เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 26 คัมภีร์ราชันย์ศิลาหลิงหมิง

บทที่ 26 คัมภีร์ราชันย์ศิลาหลิงหมิง

บทที่ 26 คัมภีร์ราชันย์ศิลาหลิงหมิง


บทที่ 26 คัมภีร์ราชันย์ศิลาหลิงหมิง

ไม่กี่นาทีต่อมา ความเจ็บปวดก็มลายหายไปราวกับปลิดทิ้ง

เจียงชีเย่หน้าซีดเผือด เหงื่อท่วมตัว นอนหอบหายใจรวยรินเหมือนปลาขาดน้ำ

“ทำไมมันเจ็บขนาดนี้! หรือว่านี่คือการรวบยอดความเจ็บปวดจากการฝึกนับสิบปี มารวมไว้ในไม่กี่นาที?”

โชคยังดีที่มันมาเร็วไปเร็ว

เจียงชีเย่ลุกขึ้นยืนด้วยอาการสั่นเทาเล็กน้อย แต่สภาพร่างกายกลับรู้สึกดียิ่งกว่าครั้งไหนๆ

ความแข็งแกร่งของร่างกายพุ่งสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ลองใช้นิ้วดีดผิวหนังดู ปึ้กๆ เสียงทึบแน่นดังกังวานราวกับดีดกลองทองแดง

เขาลองชักดาบประจำกายของผู้คุมออกมา กรีดลงบนแขนแบบไม่เบาแรงนัก ผลคือเกิดเพียงรอยขาวจางๆ แล้วก็จางหายไปในพริบตา

ประเมินคร่าวๆ พลังป้องกันของร่างกายเพิ่มขึ้นจากเดิมไม่ต่ำกว่าสองเท่า

ต้องไม่ลืมว่า วิชาพื้นฐานของเขาอย่าง 'หมัดศิลาหลิงหมิง' ก็เน้นการฝึกกายเนื้อเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ทำให้ร่างกายแข็งแกร่งกว่าคนทั่วไป

เมื่อบวกเพิ่มไปอีกสองเท่า แถมพละกำลังกายเนื้อยังพุ่งทะลุสามพันจิน นี่มันสัตว์ประหลาดชัดๆ

เจียงชีเย่ประเมินว่า ด้วยร่างกายระดับนี้ ผู้ฝึกยุทธ์ระดับห้าลงไปที่ถือดาบคมกริบ ก็ไม่อาจเจาะเกราะเขาเข้า

อาจจะมีแค่ระดับสี่ขึ้นไปที่ถือศาสตราวุธชั้นยอดเท่านั้น ที่พอจะสร้างบาดแผลให้เขาได้ แต่ถ้าไม่โดนจุดตายจังๆ ก็คงทำอะไรเขาไม่ได้มาก

แน่นอน นี่คือในกรณีที่เขา 'ไม่ใช้ลมปราณคุ้มกาย' ช่วยเลยนะ

ถ้าเปิดพลังป้องกันเต็มสูบ... ผิวกายทองแดงบวกกับลมปราณคุ้มกัน... ยืนเฉยๆ ให้ระดับสี่ฟันเล่นก็น่าจะยังไม่ระคายผิว นี่มันแทงค์เกอร์เดินได้ชัดๆ!

นอกจากนี้ ยังมีการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพที่เห็นได้ด้วยตาเปล่า

ส่วนสูงเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งนิ้ว

น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นเป็นสองร้อยกว่าจิน (ประมาณ 100+ กก.) แต่ดูไม่อ้วน กลับดูแน่นปึก

ภายใต้ผิวขาวผ่อง มีประกายทองแดงจางๆ ซ่อนอยู่ บ่งบอกถึงความเหนียวแน่นทนทาน

กล้ามเนื้อทั่วร่างชัดเจนขึ้น ดูบึกบึน สง่างาม และเปี่ยมพลัง

เจียงชีเย่พอใจกับความเปลี่ยนแปลงนี้มาก

“นี่แค่สามขั้นแรกของกำแพงเหล็กภูผา ยังได้ผลลัพธ์ขนาดนี้ ขั้นต่อไปน่าจะสุดยอดกว่านี้แน่! น่าเสียดาย ตบะหมดเกลี้ยง...”

