- หน้าแรก
- เซียนห้าสำนัก
- บทที่ 76 หอภารกิจ
บทที่ 76 หอภารกิจ
บทที่ 76 หอภารกิจ
บทที่ 76 หอภารกิจ
หลินต้าเฉี่ยวอธิบายให้หลี่เหยียนฟังอย่างละเอียดขณะที่ยืนอยู่บนอาวุธวิญญาณสำหรับบิน หอภารกิจก็เป็นอย่างที่หลี่เหยียนเคยเดาเอาไว้ อยู่ในป่าไผ่ที่ยอดเขาหลังบ้าน ยอดเขาไผ่น้อยมีภารกิจสามแบบให้เลือกรับ ได้แก่ การรดน้ำพืชวิญญาณ การเลี้ยงดูสัตว์อสูร การทำอาหารให้สัตว์อสูร สองอย่างแรกหลี่เหยียนเข้าใจได้ ส่วนอย่างสุดท้ายเขารู้สึกแปลกใจ
สัตว์อสูรนอกจากจะกินเลือดเนื้อของสัตว์อสูรอื่น ๆ กับพืชวิญญาณแล้ว ยังมีสัตว์อสูรบางชนิดที่ค่อนข้างพิเศษ พวกมันต้องการอาหารวิเศษจำนวนมากมาหล่อเลี้ยง สัตว์อสูรประเภทนี้ถ้าเติบโตเองตามธรรมชาติ ก็จะต้องออกตามหาอาหารที่เหมาะกับตัวเองทุกวัน แต่เพราะถูกเลี้ยงดู จึงไม่สามารถให้อาหารแบบพิเศษกับพวกมันได้ตลอด ทำให้ต้องปรุงอาหารหรือทำอาหารที่พวกมันต้องการ เพื่อให้พวกมันเติบโตได้เป็นปกติ
ระหว่างที่พูดคุยกัน พวกเขาก็มาถึงป่าไผ่ที่ยอดเขาหลังบ้าน ทั้งสองคนลงสู่พื้น เก็บอาวุธวิญญาณ หลินต้าเฉี่ยวเดินไปตามทางเล็ก ๆ อย่างคุ้นเคย หลี่เหยียนเห็นดังนั้นก็อ้าปาก และพูดอย่างลังเล "ศิษย์พี่เจ็ด ป่าไผ่นี้มีทางเล็ก ๆ มากมาย ทางที่มีแผ่นหินพวกนี้น่าจะเป็นทางไปหอภารกิจกับสถานที่ทำภารกิจ ถึงแม้จะมีไม่กี่เส้นทาง แต่แผ่นหินพวกนี้ไม่มีตัวอักษรหรือรูปภาพใด ๆ สำหรับศิษย์ใหม่แล้ว คงจะหลงทางบ่อย ๆ ทำไมไม่ทำสัญลักษณ์อะไรสักอย่าง?" คำถามนี้วนเวียนอยู่ในหัวเขามาหลายปีแล้ว วันนี้เขาจึงอดไม่ได้ที่จะถามออกมา
"ดูเหมือนศิษย์น้องเล็กจะเคยเดินผ่านทางเล็ก ๆ พวกนี้มาแล้ว เจ้าพูดถึงสัญลักษณ์? ก็มีสัญลักษณ์นะ" หลินต้าเฉี่ยวได้ยินคำถามของหลี่เหยียนจึงหันมามองหลี่เหยียนด้วยความประหลาดใจ พร้อมคิดในใจว่า ‘เจ้าบอกว่าไม่รู้จักหอภารกิจ ข้าก็เลยพาเจ้ามา แต่เจ้ากลับพูดถึงแผ่นหิน แสดงว่ารู้จัก สุดท้ายกลับทำเป็นไม่รู้ ใครเป็นคนอธิบายให้ศิษย์น้องเล็กฟัง? ทำไมไม่อธิบายให้ชัดเจน?’ หลินต้าวเฉี่ยวจะไปรู้ได้อย่างไรว่าหลี่เหยียนชอบมาที่ยอดเขาหลังบ้าน หลังจากที่กงเฉินอิ่งเคยพูดกับเขาแล้ว เขาก็ไม่เคยเข้าไปในเส้นทางที่มีแผ่นหินอีกเลย ตอนนี้จึงมองขึ้นไปบนยอดเขา แล้วพูดด้วยเสียงเบา ๆ
