- หน้าแรก
- เซียนห้าสำนัก
- บทที่ 78 เร็วขนาดนั้น
บทที่ 78 เร็วขนาดนั้น
บทที่ 78 เร็วขนาดนั้น
บทที่ 78 เร็วขนาดนั้น
ครึ่งชั่วยามต่อมา หลี่เหยียนเผยสีหน้าลำบากใจ สายตามองดูต้นไผ่เล็กที่สูงไม่ถึงเอวคนซึ่งดูเหี่ยวเฉา ใบไม้มีน้ำใส ๆ หยดลงมาเป็นครั้งคราว เสียง "แปะ" ดังขึ้นเมื่อน้ำตกลงบนพื้น หัวใจของเขาก็เต้นแรงทุกครั้งที่ได้ยินเสียงนี้
"ยังจะทำต่ออีกไหม? ตอนนี้รวม 'หิมะผลึกสนธยา' ที่เสียไปด้วย เจ้าติดหนี้สำนักเป็นจำนวนหินวิญญาณระดับต่ำหกก้อนแล้ว" เสียงหนึ่งดังมาจากข้างหลัง หลี่เหยียนยิ่งรู้สึกใจหาย ในครึ่งชั่วยาม เสียงเย็นชานี้ดังมาสี่ครั้งแล้ว ทุกครั้งนั้นเหมือนกับมีดที่กรีดลงบนหัวใจของเขา
ครึ่งชั่วยาม เขาไม่เพียงแต่ไม่ได้รับหินวิญญาณแม้แต่ก้อนเดียว แต่ยังติดหนี้ไปหกก้อน
ศิษย์ใหม่พอรับภารกิจมาแล้ว คนที่รับผิดชอบก็จะคอยแนะนำอยู่ข้าง ๆ ศิษย์พี่หกคนนี้มองดูด้วยความสงสาร พอหลี่เหยียนล้มเหลวสองครั้ง นางเอ่ยเตือนหลี่เหยียน นี่ไม่ใช่ว่านางให้ความช่วยเหลือหลี่เหยียนเป็นพิเศษ เพราะศิษย์ใหม่ทุกคนที่มารับภารกิจ นางจะคอยให้คำแนะนำ แล้วยังรอดูผลลัพธ์ ถ้าไม่ได้ผลก็จะเตือน เพียงแต่ศิษย์ใหม่อย่างหลี่เหยียน นางเพิ่งจะเคยเห็นเป็นครั้งแรก เพราะคนที่มารับภารกิจที่นี่ส่วนใหญ่ก็พอจะมีประสบการณ์ในการปลูกพืชวิญญาณมาบ้างแล้ว ครึ่งชั่วยามอย่างไรก็สำเร็จสักครั้งสองครั้ง
นางยืนอยู่ริมแปลงไผ่ราชาหมึกที่โตเต็มที่ซึ่งอยู่ห่างออกไปหลายสิบก้าว กอดอกพิงต้นไผ่อยู่ ทำให้หน้าอกของนางยิ่งดูใหญ่โต
พอหลี่เหยียนล้มเหลวอีกครั้ง นางก็ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ถามขึ้นมา แล้วก็ชี้ไปที่ต้นไผ่แปลงนั้น
"ต้นไผ่พวกนี้ที่เสียหายแล้ว เจ้าจะเก็บเกี่ยวเอง หรือจะส่งภารกิจให้คนอื่นมาช่วยเก็บเกี่ยว?"
