- หน้าแรก
- เซียนห้าสำนัก
- บทที่ 73 สามปี
บทที่ 73 สามปี
บทที่ 73 สามปี
บทที่ 73 สามปี
ฤดูหนาวผ่านไป ฤดูใบไม้ผลิมาเยือน กาลเวลาผ่านไปรวดเร็ว การบำเพ็ญเพียรนั้นไม่รู้จักเวลา พริบตาเดียวก็ผ่านไปสามปีแล้ว
ทางทิศตะวันออกที่อยู่ห่างจากสำนักหวั่งเหลี่ยงหลายสิบล้านลี้ มีเมืองหลวงขนาดใหญ่ตั้งอยู่ เมืองนี้กว้างขวางหลายร้อยลี้ มีความเจริญรุ่งเรืองอย่างล้นเลือ อาคารมากมายน้อยใหญ่ ดูยิ่งใหญ่และศักดิ์สิทธิ์ ทว่าสิ่งปลูกสร้างที่สวยงามและกินพื้นที่มากที่สุดไม่ใช่พระราชวัง
แต่เป็นสำนักกระบี่ที่อยู่ทางทิศตะวันออกของเมือง ภายในมีศาลาพักผ่อนน้อยใหญ่ โถงใหญ่ มันทั้งโอ่โถงและอลังการอย่างล้นเหลือ ถ้าจะเดินทางจากประตูสำนักกระบี่ไปยังเขตด้านหลัง ต้องขี่ม้าบนถนนเส้นหลักนานครึ่งวัน สำนักกระบี่แบ่งออกเป็นลานกระบี่กับตำหนักกระบี่ เป็นสถานที่รวมตัวของผู้ฝึกตนกระบี่ที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่ว มีอีกชื่อหนึ่งว่า สำนักสิบก้าว เป็นหนึ่งในสี่สำนักใหญ่ของทวีปจันทรา
ตอนนี้ ภายในโถงใหญ่ของสำนักสิบก้าว มีสามคนนั่งอยู่ด้วยกัน เป็นนักพรตวัยกลางคนในชุดสีเขียวอมฟ้า พระหนุ่มรูปหนึ่ง และนักพรตชราในชุดม่วง คนเหล่านี้ต่างก็แผ่พลังที่แข็งแกร่งออกมา เป็นถึงผู้ฝึกตนขอบเขตแก่นทองคำทั้งสามคน
นักพรตวัยกลางคนในชุดสีเขียวอมฟ้า อายุประมาณสี่สิบปี หน้าเหลี่ยม คิ้วเหมือนกระบี่ หน้าตาซื่อสัตย์ มีพลังกระบี่ที่รุนแรงแผ่ออกมาจากร่างกาย นั่งอยู่บนสุด มีพลังถึงขอบเขตแก่นทองคำขั้นสูงแล้ว เขาพูดขึ้นว่า "ไม่คิดเลยว่าสำนักจะให้ท่านอาจารย์อีเยี่ยกับท่านอาจารย์หังหลินมา ทำข้าแปลกใจไม่น้อย ฮ่า ๆ"
พระหนุ่มได้ยินก็ประสานมือ คำนับเล็กน้อย "อาตมาอีเยี่ยแห่งสำนักสุขาวดีขอคารวะท่านราชากระบี่ซย่าเฉวียน" พระหนุ่มมีใบหน้าที่ดูบริสุทธิ์ คิ้วสวย ตาคม รูปร่างสมส่วน สวมจีวรสีเขียว มีพลังถึงขอบเขตแก่นทองคำขั้นกลางแล้ว แต่นั่งอยู่ตรงนั้นกลับเหมือนกับพระในวัดธรรมดา ๆ มีท่าทางที่อ่อนโยน
นักพรตชราเห็นดังนั้นก็ยกมือคำนับข้างเดียว "ราชากระบี่ซย่าเฉวียน สำนักถึงกับให้ท่านออกโรงด้วยตัวเอง แสดงให้เห็นว่าให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก สำนักมหาลึกล้ำให้ข้าพเจ้ามาช่วยเหลือสำนักสิบก้าวกับสำนักสุขาวดี มีอะไรก็สั่งมาได้เลย ข้าพเจ้าจะให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่" นักพรตชรารูปร่างผอมบาง ผมขาวสลวยเป็นเงา มีแสงสีเงินส่องประกาย มัดผมเป็นมวย มีหยกสีขาวปักอยู่ ผิวแดงมีเลือดฝาด ดวงตาเล็ก ๆ เป็นประกาย ดูเหมือนจะเป็นคนเจ้าเล่ห์ เป็นผู้บรรลุขอบเขตแก่นทองคำขั้นสูงเช่นกัน