"ที่นี่มีทางเล็ก ๆ แบบนี้สี่เส้นทาง เจ้าคงรู้แล้ว แบ่งเป็นสถานที่ทำภารกิจสามแห่งกับหอภารกิจ แต่แผ่นหินเล็ก ๆ ที่ทางเข้านั้นเป็นของที่ท่านศิลาสวรรค์โปรยลงมา" พูดจบก็เบาเสียงลงอีก
"ท่านศิลาสวรรค์ก็คือป้ายหินขนาดใหญ่ที่อยู่บนลานกว้างซึ่งห่างออกไปประมาณห้าสิบลี้ เดิมทีเป็นสมบัติวิเศษที่ใช้ปิดผนึกทางเข้าดินแดนลับ แต่ถูกพลังปราณของยอดเขาไผ่น้อยชะล้างมาหลายหมื่นปี และทุกครั้งที่เปิดเส้นทางเชื่อมต่อเป็นเวลาหนึ่งเดือน ก็จะมีพลังปราณหลากหลายชนิดจากในดินแดนลับไหลเวียน ทำให้มันค่อย ๆ มีจิตวิญญาณขึ้นมา
ได้ยินมาว่าตอนนี้มีพลังถึงขอบเขตแก่นทองคำขั้นกลางแล้ว แต่พวกเราอย่าพูดถึงมันเลย มันใจร้อน ตอนนี้พวกเราก็อยู่ในเขตพลังของมัน ถ้ามันได้ยินเข้า พวกเราก็คงซวย อีกอย่าง ศิษย์น้องเล็ก เจ้าอย่าเข้าไปใกล้มันเพราะความอยากรู้อยากเห็น มันเอาแน่เอานอนไม่ได้" หลินต้าเฉี่ยวพูดจบก็มองขึ้นไปบนยอดเขาด้วยความกังวล ทั้งยังกำชับหลี่เหยียนอีกครั้งด้วยความเป็นห่วง
หลี่เหยียนได้ฟังก็ตกใจ ไม่คิดเลยว่าป้ายหินที่ทำให้เขากระอักเลือดบาดเจ็บจะเป็นถึงสมบัติวิเศษ ทั้งยังมีสติปัญญา หินก้อนหนึ่งสามารถมีความคิดเหมือนกับมนุษย์ได้ โลกแห่งการบำเพ็ญเซียนช่างมหัศจรรย์ ก่อนหน้านี้เขาเชื่อว่าสัตว์อสูรหรือสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ บำเพ็ญเซียนได้ ตอนนี้กลับพบว่าแม้แต่หินที่ไม่มีชีวิตก็บำเพ็ญเซียนได้
อีกเรื่องหนึ่งที่ทำให้เขาตกใจก็คือทางเข้าดินแดนลับอยู่ที่ยอดเขาไผ่น้อย เรื่องพวกนี้ไม่เคยมีบันทึกอยู่ในตำรา
จากนั้นเขาก็ยิ้มแห้ง ๆ ออกมา เขาจะไม่รู้ได้อย่างไรว่าศิลาสวรรค์ก้อนนั้นใจร้อน? ต้องกล่าวใจร้อนมากจริง ๆ เขายังมองไม่ทันไร ก็กระอักเลือดออกมา กลับไปต้องพักฟื้นตั้งสองวันถึงจะหายดี
