บทนำ
บทนำ
บทนำ
ฤดูกาลหนึ่งแห่งความรุ่งเรืองผ่านตาไป
เปลวไฟลุกไหม้ เสียงวงจรไฟฟ้าดังกระพริบเปาะแปะ ตอนที่เขาคลานออกมาจากรถที่พลิกคว่ำ สายตาของเขาพร่าเลือนเล็กน้อย
สวนสาธารณะริมแม่น้ำยามราตรี แสงไฟจากเมืองที่หนาแน่นอีกฝั่งส่องสว่างไหววูบไหวดั่งเปลวไฟร้อนแรง เหมือนมเมืองใหญ่ลอยอยู่เหนือผิวน้ำ ภาพความรุ่งเรืองนั้นตรงข้ามกับความเปลี่ยวเหงาของสวนสาธารณะฝั่งนี้ เขาจำได้ว่าเมื่อสิบกว่าปีก่อน เขาเป็นคนดูแลงานพัฒนาสวนนี้เอง
“เป็นงานพัฒนาที่ล้มเหลวจริงๆ…”
ลมเย็นพัดผ่านมา เขาถอนหายใจ เดินโซซัดโซเซมุ่งไปยังแสงระยิบระยับกลางสายน้ำ ข้างหลังนั้น รถยนต์เกิดเสียงระเบิดดังสนั่น เปลวเพลิงพุ่งทะยาน ความร้อนโถมซัดจากด้านหลังราวจะกลืนกินเขา เสียงเฮลิคอปเตอร์ดังจากท้องฟ้า ตามมาด้วยลำแสงสว่างที่ส่องกระทบสายตา มีเสียงคนตะโกนจากที่สูง รถที่ไล่ตามสองฝั่งสวนก็เข้ามาถึง ส่วนใหญ่เป็นรถตำรวจ ไฟหลากสีวูบไหวอลหม่าน
สมองของเขายังมึนงง เลือดจากหน้าผากไหลริน เขายกมือเช็ดแล้วกระชับเสื้อคลุมกันลมให้แน่นขึ้น ริมสองฝั่งแม่น้ำ เรือยางและเรือเร็วกรูกันเข้ามาเพื่อกันไม่ให้เขากระโดดน้ำหนี
“ฉันไม่ใช่ฆาตกรสักหน่อย…”
รอบตัว บกเรืออากาศรายล้อมแน่นหนา ทำให้เขารู้สึกอึดอัด สายตาพร่ามัว เขาก็พอจะเข้าใจว่าครั้งนี้คงไม่มีทางรอด ลมเย็นพัดผ่าน ความคิดกลับไปสู่เรื่องเล็กน้อยที่ไม่เกี่ยวข้อง นี่คือเมืองที่เขาเติบโตมา ตอนนั้นเมืองนี้ยังไม่พัฒนานัก เขาเคยยืนอยู่ฝั่งแม่น้ำนี้ มองไม่เห็นความหรูหราราวพระราชวังของอีกฝั่ง แต่กลับรู้สึกอบอุ่น ฝั่งแม่น้ำยังเป็นทางดิน ถนนดินสีเหลือง เขามักจะขี่จักรยานไปสำนักศึกษาทางนี้กับเพื่อนสองสามคน
“ฉันจะสร้างสวนที่นี่ให้สวย ให้ทั่วเมืองเต็มไปด้วยตึกสูง แล้วพวกเราจะได้อยู่กันในนั้น…”
ตอนนั้นยังเด็ก หลังจากไปเห็นเมืองเอกอันรุ่งเรือง ก็ปณิธานเอาไว้ ช่างเป็นวัยที่เปี่ยมความมุ่งมั่น ในยี่สิบสามสิบปีต่อมา เขาเหมือนคนยุคหินที่เพิ่งคิดค้นขวานหิน ด้วยความกล้าหาญมหาศาล ฝ่าฟันอุปสรรคนานัปการ สร้างจักรวรรดิการเงินยิ่งใหญ่ระดับต้นๆ ของโลกขึ้นมา บางครั้งเขายังรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังฝันไป
ในสายตาผู้อื่น เขาคือยักษ์ใหญ่ทางการเงินที่ไม่มีวันล้ม เขาเองก็เชื่ออย่างนั้น ทว่าพอหวนกลับมายังที่เดิมในเวลานี้ เขากลับเข้าใจอย่างช้าๆ ว่า สวนแห่งนี้…ล้มเหลวจริงๆ