อีเยี่ยผู้ได้ฟังก็แค่พยักหน้า สวดมนต์ ไม่ได้พูดอะไรมาก
นักพรตวัยกลางคนในชุดเขียวอมฟ้าของสำนักสิบก้าวได้ฟังก็ยิ้มน้อย ๆ พลางคิดในใจว่า ‘สำนักมหาลึกล้ำส่งเจ้ามานี่ก็เพื่อจะหาผลประโยชน์ให้มากที่สุด ใครบ้างจะไม่รู้ว่าเจ้าเป็นคนเจ้าเล่ห์? เป็นถึงพรรคธรรมะ แต่กลับไม่มีความซื่อสัตย์ พูดว่าจะช่วยเหลือ ให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ ก็แค่กลัวว่าถ้าเกิดเรื่องอะไรขึ้น จะกลายเป็นความรับผิดชอบของสำนักสิบก้าวกับสำนักสุขาวดีเท่าสิไม่ว่า’
ราชากระบี่ซย่าเฉวียนคิดในใจ แต่กลับหัวเราะออกมา "สำนักของพวกเรามีความเป็นปึกแผ่น ไม่แบ่งแยกว่าใครแข็งแกร่งกว่าใคร ที่ให้ข้ามา ก็แค่ศิษย์พี่ศิษย์น้องคนอื่น ๆ ติดธุระเท่านั้น ท่านอาจารย์หางหลินพูดแบบนั้นก็ดูถ่อมตัวไป สามสำนักให้พวกเราสามคนมาคุยกันเรื่องนี้ แน่นอนว่าเป็นตัวแทนของทั้งสามสำนัก อีกหนึ่งปีก็จะเป็นช่วงเวลาที่สี่สำนักใหญ่ร่วมกันสำรวจดินแดนลับเพื่อเก็บสมุนไพรวิเศษกับสมบัติล้ำค่าทั้งหลายในทุกชั่วเวลาสิบห้าปี แต่ตั้งแต่โบราณสำนักหวั่งเหลี่ยงมักจะใช้พิษร้ายแรงต่าง ๆ จนได้รับชัยชนะ ไม่เพียงแต่จะได้ทรัพยากรไปเกือบครึ่งหนึ่ง แม้แต่ศิษย์หัวกะทิขอบเขตสร้างรากฐานของพวกเราก็ยังเสียไปไม่น้อย"
นักพรตชรารูปร่างผอมบางได้ฟังก็มีสีหน้าจริงจัง "ราชากระบี่ซย่าเฉวียนพูดถูกแล้ว สำนักหวั่งเหลี่ยงนั้นครอบครองเคล็ดวิชาเซียนที่มีความพิเศษ จึงไม่ปราณีสามสำนักของพวกเรา ทำให้ศิษย์หัวกะทิขอบเขตสร้างรากฐานที่สำนักสิบก้าวกับสำนักสุขาวดีทุ่มเทฝึกฝนมาต้องเสียไปไม่น้อย ส่วนสำนักมหาลึกล้ำของข้าพเจ้า เพราะเคล็ดวิชาเซียนที่ฝึกฝน จึงชอบต่อสู้กันตรง ๆ แต่มักจะโดนพวกเขาวางกับดัก มีคนบาดเจ็บล้มตายไปมากมาย การกระทำแบบนี้นับว่าน่ารังเกียจ"
บัณฑิตวัยกลางคนได้ฟังก็รู้สึกดูถูกในใจ ‘พวกเจ้าที่เป็นนักพรตของสำนักมหาลึกล้ำก็ไม่ได้มีจิตใจที่สูงส่งอะไรมากมาย พวกข้าที่เป็นสำนักกระบี่กับสำนักพุทธจะด้อยกว่าตรงไหน? โลกแห่งการบำเพ็ญเซียนอย่าเอาเรื่องพวกนี้มาหลอกลวงคนอื่น ใครบ้างที่เป็นคนดี?’