หลินต้าเฉี่ยวเห็นหลี่เหยียนไม่พูดอะไร ก็กลัวว่าหลี่เหยียนจะไม่เชื่อ จึงพูดด้วยเสียงเบา ๆ ว่า "ศิษย์น้องเล็ก เรื่องนี้เป็นเรื่องจริง ท่านศิลาสวรรค์นั้นใจร้อน ที่นี่เดิมทีมีป้ายหินสี่แผ่น มีตัวอักษรจารึกเอาไว้ แต่พอท่านศิลาสวรรค์มีจิตวิญญาณแล้ว ก็คิดว่าไม่ควรมีป้ายหินอื่น ๆ ควรจะมีแค่หินก้อนเล็ก ๆ จึงใช้อิทธิฤทธิ์ทำลายป้ายหินสี่แผ่นนั้น แล้วโปรยแผ่นหินเล็ก ๆ สี่แผ่นลงมา แผ่นหินเล็ก ๆ สี่แผ่นนี้ก็เลยถูกเรียกว่าแผ่นหิน เห็นได้ชัดว่านิสัยแปลกประหลาดมาก
แต่ตอนนี้สัญลักษณ์ก็คือรอยแตก แผ่นหินที่มีรอยแตกหนึ่งรอยคือหอภารกิจ สองรอยคือสวนพืชวิญญาณ สามรอยคือสวนอาหารวิญญาณ สี่รอยคือสวนวัตถุวิญญาณ เดี๋ยวพอเจ้าเข้าไปในหอภารกิจก็จะเห็นว่าภารกิจหมายเลขสองเป็นภารกิจของสวนพืชวิญญาณ ส่วนสามก็เป็นภารกิจของสวนอาหารวิญญาณ"
หลี่เหยียนฟังแล้วก็ตกตะลึง สัญลักษณ์เป็นเพียงแค่รอยแตก ท่านศิลาสวรรค์นี่ช่างคิดหาวิธีการมาก ไม่เพียงแต่ไม่อนุญาตให้มีป้ายหินอื่น ๆ แต่ยังทำให้แผ่นหินพวกนั้นมีรอยแตกอีก ดูเหมือนว่าต่อไปต้องอยู่ห่าง ๆ ท่านศิลาสวรรค์แล้ว เพราะถ้าเผลอไปยั่วโมโหเข้า ด้วยพลังที่แข็งแกร่งขนาดนั้น จะบีบเขาให้ตายก็ง่ายนิดเดียว หรือบางทีอาจจะทำให้ตัวเขาแตกกระจายก็เป็นได้
หลี่เหยียนเห็นหลินต้าเฉี่ยวพูดจบก็มีสีหน้าเปลี่ยนไปมา หลินต้าเฉี่ยวรู้ว่าเขาเชื่อ จึงยืดอก พูดเสียงดังว่า "ไปกันเถอะ ศิษย์น้องเล็ก ข้างหน้าก็ถึงแล้ว"
หลี่เหยียนจึงสังเกตเห็นว่าพวกเขามาถึงทางแยกแล้ว เขาหยุดอยู่ครู่หนึ่ง มองดูแผ่นหินขนาดประมาณหนึ่งฉื่ออย่างละเอียด บนนั้นมีรอยแตกอยู่จริง ๆ แต่ดูยังไงก็เหมือนกับว่าเป็นรอยแตกตามธรรมชาติ จึงอดไม่ได้ที่จะลูบจมูกตัวเอง
บนทางเล็ก ๆ นั้น พวกเขายังพบเจอกับผู้ฝึกตนหลายคน เห็นได้ชัดว่าเป็นศิษย์ของยอดเขาอื่น ๆ ที่มารับหรือส่งภารกิจ พอเห็นพวกเขาก็ทักทายหลินต้าเฉี่ยวอย่างสนิทสนม แต่กับหลี่เหยียนก็แค่ยิ้มให้ หลายปีมานี้หลี่เหยียนไม่ได้ไปไหนเลย นอกจากอยู่แต่ในยอดเขาไผ่น้อย และแม้แต่ในยอดเขาไผ่น้อย เขาก็ตั้งใจฝึกฝน ไม่เหมือนกับหลินต้าเฉี่ยวที่ไม่เพียงแต่จะเดินไปเดินมาในยอดเขาไผ่น้อย แต่ยังชอบไปยอดเขาอื่นอยู่บ่อยครั้ง