เดิมทีตั้งใจจะสร้างให้ทุกคนมีความสุข…
งานพัฒนาที่ล้มเหลว ภายหลังก็ยังแก้ไขได้ เพียงแต่ต้องใช้เงินจำนวไม่น้อย สำหรับเขาในตอนนี้ เงินเท่านี้นับว่าน้อยนิด ทว่าทำไมไม่เคยลงมือทำจริงจังเสียที ตอนที่อยากทำก็เพราะยังไม่พร้อม พอมาถึงตอนนี้กลับละเลยเพราะไม่มีกำไร เมื่อคิดย้อนกลับ หลายสิ่งนึกว่าจำได้ แต่จริงๆ ลืมไปแล้ว หลายสิ่งนึกว่าลืมไป แต่จริงๆ กลับจำได้ขึ้นมา…
สหายเก่า เพื่อนร่วมทาง ความหวังที่จะทำให้โลกดีขึ้น ความปรารถนาที่เคยตั้งใจ และเส้นทางที่เคยก้าวเดิน เขานั่งลงบนม้านั่งหินริมตลิ่ง แสงไฟแยงตา ความคิดสับสน เขาควานหาของในกระเป๋า ในเวลานั้น สิ่งที่ต้องการจริงๆ คือบุหรี่สักมวน ทั้งที่เลิกสูบมานานแล้ว…
ทันใดก็มีคนยื่นบุหรี่ให้เขา
ชายคนนั้นสวมชุดสูท ใส่แว่นกรอบทองยืนอยู่ข้างๆ แทบไม่ต้องเงยหน้าก็รู้ว่าเป็นใคร เขารับบุหรี่มา ชายแว่นทองใช้มือป้องลมจุดไฟให้เขา
“ฉันคิดถึงเรื่องเก่าๆ ที่พวกเราขี่จักรยานไปสำนักศึกษาด้วยกัน นายกับฉัน ชิงอี้ อาคัง หรั่วผิง…ชิงอี้ตายไปเมื่อสองปีก่อนใช่ไหม งานศพเขาฉันก็ไม่ได้ไป…” เขาสูบควันแล้วพ่นออก ลมหนาวพัดพาควันหายไปทันที “รั่วผิงเป็นอย่างไรบ้าง”
“มีลูกสองคนแล้ว อยู่ดีมีสุข” ชายสวมแว่นตอบพลางนั่งลง
“อา…นายเคยบอกฉันแล้วนี่ เกือบลืมไปเลย…เธอเป็นผู้หญิงที่สวยที่สุดในกลุ่ม ฉันจำได้ว่าตอนนั้นฉันแอบชอบเธอด้วยแต่ก็ไม่กล้าบอกไป”
ชายข้างๆ เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหยิบไฟแช็กจุดบุหรี่บ้าง “ฉันรู้ว่านายเคยชอบเธอ ฉันเคยบอกชอบเธอไปครั้งหนึ่งแต่ก็ถูกปฏิเสธ คำตอบของเธอในตอนนั้นคือ เธอชอบนาย”
“เรื่องนี้ทำไมนายถึงไม่เคยบอกฉัน…”
“จะให้ทำอย่างไรล่ะ หลังจากนั้นเราต่างก็ทุ่มเทเพื่ออนาคต นายก็ลืมเธอไปแล้ว เธอเองก็ไม่อาจรอนายไปได้ตลอด นายยังไม่ได้ทันได้พูดความในใจเธอก็แต่งงานไปแล้ว”
“ใช่สินะ ช่วงเวลานั้นเราพลาดเรื่องราวต่างๆ ไปมากมายจริงๆ”
“เป็นเพราะว่าตอนนั้นนายมุ่งมั่นสู่ความสมบูรณ์แบบ”
“นายรู้ไหมว่าพอถึงจุดสูงสุด…” เขาคิดทางกับยกมือขึ้นวัดระดับ “พอไปถึงจุดสูงสุดแล้วนายจะพบว่านอกจากความสำเร็จเพียงชั่วขณะ จริงๆ แล้วชีวิตหลังจากนั้นแทบจะไม่มีอะไรเลย แล้วฉันก็รู้สึกเสียใจ เพราะเส้นทางที่เลือกเดินในตอนนี้ไม่ใช่สิ่งที่เคยฝันใฝ่ไว้ตั้งแต่แรก…”