อีเยี่ย ประสานมือ "สาธุ ปราบมารปกป้องธรรมะเป็นหน้าที่ของพุทธ"
นักพรตวัยกลางคนในชุดเขียวอมฟ้าพยักหน้าพร้อมรอยยิ้ม "ปีที่เหลือนี้ พวกเราควรจะ..." พูดถึงตรงนี้ เขาก็ขยับริมฝีปาก แต่กลับไม่ได้ยินเสียงอะไร ในตำหนักสิบก้าวที่เข้มงวดขนาดนี้ เขาก็ยังคงระมัดระวังตัว ใช้เคล็ดวิชาถ่ายทอดเสียง
นักพรตกับพระรูปนั้นฟังพลางใช้เคล็ดวิชาถ่ายทอดเสียงปรึกษากัน
…………
หลี่เหยียนลืมตาขึ้นภายหลังการฝึกฝน ในดวงตาเต็มไปด้วยพลัง สามปีมานี้เขาฝึกฝนอย่างขะมักเขม้นและไม่เคยหยุดหย่อน ตอนนี้มีพลังถึงขอบเขตรวมลมปราณขั้นที่เจ็ดแล้ว ถือว่าเร็วมาก ส่วนใหญ่เป็นเพราะผลลัพธ์จากการฝึกฝนคัมภีร์วารี อีกทั้งทรัพยากรที่สำนักมอบให้ก็ทำให้เขาได้รับประโยชน์มากมาย หินวิญญาณระดับต่ำที่ได้มากกว่าศิษย์นอกสำนักคนอื่น ๆ ห้าก้อนกับ "ยาเพิ่มพลังปราณ" สองขวดต่างก็ช่วยเหลือเขาได้มากมาย หินวิญญาณไม่ต้องพูดถึง ทุกครั้งที่เขาฝึกฝนเคล็ดวิชาโจมตีเสร็จ ก็จะใช้หินวิญญาณฟื้นฟูพลังปราณอย่างรวดเร็ว ทำให้เขาไม่ต้องเสียเวลานั่งฝึกฝนมากนัก
ส่วนยาเพิ่มพลังปราณนั้น ทุกครั้งที่เขาจะฝึกฝนคัมภีร์วารี เขาก็จะกินหนึ่งเม็ด ทำให้พลังปราณของเขาบริสุทธิ์ขึ้นมากหลังจากที่ไหลเวียนครบรอบ เดิมทีต้องใช้เวลาสองรอบถึงจะได้ผลลัพธ์แบบนี้ ตอนนี้ใช้เวลาแค่รอบเดียวก็ได้ผลลัพธ์แบบเดียวกันแล้ว ถือว่าเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพอย่างมาก
ส่วนเคล็ดวิชาโจมตีนั้น "เคล็ดวิชาลูกไฟ" กับ "เคล็ดวิชาใบมีดลม" ต่างก็ฝึกฝนจนถึงระดับต่ำขั้นสูงแล้ว ส่วน "เคล็ดวิชาทรายดูด" ฝึกฝนจนถึงระดับสูงแล้ว ทางด้าน "เคล็ดวิชาเมฆฝน" กับ "เคล็ดวิชาพันธนาการลม" และ "เคล็ดวิชาเหินเวหา" ที่เรียนรู้มาทีหลังก็ฝึกฝนจนถึงระดับต่ำขั้นกลางแล้ว
ทางด้านสิบสองส่วนของร่างพิษแหลกสลายนั้น เขาสามารถควบคุมได้อย่างคล่องแคล่วแล้วเช่นกัน แต่ถ้าเป็นการใช้ร่วมกัน ตอนนี้ทำได้แค่สองสามอย่างเท่านั้น
