- หน้าแรก
- เซียนห้าสำนัก
- บทที่ 81 วงล้อแห่งชีวิตและความตาย
บทที่ 81 วงล้อแห่งชีวิตและความตาย
บทที่ 81 วงล้อแห่งชีวิตและความตาย
บทที่ 81 วงล้อแห่งชีวิตและความตาย
ณ ทุ่งข้าววิญญาณ หลี่เหยียนยืดตัวขึ้น มือข้างหนึ่งจับจอบ อีกมือหนึ่งเช็ดเหงื่อบนหน้าผาก ถึงแม้ร่างกายของผู้บำเพ็ญเซียนจะแข็งแกร่ง แต่พอเขาใช้จอบถางหญ้าไปสองแปลงก็เหนื่อยมากแล้ว
ภารกิจนี้เขารับมาเมื่อหลายวันก่อน ตอนนั้นพอไปหาศิษย์พี่สาม ศิษย์พี่สามก็แค่หยิบจอบอันหนึ่งออกมาจากบ้านพัก โยนให้เขา ไม่ได้อธิบายอะไร ตอนนั้นหลี่เหยียนก็ไม่ได้สนใจอะไร เพราะมันก็แค่การทำไร่
หลี่เหยียนถือจอบ ถามสถานที่ พอศิษย์พี่สามตอบกลับอย่างเย็นชาสองสามประโยค เขาจึงขึ้นอาวุธวิญญาณสำหรับบินและมุ่งหน้าไปที่ทุ่งข้าววิญญาณ
ทุ่งข้าววิญญาณแห่งนี้มีพื้นที่ประมาณหลายร้อยหมู่ ต้นข้าวแต่ละต้นเปล่งแสงสีเขียวทอง หลี่เหยียนมองดูเหมือนกับว่าเป็นทุ่งนาที่เปล่งประกายระยิบระยับ เขารู้สึกถึงพลังปราณที่แข็งแกร่งจากต้นข้าววิญญาณเหล่านี้ ลมพัดผ่านทำให้ต้นข้าวไหวไปมา มองจากไกล ๆ เห็นจุดสีเขียวทองมากมายไหวไปมาพร้อมกัน ทำให้รู้สึกว่าโลกนี้ช่างกว้างใหญ่
ภารกิจที่เขารับมาคือถางหญ้าในทุ่งสิบหมู่ภายในหนึ่งวัน มิฉะนั้นจะโดนหักหินวิญญาณระดับต่ำหนึ่งก้อน หลี่เหยียนมองว่าไม่มีปัญหาอะไร ภายหลังจากที่ชื่นชมทุ่งนากว้างตรงหน้าแล้ว จึงถอดชุดคลุมยาว พับแขนเสื้อ เดินไปที่แปลงนา เห็นวัชพืชมากมาย เขาสูดหายใจเข้าลึก ๆ ยืนตัวตรง แล้วเหวี่ยงจอบลงไป
เสียง "แคร้ง" ดังขึ้น ทำให้มือของหลี่เหยียนชาไป บนพื้นมีเพียงรอยจาง ๆ ส่วนวัชพืชก็ยังคงอยู่ หลี่เหยียนตกตะลึง จึงยกจอบขึ้นมาอีกครั้ง ใช้แรงทั้งหมดที่มี เสียง "แคร้ง" ดังขึ้นอีกครั้ง ทว่าเสียงดังกว่าเมื่อครู่ บนพื้นก็ยังคงมีเพียงรอยจาง ๆ ไม่ได้ลึกไปกว่าเดิม หลี่เหยียนไม่อยากจะเชื่อ จึงคิดจะก้มลงไปสัมผัสพื้น ทันใดนั้นก็มีเสียงดังมาจากข้างหลัง "ศิษย์น้อง ทำแบบนี้ไม่ได้ผลหรอก เพิ่งจะเคยทำหรือ?"
หลี่เหยียนได้ยินก็หันกลับไปมอง เห็นมีคนคนหนึ่งยืนอยู่บนแปลงนา ห่างออกไปหลายสิบจ้าง คงกำลังถางหญ้าอยู่ เพียงแต่เมื่อครู่เขาไม่ได้ใช้จิตสำนึก จึงไม่รู้ว่ามีคนอื่นอยู่ที่นี่ อีกฝ่ายคงจะได้ยินเสียงดัง จึงเห็นหลี่เหยียน
หลี่เหยียนรีบหันกลับไปคำนับ "ท่านเห็นข้าขายหน้าแล้ว ข้าเพิ่งจะเคยรับภารกิจแบบนี้ ไม่ทราบว่าศิษย์พี่ชื่ออะไรหรือขอรับ?"