“ขั้นแรกใช้สองปี ขั้นสองใช้สามปี ขั้นสามใช้หกปี... ดูเหมือนพรสวรรค์ด้านกายาเหล็กของข้าจะไม่ได้โดดเด่นอะไร”

“หรืออาจเป็นเพราะร่างกายถูกปรับแต่งด้วยหมัดศิลาหลิงหมิงมาก่อน ทำให้จุดเริ่มต้นสูงกว่าปกติ การฝึกวิชาใหม่เลยยากขึ้น?”

“แต่ไม่ว่าจะยังไง การลงทุนครั้งนี้คุ้มค่าสุดๆ มีอนาคตสดใส...”

เจียงชีเย่แอบยิ้มคนเดียว

แม้ดูเหมือนจะต้องสังเวยตบะมหาศาล และความคุ้มค่าอาจจะสู้หมัดศิลาหลิงหมิงไม่ได้

แต่ผลลัพธ์มัน 'ตาเห็นทันที'

ส่วนตบะที่เสียไป สำหรับเขามันก็แค่ตัวเลข เดินออกไปเก็บใหม่แป๊บเดียวก็ได้คืน

ในแง่นี้ วิชานี้จึงเหมาะกับเขาที่สุด

เมื่อสัมผัสถึงร่างกายที่แข็งแกร่ง เขาก็ยิ่งคาดหวังถึงวันที่ฝึกจนถึงขั้นสูงสุด

วันนั้นเขาอาจจะเป็นอมตะ ฟันแทงไม่เข้า ไฟน้ำไม่ระคาย มีพลังหมื่นจิน เดินชนทุกอย่างที่ขวางหน้า

แค่คิดก็เลือดลมพลุ่งพล่าน อยากจะรีบออกไปล่าตบะมาอัพเกรดตัวเองเดี๋ยวนี้

ส่วนความเจ็บปวดเจียนตายเมื่อครู่นั้น... ลืมๆ มันไปเถอะ

เจ็บแค่ไม่กี่นาที แลกกับพลังขนาดนี้ คุ้มจะตาย

เขาเดินออกจากห้อง ไปเคาะประตูห้องของหลี่ชิงจื้อ

หลี่ชิงจื้อไม่รีบเปิดประตู ถามลอดออกมาด้วยความระแวง “ใคร?”

“ข้าเอง เจียงชีเย่”

“ดึกป่านนี้แล้ว ใต้เท้าเจียงมีธุระอะไรหรือ?”

น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยความระแวดระวัง

เจียงชีเย่อดส่ายหน้าไม่ได้ นี่เขาดูเหมือนคนหื่นกามที่จะกินเด็กตัวเท่าถั่วงอกหรือไง?

เขาตอบเสียงเรียบ “ข้ามีธุระด่วนต้องกลับคุกหลวง ถ้าเจ้าอยากเจอพี่ชาย ก็รีบตามมา แต่ถ้าไม่รีบ จะอยู่ที่นี่ต่อก็ได้ ข้าไม่ว่า”

หลี่ชิงจื้อลังเลครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ แง้มประตูออก เผยให้เห็นใบหน้าเล็กๆ ขาวผ่องดุจหยก

“ข้าจะไปกับท่าน”

นางเพิ่งอาบน้ำเสร็จ ผมยาวยังเปียกชื้น ใบหน้าเกลี้ยงเกลาต้องแสงจันทร์ดูงดงามบริสุทธิ์ ดวงตาสุกใสจ้องมองเจียงชีเย่อย่างตื่นตัว เหมือนลูกกวางน้อยที่พร้อมจะกระโจนหนีทุกเมื่อ