หลี่เหยียนฝึกฝนเสร็จก็ไม่ได้ลุกขึ้น แต่ยังคงนั่งขัดสมาธิอยู่ ใช้จิตสำนึกสอดส่องดู จุดรวมพลังปราณทั้งห้าในตันเถียนใหญ่กว่าเมื่อสามปีก่อนห้าถึงหกเท่า ตอนนี้จุดรวมพลังปราณธาตุน้ำ ธาตุไม้ และธาตุไฟ มีพลังปราณไหลเวียนอยู่ พลังปราณพวกนี้กลายเป็นของเหลวครึ่งหนึ่งแล้ว ยามใดเป็นของเหลวทั้งหมด เขาก็จะสามารถฝึกฝนจนถึงขอบเขตสร้างรากฐานได้ ส่วนจุดรวมพลังปราณธาตุไม้กับธาตุทองยังคงว่างเปล่า ตอนนี้เขามีพลังถึงระดับกลางในขอบเขตรวมลมปราณขั้นที่เจ็ดแล้ว
พอเห็นพลังปราณที่เป็นของเหลวครึ่งหนึ่งแล้ว หลี่เหยียนก็มีความคิดบางอย่าง พลังปราณธาตุทั้งห้าไหลเวียน พลังปราณในจุดรวมพลังปราณสามจุดแรกเริ่มจำกัดซึ่งกันและกัน พวกมันไหลเข้าไปในจุดรวมพลังปราณธาตุไม้กับธาตุทอง การไหลเข้าไปแบบนี้ไม่ใช่การที่จุดรวมพลังปราณเต็มแล้วพลังปราณไหลเข้าไปเอง แต่เป็นการบังคับให้ไหลเข้าไป จุดประสงค์ก็เพื่อลดพลังปราณธาตุน้ำลง และเปลี่ยนเป็นพลังปราณธาตุอื่น
ครู่หนึ่ง พลังของหลี่เหยียนก็ลดลงจากระดับกลางในขอบเขตรวมลมปราณขั้นที่เจ็ด เหลือแค่ระดับต้นในขอบเขตรวมลมปราณขั้นที่หก นี่เป็นวิธีการปกปิดพลังของคัมภีร์วารี วิธีการปกปิดแบบนี้ไม่ใช่แค่การแบ่งพลังปราณออกเท่า ๆ กัน แบบนั้นผู้ฝึกตนระดับสูงยังคงดูออก แต่คัมภีร์วารีใช้วิธีการจำกัดพลังปราณ จึงแสดงออกมาแค่ส่วนที่เขาต้องการให้คนอื่นเห็น
หลี่เหยียนค่อนข้างพอใจกับวิธีการปกปิดแบบนี้ เขาไม่ใช่คนที่ชอบโอ้อวด ถึงแม้จะมีทรัพยากรจากสำนักช่วยเหลือ แต่ด้วยพรสวรรค์ของเขาที่เป็นคนมีรากวิญญาณหลากธาตุ สามปีสามารถเลื่อนระดับได้สี่ขั้นก็ถือว่าเก่งมากแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นตอนนี้เขามีพลังถึงระดับกลางในขอบเขตรวมลมปราณขั้นที่เจ็ดแล้ว ถ้าไม่ใช่ว่ากลัวว่าปกปิดมากเกินไปจะถูกท่านอาจารย์จับได้ เขายังอยากจะลดลงไปจนถึงระดับต้นในขอบเขตรวมลมปราณขั้นที่ห้าเลยด้วยซ้ำ
หลายปีมานี้ เขามักจะไปร่วมประชุมที่ห้องโถงใหญ่เป็นครั้งคราว เพราะยอดเขาไผ่น้อยมีคนน้อยมาก หลังจากที่เขาทดลองลองปกปิดพลังแล้ว แม้แต่ศิษย์พี่ใหญ่ที่เป็นถึงผู้ฝึกตนขอบเขตสร้างรากฐานขั้นสูงก็ยังดูไม่ออก