คนคนนั้นมีรูปร่างสมส่วน อายุสามสิบกว่า ๆ มีเคราแพะ ดูแข็งแรง หลี่เหยียนไม่ได้ใช้จิตสำนึก คาดว่าคงเป็นผู้ฝึกตนขอบเขตสร้างรากฐาน อีกฝ่ายก็ไม่ได้ใช้จิตสำนึก มิฉะนั้นพอเห็นระดับพลังของหลี่เหยียน คงเรียกหลี่เหยียนว่า "ศิษย์หลาน" แล้ว
"ข้าชื่อจางขุยแห่งยอดเขาสี่ทิศ ไม่ทราบว่าศิษย์น้องท่านนี้ชื่ออะไร?"
“โอ้ ข้าชื่อหลี่เหยียน เป็นศิษย์ของยอดเขาไผ่น้อยขอรับ” หลี่เหยียนตอบด้วยรอยยิ้ม
"อ้อ? หลี่เหยียน... หลี่เหยียน? ข้านึกออกแล้ว น่าจะเป็นศิษย์น้องที่เพิ่งจะเข้ายอดเขาไผ่น้อยเมื่อหลายปีก่อน ข้าเคยได้ยินศิษย์พี่ต้าเฉี่ยวพูดถึง" นักพรตวัยกลางคนได้ฟังก็ชะงักไปครู่หนึ่ง คิดอยู่ครู่หนึ่งก็ยิ้มออกมา
หลี่เหยียนยิ้มแล้วพยักหน้า คิดในใจว่า ‘ได้ยินมาจากศิษย์พี่เจ็ดก็ไม่แปลก’
"ว่ายังไง? ศิษย์น้องหลี่ ไม่ได้เรียนรู้วิธีการจากศิษย์พี่อวิ๋น ก็มาที่นี่แล้วหรือ?"
หลี่เหยียนก็ไม่กล้าบอกตรง ๆ ว่าศิษย์พี่สามแค่โยนจอบให้ ทั้งยังต้องถามถึงจะรู้ว่าเป็นที่ไหน จึงได้แต่เกาหัว
จางขุยเห็นดังนั้นก็เหมือนกับว่าเข้าใจอะไรบางอย่าง "ฮ่า ๆ ข้าเข้าใจแล้ว บอกเจ้าก็ได้ ไม่ใช่เรื่องยากอะไร จอบในมือพวกเราไม่ใช่อุปกรณ์ธรรมดา ๆ ของชาวบ้าน แต่เป็นถึงอาวุธวิญญาณขั้นต้น เวลาใช้ต้องใส่พลังปราณเข้าไป เพียงแต่วัชพืชในทุ่งข้าววิญญาณนี้กลัวพลังปราณธาตุทองมากที่สุด รองลงมาก็คือธาตุไฟ ถ้าใช้พลังปราณธาตุไม้ ธาตุน้ำ และธาตุดินไม่เพียงแต่กำจัดไม่ได้ แต่ยังจะทำให้รากของมันแข็งแรงขึ้นอีก ก็ประมาณนี้"
พูดจบเขาจึงพยักหน้าให้หลี่เหยียน แล้วก้มหน้าก้มตาทำงานต่อ
หลี่เหยียนก็รีบคารวะตอบ เขารู้ว่าอีกฝ่ายอธิบายมากมายขนาดนี้ก็ถือว่ามีบุญคุณแล้ว เพราะต่อให้ไม่พูดอะไรเลยก็ถือว่าเข้าใจได้ ตอนนี้เขาเองก็นึกขึ้นได้ว่าตอนที่รับภารกิจนี้มา มีคำแนะนำข้อหนึ่งบอกว่าต้องใช้พลังปราณธาตุทองกับธาตุไฟ แต่ตอนนั้นเขายังไม่เข้าใจ ต่อมาก็ไม่ได้สนใจ ที่แท้ก็เป็นแบบนี้
เขาจึงโคจรคัมภีร์วารี พลังปราณธาตุทองก็ก่อตัวขึ้น ใส่เข้าไปในจอบวิญญาณ เห็นจอบนั้นมีแสงสีทองส่องประกาย หลี่เหยียนก็เหวี่ยงจอบลงไป เสียง "ฉึก" เบา ๆ ดังขึ้น ดินตรงนั้นก็ถูกขุดขึ้นมา เป็นอย่างที่จางขุยพูดจริง ๆ
