครู่ที่เหมือนจะคว้าของจากด้านหลังกลับเป็นจุดล่อ เขายอมเสี่ยงที่สุด ถ้าคราวนั้นพลาด เขาเองก็คงตาย แต่ในสถานการณ์คับขันนี้ เขาไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว…
หยางอี้ยังยืนเซอยู่ หนิงอี้สูดลมหายใจลึก รู้สึกถึงความเจ็บปวดที่แผ่ซ่าน เดินไปยังร่างของหยางเหิง ดึงดาบเหล็กขึ้นมา พอหยางอี้หันมามอง เขาก็ฟันฉับใส่ลำคอบุตรชายที่นอนอยู่กับพื้น ก่อนจะหมุนตัวกลับ ฟันใส่หน้าหยางอี้
เลือดพุ่งกระฉูด
“พวกเจ้าควรฆ่าข้าตั้งแต่แรกแล้ว…”
เขากล่าวด้วยเสียงแผ่วเบา แล้วจึงฟันซ้ำอีกสอง สามครั้งติดกัน จนร่างหยางอี้ล้มลงบนพื้น เขายังฟันซ้ำอีกสองสามทีในร่างแต่ละคน ก่อนจะถอยไปพิงผนัง ตัวสั่นเทา อ่อนแรงเต็มที “ฮ่าๆ…”
ความกลัวและความตึงเครียดเพิ่งจะแสดงออกมาตอนนี้ แม้ว่าเขาจะเคยเจอความตายมาแล้วหนึ่งครั้ง แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าเขาสามารถยอมรับมันได้ตลอด ความกลัว ความกระวนกระวาย ความเครียด ยังคงมีอยู่ ต่อให้ในชาติที่แล้ว เหตุการณ์ที่เจอจะไม่ถึงขั้นปะทะเป็นตายขนาดนี้ การวางแผนก็เป็นเพียงเรื่องของความพยายาม ส่วนใหญ่แล้วก็ยังต้องฝากไว้กับโชคชะตา การเสี่ยงตายครั้งนี้ เกือบเอาชีวิตไม่รอด แต่โชคยังดี ที่ผ่านมันมาได้ ในที่สุดก็พอจะมีเวลานั่งหายใจ แล้วรู้สึกโชคดีที่ยังมีชีวิตอยู่…
เขาเดินไปมาในบ่อเลือดภายในห้อง แล้วหยิบไหสุราใบหนึ่ง ฟาดลงไปที่ร่างของหยางเหิง สุราดับไฟมอด ก่อนจะฟาดอีกไห แสงไฟในห้องค่อยๆ มืดลง…
…
แสงสว่างกลับคืนมาอีกครั้ง แสงตะเกียงจุดเล็กๆ สาดส่องทั่วห้อง ศพ เลือด และความสับสนวุ่นวายเต็มไปหมด ร่างหนึ่งนั่งอยู่ใต้แสงไฟ รอบตัวมีสมุนไพรรักษาแผลวางเกลื่อน เขาใช้ฟันกัดปลายผ้าพันแผล มือขวาจับปลายอีกด้านดึงแน่น มัดมือซ้ายที่ไหม้ไฟไว้เรียบร้อย
น่าเสียดาย ที่ไม่มีเวลาไต่ถามว่าผู้ใดอยู่เบื้องหลัง
ในสถานการณ์แบบนั้น ไม่มีทางจะทำอะไรได้ครบถ้วน เขากดทุกอย่างไว้ด้วยความเยือกเย็น เป้าหมายก็มีเพียงสังหารอีกฝ่าย ถ้าทำไม่ได้ อย่างน้อยก็ถ่วงเวลาเพื่อหลบหนี แต่พี่น้องสกุลหยางกลับแข็งกร้าวเกินคาด แม้จะมีตัวประกัน ก็ยังคงแสดงความดุดันออกมาไม่ลด ทำให้เขาไม่อาจใช้ตัวประกันสอบถามอะไรได้เลย
มีภัยคุกคามที่มีเค้าลางให้จับได้ยังพอรับมือ แต่ครั้งนี้มันไม่มีแม้แต่น้อย ใครบางคนอยู่เบื้องหลังคอยจับตามองเขา แต่เขากลับไม่รู้ว่าเป็นใคร และสิ่งที่เขาทนไม่ได้ที่สุดก็คือสถานการณ์เช่นนี้
ความเจ็บปวดที่แขน ไหล่ และหน้าอกยังคงแล่นขึ้นมา เขายกสุราขึ้นจิบหนึ่ง แล้วลุกขึ้นยืน กวาดตามองทั่วทั้งบ้านอีกครั้ง จากนั้นเก็บหน้าไม้ขึ้นมาวางบนโต๊ะ แล้วเปิดประตูออกไป
ที่นี่เป็นบ้านหลังหนึ่งริมตลิ่งร้าง ด้านล่างน้ำตื้น มีทางเดินไม้เล็กๆ เชื่อมต่อกับเส้นทางริมฝั่ง ฝั่งตรงนั้นมีป่าไม้ ไกลออกไปมีภูเขาเตี้ยๆ ลูกหนึ่ง ดาวยามเช้ากะพริบอยู่บนท้องฟ้า
หนิงอี้ยืนอยู่ตรงนั้น มองภูเขาไกล น้ำใกล้ ป่าไม้ข้างหน้า และกระท่อมที่อยู่เบื้องหลัง ขบคิดอยู่เงียบๆ เป็นเวลานาน
จากนั้น เขาก็หันหลังเดินกลับไป
ประตูบ้านปิดลงอีกครั้ง แสงสว่างจางหาย
ยามแรกของวัน...อีกนานแค่ไหนจะถึงยามนั้นกันนะ...