มีเพียงอาจารย์ร่างท้วมเท่านั้นที่มองเขาแล้วพูดว่า "รากฐานพลังปราณของเจ้าไม่เลวเลย หนักแน่นกว่าคนอื่น ๆ ในระดับเดียวกัน" ทำให้หลี่เหยียนรู้สึกว่าเคล็ดวิชาปกปิดพลังของเขาอาจจะถูกจับได้ แต่หลังจากทดลองหลายครั้ง เขาก็รู้สึกว่าถ้าปกปิดอย่างเต็มที่ ผู้ฝึกตนที่พลังสูงกว่าหนึ่งขอบเขตจะดูไม่ออกอย่างแน่นอน ถ้าอีกฝ่ายมีพลังสูงกว่าสองขอบเขต นอกจากเขาจะไม่ปกปิดมากเกินไป ทำให้ดูเหมือนว่ามีพลังปราณมากกว่าปกติ มิฉะนั้นก็จะไม่ได้ผล แต่กลับถูกเปิดโปง
ส่วนบรรพชนปฐมวิญญาณ เขาคิดว่าด้วยพลังของตนเองในปัจจุบันคงไม่มีทางปกปิดได้ แต่ต่อให้เป็นสำนักใหญ่ ๆ อย่างสำนักหวั่งเหลี่ยง บรรพชนปฐมวิญญาณก็มีเพียงไม่กี่คน หลายร้อยปีถึงจะปรากฏตัวออกมาสักครั้ง ใครในคนเหล่านั้นจะมาสนใจศิษย์ตัวจ้อยอย่างเขา?
หลี่เหยียนมองดูพลังปราณในร่างกายของตัวเองพลางรู้สึกพอใจมาก ยามนี้จึงปล่อยจิตสำนึกออกมา จิตสำนึกทะลุผ่านห้องฝึกฝน ไปถึงกำแพงบ้าน สุดท้ายก็ทะลุผ่านเขตอาคมออกไปได้
นอกจากการฝึกฝนเคล็ดวิชาเซียนกับเคล็ดวิชาโจมตีแล้ว หลายปีมานี้หลี่เหยียนยังตั้งใจฝึกฝนร่างพิษแหลกสลายมาก ฝึกฝนพิษสิบสองชนิดไปพลาง ทนความเจ็บปวดเหมือนหัวจะระเบิด ใช้จิตสำนึกกระตุ้นร่างกายพิษทุกวัน ทำให้พิษสิบสองชนิดนั้นมีสองชนิดที่ใกล้จะแยกตัวออกมาแล้ว คาดว่าอีกไม่กี่เดือนก็จะแยกตัวออกมาได้
อีกทั้งจิตสำนึกของเขาก็แข็งแกร่งเทียบเท่ากับผู้ฝึกตนระดับสูงสุดในขอบเขตรวมลมปราณขั้นที่สิบแล้ว มันสามารถแยกออกจากร่างได้สามสิบถึงสี่สิบจ้าง ตอนนี้เขตอาคมป้องกันบ้านพักไม่สามารถสะท้อนจิตสำนึกของเขากลับมาได้ แต่เป็นจิตสำนึกสามารถทะลุผ่านเขตอาคมเข้าไปได้ประมาณหนึ่งฉื่อ เขาอ่านตำรามามากมาย จึงรู้ว่าจิตสำนึกของตัวเองแข็งแกร่งแค่ไหน
หลี่เหยียนเรียกจิตสำนึกกลับคืนมา ลุกขึ้นยืน จัดเสื้อผ้า แล้วจึงเปิดประตูออกไป เมื่อวานมีข้อความส่งมาที่ป้ายว่า "พรุ่งนี้เช้าให้ศิษย์ของยอดเขามาร่วมประชุมที่ห้องโถงใหญ่" ตอนนี้หลี่เหยียนรู้แล้วว่าคนน้อยเกินไปก็มีข้อเสีย เวลาสำนักมีเรื่อง สี่ยอดเขาที่เหลือให้คนสำคัญบางคนเข้าร่วมก็พอ พอกลับไปก็ค่อยจัดการเรื่องต่าง ๆ