มือเล็กๆ ไพล่หลังไว้... เดาว่าคงกำมีดสั้นแน่น

เจียงชีเย่ลอบถอนหายใจ... เอาเถอะ ยอมรับก็ได้ การที่เด็กมันระวังตัวก็เป็นเรื่องดี

หลี่ชิงจื้อแม้จะยังเด็ก แต่แววสวยออกชัดเจน ถ้าโตขึ้นคงงามไม่แพ้พี่สาวอวี๋เสี่ยวไป๋

โชคดีที่มาเจอเขาที่เป็นสุภาพบุรุษ ถ้าไปเจอคนอย่างอาสี่... ไม่อยากจะคิด

“เก็บของ แล้วตามข้ามา”

เจียงชีเย่ปรับสีหน้าเป็นปกติ หันหลังเดินนำออกไปทันที

หลี่ชิงจื้อกระพริบตาปริบๆ รีบคว้าห่อผ้าแล้ววิ่งตามไปติดๆ

ครู่ต่อมา เจียงชีเย่ขี่ลาเขียว หลี่ชิงจื้อขี่ม้า ทั้งสองควบมุ่งหน้าออกจากประตูใหญ่

ระหว่างทาง ยามเฝ้าบ้านต่างโค้งคำนับ ไม่มีใครกล้าขวาง

แต่พอมาถึงหน้าประตูใหญ่ เงาร่างสูงโปร่งก็พุ่งลงมาจากฟ้า ขวางทางเจียงชีเย่ไว้

พ่อบ้านเจียงเหอ!

“ดึกดื่นป่านนี้ คุณชายเจ็ดจะไปไหนขอรับ?”

เจียงเหอยืนไพล่หลัง จ้องมองเจียงชีเย่ด้วยสายตาเย็นชา

เจียงชีเย่ตอบเสียงเรียบ “ที่คุกมีเรื่องด่วน ข้าต้องกลับไปจัดการ พ่อบ้านเหอมีปัญหาอะไร?”

เจียงเหอเป็นญาติห่างๆ ของตระกูลเจียง และเป็นมือขวาคนสนิทของเจียงเจิ้นตง ปกติเขาก็เปรียบเสมือนตัวแทนของประมุขตระกูล

เจียงเหอเอ่ยเสียงเรียบ “คุณชายเจ็ด ท่านประมุขเคยกล่าวไว้ ธุระข้างนอกต่อให้ใหญ่แค่ไหน ก็ไม่สำคัญเท่าเรื่องของตระกูล

ท่านประมุขสั่งลงโทษให้ท่านคุกเข่าที่ศาลบรรพชนหนึ่งคืน เชิญคุณชายไปรับโทษก่อน เสร็จแล้วค่อยไปจัดการธุระข้างนอกเถอะขอรับ”

เจียงชีเย่แววตาเย็นเยียบ “ถ้าข้าไม่ไปล่ะ?”

เจียงเหอเสียงเข้มขึ้น “หวังว่าคุณชายเจ็ดจะไม่ทำให้ข้าลำบากใจ!”

เจียงชีเย่หัวเราะเยาะ “แต่ตอนนี้เจ้ากำลังทำให้ข้าลำบากใจ!”

เจียงเหอส่ายหน้าช้าๆ ค่อยๆ ปลดปล่อยกลิ่นอายระดับห้าออกมา ราวกับพยัคฆ์ร้ายที่พร้อมขย้ำเหยื่อ

เขาผายมือเชิญ “พูดไปก็ป่วยการ เชิญคุณชายเจ็ดไปศาลบรรพชนเดี๋ยวนี้!”

เจียงชีเย่หัวเราะออกมาจริงๆ หัวเราะด้วยความสมเพช “พ่อบ้านเหอ ล่วงเกินแล้ว!”