"ข้า... เก็บเกี่ยว... เอง... ขอรับ" หลี่เหยียนพูดทีละคำพร้อมกับกัดฟัน
ตอนนี้เขาได้รู้แล้วว่าไผ่ราชาหมึกพวกนี้กับต้นไผ่ข้างนอกต่างกันตรงไหน ต้นไผ่มากมายบนภูเขาก็เป็นไผ่ราชาหมึกเหมือนกัน เพียงแต่ต้นไผ่ที่นั่นเป็นระดับสองหรือสาม ใช้ทำวัสดุสำหรับสร้างอาวุธวิญญาณแบบง่าย ๆ ได้ ส่วนต้นไผ่ที่ปลูกในสวนพืชวิญญาณเป็นไผ่ราชาหมึกระดับหนึ่ง ใช้ทำวัสดุสำหรับสร้างอาวุธวิญญาณระดับสูง อย่างเช่นบ้านพักที่หลี่เหยียนอยู่ก็สร้างจากไผ่ราชาหมึกระดับหนึ่งที่โตเต็มที่แล้ว
ต้นไผ่ราชาหมึกมากมายบนภูเขานั้นเป็นไผ่ราชาหมึกระดับหนึ่งที่ปลูกไม่สำเร็จในสวนพืชวิญญาณ แล้วจึงนำไปปลูกที่นั่น พวกมันขยายพันธุ์เอง แล้วก็จะงอกหน่อไม้เล็ก ๆ ขึ้นมา พอหน่อไม้พวกนั้นโตขึ้นก็จะกลายเป็นไผ่ราชาหมึกระดับสาม
แต่ไผ่ราชาหมึกระดับสามจะไม่งอกหน่อไม้อีกแล้ว นั่นก็คือจะไม่มีไผ่ราชาหมึกระดับที่ต่ำกว่านี้อีก อย่างเช่นต้นไผ่ที่หลี่เหยียนทำลายบนลานกว้างก็เป็นไผ่ราชาหมึกระดับสาม สาเหตุที่มันดูเหมือนจะงอกขึ้นมาใหม่หลังจากถูกทำลาย ก็เพราะรากเดิมงอกขึ้นมาใหม่ หากคิดทำลาย ก็ต้องถอนรากถอนโคนถึงจะกำจัดได้
ส่วนไผ่ราชาหมึกระดับหนึ่งที่เสียหายในสวนพืชวิญญาณนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นเพราะรากกับลำต้นเสียหาย ไม่สามารถเจริญเติบโตเป็นไผ่ราชาหมึกระดับหนึ่งที่โตเต็มที่ได้ ระดับจะลดลง ดังนั้นการเก็บเกี่ยวไม่ใช่แค่การเก็บเกี่ยวธรรมดา ๆ แต่ต้องถอนรากถอนโคนด้วย และต้องเป็นผู้ฝึกตนที่ฝึกฝน "เคล็ดวิชาทรายดูด" จนถึงระดับต่ำเป็นอย่างน้อย
โดยใช้ "เคล็ดวิชาทรายดูด" ทำให้ดินกับรากตรงนั้นอ่อนนุ่ม แล้วจึงถอนรากถอนโคน นำไปวางรวมกันไว้ที่จุดที่กำหนดในสวนพืชวิญญาณ จากนั้นจะมีศิษย์รับใช้ในภูเขานำไปปลูกตามระดับความเสียหาย ส่วนพื้นที่ว่างตรงนั้นก็จะปลูกเมล็ดไผ่ราชาหมึกระดับหนึ่ง ใช้พลังปราณที่นี่บ่มเพาะ สามวันก็จะโตจนมีขนาดเท่านิ้วหัวแม่มือ ตอนนั้นก็ต้องใช้ "หิมะผลึกสนธยา" รดน้ำถึงจะโตได้ ถ้าไม่ได้รดน้ำ อีกหนึ่งเดือนระดับหนึ่งก็จะกลายเป็นระดับสอง แล้วก็ลดลงไปเป็นระดับสาม
การเก็บเกี่ยวไผ่ราชาหมึกนั้น ต้องเป็นผู้ฝึกตนที่ฝึกฝน "เคล็ดวิชาทรายดูด" จนถึงระดับต่ำเป็นอย่างน้อย ถึงจะทำได้ เพราะฉะนั้นต้องมีคนมาเก็บเกี่ยวโดยเฉพาะ คนพวกนี้ยังมีหน้าที่นำไผ่ราชาหมึกที่เก็บเกี่ยวแล้วไปวางไว้ในจุดที่กำหนดไว้ งานแบบนี้ไม่ได้ทำโดยไร้ค่าตอบแทน ปกติสิบหมู่คิดเป็นหินวิญญาณระดับต่ำหนึ่งก้อน ต่ำกว่าสิบหมู่ก็คิดหนึ่งก้อนเหมือนกัน นับว่าค่าบริการแพงมาก