แต่สำหรับยอดเขาไผ่น้อย ถึงแม้เรื่องส่วนใหญ่จะให้ศิษย์พี่ศิษย์น้องจัดการได้ แต่ก็ยังมีหลายเรื่องที่ต้องให้ทุกคนเข้าร่วม นอกจากจะปิดประตูฝึกฝนจนถึงช่วงเวลาสำคัญ เรื่องวันนี้หลี่เหยียนไม่จำเป็นต้องไปร่วมก็ได้ เพราะการประชุมแบบนี้ทุกครั้งเขาก็แค่ไปนั่งฟัง ถ้าจำเป็นต้องให้เขาทำอะไร ก็จะมีข้อความแจ้งโดยตรง
คงต้องให้หลี่เหยียนฝึกฝนจนถึงขอบเขตสร้างรากฐาน จึงจะมีสิทธิ์เข้าร่วมในเรื่องต่าง ๆ ของสำนัก แต่ที่เขามาวันนี้ก็เพราะมีเรื่องอยากจะถามศิษย์พี่ สาเหตุก็คือหินวิญญาณของเขาไม่พอ หลายปีมานี้ถึงแม้สำนักจะให้ทรัพยากรกับเขามากขึ้น
แต่พรสวรรค์ของเขาก็แค่ระดับนั้น จึงไม่ได้รับการสนับสนุนมากมาย พอฝึกฝนไปเรื่อย ๆ หินวิญญาณระดับต่ำแปดก้อนกับยาเพิ่มพลังปราณสองขวดก็ไม่เพียงพอสำหรับการฝึกฝนแล้ว ยาเพิ่มพลังปราณแค่ครึ่งเดือนก็หมดแล้ว ส่วนหินวิญญาณก็ใช้อย่างประหยัด แน่นอนว่าถ้าไม่ใช้สิ่งเหล่านี้ ด้วยพลังปราณที่หนาแน่นในยอดเขาไผ่น้อยกับการช่วยเหลือของคัมภีร์วารี เขาก็ยังคงฝึกฝนต่อไปได้ เพียงแต่พอคนเราเคยชินกับความเร็วในการฝึกฝนแบบใดแบบหนึ่งแล้ว จะให้ช้าลงก็คงไม่ชิน
หลี่เหยียนจึงต้องคิดหาวิธีหาหินวิญญาณมาให้ได้ มีหินวิญญาณแล้วไม่ว่าจะใช้ฝึกฝนหรือซื้อยาเพิ่มพลังปราณก็ได้ ถ้ารอให้สำนักแจกเพิ่ม คงต้องรอให้เขาฝึกฝนจนถึงขอบเขตรวมลมปราณขั้นที่สิบกับขอบเขตสร้างรากฐาน
เพราะพอถึงขอบเขตรวมลมปราณขั้นที่สิบแล้ว สำนักถึงจะเพิ่มทรัพยากรให้ เพื่อให้เขาฝึกฝนจนถึงขอบเขตสร้างรากฐานได้ง่ายขึ้น พอถึงขอบเขตสร้างรากฐานแล้วก็จะเพิ่มทรัพยากรให้ตามระดับพลัง แบบนี้เขาต้องหาวิธีด้วยตัวเองแล้ว ตอนนี้หลี่เหยียนยังได้ทราบแล้วว่าศิษย์ทั่วไปต่างก็ออกไปหาวิธีหาหินวิญญาณเอง ไม่เหมือนกับเขาที่ได้รับการดูแลจากสำนัก