หลี่เหยียนจึงเริ่มลงมือทำงาน แต่ครึ่งชั่วยามต่อมา เขาก็ยืดตัวขึ้น เหงื่อท่วมตัว หน้าซีดเผือด สาเหตุก็เพราะพลังปราณในร่างกายของเขาหมดเกลี้ยง เดิมทีด้วยพลังปราณขอบเขตรวมลมปราณขั้นที่เจ็ดของเขา ไม่ต้องพูดถึงการถางหญ้าสิบหมู่ ต่อให้เป็นทุ่งนาของมนุษย์เป็นร้อยหมู่ เขาก็ไม่รู้สึกอะไร
เพียงแต่ทุ่งข้าววิญญาณแห่งนี้แปลก พวกมันแข็งแกร่งมาก ทั้งรากของวัชพืชยังลึกเกือบสามฉื่อ ถ้าเขาใส่พลังปราณน้อยเกินไป ก็ถางหญ้าไม่ได้ ถ้าใส่พลังปราณมากเกินไป ก็จะเปลืองพลังปราณ ทำไปแค่สองแปลง พลังปราณในร่างกายของเขาก็ใกล้จะหมดเกลี้ยงแล้ว เขาจึงมองดูทุ่งนากว้างที่เหลืออยู่ พร้อมอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ "ดูเหมือนว่าหินวิญญาณอีกหนึ่งก้อนจะหายไปเสียแล้ว" เขาต้องใช้เวลาสิบกว่าชั่วยามในการนั่งฝึกฝนเพื่อฟื้นฟูพลังปราณ เช่นนี้จะทำภารกิจนี้ให้เสร็จภายในวันเดียวได้อย่างไร?
วันเวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า ได้น้อย เสียมาก สองเดือนต่อมา ตอนเย็น หลี่เหยียนมองดูทุ่งข้าววิญญาณสิบหมู่ที่ไม่มีวัชพืชหลงเหลืออยู่ มุมปากจึงยกขึ้น
ช่วงนี้เขาเสียหินวิญญาณไปไม่น้อย ถึงแม้จะรับภารกิจรดน้ำไผ่ราชาหมึกมาทำด้วย ทั้งยังมีหินวิญญาณที่ได้รับทุกเดือน เขาก็ยังคงติดหนี้หอภารกิจเป็นมูลค่ายี่สิบหกหินวิญญาณระดับต่ำ แต่หลังจากนี้ คงไม่เป็นแบบนี้อีกแล้ว
ถึงแม้จะเสียหินวิญญาณไปเยอะ แต่หลี่เหยียนก็ได้เรียนรู้อะไรมากมาย อย่างเช่น การใช้พลังปราณอย่างเหมาะสม การเปลี่ยนพลังปราณธาตุทั้งห้าอย่างรวดเร็ว การเพิ่มความเร็วในการฟื้นฟูพลังปราณ การควบคุมพลังปราณให้บริสุทธิ์ขึ้น ทำให้เขาได้รับประโยชน์มากมาย ระหว่างที่ฝึกฝนเพื่อฟื้นฟูพลังหลังจากถางหญ้าเสร็จ เขาก็เลื่อนระดับไปถึงระดับสูงในขอบเขตรวมลมปราณขั้นที่เจ็ดโดยไม่รู้ตัว เรื่องนี้มันทำให้เขายินดีไม่น้อย
วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว หลี่เหยียนใช้ชีวิตอยู่กับการฝึกฝนกับสวนพืชวิญญาณ เหมือนกับผึ้งตัวน้อยที่ขยันขันแข็ง
วันนี้ หลี่เหยียนตื่นแต่เช้า ล้างหน้าล้างตัวเสร็จก็เปิดเขตอาคมป้องกันที่ประตูบ้าน เดินทางไปยังหอภารกิจ เพราะเขายังคงติดหนี้หอภารกิจอยู่ถึงยี่สิบหกหินวิญญาณระดับต่ำ เขาต้องรีบหาเงินมาใช้หนี้ มิฉะนั้นเดือนหน้าก็จะกลายเป็นยี่สิบเจ็ดก้อน ดอกเบี้ยของสำนักแพงมาก
