- หน้าแรก
- เซียนห้าสำนัก
- บทที่ 75 ยาชำระกาย
บทที่ 75 ยาชำระกาย
บทที่ 75 ยาชำระกาย
บทที่ 75 ยาชำระกาย
ดินแดนลับนั้นมีสมบัติล้ำค่ามากมาย พวกเขาจึงไม่ยอมแพ้ พอหายจากอาการบาดเจ็บแล้วจึงปรึกษาหารือกัน และรวบรวมผู้อาวุโสขอบเขตปฐมวิญญาณทั้งหมดของสองสำนัก เตรียมเข้าไปข้างในอีกครั้ง ทั้งยังใช้ทรัพยากรมากมายสร้างเส้นทางเชื่อมต่อในสองสำนัก แต่ไม่รู้ว่าข่าวนี้รั่วไหลออกไปได้อย่างไร
พอสำนักมหาลึกล้ำกับสำนักสุขาวดีรู้เข้าเลยมาหาพวกเขาและต้องการแบ่งผลประโยชน์ สำนักหวั่งเหลี่ยงกับสำนักสิบก้าวจะไม่ยอมได้อย่างไร? ถ้าไม่ยอม ก่อนที่พวกเขาจะเข้าไปในดินแดนลับ ก็คงต้องสู้กับสองสำนักนั้นก่อน ยิ่งไปกว่านั้นตอนนั้นสำนักหวั่งเหลี่ยงกับสำนักสิบก้าวมีบรรพชนขอบเขตปฐมวิญญาณขั้นสูงแค่สามคน ที่เหลือเป็นแค่ขอบเขตปฐมวิญญาณขั้นต้นและขั้นกลาง พวกเขาไม่มั่นใจว่าจะเข้าไปได้ เพราะในดินแดนลับแห่งนั้นมีสัตว์อสูรระดับสี่ตั้งเจ็ดตัว ถึงแม้พิษร้ายแรงของสำนักหวั่งเหลี่ยงจะพอปราบพวกมันได้ แต่จะชนะหรือไม่ก็ยังไม่แน่นอน แต่ถ้ามีบรรพชนของสำนักมหาลึกล้ำกับสำนักสุขาวดีร่วมด้วย สถานการณ์จะยิ่งมั่นใจได้มากขึ้น
หลังจากพิจารณาหลายด้านแล้ว จึงตัดสินใจยอมให้สี่สำนักร่วมมือกันเข้าไปข้างใน แต่หลังจากที่เข้าไปต่อสู้กันแล้ว ผลลัพธ์กลับไม่เป็นที่น่าพอใจ พลังต่อสู้ของสัตว์อสูรมักจะแข็งแกร่งกว่าผู้ฝึกตนในระดับเดียวกัน ถึงแม้ฝั่งมนุษย์จะมีขอบเขตปฐมวิญญาณมากกว่า แต่อีกฝ่ายพอแปลงร่างกลับมา กลับสู้กันแบบสูสี
สุดท้ายทั้งสองฝ่ายจึงยอมกันคนละก้าว สัตว์อสูรในดินแดนลับแห่งนี้ก็ไม่ได้สนใจพลังปราณในทวีปจันทรา เพราะมันมีพลังปราณน้อยกว่าในดินแดนลับมาก ขณะที่ดินแดนลับมีสมุนไพรโบราณมากมาย สัตว์อสูรในดินแดนลับทั้งหลาย ภายหลังจากที่ผู้ฝึกตนในยุคโบราณหายสาบสูญไปเมื่อหลายสิบล้านปีก่อน ก็ไม่มีใครควบคุม
พวกมันค่อย ๆ รวมตัวกันเป็นเผ่าพันธุ์ที่แข็งแกร่งหลายเผ่า แต่ละเผ่าต่างก็อยากจะกำจัดเผ่าอื่น ผ่านการต่อสู้มานับสิบล้านปี ก็ยังทำอะไรกันไม่ได้ สุดท้ายจึงได้แต่สงบศึก แต่พวกมันก็ต้องฝึกฝน ถ้าไปหาเผ่าพันธุ์อื่น ก็ต้องเกิดสงครามขึ้นอีก จึงได้แต่แอบล่ากันเอง สัตว์อสูรระดับสูงก็แกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น ตราบใดที่ไม่ใช่สัตว์อสูรระดับสามขึ้นไปต่อสู้กัน ก็จะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยว
