- หน้าแรก
- ข้าพเจ้า เจ้าสำนักหลางยา ค้นพบว่าภรรยาของข้าพเจ้าคือจักรพรรดินี
- บทที่ 18 ทะลวงสู่ขั้นห้า
บทที่ 18 ทะลวงสู่ขั้นห้า
บทที่ 18 ทะลวงสู่ขั้นห้า
บทที่ 18 ทะลวงสู่ขั้นห้า
ท่ามกลางแสงแดดอันสดใสยามบ่าย หลี่ชิงเสวียนรู้สึกเบิกบานใจไม่ต่างจากดวงตะวัน
ด้วยเหยี่ยวแดงตัวนี้ ในที่สุดเขาก็สามารถติดต่อสื่อสารกับภรรยาได้เสียที
เพียงช่วงบ่ายเดียว เขาส่งจดหมายไปกลับหลายสิบฉบับ
ภรรยาเขียนตอบมาว่านางสุขสบายดีในวังหลวง และจักรพรรดินีทรงมีพระเมตตาต่อนางอย่างยิ่ง
นางคิดถึงหลี่ชิงเสวียนสุดหัวใจและหวังว่าทั้งคู่จะได้กลับมาครองคู่กันในเร็ววัน
สิ่งนี้ยิ่งทำให้หลี่ชิงเสวียนปรารถนาที่จะสร้างขุมกำลังของตนให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น
มีเพียงการเป็นผู้ที่แข็งแกร่งเท่านั้น เขาถึงจะพานางออกจากวังได้เร็วขึ้น
ในวันต่อๆ มา หลี่ชิงเสวียนช่วยทะลวงเส้นลมปราณให้เฉินชิงจื่อทุกวัน
จนกระทั่งถึงวันที่แปด เมื่อหลี่ชิงเสวียนส่งพลังปราณสายสุดท้ายเข้าสู่เข็มเงิน
ในวินาทีนั้นเอง เข็มเงินทั้งสิบแปดเล่มก็ถูกดีดออกจากร่างกาย และกลิ่นอายอันดุดันสายหนึ่งก็แผ่ซ่านออกมาจากตัวเฉินชิงจื่อ
กระบี่ล้ำค่าที่หลี่ชิงเสวียนใช้ฝึกซ้อมซึ่งวางอยู่ในห้องเริ่มสั่นสะเทือน
แม้แต่อวิ๋นหลิงและยอดฝีมือจากตำหนักเมฆาที่เร้นกายอยู่ใกล้ๆ ก็รีบพุ่งเข้ามาดู
"เกิดอะไรขึ้น"
เมื่อพวกเขาเห็นเฉินชิงจื่อนั่งอยู่ตรงนั้น ต่างก็มีสีหน้าตกตะลึง
"เขาเป็นคนทำงั้นรึ"
"ใช่"
หลี่ชิงเสวียนพยักหน้า
ในตอนนั้นเอง เฉินชิงจื่อค่อยๆ ลืมตาขึ้น กลิ่นอายรอบกายเริ่มสงบลง
ขณะเดียวกันอาการสั่นสะเทือนของกระบี่โดยรอบก็สงบนิ่งตามไปด้วย
เฉินชิงจื่อลุกขึ้นยืนแล้วคุกเข่าลงข้างหนึ่งต่อหน้าหลี่ชิงเสวียนทันที
"หากมิได้ท่านชายช่วยชี้แนะ ข้าเกรงว่ากายากระบี่ของข้าคงมิมีวันตื่นขึ้นมาได้ ขอบพระคุณท่านชายที่เมตตา"
"ลุกขึ้นเถอะ"
หลี่ชิงเสวียนก้าวไปข้างหน้าแล้วพยุงเฉินชิงจื่อให้ลุกขึ้น
ในขณะที่อวิ๋นหลิงและเหล่าศิษย์ตำหนักเมฆามองดูด้วยความตื่นตะลึง
กายากระบี่รึ หรือว่าจะเป็นกายากระบี่โดยกำเนิด
เดิมทีหลี่ชิงเสวียนรับเฉินชิงจื่อเข้ามาอยู่ในเรือนภาพวาด อวิ๋นหลิงและคนอื่นๆ ต่างคิดว่าเป็นเพียงความเมตตาธรรม