แต่ช่วงนี้ผู้ฝึกตนขอบเขตสร้างรากฐานจำนวนมากออกไปฝึกฝนข้างนอก ภารกิจในหอภารกิจของแต่ละยอดเขาเลยมีเยอะมาก ภารกิจไผ่ราชาหมึกกับภารกิจรดน้ำต้นข้าวที่เขาคุ้นเคยก็ยังมีอยู่ ได้ยินจางขุยเล่าว่าหอภารกิจหลักที่ยอดเขามหาปกครองมีภารกิจมากมาย แต่คิดว่าพอการประลองคัดเลือกตัวแทนจบลง ภารกิจพวกนี้คงจะถูกแย่งไปจนหมด หลายเดือนมานี้ภารกิจที่เขากับจางขุยทำนั้นเหมือนกัน อีกฝ่ายก็ไม่ใช่คนที่ชอบต่อสู้ มิฉะนั้นเขาก็คงไปรับภารกิจข้างนอกแล้ว แบบนั้นจะได้หินวิญญาณมากกว่า อีกทั้งการประลองใหญ่ครั้งนี้ เขาก็ไม่ได้สมัครเข้าร่วม ในสำนักหวั่งเหลี่ยงมีคนที่ตั้งใจฝึกฝนเพื่อให้มีชีวิตอมตะอยู่มากมาย ไม่ใช่ว่าทุกคนจะเป็นพวกบ้าระห่ำ
หลี่เหยียนช่วงนี้ไม่ได้รับภารกิจประเภทอื่น มาทำงานรดน้ำไผ่ราชาหมึกกับถางหญ้าในทุ่งข้าววิญญาณ เพราะต้องหาหินวิญญาณมาใช้หนี้ก่อน พอออกจากบ้าน เขากำลังจะเรียกอาวุธวิญญาณสำหรับบิน ก็เห็นแสงสว่างวาบขึ้นบนท้องฟ้าเหนือป่าไผ่ มีหนังสือขนาดใหญ่เล่มหนึ่งตกลงมา
"ศิษย์น้องเล็ก อย่าเพิ่งรีบไป มาได้จังหวะพอดี" เสียงที่ดูอ่อนโยนดังมาจากข้างหน้า
หลี่เหยียนตกตะลึง ไม่รู้ว่าศิษย์พี่ใหญ่มาหาเขาแต่เช้าเพื่ออะไร จึงรีบคารวะ "คารวะศิษย์พี่ใหญ่ ท่านมีเรื่องอะไรก็ส่งข้อความมาบอกก็ได้ ข้าจะไปหาเอง ไม่เห็นต้องมาด้วยตัวเองเลย"
หลี่อู๋อี เก็บอาวุธวิเศษเรียบร้อยแล้วจึงเดินเข้ามาหา "ฮ่า ๆ เรื่องนี้ศิษย์พี่คิดว่าบอกด้วยตัวเองจะดีกว่า อีกอย่างข้าก็ไม่ได้อยู่ที่ห้องโถงใหญ่ตลอดเวลา"
หลี่เหยียนได้ยินก็รู้สึกแปลกใจ มีเรื่องอะไรที่ทำให้ศิษย์พี่ใหญ่ต้องมาหาเขาด้วยตัวเอง และคงไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ แน่
เขาจึงเปิดประตูบ้านอีกครั้ง ทั้งสองคนเดินเข้าไปในบ้าน นั่งลงบนม้านั่งหิน หลี่เหยียนหยิบชุดน้ำชามาชงชาให้ หลี่อู๋อีก็ไม่ใช่คนที่เรื่องมาก ปกติก็น้ำเปล่าก็พอแล้ว และใบชานี้ก็เป็นของที่จางขุยให้มา
หลี่อู๋อีจิบชาไปอึกหนึ่ง รู้สึกสดชื่น จึงพยักหน้า แล้วก็พูดด้วยสีหน้าจริงจัง
"ศิษย์น้องเล็ก ครั้งนี้ศิษย์พี่มาที่นี่มีเรื่องสำคัญจะบอก ช่วงนี้อาจารย์กับอาจารย์แม่ปิดประตูฝึกฝนกันหมด เรื่องของยอดเขาจึงเป็นข้าที่จัดการทั้งหมด เมื่อวานได้รับคำสั่งจากจ้าวสำนัก จึงได้ไปที่ยอดเขามหาปกครอง ได้ยินท่านอาจารย์ลุงหลายท่านพูดถึงเรื่องการเก็บสมุนไพรวิเศษกับสมบัติล้ำค่าต่าง ๆ ในดินแดนลับปีหน้า