แต่สถานการณ์ดังกล่าวทำให้สัตว์อสูรไม่ได้ปลดปล่อยความดุร้ายออกมา และคิดว่าคงจะเกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นในวันหนึ่ง ตอนนี้ในเมื่อมีมนุษย์เข้ามา พวกเขาก็เลยเปิดพื้นที่บางส่วนให้มนุษย์เข้ามาต่อสู้กับสัตว์อสูรในดินแดนลับ ใครมีความสามารถก็จะได้สมบัติวิเศษและยา
แท้จริงแล้วนี่ถือเป็นการที่สัตว์อสูรใช้ประโยชน์จากมนุษย์เสียด้วยซ้ำ เพราะสัตว์อสูรส่วนใหญ่ใช้สัญชาตญาณในการต่อสู้ สัตว์อสูรระดับสามขึ้นไปถึงจะใช้อาวุธวิญญาณหรือสมบัติวิเศษ แต่สัตว์อสูรไม่สามารถปรุงยา สร้างอาวุธ และวางเขตอาคมได้
ดังนั้นถ้ำของผู้ฝึกตนยุคโบราณในดินแดนลับจึงมีเขตอาคมป้องกันเอาไว้ พวกเขาไม่สามารถเปิดได้ จึงได้แต่ใช้สัญชาตญาณหรือพละกำลังทำลายเขตอาคมบางส่วนเพื่อให้ได้ยาหรือสมบัติวิเศษมา ส่วนสมุนไพรหายาก นอกจากบางชนิดที่กินได้โดยตรงแล้ว สมุนไพรส่วนใหญ่ก็ขึ้นเองตามธรรมชาติ สัตว์อสูรไม่สามารถปรุงยาได้
หลังจากปรึกษาหารือกันแล้ว ทั้งสองฝ่ายก็ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ แต่สัตว์อสูรในดินแดนลับไม่ยอมให้สร้างเส้นทางเชื่อมต่อเพิ่ม เพราะจะทำให้การป้องกันของดินแดนลับอ่อนแอลง และอนุญาตให้มีเส้นทางเชื่อมต่อแค่ทางเดียวเท่านั้น แต่แบบนี้มนุษย์ขอบเขตปฐมวิญญาณจะยอมได้อย่างไร?
ภายหลังจากเจรจากันหลายครั้ง สุดท้ายก็ยอมให้คงเส้นทางเชื่อมต่อสองเส้นทางเอาไว้ ทำให้สำนักมหาลึกล้ำกับสำนักสุขาวดีไม่พอใจมาก ใครบ้างจะไม่หงุดหงิดที่เส้นทางเชื่อมต่อถูกควบคุมโดยสำนักอื่น? แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ต่อมาสองสำนักนี้ยังคิดจะส่งคนไปเฝ้าเส้นทางเชื่อมต่อที่สำนักหวั่งเหลี่ยงกับสำนักสิบก้าว แต่สำนักหวั่งเหลี่ยงกับสำนักสิบก้าวจะยอมได้อย่างไร? ให้คนของสำนักอื่นเข้ามาตั้งถิ่นฐานในสำนักตัวเอง แบบนั้นความลับของสำนักคงรั่วไหลออกไป เพราะไม่สามารถทำแบบนั้นได้ จึงได้แต่อนุญาตให้สองสำนักนั้นส่งคนมาตรวจสอบทุก ๆ ห้าปี ทำให้สำนักมหาลึกล้ำกับสำนักสุขาวดีได้แต่ยอมตกลง