…
ใกล้ยามไฮ่ งานเลี้ยงส่งที่สถานีม้าริมประตูนอกเมืองกำลังจะจบลง ก่เหยียนเจิ้นกล่าวอำลาเหล่าสหาย แล้วจึงพากับผู้ติดตามที่ชื่อว่าลุงหก มุ่งหน้าไปยังจวนเล็กๆ แห่งหนึ่งใกล้เคียง
การเดินทางไกลครั้งนี้ เขาไม่ได้พาผู้ติดตามไปมากนัก ในบรรดาผู้ที่ไว้ใจได้ มีเพียงลุงหกที่รู้เรื่องทั้งหมด ส่วนคนอื่นๆ อาจจะเดาออกคร่าวๆ แต่ย่อมต้องเก็บเป็นความลับ
เขาเข้าไปตรวจดูสิ่งของที่ต้องใช้ในการเดินทาง มีรถม้าสามคัน คันกลางเขาเปิดม่านดูเล็กน้อย ด้านในกลับเป็นกรงขังขนาดใหญ่ ดูเหมือนใช้สำหรับขังนักโทษ
เขาเพียงเหลือบมองก็พยักหน้ารับอย่างเย็นชา
“ให้อยู่ที่จวนในซินหลินผู่ก่อนหนึ่งเดือน แล้วค่อยออกเดินทางเล่อผิง หลังจากนั้น...ก็ถือว่าเป็นคนบ้า เป็นคนตายไปแล้ว ไม่ต้องสนใจอีก”
ต่อจากนั้นเขาไปตรวจดูของที่ต้องใช้ในเล่อผิง ของขวัญที่จะต้องมอบให้ แม้จะเพิ่งเริ่มออกเดินทาง แต่ใจเขาเกือบทั้งหมดอยู่ที่เล่อผิงและแผนในอนาคต
ส่วนเรื่องที่ตัดสินใจไปแล้ว ก็ไม่ต้องคิดให้มาก เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย
“ไปกันเถอะ ได้เวลาแล้ว ไปดูว่าพี่น้องหยางทำงานสำเร็จหรือไม่”
“คงไม่มีปัญหา พี่น้องคู่นั้น ไม่เคยพลาดมาก่อน”
“เรื่องใดๆ ก็ตามข้าต้องเห็นกับตาก่อนถึงจะเรียกว่าสำเร็จ”
กู่เหยียนเจิ้นส่ายหน้า “ข้าไม่ชอบคาดเดาไปเอง”
แม้จะพูดเช่นนั้น แต่ในใจเขากลับไม่ได้กังวลนัก การตรวจสอบก็เป็นเพียงความเคยชินของเขาเท่านั้น หลังจากยืนยันแล้ว เขาก็จะเริ่มลงมือกับอวิ๋นจู หากทางนั้นล้มเหลว เขาก็จะจับอวิ๋นจูมาเอง ผลลัพธ์ที่เลวร้ายสุดก็แค่เสียหน้า เขาทนไม่ได้กับการถูกเย้ยหยัน เหมือนที่เคยโดนตบหน้ากลางถนน
หลังจากนั้น ทุกอย่างก็จะเป็นเรื่องที่กำหนดไว้ล่วงหน้าอยู่แล้ว ไม่ว่าเป็นนักปราชญ์หรือยอดคนอย่างไร เมื่ออยู่ใต้คมมีดก็ไม่ต่างกันนัก แค่ให้หญิงคนนั้นได้เห็น แล้วเขาก็จะไม่เหลือความเมตตาให้เลยสักนิด หนึ่งเดือนหลังจากนั้น...เรื่องนี้ก็จะสิ้นสุด เขาจะไปเล่อผิง ตัดใจจากความหลงใหลเดิมๆ ไม่เหลือสิ่งผูกพันใดอีก
ระหว่างทาง เขากับลุงหกก็ปรึกษากันถึงเรื่องเล่อผิง ว่าจะให้ของขวัญใครบ้าง เท่าไหร่ ทำอะไรเพื่อให้ชาวบ้านชื่นชม ลุงหกถือคบไฟเดินนำหน้า ใกล้ถึงภูเขาลูกนั้น ก็หยุดมองไปยังไฟที่สว่างอยู่บนนั้น หมุนซ้ายสามรอบ หมุนขวาสามรอบ ฝั่งนี้ก็ส่งสัญญาณตอบกลับ แล้วไฟบนเขาก็ชี้ไปทางด้านหลัง