ทว่ายามนี้พวกเขากลับตระหนักได้ว่า หลี่ชิงเสวียนมองทะลุถึงพรสวรรค์ที่ซ่อนเร้นของเฉินชิงจื่อได้ตั้งแต่แรกเห็น
"สมกับเป็นท่านประมุขจริงๆ"
อวิ๋นหลิงและคนอื่นๆ ต่างคิดในใจ
ภาพลักษณ์ของหลี่ชิงเสวียนในสายตาของพวกเขาดูลึกลับซับซ้อนยิ่งขึ้นไปอีก
"ชิงจื่อ ท่านต้องขยันหมั่นเพียรฝึกฝน การเริ่มฝึกยุทธ์ในยามนี้อาจจะช้าไปเสียหน่อย ทว่าด้วยพรสวรรค์ของท่าน อีกไม่นานท่านจะแตกฉานในศาสตร์แขนงนี้"
"ครับ ข้าจะไม่ทำให้ท่านชายต้องผิดหวัง"
เฉินชิงจื่อเริ่มวางตัวเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างเต็มตัว
เขารู้ดีว่าตนเองมีกายากระบี่โดยกำเนิด และความสำเร็จในภายภาคหน้าย่อมยิ่งใหญ่ เขาจึงให้คำมั่นโดยมิเสียใจภายหลัง
"ท่านประมุข ให้ผู้น้อยเป็นผู้สั่งสอนวิชาให้พี่ชายเฉินเองดีหรือไม่ครับ"
อวิ๋นหลิงก้าวออกมาเสนอตัว
"ดีมาก"
หลี่ชิงเสวียนพยักหน้า
เขากำลังกังวลอยู่พอดีว่าจะสอนเฉินชิงจื่ออย่างไรดี ทว่าเมื่อมียอดฝีมืออย่างอวิ๋นหลิงมาช่วยแบ่งเบา ทุกอย่างก็ลงตัวพอดี
เหล่าศิษย์ตำหนักเมฆาโดยรอบต่างพากันอิจฉา
"พี่ชายเฉิน ท่านโชคดีจริงๆ ที่ได้ท่านเจ้าตำหนักของพวกเราเป็นผู้ถ่ายทอดวิชาให้"
"นั่นสิ ท่านเจ้าตำหนักเป็นถึงจอมยุทธ์ขั้นเก้า น้อยคนนักที่จะอยู่ในสายตาของท่าน"
"พรสวรรค์ของพี่ชายเฉินช่างน่าอิจฉาเหลือเกิน"
คนของตำหนักเมฆาต่างพากันกล่าวชื่นชม
"เขาเป็นถึงยอดฝีมือขั้นเก้าเชียวรึ"
เฉินชิงจื่ออดไม่ได้ที่จะเบิกตากว้าง
ยอดฝีมือขั้นเก้ากลับยอมติดตามรับใช้ชายผู้นี้ ท่านชายผูนี้แท้จริงแล้วเป็นใครกันแน่ และเหตุใดพวกเขาถึงเรียกเขาว่าท่านประมุข
เฉินชิงจื่อสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันลึกลับที่ห่อหุ้มตัวหลี่ชิงเสวียนอยู่
"ตั้งใจฝึกฝนตามท่านเจ้าตำหนักเถิด อีกไม่นานท่านเองก็จะเป็นยอดฝีมือขั้นเก้าได้เช่นกัน"
หลี่ชิงเสวียนตบไหล่เฉินชิงจื่อแล้วหันหลังเดินเข้าห้องชั้นในไป
เขามัวแต่ยุ่งกับการทะลวงจุดให้เฉินชิงจื่อจนการฝึกตนของเขาเองต้องล่าช้าไป
เขาหยิบโอสถวิเศษออกมาเม็ดหนึ่งใส่เข้าปาก แล้วหลับตาลงเพื่อโคจรพลังในทันที
ช่วงหลายวันที่ผ่านมาเขาสัมผัสได้ว่าระดับพลังเริ่มมีการสั่นคลอน บางทีอาจถึงเวลาแล้วที่จะทะลวงเข้าสู่ขั้นห้า