ไม่นานทั้งสองคนก็เดินมาถึงทางตัน ที่นี่ก็เหมือนกับทางตันที่หลี่เหยียนเคยพบศิษย์พี่หกหน้าตาเย็นชาคนนั้น เป็นป่าไผ่ที่ขึ้นหนาแน่น เพียงแต่ที่นี่มีคนเยอะกว่ามาก เป็นครั้งคราวป่าไผ่ก็จะบิดเบี้ยวไปมา มีคนคนหนึ่งหรือหลายคนเดินออกมา หลินต้าเฉี่ยวมองป้ายที่เอวของหลี่เหยียน ไม่พูดอะไร ก็เดินชนเข้ากับป่าไผ่นั้น เกิดเป็นระลอกคลื่น แล้วเขาก็หายเข้าไปในป่าไผ่
หลี่เหยียนเห็นดังนั้นก็มีสีหน้าประหลาดใจ แต่เขาก็ทำตาม เดินเข้าไปในป่าไผ่ ในพริบตาที่ก้าวเข้าไป เขาก็รู้สึกเหมือนกับว่าเข้ามาอยู่ในพื้นที่ที่มีสีสันสดใส เขารู้สึกว่าป้ายที่เอวสั่นไหวเล็กน้อย จึงรีบก้มลงมอง เห็นแสงสีรุ้งพุ่งออกมาจากในหมอก แล้วป้ายก็กลับมาเป็นปกติ ครู่หนึ่งเขาก็มาอยู่บนลานกว้าง มีบ้านไผ่หลังใหญ่อยู่ตรงกลาง ศิษย์พี่เจ็ดยืนยิ้มอยู่ที่หน้าประตูบ้านไผ่
ตอนนี้หลี่เหยียนรู้แล้วว่าจะเข้าไปในหอภารกิจได้อย่างไร ที่แท้ก็ต้องใช้ป้ายในการเข้าไป แบบนี้ถ้าไม่ใช่ศิษย์ของสำนัก ก็เข้าไปไม่ได้ ป้ายประจำตัวสำนักนั้นต้องหยดเลือดเพื่อยืนยันตัวตน ต่อให้คนอื่นได้ไป ก็ใช้ไม่ได้
ตอนนี้ที่นี่ดูเหมือนจะมีคนเยอะมาก แค่ครู่เดียวก็มีคนเดินเข้าออกเป็นสิบกว่าคนแล้ว หลี่เหยียนรีบเดินขึ้นบันไดไปที่หน้าประตูบ้านไผ่ ไปยืนอยู่ข้าง ๆ หลินต้าเฉี่ยว
"ศิษย์น้องเล็ก อีกสามเส้นทางนั้นก็เข้าไปแบบนี้เหมือนกัน ถ้าเจ้าอยากจะไปหอภารกิจเล็ก ๆ ของยอดเขาอื่น ๆ ก็เข้าไปแบบนี้ เพียงแต่มีอย่างหนึ่งที่ต้องระวัง ป้ายของพวกเราสามารถเข้าไปในสวนพืชวิญญาณ สวนอาหารวิญญาณ และสวนวัตถุวิญญาณของยอดเขาได้ตามใจชอบ ส่วนป้ายของศิษย์ของยอดเขาอื่น ๆ เข้าได้แค่หอภารกิจ ต้องรับภารกิจก่อน จึงจะเข้าไปในสถานที่ทำภารกิจนั้น ๆ ได้ แต่ป้ายของพวกเขาก็สามารถเข้าออกสถานที่ทำภารกิจในยอดเขาของตัวเองได้ตามใจชอบเช่นกัน"
หลี่เหยียนได้ฟังก็เข้าใจทันที สรุปก็คือป้ายของยอดเขาตัวเองมีสิทธิ์มากกว่า
ทั้งสองคนเดินเข้าไปในบ้านไผ่ หอภารกิจแห่งนี้มีพื้นที่ใหญ่มาก ประมาณเจ็ดถึงแปดสิบจ้าง แบ่งออกเป็นสองพื้นที่ พื้นที่หนึ่งใช้รับภารกิจ อีกพื้นที่หนึ่งใช้ส่งภารกิจ ทั้งสองคนไม่ได้รีบเข้าไป หลินต้าเฉี่ยวอธิบายให้หลี่เหยียนฟังเบา ๆ หลี่เหยียนก็มองไปรอบ ๆ ตามคำพูดของศิษย์พี่เจ็ด ครู่หนึ่งก็เข้าใจ