หลายวันก่อน มีผู้ฝึกตนขอบเขตแก่นทองคำของสำนักมหาลึกล้ำ สำนักสุขาวดี และสำนักสิบก้าวมาที่สำนักพวกเราเพื่อปรึกษาเรื่องนี้ สามสำนักนั้นเสนอว่าหลังจากการเก็บสมุนไพรวิเศษกับสมบัติล้ำค่าต่าง ๆ ในดินแดนลับปีหน้าแล้ว พวกเขาต้องการจะเปิดพื้นที่เล็ก ๆ อีกแห่งหนึ่งในดินแดนลับที่ชื่อว่าวงล้อชีวิตและความตายเพื่อจัดการประลอง
อันที่จริงพื้นที่วงล้อชีวิตและความตายนี้มีมาตั้งแต่หลายหมื่นปีก่อน เป็นพื้นที่ที่ให้ผู้ฝึกตนขอบเขตแก่นทองคำเข้าไปทดสอบหลังจากที่เก็บสมุนไพรวิเศษกับสมบัติล้ำค่าต่าง ๆ ในดินแดนลับเสร็จสิ้นแล้ว เพียงแต่หลังจากที่เปลี่ยนเป็นผู้ฝึกตนขอบเขตสร้างรากฐานเข้าไปในดินแดนลับเพื่อเก็บสมุนไพรวิเศษกับสมบัติล้ำค่าต่าง ๆ แล้ว พื้นที่วงล้อชีวิตและความตายก็ถูกปิดลง ส่วนสาเหตุที่ถูกปิดลง คงมีแต่อาจารย์ของพวกเราเท่านั้นที่รู้
พื้นที่วงล้อชีวิตและความตายน่าจะเป็นสมบัติวิเศษที่ผู้บำเพ็ญเซียนในยุคโบราณของดินแดนลับสร้างขึ้น เป็นทรงกลมขนาดใหญ่ มีทางเข้ายี่สิบทางเชื่อมต่อไปยังใจกลางทรงกลม ทางเข้าแต่ละทางต้องมีผู้ฝึกตนระดับสูงกว่าหนึ่งขอบเขตใหญ่นำศิษย์ที่พลังต่ำกว่าสามสิบหกคนยืนอยู่บนนั้น และทางเข้าทั้งยี่สิบทางเป็นอิสระต่อกัน
ตอนแรกแต่ละทางยาวแค่สิบลี้ แต่เมื่อผู้ฝึกตนเดินทางเข้าไปยังใจกลางทรงกลมมากขึ้น เส้นทางก็จะขยายออกไป เส้นทางพวกนี้บิดเบี้ยวไปมาในทรงกลม เหมือนกับแถบผ้าที่กำลังเต้นระบำ มองโดยรวมแล้วเหมือนกับว่ากำลังหมุนแบบไม่แน่นอนอยู่ในทรงกลม แต่คนที่อยู่บนนั้นกลับไม่รู้สึกถึงการสั่นไหว จึงเรียกว่าวงล้อชีวิตและความตาย
ระหว่างนั้นจะมีสองเส้นทางที่ปลายทางเชื่อมต่อกัน ไม่มีใครรู้ว่าจะเป็นสองเส้นทางไหน ในพริบตาที่เชื่อมต่อกัน ปลายทางของสองเส้นทางนั้นจะหยุดขยายตัว ผู้ฝึกตนเจ็ดสิบสี่คนที่อยู่บนสองเส้นทางนั้นก็จะเจอกัน ตอนนั้นทั้งสองฝ่ายต้องต่อสู้กันจนกว่าจะเหลือแค่สามสิบเจ็ดคนหรือน้อยกว่านั้น เส้นทางสองเส้นทางนั้นจะรวมเป็นเส้นทางเดียว เพื่อเดินทางไปยังใจกลางทรงกลมต่อไปได้"
หลี่อู๋อี พูดจบก็มองหลี่เหยียน ส่วนหลี่เหยียนก้มหน้าครุ่นคิด
"ศิษย์น้องเล็ก เจ้าไม่มีอะไรสงสัยหรือ?" หลี่อู๋อีจิบชาพลางถามขึ้นมาลอย ๆ
"ศิษย์พี่ใหญ่ ข้าคิดว่าคงมีเหตุผลบางอย่างที่บีบบังคับให้ทั้งสองฝ่ายต้องต่อสู้กัน มิฉะนั้นทั้งสองฝ่ายก็แค่รออยู่ตรงนั้นก็พอแล้ว อย่างเช่น ไปไม่ถึงใจกลางก็จะตายยกคณะ หรือพอสองเส้นทางมาบรรจบกันก็จะมีอันตรายร้ายแรงปรากฏขึ้น"