ตอนแรกสี่สำนักส่งผู้ฝึกตนขอบเขตแก่นทองคำเข้าไปในดินแดนลับปีละครั้ง แต่ผ่านไปเกือบพันปี ทั้งสองฝ่ายก็พบว่ามีปัญหา อย่างแรกคือผู้ฝึกตนระดับขอบเขตแก่นทองคำเป็นกำลังหลักของทั้งสองฝ่าย ผ่านการต่อสู้มาเป็นพัน ๆ ปี ถึงแม้คนที่เหลือจะเป็นผู้ฝึกตนระดับขอบเขตแก่นทองคำที่แข็งแกร่งกับสัตว์อสูรระดับสามที่ดุร้าย แต่พลังโดยรวมของสำนักกับเผ่าพันธุ์สัตว์อสูรในดินแดนลับกลับลดลงอย่างเห็นได้ชัด ทั้งสองฝ่ายต่างก็สูญเสียมาก อีกอย่างหนึ่งคือผ่านการฝึกฝนมาเป็นพัน ๆ ปี ต่อสู้กับเก็บสมุนไพรทุกปี สมุนไพรหายากหลายชนิดในนั้นก็สูญพันธุ์ไป มันเป็นสิ่งที่ผู้ฝึกตนฝั่งมนุษย์ไม่อยากเห็น
หลังจากนั้นทั้งสองฝ่ายจึงได้ปรึกษาหารือกันอีกครั้ง สุดท้ายก็ตกลงกันว่าจะเปิดดินแดนลับทุก ๆ สิบห้าปี และให้สิทธิ์ผู้ฝึกตนขอบเขตสร้างรากฐานเป็นหลัก เนื่องจากผู้ฝึกตนระดับขอบเขตแก่นทองคำมีพลังทำลายล้างสูง มักจะเผลอทำลายพืชวิญญาณ ยา หรือแม้แต่ภูเขาในดินแดนลับ สิบห้าปียังจะเปิดแค่บางส่วน ทำให้พืชวิญญาณหายากในดินแดนลับแห่งนี้มีเวลาเติบโต
ผู้ฝึกตนฝั่งมนุษย์ที่เข้าไปในดินแดนลับมีโอกาสได้รับโอกาสมากมาย สมบัติล้ำค่ากับยาโบราณในนั้นจะเป็นของคนที่ไขว่คว้าได้มา แต่สมุนไพรต่าง ๆ ต้องมอบให้กับสำนัก ส่วนสมบัติวิเศษ ยา ที่ได้รับแต่ใช้ไม่ได้ก็สามารถขายให้กับสำนักได้ในราคาสูง ห้ามขายให้คนอื่นโดยเด็ดขาด ถ้าพบเห็น จะถูกลงโทษตามกฎของสำนักอย่างรุนแรง
อีกทั้งการใช้ประโยชน์จากพลังปราณที่หนาแน่นในดินแดนลับเพื่อเลื่อนระดับก็เป็นเรื่องสำคัญ แต่ก็อันตรายมาก นอกจากต้องระวังสัตว์อสูรแล้ว ยังต้องระวังการโจมตีจากสามสำนักที่เหลือ หรือแม้แต่เพื่อนร่วมกลุ่มก็อาจจะทรยศได้
ดังนั้นหลินต้าเฉี่ยวจึงดูไม่ค่อยเต็มใจ เพราะเขาก็อยากจะได้โอกาสจากในนั้นเหมือนกัน
ศิษย์คนอื่น ๆ พอได้ยินเว่ยจ้งหรานพูดถึงสี่สิบเก้าอันดับแรก ก็มีความคาดหวังในดวงตา โดยเฉพาะเหวยชื่อถัว ตอนนี้เขามีพลังถึงขอบเขตสร้างรากฐานขั้นสูงแล้ว มีโอกาสที่จะฝึกฝนจนถึงระดับแก่นทองคำเทียม หรือแม้แต่ขอบเขตแก่นทองคำ