ส่วนการย้ายไปปลูก พืชตระกูลไผ่สามารถขยายพันธุ์ได้ง่ายมาก ถ้าไม่ใช่ว่าจะใช้ประโยชน์เป็นพิเศษ ศิษย์รับใช้ก็สามารถทำได้ ไม่ต้องจ่ายหินวิญญาณ ส่วนการหว่านเมล็ดตรงนี้ก็ไม่เสียค่าบริการ แค่ใช้เคล็ดวิชาเซียนหว่านเมล็ดให้ทั่ว แล้วปล่อยให้มันเติบโตเองเป็นเวลาสามวันก็พอ
หลี่เหยียนเริ่มต้นภารกิจรดน้ำตั้งแต่ครึ่งชั่วยามก่อน ศิษย์พี่หกคนนั้นให้ "หิมะผลึกสนธยา" แก่เขาสี่ร้อยก้อน แล้วจึงยืนดูเขาใช้เคล็ดวิชาเซียน ฝันร้ายของหลี่เหยียนเริ่มต้นขึ้น ไม่ใช่ว่าเขาใช้เคล็ดวิชาเมฆฝนเร็วเกินไป แต่เป็นเพราะ "หิมะผลึกสนธยา" ถูกใช้งานไม่ทันเวลา หรือไม่ก็เป็นเพราะโปรย "หิมะผลึกสนธยา" เร็วเกินไป พวกมันยังไม่ทันตกลงบนพื้นก็ละลายไป ระหว่างที่ร่วงลงมาก็ระเหยไปเยอะ สรรพคุณยาของมันจึงหายไปในอากาศ
หลี่เหยียนมองดูต้นไผ่เล็ก ๆ ที่เสียหายไปกับ "หิมะผลึกสนธยา" สิบกว่าก้อนที่หายไปโดยไม่ได้ผลลัพธ์ใด ๆ ก็มีสีหน้าไม่สู้ดี หินวิญญาณที่เขาเก็บสะสมมานั้นไม่ได้มีมากมายอะไร ยามนี้กลับหายไปอย่างรวดเร็ว ต่อมาเขาก็ได้ยินว่าการ "เก็บเกี่ยว" ต้นไผ่เล็ก ๆ พวกนี้ก็ต้องส่งภารกิจออกไป คิดค่าบริการเป็นหินวิญญาณ และยังเป็นเขาที่ต้องจ่าย มันยิ่งทำให้รู้สึกมึนงง จึงได้แต่ขอ "เก็บเกี่ยว" เอง
แต่นึกถึงการใช้ "เคล็ดวิชาเมฆฝน" กับ "เคล็ดวิชาทรายดูด" ติด ๆ กันหลายครั้ง พลังปราณในร่างกายของเขาก็พร่องลง แต่ตอนนี้เขาคงไม่ยอมเสียหินวิญญาณเพื่อฟื้นฟูพลังปราณ ถ้าแบบนั้นก็ต้องนั่งฝึกฝนเป็นเวลานานเพื่อฟื้นฟูพลังปราณ แบบนี้เวลาก็ยิ่งเหลือน้อย ถ้าโชคร้าย เขาอาจจะต้องอยู่ที่นี่นานมาก จะเอาเวลาที่ไหนไปฝึกฝน? เขาจึงรู้สึกอึดอัดมาก
หนึ่งชั่วยามต่อมา "ศิษย์... น้องเล็ก เจ้าไม่ลองคิดดูหน่อยหรือ? ต่อให้ไม่คิดค่าเก็บเกี่ยว เจ้าก็ต้องจ่ายหินวิญญาณระดับต่ำไปสิบเอ็ดก้อนแล้ว" ตอนนี้แม้แต่เสียงเย็นชาดังขึ้น ก็ยังคงมีความหวั่นไหว ท่าทางกอดอกก็เปลี่ยนเป็นยืนตัวตรง
"ฮ่า... ฮ่า ฮ่า ๆ ศิษย์พี่หก ข้าจะลองอีกครั้ง ข้ายังมีหินวิญญาณอยู่ เพียงแต่ไม่คิดว่าจะเสียไปเร็วขนาดนี้" หลี่เหยียนพูดด้วยสีหน้าซีดเผือด น้ำเสียงแห้งผาก แต่ในดวงตาเริ่มมีสีแดงก่ำ