หลี่อู๋อีได้ฟังก็ยิ้มออกมา "ศิษย์น้องเล็ก เจ้าฉลาดมาก ถึงแม้จะเดาไม่ถูกทั้งหมด แต่ก็เดาถูกจุดสำคัญ วงล้อชีวิตและความตายนี้แข่งขันกันที่ความเร็ว ใครไปถึงสามอันดับแรก ก็จะสามารถเข้าไปในใจกลางทรงกลมได้ ข้างในใจกลางทรงกลมนั้นแบ่งออกเป็นสี่ชั้น ทุกคนสามารถไปถึงชั้นแรกได้ ส่วนกลุ่มที่ไปถึงก็จะถูกส่งไปยังชั้นอื่น ๆ ตามลำดับ ในนั้นจะมีรางวัลมากมาย ระดับก็จะต่างกันไป
รางวัลพวกนี้มีค่ามากกว่าของที่เก็บได้ข้างนอกมาก แต่ของที่ได้มาจะไม่ตกเป็นของคนคนเดียว ทุกคนมีสิทธิ์เลือกสมบัติก่อนคนละชิ้น หรือไม่เอาสมบัติ แลกเป็นหินวิญญาณกับสำนักก็ได้ ที่เหลือต้องมอบให้สำนัก ฟังดูเหมือนจะโหดร้าย คนพวกนั้นเอาชีวิตไปเสี่ยง ทำไมต้องมอบให้สำนักด้วย? แต่ถึงอย่างนั้นทุกคนก็ยังอยากจะเข้าไปข้างใน สมบัติใด ๆ ในนั้นอาจจะเป็นของที่เจ้าไม่มีทางได้มาโดยวิธีการปกติ หรือไม่มีทางได้เห็นในชั่วชีวิต พวกมันมีค่ามาก สำนักใช้ทรัพยากรมากมายฝึกฝนเจ้า การเปิดดินแดนลับก็ต้องใช้ทรัพยากรล้ำค่ามากมาย ดังนั้นสมบัติส่วนใหญ่จึงต้องมอบให้สำนัก"
หลี่เหยียนพยักหน้า เขาเห็นด้วยกับความคิดนี้ และเข้าใจว่าทำไมศิษย์พี่ใหญ่ถึงอธิบายให้เขาฟัง ก็แค่ไม่อยากให้เขารู้สึกไม่พอใจสำนักในกรณีที่มีโอกาสได้เข้าไปข้างใน
"ทุกคนที่ไปถึงชั้นแรกในใจกลางทรงกลมได้จะไม่ตาย เพียงแต่ไม่ได้รับก็รางวัลเท่านั้น สุดท้ายก็จะถูกส่งออกมาพร้อมกับคนที่อยู่ในสามชั้นที่เหลือ นั่นก็คือคนที่ยังอยู่บนเส้นทางจะเผชิญความตาย ความตายแบบนั้นเป็นการมองดูคนรอบข้างตายไปทีละคน ทรมานมาก บางทียังไม่ทันจะตายก็อาจจะเสียสติและโจมตีเพื่อนร่วมทีมก็ได้
เพราะทรงกลมนี้พอมีคนยืนอยู่บนทางเข้าทั้งยี่สิบเส้นทางครบเจ็ดร้อยสี่สิบคนแล้ว มันจะเปิดขึ้นโดยอัตโนมัติ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ทรงกลมก็จะหดเล็กลง บีบอัด ในระหว่างที่หดตัวลง บริเวณขอบทรงกลมก็จะเกิดเงาดำมากมาย ในทรงกลมนั้นเหมือนกับว่าเป็นคำสาปสีดำขนาดใหญ่ที่แผ่ลงมาจากฟากฟ้า ร่างกายมนุษย์พอสัมผัสกับเงาดำพวกนี้ ไม่ว่าจะเป็นอาวุธวิเศษ สมบัติวิเศษ หรือแม้แต่เลือดเนื้อกระดูก ก็จะกลายเป็นเถ้าธุลีในพริบตา ไม่มีใครรอด ดังนั้นพอสองเส้นทางมาบรรจบกัน ทั้งสองฝ่ายจึงต้องต่อสู้กัน ต้องเปิดเส้นทางให้ขยายต่อไปก่อนที่ทรงกลมจะหดตัวลง ไม่งั้นก็จะตาย"