หลี่เหยียนเดินไปตามทางสายเล็กที่มุ่งไปยังห้องโถงใหญ่พลางคิดอะไรเรื่อยเปื่อย เดินไปอย่างช้า ๆ นึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในช่วงหลายปีมานี้ ทุกครั้งที่ถึงวันตรุษคืนเดือนเพ็ญ หญิงสาวร่างสูงเพรียวคนนั้นก็จะมาที่ลานกว้างอย่างเงียบงัน
ถึงแม้จะไม่ได้นัดหมายกัน แต่ใครมาก่อนก็จะยืนรออย่างเงียบ ๆ ใต้แสงจันทร์ จากนั้นทั้งสองคนก็จะนั่งอยู่ริมลานกว้าง คุยกันเรื่อยเปื่อย จนกระทั่งฟ้าสางก็แยกย้ายกันไป เพียงแต่จ้าวหมิ่นไม่ค่อยพูดถึงตัวเอง ส่วนใหญ่จะเป็นหลี่เหยียนที่พูด นางเป็นฝ่ายฟัง
หลี่เหยียนนึกถึงเรื่องพวกนี้ก็ยิ้มกว้างขึ้น ไม่นานก็มาถึงหน้าประตูห้องโถงใหญ่ เขาเดินเข้าไปข้างในทันที
"ศิษย์น้องเล็กมาแล้ว หึ ไม่เจอกันครึ่งปี พลังปราณของศิษย์น้องเล็กแข็งแกร่งขึ้นเยอะเลย ตอนนี้น่าจะถึงขอบเขตรวมลมปราณขั้นที่หกแล้วกระมัง?" หลี่เหยียนเพิ่งจะเข้ามาในห้อง ก็มีเสียงใส ๆ ดังขึ้น
หลี่เหยียนยิ้มน้อย ๆ พอได้ยินเสียงนี้ก็รู้ว่าเป็นศิษย์พี่เจ็ด หลินต้าเฉี่ยว
หลี่เหยียนมองไปรอบ ๆ ห้อง ตอนนี้มีคนอยู่สิบคนแล้ว ผู้ชายเจ็ดคน ผู้หญิงสามคน ท่านอาจารย์กับอาจารย์แม่ยังไม่มา
ในสิบคนนี้ เจ็ดคนนั่งอยู่ สามคนกำลังรินน้ำชา คนพวกนี้หลี่เหยียนรู้จักทั้งนั้น คนที่นั่งอยู่เจ็ดคนก็คือศิษย์พี่ห้าคนกับศิษย์พี่หญิงสองคน
หลี่อู๋อี ศิษย์พี่ใหญ่ยังคงหล่อเหลาเหมือนเช่นเคย ทั้งยังยิ้มแย้มให้หลี่เหยียน ตอนนี้พลังปราณในร่างกายของเขายิ่งหนักแน่นขึ้น ถึงขอบเขตแก่นทองคำเทียมแล้ว อีกแค่นิดเดียวก็จะฝึกฝนจนถึงขอบเขตแก่นทองคำได้
ส่วนคนที่นั่งอยู่ข้างล่างเขาก็คือชายร่างกำยำที่เหมือนกับหมี กำลังยิ้มกว้างให้หลี่เหยียน เป็นศิษย์พี่รอง เหวยชื่อถัว เห็นเขามีท่าทางแบบนั้น หลี่เหยียนก็รู้สึกไม่ค่อยดี เพราะเขากลัวศิษย์พี่รองคนนี้มาก อีกฝ่ายตอนนี้บรรลุขอบเขตสร้างรากฐานขั้นสูงแล้ว หากไม่ชวนเขาประลองฝีมือ ก็จะตบไหล่เขาด้วยมือหนา ๆ ที่เหมือนกับอุ้งเท้าหมี ทำให้เขาเจ็บตัวทุกครั้ง
แต่ได้ยินมาว่าศิษย์พี่รองคนนี้ ศิษย์พี่สี่ และศิษย์พี่ห้า ต่างก็ได้เป็นศิษย์ในสำนักแล้วเหมือนกัน