เว่ยจ้งหรานเห็นศิษย์ทั้งหมดตอบรับก็พยักหน้า และมองหลี่อู๋อี "อู๋อี เดือนนี้อาจารย์จะปิดประตูฝึกฝน อาจจะหลายปีถึงจะออกจากการฝึกฝน ดังนั้นเรื่องของยอดเขาก็ให้เจ้าดูแล นี่เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่เจ้าไปไม่ได้ ที่นี่มียาชำระกายเม็ดหนึ่งให้เจ้า บางทีอาจจะช่วยเจ้าได้" พูดจบก็ดีดนิ้วออกไป ขวดกระเบื้องเคลือบลายดอกไม้สีเขียวก็ลอยไปหาหลี่อู๋อี
หลี่อู๋อีได้ยินคำพูดก่อนหน้านี้ของท่านอาจารย์ก็ยังคงมีสีหน้าสบาย ๆ การดูแลเรื่องต่าง ๆ ของยอดเขาไผ่น้อยเป็นเรื่องง่ายสำหรับเขา แต่พอได้ยินคำว่ายาชำระกาย เขาก็อึ้งไป จากนั้นก็เห็นขวดกระเบื้องเคลือบหยกสีเขียวลอยอยู่ตรงหน้า ผ่านไปครู่ใหญ่เขาก็ดีใจมาก และคว้าขวดนั้นเอาไว้
ก่อนหน้านี้ถึงแม้เขาจะได้ยินว่าห้ามเข้าร่วมการสำรวจดินแดนลับครั้งนี้ บนใบหน้าก็ไม่ได้แสดงอาการอะไรออกมา แต่ในใจก็ยังคงรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย สองครั้งก่อนที่เขาเข้าร่วม ทำให้ขอบเขตพลังของเขาเลื่อนจากระดับสูงสุดในขั้นต้นของขอบเขตสร้างรากฐานไปยังขั้นกลาง จากระดับต้นในขั้นกลางไปยังระดับสูงสุดในขั้นกลาง
ถึงแม้ครั้งที่สามเขาจะไม่ได้เลื่อนระดับจากขอบเขตสร้างรากฐานขั้นสูงไปยังระดับแก่นทองคำเทียมหรือขอบเขตแก่นทองคำ แต่เขาก็ได้รับประโยชน์มากมาย ถ้าเขาเข้าร่วมครั้งนี้ เขาคิดว่าตัวเองอาจจะมีโอกาส เพียงแต่รู้สึกเช่นกันว่าโอกาสนั้นมีน้อยมาก แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังคงต้องการไปลองดู
เพียงแต่เขาเป็นคนที่เชื่อฟังคำสั่งของท่านอาจารย์ ท่านอาจารย์สั่งอะไรเขาก็จะทำตาม จึงตัดใจจากความต้องการนั้น ไม่คิดเลยว่าท่านอาจารย์จะมอบยาชำระกายให้
ยาชำระกายมีประโยชน์มากสำหรับการเลื่อนระดับพลังในขอบเขตที่ต่ำกว่าขอบเขตแก่นทองคำ สามารถป้องกันไม่ให้เส้นชีพจรได้รับบาดเจ็บตอนที่ทะลวงระดับ ป้องกันไม่ให้จิตใจว้าวุ่น ทำให้จิตใจสงบนิ่ง นี่เป็นยาที่หายากมากสำหรับการทะลวงระดับพลังในขอบเขตที่ต่ำกว่าขอบเขตแก่นทองคำ ต่อให้มีเงินก็หาซื้อไม่ได้ ไม่รู้ว่าเว่ยจ้งหรานไปได้มายังไง ถึงกับมอบให้หลี่อู๋อี ทำให้โอกาสที่หลี่อู๋อีจะฝึกฝนจนถึงขอบเขตแก่นทองคำได้นั้นมีมากขึ้น และต้องไม่ดูถูกโอกาสเล็ก ๆ น้อย ๆ เพราะมันถือเป็นโอกาสที่ยิ่งใหญ่มาก
หลี่อู๋อีได้ยาเม็ดนั้นมาแล้วก็หน้าแดงก่ำ เขาเคยคิดจะหายาเม็ดนี้ แต่ข้างนอกนั้นหายากมาก ต่อให้เป็นสำนักใหญ่ ๆ อย่างสำนักหวั่งเหลี่ยง ทุกปีก็จะปรุงยาเม็ดนี้ไม่มาก เขาไม่มีปัญญาซื้อ