หินวิญญาณสิบกว่าก้อนที่เขาอุตส่าห์เก็บหอมรอมริบมาหลายปี ตอนนี้หายไปจากถุงมิติของเขาเกินครึ่งแล้ว
แต่นิสัยไม่ยอมแพ้ของหลี่เหยียนก็ถูกกระตุ้นขึ้นมา จะบอกว่าเหมือนกับนักพนันที่เล่นเสียจนหน้ามืดตามัวก็ได้ เขาคิดในใจว่า ‘ยังเหลือหินวิญญาณระดับต่ำอีกหกก้อน ต้องทำให้สำเร็จให้ได้’
เมื่อครู่เขาไม่ได้ลองผิดลองถูกไปเรื่อย ๆ แต่เขาคอยปรับเวลาในการใช้เคล็ดวิชาเซียนและวิธีการต่าง ๆ ตอนนี้รู้สึกว่าดีขึ้นมากแล้ว
หญิงสาวผมสั้นหน้าตาเย็นชาเห็นหลี่เหยียนดื้อรั้นขนาดนี้ ก็ไม่พูดอะไรต่อ เพียงเรียกอาวุธวิเศษสำหรับบินแล้วบินขึ้นไปบนฟ้า
หลี่เหยียนไม่ได้สังเกตว่าศิษย์พี่คนนั้นจากไปแล้ว ตอนนี้ในหัวของเขามีแต่เคล็ดวิชาโจมตีกับการใช้ "หิมะผลึกสนธยา" คอยขยับมือไปมาในอากาศ นึกถึงจุดที่ผิดพลาดกับเวลาที่ตัวเองลงมือ
หนึ่งชั่วยามต่อมา เขาทำลายต้นไผ่ไปอีกประมาณครึ่งหมู่ นี่เป็นผลลัพธ์จากการทดลองสามครั้งของเขาเมื่อครู่ ตอนนี้เขาสามารถควบคุมขอบเขตการใช้เคล็ดวิชาโจมตีได้แล้ว เพียงแต่ "หิมะผลึกสนธยา" หนึ่งก้อนใช้ได้กับต้นไผ่พื้นที่ใหญ่ ไม่งั้นเขาคงสามารถควบคุมพื้นที่ให้เล็กลงได้
หลี่เหยียนมองดูต้นไผ่เล็ก ๆ ครึ่งหมู่ที่เสียหายไป ดวงตาสีแดงก่ำเริ่มเปล่งประกาย ต้นไผ่แปลงนี้ไล่จากจุดที่เขายืนไปข้างหน้า มีสีเขียวอ่อนไปจนถึงเข้ม แสดงว่า "หิมะผลึกสนธยา" ถูกดูดซึมได้ดีขึ้นเรื่อย ๆ จึงเป็นแบบนี้
แต่หลี่เหยียนก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ เพราะเขาต้องนั่งฝึกฝนแล้ว เนื่องจากตอนนี้พลังปราณในร่างกายของเขาใกล้จะหมด จึงรู้สึกเหนื่อยล้ามาก ยามเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่เริ่มมืดแล้ว คิดว่าถ้าไม่มีหินวิญญาณช่วย คงต้องรอจนถึงเช้าถึงจะฟื้นฟูพลังปราณได้ เขาจึงไม่คิดมาก แต่หาพื้นที่ว่างข้างแปลงต้นไผ่และนั่งลง
…………
ยี่สิบวันผ่านไป หลี่เหยียนมองดูต้นไผ่สีเขียวเข้มตรงหน้าพลางยิ้มออกมา หลังจากรดน้ำมาหลายวัน ในที่สุดเขาก็ทำได้สำเร็จ หักสองวันที่ใช้ "เคล็ดวิชาทรายดูด" เก็บเกี่ยวต้นไผ่เล็ก ๆ ที่เสียหายไปแล้ว ตอนนี้เขาต้องรดน้ำอีกแค่หกสิบสามครั้ง ก็คือหกสิบสามวัน ห้าสิบหมู่นี้ก็จะเป็นอันเสร็จสิ้นภารกิจ แต่คิดคำนวณดูแล้ว ตอนนั้นเขาจะได้รับหินวิญญาณระดับต่ำแปดก้อน แต่กลับเสียไปยี่สิบเอ็ดก้อน ภารกิจนี้ทำเขาขาดทุนไปสิบสามก้อน