กู่เหยียนเจิ้นมองทุกอย่างด้วยความคุ้นเคย เพราะเขาเคยมาแล้วครั้งหนึ่ง ทุกอย่างเป็นเรื่องง่ายดาย สิ่งที่ต้องคิดมีอีกมาก ตอนนี้เขาก็เพียงก้มหน้าครุ่นคิด วางแผนเรื่องราวในอีกหนึ่งปีหรือหลายปีข้างหน้า อาจจะไปพึ่งท่านเสนาบดีหลี่ในครั้งต่อไปก็ดีอยู่ ผู้อาวุโสหลี่เป็นแม่ทัพ การจะสละพู่กันไปจับดาบคงไม่ใช่เรื่องที่อีกฝ่ายจะปฏิเสธแน่ เพียงแค่ต้องมีผลงานในตำแหน่งก่อนเท่านั้นเอง
เขาวางแผนทั้งหมดสำหรับเล่อผิง สามปีในตำแหน่ง หากพลิกชีวิตชาวบ้านได้หลายเท่าตัว ก็ต้องลงมืออย่างกล้าหาญ ผลักดันอย่างกล้าแข็ง สามปีจากนี้ การปะทะระหว่างเหลียว จิน และต้าอู่ คงจะขึ้นถึงจุดสูงสุดไม่น่าจะจบลงภายในสามปีนั่นย่อมเป็นเวลาที่วีรบุรุษสร้างผลงานได้ดีที่สุด
เสียดายก็แต่ หากได้เริ่มก่อนอีกสักสามปี หากตอนนี้มีผลงานแล้วทันเข้าร่วมศึกในปีนี้หรือปีหน้าได้ นั่นคงจะดีไม่น้อย ทว่าเรื่องเช่นนี้ก็บ่นไปก็ไร้ประโยชน์ โอกาสมาไม่ทัน ก็แค่พยายามให้มากขึ้นหน่อยก็พอ...สามปีที่ผ่านมาหมดเวลาไปกับการเดินสายหาทางในเมืองหลวง หากในอนาคตได้ขึ้นตำแหน่งแล้ว จะต้องกลับมากวาดล้างความเหลวแหลกเหล่านี้ให้สิ้น
เมื่อเดินผ่านทางเล็กในป่า ผ่านป่าไผ่ริมแม่น้ำ ด้านหน้าเป็นกระท่อมลอยน้ำที่มีแสงไฟสลัว ลุงหกเดินนำหน้า เขาก้มหน้าตามหลัง พูดตามตรง ยามพบหน้าสองพี่น้องคู่นั้น เขายังรู้สึกอึดอัดอยู่บ้าง การคิดเรื่องอื่นไปพร้อมกันทำให้เขาดูสงบขึ้น สายลมหวีดหวิว แม่น้ำไหลเอื่อย เมื่อล่วงมาถึงหน้าประตู ความรู้สึกบางอย่างพุ่งถึงขีดสุด แต่เขาพยายามไม่ใส่ใจ กลิ่นสุราลอยออกมาจากข้างใน ชวนให้คาดได้ว่าพวกนั้นคงกำลังดื่มกันอยู่
ลุงหกผลักประตูที่แง้มอยู่เบาๆ ภายในมีเสียง “โครม!” แล้วก็ปัง เพี๊ยะ ซู่ แสงไฟดับวูบ เขาคิดไม่ออกว่านี่คือปฏิกิริยาอะไร
ชั่วขณะต่อมา เสียงระเบิดกึกก้อง บานประตูแตกกระจายไม่ไกลจากตรงหน้า คานไม้พุ่งทะยานออกมาจากด้านใน ฟาดตรงหน้าของลุงหก แล้วก็สะบัดกลับเข้าไป หนึ่งลมหายใจถัดมา หลังคาของกระท่อมตรงหน้าเขาพังครืนลงต่อหน้า คานไม้นั้นพาดหลังคาดึงมันพังถล่มตาม
ลุงหกล้มลงไปในน้ำตื้นด้านข้าง ศรที่ปักจากพื้นแม่น้ำทะลุหน้าอกของเขาหลายเล่ม เลือดข้นทะลักออกจากบาดแผลแล้วไหลล่องไปตามน้ำ ชั่วครู่ก่อนหน้านี้ คนคุ้มกันที่ยังอยู่เคียงข้างอย่างกระปรี้กระเปร่าบัดนี้กลับกลายเป็นศพ
เศษไม้จากบานประตูที่แตกกระเด็นโดนใบหน้าของเขา แล้วตกลงไปในน้ำ ความคิดทั้งหมดหยุดลงอย่างฉับพลัน กู่เหยียนเจิ้นยืนอยู่ที่นั่น อึ้ง งง เงียบไปนาน
สายลมยามค่ำคืนกรีดร้อง ดวงดาวบนท้องฟ้าเบื้องบน ข้างหน้ากระท่อมลอยน้ำ เหลือเพียงเงาร่างเดียวดาย...ที่ไม่รู้จะไปทางใด...
………………….