หลี่อู๋อีเก็บยาเม็ดนั้นเอาไว้ ครู่หนึ่งก็สงบสติอารมณ์ลงได้ จึงลุกขึ้นยืน คุกเข่าลงอย่างจริงจัง โค้งคำนับหกครั้ง เว่ยจ้งหรานก็ยิ้ม ไม่ได้ห้ามหลี่อู๋อี ถึงแม้เขาจะสามารถหายาเม็ดนี้มาได้ แต่ผู้ฝึกตนขอบเขตสร้างรากฐานขั้นสูงของสำนักหวั่งเหลี่ยงมีไม่น้อย การจะได้ยาเม็ดนี้มา นอกจากต้องใช้หินวิญญาณจำนวนมากแล้ว ยังต้องมีเส้นสายอีกด้วย
ศิษย์คนอื่น ๆ ในขอบเขตสร้างรากฐานมองหลี่อู๋อีด้วยความอิจฉา แต่ก็รู้ว่าศิษย์พี่ใหญ่สมควรได้รับแล้ว หลายปีมานี้ศิษย์พี่ใหญ่ที่ใจดีคนนี้ทำงานหนัก ในขณะที่คนอื่นกำลังฝึกฝน เขากลับต้องเสียเวลามาจัดการเรื่องต่าง ๆ ของสำนัก ถ้าพรสวรรค์ของเขาไม่ได้ดีเลิศขนาดนี้ ตอนนี้อาจจะยังคงอยู่ในขอบเขตสร้างรากฐานขั้นกลางก็เป็นได้
พอหลี่อู๋อีลุกขึ้นยืน เว่ยจ้งหรานก็หันไปมองเหวยชื่อถัวและกล่าวว่า "ตั้งใจฝึกฝน" แล้วจึงลุกขึ้นยืน เดินออกไปนอกประตู
เหวยชื่อถัวก็ตกตะลึง แต่บนใบหน้าก็มีความมุ่งมั่น เขารู้ว่าอาจารย์อยากให้เขาพึ่งพาตัวเองเพื่อให้ได้มาซึ่งวิถีแห่งพลัง แต่ถ้าเขาทำไม่ได้จริง ๆ ท่านอาจารย์คงจะยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ
หลี่เหยียนมองดูแผ่นหลังที่ไม่ได้สูงใหญ่ของเว่ยจ้งหราน ในใจก็รู้สึกอบอุ่นขึ้นมาทันที เขารู้สึกว่าอาจารย์คนนี้อาจจะเป็นคนดี เขาเคยได้ยินศิษย์ของยอดเขาอื่น ๆ เล่าว่า อาจารย์ส่วนใหญ่ก็แค่สอนเคล็ดวิชาเซียน ถ้าจะมอบยาชั้นเลิศแบบนี้ให้ คงต้องเป็นญาติหรือศิษย์ที่อาจารย์ชอบมากจริง ๆ ถึงจะมีโอกาส แต่อาจารย์คนนี้กลับยอมเสียทรัพยากรมากมายเพื่อศิษย์
หลี่เหยียนนึกถึงคำพูดของหลินต้าเฉี่ยว อาจารย์ร่างท้วมคนนี้น่าจะมีพลังถึงระดับสูงสุดในขอบเขตแก่นทองคำขั้นกลางแล้ว แต่ศิษย์จำนวนไม่น้อยในสำนักกลับบอกว่าเขามีพลังแค่ขอบเขตแก่นทองคำขั้นต้น เพราะไม่เคยเห็นเขาลงมือ มีแต่รอยยิ้ม ทำให้ระดับพลังที่แสดงออกมาก็เป็นแค่ขอบเขตแก่นทองคำขั้นต้น จึงดูเหมือนจะเป็นคนลึกลับ
หลี่อู๋อีเห็นท่านอาจารย์เดินไปไกลแล้ว จึงพูดขึ้นว่า "ยอดเขาไผ่น้อยก็เป็นแบบนี้แหละ..." แล้วก็มีสีหน้าเหม่อลอย ครู่หนึ่งจึงตั้งสติได้ "เอาล่ะ วันนี้เรื่องก็จบลงแล้ว ขอให้ศิษย์น้องทุกคนได้รับผลลัพธ์ที่ดีในปีหน้า แยกย้ายกันได้แล้ว"