แต่หลี่เหยียนก็เริ่มได้รับผลตอบแทน อย่างแรกคือต่อไปหากรับภารกิจแบบนี้ก็ไม่มีปัญหาแล้ว อย่างที่สองคือการใช้เคล็ดวิชาโจมตีของเขาก็พัฒนาขึ้นมาก ก่อนหน้านี้เขาเอาแต่ฝึกฝนเคล็ดวิชาโจมตีกับพลังปราณ พิษของร่างพิษแหลกสลาย ไม่เคยได้ใช้งานจริง
แต่ภารกิจนี้ทำให้เขามีความเข้าใจในการใช้เคล็ดวิชาโจมตี พลังปราณ พิษของร่างพิษแหลกสลาย ถึงแม้จะไม่ได้ต่อสู้กับคนอื่น แต่การควบคุมพลังปราณนั้น ตอนไหนต้องเร็ว ตอนไหนต้องช้า ตอนไหนต้องใช้มาก ตอนไหนต้องใช้น้อย เขาพัฒนาขึ้นมาก
เขายังเสี่ยงที่จะถูกลงโทษ โดยการใช้พิษที่ทำให้ชาและเป็นอัมพาตชนิดหนึ่งของร่างพิษแหลกสลายกับเคล็ดวิชาเมฆฝน เขาคิดว่าถึงแม้ "หิมะผลึกสนธยา" จะละลายหมดแล้ว พอตกลงไปในดินก็อาจจะเสียสรรพคุณไปบางส่วน จึงมีความคิดแปลก ๆ ขึ้นมาได้
ถ้าหากเพิ่มความสามารถในการเกาะติดลงไปในน้ำฝน ตราบใดที่น้ำฝนไม่มีพิษ ก็สามารถเพิ่มประสิทธิภาพของ "หิมะผลึกสนธยา" ได้ พอมีความคิดนี้ขึ้นมา เขาก็อดใจไม่ได้ที่จะลองดู คิดแล้วคิดอีก พอยืนยันได้แล้วว่าตัวเองสามารถควบคุมน้ำฝนให้อยู่ในขอบเขตเล็ก ๆ ไม่ให้กระจายออกไปได้ เขาจึงกัดฟันแล้วทดลอง
อย่างแรกนั้นคือการควบคุมเมฆดำก้อนเล็ก ๆ อย่างระมัดระวัง ปกคลุมต้นไผ่เล็กสิบกว่าต้น แล้วจึงควบคุมพิษชนิดหนึ่งในสิบสองชนิดของร่างพิษแหลกสลาย พิษที่ทำให้ชาและเป็นอัมพาต พิษชนิดนี้ไม่ใช่พิษร้ายแรง สามารถผสมลงไปในน้ำหรือหมอก พอสัมผัสกับพิษนี้ ก็จะซึมเข้าไปข้างในผ่านทางรูขุมขนของมนุษย์กับผิวของพืช ทำให้อีกฝ่ายชาไปทั้งตัวโดยเริ่มจากบางส่วน จนสุดท้ายไม่สามารถขยับเขยื้อนได้
เขาเคยใช้สัตว์ทดลองมาแล้วหลายครั้ง ยิ่งตัวทดลองมีขนาดใหญ่เท่าไหร่ เวลาที่เป็นอัมพาตก็จะยิ่งน้อยลงเท่านั้น และเขายังเคยทดลองกับหมูป่าเขี้ยวใหญ่ น้ำหนักเจ็ดถึงแปดร้อยชั่ง ทำให้หมูป่าตัวนั้นล้มลงกับพื้นเป็นเวลาสองชั่วยามกว่า ๆ
พอเขาเอาหมูป่าตัวนั้นไปให้ศิษย์รับใช้ฆ่า ครั้งหมูป่าตัวนั้นฟื้นขึ้นมาก็วิ่งไปที่ห้องเชือดและไม่ยอมออกมา เห็นหลี่เหยียนยื่นหน้าไปมอง มันส่งเสียงร้องคำราม ขนลุกชัน ทำท่าทางเอาเป็นเอาตาย ทำให้ศิษย์รับใช้พวกนั้นงุนงงกันถ้วนหน้า สัตว์อสูรที่ท่านอาจารย์ลุงแปดพาไปเมื่อเช้า ทำไมตอนบ่ายกลับวิ่งไปที่ห้องเชือดเอง?