เหนือพื้นที่สองส่วนของหอภารกิจนี้มีหยกสีขาวขนาดใหญ่ก้อนหนึ่งลอยอยู่ บนนั้นมีตัวอักษรสีทองมากมายไหลไปมา หยกสีขาวสองก้อนนี้ใช้แสดงภารกิจกับภารกิจที่เสร็จสิ้นแล้ว ข้อแตกต่างก็คือหยกสีขาวที่ใช้แสดงภารกิจนั้นแบ่งออกเป็นสามส่วน แต่ละส่วนเป็นภารกิจประเภทต่าง ๆ ถ้าภารกิจมีเยอะเกินไป ภารกิจในส่วนนั้นก็จะเลื่อนไปมา ส่วนหยกสีขาวที่ใช้แสดงภารกิจที่เสร็จสิ้นแล้วจะแสดงชื่อภารกิจหนึ่งร้อยอันดับแรกที่เพิ่งจะเสร็จสิ้น
บนหยกสีขาวขนาดใหญ่ที่ใช้ประกาศภารกิจนั้น นอกจากจะแบ่งตามประเภทแล้ว ยังแบ่งเป็นภารกิจเดี่ยวกับภารกิจกลุ่ม ภารกิจเดี่ยวพอมีคนรับแล้ว ตัวอักษรสีทองก็จะกลายเป็นสีเทา ไม่สามารถรับได้อีก แต่ภารกิจแบบนี้ไม่ใช่ว่าใครอยากจะรับก็รับได้ พอรับภารกิจเดี่ยวมาแล้ว ถ้าทำไม่สำเร็จ คนรับภารกิจต้องชดใช้ค่าเสียหายตามมูลค่า บางภารกิจต้องชดใช้หลายเท่า
ส่วนภารกิจกลุ่มไม่มีข้อจำกัดแบบนี้ ใครอยากจะรับก็รับได้ ด้านหลังภารกิจจะมีตัวเลขคอยเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา แสดงจำนวนคนที่รับภารกิจนี้ ใครทำเสร็จก่อนก็เป็นผลงานของคนนั้น แต่รางวัลที่เป็นหินวิญญาณจะน้อยกว่าภารกิจเดี่ยวมาก
ภารกิจทุกประเภทจะไม่แสดงชื่อของคนรับภารกิจ คงเป็นเพราะอยากจะปกป้องข้อมูลส่วนตัว ผู้บำเพ็ญเซียนหลายคนมีความสามารถพิเศษ หากต้องแสดงออกมาในชีวิตประจำวัน ถ้าเกิดมีคนจ้องจะทำร้าย ก็สามารถเดาเคล็ดวิชาเซียน เคล็ดวิชาโจมตี ของอีกฝ่ายได้ ต่อให้เป็นศิษย์พี่ศิษย์น้องในสำนักเดียวกัน ก็ไม่ปลอดภัย แต่เรื่องนี้คงปิดบังคนที่ส่งภารกิจไม่ได้ เพียงแต่ปิดได้มากแค่ไหนก็ปิดไปก่อน นี่เป็นเรื่องที่รู้กันทั่วไปในโลกแห่งการบำเพ็ญเซียน
ไม่ว่าใครจะรับภารกิจหรือส่งภารกิจ ก็ต้องเข้าไปในพื้นที่สามสิบจ้างใต้หยกสีขาว พื้นที่นี้ถูกเขตอาคมกั้นเอาไว้ มองไม่เห็นว่าข้างในเป็นยังไง พอคนเข้าไปในพื้นที่ ก็จะมีแสงสีขาวปกคลุม แสงพวกนี้สว่างจ้าจนมองไม่เห็น ใครเป็นใครก็แยกไม่ออก