สิ้นเสียง เขาตวัดมือวูบเดียว

ตูม!

คลื่นพายุลมปราณมหาศาลก่อตัวขึ้นอย่างฉับพลัน ฝุ่นทรายปลิวว่อน พัดกระหน่ำใส่เจียงเหอในระยะประชิด

โครม!

เจียงเหอหน้าถอดสี ตั้งตัวไม่ทัน ถูกพายุหมุนซัดกระเด็นปลิวไปไกลหลายสิบเมตร ร่วงลงกระแทกพื้นกลิ้งโค่โล่ ฝุ่นตลบอบอวล หมดสภาพยอดฝีมือ

“ย่าห์!”

เจียงชีเย่กระทุ้งลาพุ่งผ่านประตูออกไป

หลี่ชิงจื้อเบิกตากว้างมองเจียงเหอที่นอนแอ้งแม้งด้วยความตะลึง ก่อนจะรีบควบม้าตามเจียงชีเย่ไป

“คุณชายเจ็ด! ท่าน...”

เจียงเหอลุกขึ้นยืนปัดฝุ่นด้วยความงุนงง มองตามหลังเจียงชีเย่ไปอย่างไม่เชื่อสายตา

“ระดับสี่... ไม่สิ... น่าจะระดับสาม หรือสูงกว่านั้น... เป็นไปได้ยังไง!”

ในบรรดารุ่นเยาว์ เจียงชีเย่คือคนที่จืดจางที่สุด แม้แต่น้องเล็กเจียงจิ่วเจินยังดูมีอนาคตกว่า

แต่ทว่า... คุณชายเจ็ดผู้ไร้ตัวตนผู้นี้ กลับระเบิดพลังที่เทียบเท่าท่านประมุขออกมา!

นี่มันเหมือนฝันไปชัดๆ

“แย่แล้ว! คุณชายเจ็ดฝึก ‘คัมภีร์ราชันย์ศิลาหลิงหมิง’! และเขาฝึกวิชามารนี้จนถึงระดับสูงแล้ว! ต้องรีบไปเรียนท่านประมุข!”

สีหน้าเจียงเหอซีดเผือด รีบวิ่งแจ้นไปที่ห้องหนังสือของเจียงเจิ้นตงทันที

หมัดศิลาหลิงหมิง มีอีกชื่อหนึ่งว่า ‘คัมภีร์ราชันย์ศิลาหลิงหมิง’ เป็นวิชามารที่มีชื่อเสียงโด่งดัง

เพราะชื่อมันล่อเป้าเกินไป เลยต้องเปลี่ยนมาเรียกหมัดศิลาหลิงหมิงเพื่อตบตา

แต่เปลี่ยนชื่อไป ก็เปลี่ยนสันดานวิชามารไม่ได้

แม้หกขั้นแรกจะดูเหมือนวิชาทั่วไปที่เน้นฝึกร่างกาย

แต่ความเเป็นวิชามารที่แท้จริง จะเริ่มปรากฏชัดตั้งแต่ขั้นที่เจ็ดเป็นต้นไป

เดิมทีด้วยพรสวรรค์ของเจียงชีเย่ คงไม่มีวันฝึกถึงขั้นห้า ดังนั้นต่อให้ฝึกวิชามารก็ไม่มีใครสนใจ

แต่ตอนนี้มันต่างกันแล้ว!

ในราชวงศ์เหลยกู่ มีหน่วยงานที่ตั้งขึ้นมาเพื่อล่าสังหารผู้ฝึกวิชามารและปีศาจโดยเฉพาะ นั่นคือ... กรมปราบมาร

หากข่าวเจียงชีเย่ฝึกวิชามารรั่วไหลออกไป ย่อมดึงดูดความสนใจจากกรมปราบมารอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้!

จบบทที่ บทที่ 26 คัมภีร์ราชันย์ศิลาหลิงหมิง

คัดลอกลิงก์แล้ว