เมื่อเม็ดฝนจากเมฆดำก้อนนั้นตกลงมาพร้อมกับ "หิมะผลึกสนธยา" หลี่เหยียนพลันใจหายวาบ อย่างแรกคืออาจจะเสียหินวิญญาณไปอีกหนึ่งก้อน ความกังวลนี้มีเหตุผล เพราะเขาไม่รู้ว่าพิษชนิดนี้จะแพร่กระจายผ่านรากไผ่ไปที่อื่นหรือเปล่า เมื่อครู่ถึงแม้เขาจะพยายามควบคุมขอบเขตแล้ว ปล่อยพิษชนิดนี้ออกไปนิดเดียว แต่ผลลัพธ์จะเป็นยังไงก็ยังไม่รู้
พอใช้เคล็ดวิชาเสร็จ เขาต้องตกตะลึง ต้นไผ่เล็ก ๆ สิบกว่าต้นที่เดิมทีแข็งแรงสมบูรณ์ กลับเหี่ยวเฉาลงอย่างกะทันหัน ใบไม้สั่นไหวไปมา ไม่นานใบไม้ก็ร่วงหล่นลงมาจนหมด เห็นได้ชัดว่าไม่รอดแล้ว ปรากฏการณ์นี้ทำให้หลี่เหยียนพูดไม่ออก จึงค่อย ๆ สังเกตดูต้นไผ่ราชาหมึกที่อยู่ข้าง ๆ ป่าไผ่แปลงนี้ พอตรวจสอบรอบหนึ่งแล้วเขาก็เบาใจลง ต้นไผ่ราชาหมึกรอบ ๆ ไม่ได้รับผลกระทบ
ด้วยความจนใจ เขาจึงรีบใช้เคล็ดวิชาทรายดูดเพื่อเก็บเกี่ยวต้นไผ่เล็ก ๆ ที่เสียหายพวกนี้ เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นมา จากนั้นจึงนั่งลงบนพื้นเพื่อฟื้นฟูพลังปราณ
สิบกว่าชั่วยามผ่านไป พลังปราณฟื้นกลับมาจนหมด เขานึกถึงต้นไผ่พวกนั้นก็รู้สึกปวดหัว ถึงคราวหินวิญญาณลดน้อยลงอีกแล้ว โชคดีที่ช่วงนี้เขาเริ่มชาชิน แต่อีกใจก็รู้สึกเสียดายเล็กน้อย ยามนี้ลุกขึ้นยืนเดินไปที่ริมแปลงต้นไผ่ เตรียมจะขนพวกมันไปทิ้ง เพราะถึงแม้ต้นไผ่พวกนี้จะเป็นถึงพืชวิญญาณและไม่ได้ปลูกในดิน ถ้าอยู่ในสถานที่ที่มีพลังปราณก็สามารถอยู่ได้สิบวันหรือครึ่งเดือน แต่รีบเอาไปทิ้งย่อมดีกว่า
แต่พอเขาเดินมาถึงริมแปลงต้นไผ่ ก็ต้องตกตะลึงกับภาพที่เห็น ต้นไผ่พวกนั้นที่เคยเหี่ยวเฉาเกิดความเปลี่ยนแปลงแล้ว ต้นไผ่เล็ก ๆ สิบกว่าต้นที่เขาทดลองเมื่อคืน ปัจจุบันพลังปราณหายไปหมดแล้ว แต่ตอนนี้กลับมีกิ่งก้านสาขามากมาย ลำต้นแข็งแรง ไม่มีความเหี่ยวเฉาใด ๆ พวกมันแข็งแรงจนสามารถพยุงตัวเองขึ้นมาได้ ลำต้นอยู่ห่างจากพื้นหลายนิ้ว ใบไผ่ก็มีสีเขียวเข้ม แสงสีเขียวส่องประกายระยิบระยับ ดูเหมือนจะมีชีวิตชีวามาก
หลี่เหยียนหรี่ตาลง และครุ่นคิดอยู่กับที่ เพราะเขาไม่คิดเลยว่าเดิมนั้นจากที่หินวิญญาณจะหายไปอย่างรวดเร็ว แต่กลายเป็นว่าต้นไผ่เหล่านี้จะเติบโตเร็วขนาดนี้เสียแทน นับว่าเป็นเรื่องที่ไม่คาดคิดมาก่อน