ตอนรับภารกิจ ก็แค่ใช้จิตสำนึกเชื่อมต่อกับภารกิจบนหยกสีขาว ศิษย์ของยอดเขาอื่นจะมีแสงสองจุดถูกยิงเข้ามา จุดหนึ่งเป็นสัญลักษณ์ของภารกิจ อีกจุดเป็นสัญลักษณ์สำหรับเข้าไปในสถานที่ทำภารกิจชั่วคราว ส่วนศิษย์ของยอดเขาไผ่น้อยจะมีแค่สัญลักษณ์ภารกิจถูกยิงเข้ามาจุดเดียว
ตอนส่งภารกิจ ก็เพียงใช้จิตสำนึกเชื่อมต่อกับภารกิจบนหยกสีขาว ศิษย์ของยอดเขาอื่นจะมีแสงสามจุดถูกยิงไปที่ภารกิจ จุดหนึ่งเป็นสัญลักษณ์ของภารกิจ จุดหนึ่งเป็นสัญลักษณ์ยืนยันว่าทำภารกิจสำเร็จ อีกจุดเป็นการเรียกคืนสัญลักษณ์เข้าสถานที่ทำภารกิจชั่วคราว ส่วนศิษย์ของยอดเขาไผ่น้อยจะมีแค่สองสัญลักษณ์ถูกเรียกคืน
หนึ่งชั่วยามต่อมา หลี่เหยียนจึงเข้าใจวิธีการรับและส่งภารกิจ หอภารกิจหลักที่ยอดเขามหาปกครองก็เป็นแบบนี้ เพียงแต่ได้ยินมาว่าที่นั่นมีพื้นที่ใหญ่กว่าที่นี่หกหรือเจ็ดเท่า หยกสีขาวทั้งสองก้อนมีขนาดเป็นร้อยจ้าง คิดดูแล้วก็ถูกต้อง ผู้บำเพ็ญเซียนในสำนักมีเป็นหมื่น ภารกิจที่นั่นต้องมีมากมายอย่างแน่นอน
หลินต้าเฉี่ยวพูดจบก็นึกอะไรขึ้นได้บางอย่าง จึงกำชับว่า "ศิษย์น้องเล็ก เจ้ารับภารกิจรดน้ำพืชวิญญาณกับทำอาหารให้สัตว์อสูรได้ ส่วนภารกิจเลี้ยงดูสัตว์อสูรตอนนี้เจ้าอย่าเพิ่งรับเลย สัตว์อสูรที่นี่ค่อนข้างพิเศษ สาเหตุนั้นตอนนี้ยังบอกไม่ได้ เรื่องนี้สำนักมีกฎห้ามไว้ มีเพียงคนที่รับภารกิจเท่านั้นถึงจะรู้ แต่พอออกมาแล้วก็ห้ามพูด ถึงเวลาเจ้าก็จะรู้เอง ถ้าเจ้าอยากจะรับภารกิจแบบนี้ อย่างน้อยต้องมีพลังถึงขอบเขตรวมลมปราณขั้นที่สิบ จึงจะรับภารกิจได้"
หลี่เหยียนได้ฟังก็รู้สึกแปลกใจ จึงมองหยกสีขาวที่ใช้รับภารกิจนั้นอย่างละเอียดอีกครั้ง เมื่อครู่เขาฟังหลินต้าเฉี่ยวอธิบายไปด้วย ทำความเข้าใจไปด้วย จึงไม่ได้มองดูอย่างละเอียด
มองหาบนหยกสีขาวขนาดใหญ่นั้น ก็พบภารกิจเลี้ยงดูสัตว์อสูรอย่างรวดเร็ว ตอนนี้มีภารกิจอยู่เก้าอย่าง ด้านหลังภารกิจแต่ละอย่างมีคำอธิบายกำกับเอาไว้ อย่างเช่น ผู้ฝึกตนระดับต่ำกว่าขอบเขตรวมลมปราณขั้นที่สิบควรรับด้วยความระมัดระวัง ผู้ฝึกตนระดับต่ำกว่าขอบเขตสร้างรากฐานขั้นกลางห้ามรับ ดูเหมือนว่าสัตว์อสูรที่ยอดเขาไผ่น้อยเลี้ยงดูนั้นจะไม่ธรรมดา