“ใช่” ชายสวมแว่นกล่าว
เขาเงียบไปครู่หนึ่ง ก้มลงมองบุหรี่ในมือที่เหลือสั้นนิดเดียว “เงินที่ขาดไปกว่าหนึ่งหมื่นล้าน แก้ไขยุ่งยาก ฉันรู้เรื่องนี้หลายเดือนก่อนแล้ว ฉันได้ทำแผนสำรองไว้ในคอมพิวเตอร์ เพียงแต่ไม่คิดว่านายจะตอบโต้รุนแรงถึงเพียงนี้ การเปลี่ยนแปลงในบริษัท อาจผลักภาระขาดทุนไปให้บางคนได้ง่ายขึ้น นายปรับแผนนั้นให้ดี อย่าให้กระทบคนมากนัก ทุกคนล้วนทำงานด้วยกันมานาน”
“…ฉัน…” ชายข้างๆ ลังเลครู่หนึ่ง เหมือนจะอธิบายอะไร แต่สุดท้ายเพียงกล่าวว่า “ขอโทษ”
“ไม่เป็นไร เราเดินมาด้วยกันถึงตอนนี้ ฉันมักยืนอยู่ข้างหน้า เราพี่น้องกัน นายก็ควรลองบ้าง…เกมนี้นายวางหมากไว้ดีแล้ว บริษัทนี้ยกให้นายมันคงจะไม่ล้มเหลวง่ายๆ เพียงแต่ว่า..วันข้างหน้าก็ช่วยเอาเงินส่วนหนึ่งมาพัฒนาส่วนนี้ให้ดีขึ้นเถอะ ฉันอยากทำมันมาตลอด มันติดอยู่ในใจฉันมาโดยตลอดแต่พอคิดจะทำกลับไม่มีโอกาสได้ทำ จนพลาดไป…”
“ฉันแจ้งทางนั้นไว้แล้ว หลังจากนี้ นายก็ใช้ชีวิตให้ดี…”
“ตัดหญ้าไม่ถอนราก เมื่อลมฤดูใบไม้ผลิพัดมาก็งอกใหม่อีก ปล่อยเสือคืนป่า…” เขาหันไป สายตาสงบแต่แฝงด้วยความเข้มงวด “นายคิดว่าตนเองเป็นอะไรหรือ”
“ตราบใดที่ฉันยังมีชีวิตอยู่ ก็สามารถเป็นภัยคุกคามแก่นายได้” เขาหยุดไปครู่หนึ่ง แล้วทิ้งก้นบุหรี่ลงพื้นก่อนเหยียบให้ดับ “บนที่สูงนั้นเหน็บหนาว ชีวิตนี้เดินมาถึงจุดนี้ก็มากพอแล้ว ต่อให้ต้องเริ่มใหม่ ฉันก็อยากจะเริ่มต้นใหม่แบบไร้พันธะ ไร้มลทิน เรื่องสกปรกต่างๆ การชิงไหวชิงพริบเหล่านั้น…หากสามารถกลับไปได้อีกครั้ง…”
เขายิ้มบางๆ ลุกขึ้นยืน “ถ้ากลับไปได้อีกครั้ง ฉันคงจะสารภาพรักกับเธอ…”
เฮลิคอปเตอร์โคจรอยู่กลางท้องฟ้า เรือแล่นฉิวอยู่บนผิวน้ำ รถหลายคันล้อมรอบสวนสาธารณะ บนคันดินที่แสงไฟจับจ้อง ชายที่ลุกขึ้นยืนชักปืนขึ้นมาทันใด เล็งไปยังชายสวมแว่นที่อยู่ข้างกาย เมื่อเห็นการกระทำนั้น ชายสวมแว่นก็ลุกขึ้นยืนพร้อมกัน ยกมือขึ้น โบกไปยังผู้คนรอบด้าน “อย่ายิง”
เสียงปืนดังถี่ยิบ เลือดพุ่งกระจายบนแผ่นหลังเขา ผ่านไปครู่ใหญ่ เขาจึงค่อยๆ หันกลับไป มองศพที่นอนจมกองเลือดอยู่ ชายผู้วมแว่นเหม่อมองก่อนจะถอดแว่นออก เช็ดสองสามครั้งแล้วใส่กลับ หยิบปืนจากมือศพขึ้นมา
“ฉันบอกแล้วว่าอย่ายิง…ในปืนเขาไม่มีลูกกระสุน…”
ในสายลมยามราตรี เขาพึมพำออกมาเบาๆ
………………