คนอื่น ๆ ต่างก็คำนับหลี่อู๋อี แล้วค่อยเดินออกไป
หลี่เหยียนเดินออกจากห้องโถงใหญ่พร้อมกับหลินต้าเฉี่ยว หลินต้าเฉี่ยวกอดคอหลี่เหยียนอย่างสนิทสนม เขาเป็นคนใจร้อน การปิดประตูฝึกฝนหลายเดือนหรือหลายปีเป็นเรื่องน่าเบื่อสำหรับเขา โชคดีที่เขามีรากวิญญาณที่ดี ใช้เวลาฝึกฝนไม่นานก็สามารถตามคนอื่นทัน หลี่เหยียนอิจฉาในเรื่องนี้อยู่ไม่น้อย
พอทั้งสองคนออกมาจากห้องโถงใหญ่ หลี่เหยียนก็ขัดจังหวะศิษย์พี่เจ็ดที่พูดไม่หยุด "ศิษย์พี่เจ็ด ศิษย์น้องอยากจะถามว่าจะรับภารกิจของยอดเขามาทำได้อย่างไร? ก่อนหน้านี้ท่านเคยพูดถึง แต่ข้ายังไม่เคยไปเลย"
หลินต้าเฉี่ยวได้ยินก็ปล่อยมือจากหลี่เหยียน มองหลี่เหยียนตั้งแต่หัวจรดเท้า ทำให้หลี่เหยียนรู้สึกงง
"ศิษย์น้องเล็ก เจ้าก็ขาดหินวิญญาณแล้วหรือ? ได้ยินศิษย์พี่สี่บอกว่าทรัพยากรที่เจ้าได้รับทุกเดือนเทียบเท่ากับผู้ฝึกตนระดับขอบเขตสร้างรากฐานแล้ว ซึ่งก็คงไม่ผิดหรอก ผ่านมาหลายปีแล้ว เจ้ายังไม่เคยรับภารกิจของยอดเขามาทำเลยหรือ?"
หลี่เหยียนได้ฟังก็รู้สึกเขินอาย จึงเอามือลูบจมูก ตอนนี้เขารู้แล้วว่าหินวิญญาณนั้นหายากขนาดไหน โชคดีที่ตอนนั้นท่านอาจารย์ร่างท้วมให้หินวิญญาณกับเขา และเขายังกล้ารับมาอย่างหน้าตาเฉย เหมือนกับว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว เขาได้รับทรัพยากรมากกว่าคนอื่นมากมายขนาดนี้ ถ้าเป็นยอดเขาอื่น ๆ คงโดนคนอื่นโวยวายไปแล้ว
หลี่เหยียนจึงหัวเราะแห้ง "ฮ่า ๆ ศิษย์พี่เจ็ด ก็เพราะพรสวรรค์ของข้ามีน้อย สำนักจึงให้ความช่วยเหลือเป็นพิเศษ ข้าถึงจะฝึกฝนมาได้ถึงทุกวันนี้ ตอนนี้หินวิญญาณของข้าน้อยไม่พอแล้ว แต่ด้วยพลังปราณของข้าตอนนี้ ยังออกไปทำภารกิจข้างนอกไม่ได้ จึงได้แต่รับภารกิจของยอดเขามาทำก่อน ได้หินวิญญาณมาบ้างก็ยังดี ว่าแต่ศิษย์พี่เจ็ด ท่านยังไม่ได้บอกเลยว่าจะรับภารกิจได้ยังไง?"
"ศิษย์น้องเล็ก เจ้าเข้าสำนักมานานขนาดนี้แล้ว ยังไม่รู้วิธีรับภารกิจอีกหรือ? ตอนนี้ว่างพอดี ข้าพาเจ้าไปก็ได้" หลินต้าเฉี่ยวมองหลี่เหยียนด้วยความประหลาดใจ
หลี่เหยียนกล่าวขอบคุณ หลินต้าเฉี่ยวจึงเรียกอาวุธวิญญาณสำหรับบินรูปร่างเหมือนเรือออกมา ทั้งสองคนก้าวขึ้น แล้วบินจากไป