เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 61 หายนะจากวิชา

บทที่ 61 หายนะจากวิชา

บทที่ 61 หายนะจากวิชา


บทที่ 61 หายนะจากวิชา

ทันใดนั้นเขาก็นึกถึงถุงมิติที่ใส่หินวิญญาณสามก้อนเอาไว้ จึงถามขึ้นด้วยท่าทางนอบน้อม "ศิษย์พี่เจ็ด ถุงมิตินี่เป็นยังไง? ใช้อย่างไรขอรับ?"

หลินต้าเฉี่ยวที่ได้ยินก็มองหลี่เหยียน แขนยาว ๆ ของเขาก็เอื้อมไปหยิบถุงมิติของหลี่เหยียนบนโต๊ะ ชี้ไปที่ถุงนั้นแล้วพูดว่า "ถุงมิติเป็นอาวุธวิเศษสำหรับใช้เก็บของ ค่อนข้างเป็นที่นิยมในโลกแห่งการบำเพ็ญเซียน แน่นอนว่ายังมีอาวุธวิเศษสำหรับเก็บของหรือสมบัติวิเศษแบบอื่น ๆ มีทั้งรูปร่างเหมือนแหวน รูปร่างเหมือนเข็มขัด รูปร่างเหมือนกำไล มีรูปร่างแปลก ๆ มากมาย เพียงแต่เครื่องมือสำหรับเก็บของแบบนี้ไม่เพียงแต่ต้องการฝีมือการสร้างที่สูงส่ง วัสดุที่ใช้สร้างก็หายากมาก ไม่เหมือนกับวัตถุดิบของถุงมิติที่ค่อนข้างหายง่าย ข้างในเครื่องมือสำหรับเก็บของจะเป็นมิติอิสระ ไม่ใช่มิติเดียวกับที่พวกเราอยู่ การพกมันไว้ก็เหมือนกับการพกพื้นที่มิติติดตัวไปด้วย

เครื่องมือสำหรับเก็บของต้องเป็นช่างตีเหล็กที่เชี่ยวชาญเคล็ดวิชาเซียนมิติพื้นที่หรือตระกูลที่เชี่ยวชาญการสร้างอาวุธถึงจะสร้างได้ ได้ยินมาว่าช่างตีเหล็กแบบนี้ในทวีปแห่งนี้มีน้อยมาก อย่างเช่นสำนักใหญ่ ๆ อย่างสี่สำนักใหญ่ ก็มีช่างตีเหล็กแบบนี้แค่สามหรือสี่คนเท่านั้นเอง

เครื่องมือสำหรับเก็บของอย่างต่ำต้องเป็นถึงระดับอาวุธวิเศษ อาวุธวิญญาณหรือสมบัติวิญญาณไม่สามารถใช้เก็บของได้ เครื่องมือสำหรับเก็บของแบ่งออกเป็นระดับต่ำ ระดับกลาง ระดับสูง ข้อแตกต่างที่สำคัญที่สุดคือขนาดพื้นที่ข้างในต่างกัน อย่างเช่นถุงมิติที่พวกเราใช้เป็นแบบระดับต่ำ พื้นที่ข้างในมีแค่ประมาณหนึ่งสองจ้าง ใส่ของใหญ่ ๆ ไม่ได้ ใส่สิ่งมีชีวิตก็ไม่ได้ เพราะข้างในไม่มีอากาศ สิ่งมีชีวิตที่ถูกใส่เข้าไปก็จะขาดอากาศหายใจตาย"

หลินต้าเฉี่ยวพูดอธิบายเนิบนาบ

"ถุงมิติระดับต่ำแบบนี้ไม่มีพลังป้องกัน ใครได้ไปก็สามารถหยิบของข้างในออกมาได้ เพราะฉะนั้นเจ้าต้องระวังตัว เก็บรักษาถุงมิติของเจ้าให้ดี

แต่ถุงมิติระดับต่ำแบบนี้ก็มีข้อดี คือพื้นที่ข้างในเป็นรอยแยกเล็ก ๆ ในมิติระดับต่ำที่ค่อนข้างใกล้กับโลกมนุษย์ โอกาสที่รอยแยกเล็ก ๆ พวกนี้จะแยกออกจากกันมีน้อยมาก เพราะได้รับผลกระทบจากแรงดึงดูดของโลก พื้นที่จึงค่อนข้างเสถียร ตอนที่ถุงมิติเสียหาย ของข้างในก็จะตกลงมาในโลกมนุษย์ ไม่ได้หายไปในมิติอื่น ๆ

ส่วนเครื่องมือสำหรับเก็บของระดับกลางหรือสูงจะเป็นพื้นที่นอกโลกที่มีความเป็นอิสระ พื้นที่ก็จะใหญ่ แต่เพราะอยู่ไกลจากที่นี่มาก จึงต้องใช้วัสดุหายากในการสร้างเส้นทางเชื่อมต่อ คนใช้สามารถฝังจิตสำนึกของตัวเองลงไป แล้วก็ตั้งข้อห้ามเอาไว้ ต่อให้คนอื่นได้ไป นอกจากจะลบจิตสำนึกนั้นได้อย่างปลอดภัย มิฉะนั้นถ้าฝืนเปิดออก เส้นทางเชื่อมต่อก็จะถูกทำลาย ของข้างในก็จะเสียหายหรือไม่ก็หายไปในมิติอื่น ๆ

แต่ถึงแม้จะเป็นถุงมิติระดับต่ำสุด ก็ยังคงมีค่ามาก เพราะเป็นถึงอาวุธวิเศษ ผู้บำเพ็ญเซียนทั่วไปทั้งชีวิตอาจจะไม่มีแม้แต่อาวุธวิญญาณหรือสมบัติวิญญาณที่ดีสักชิ้น แล้วจะมีอาวุธวิเศษได้ยังไง? ต่อให้เป็นสี่สำนักใหญ่ ถุงมิติก็ยังไม่สามารถแจกจ่ายให้ทุกคนได้ มีแค่ศิษย์ในสำนักเท่านั้นถึงจะมี ส่วนศิษย์รับใช้ ถึงแม้จะเป็นศิษย์เหมือนกัน แต่ก็ไม่มีสิทธิ์ได้ สำนักเซียนระดับสองเหมือนว่าต้องฝึกฝนจนถึงขอบเขตสร้างรากฐานถึงจะได้รับ ส่วนสำนักเซียนระดับสามที่ข้าเคยอยู่ ทั้งสำนักมีถุงมิติไม่ถึงยี่สิบใบ"

หลินต้าเฉี่ยวพูดถึงตรงนี้ก็มีสีหน้าเศร้าหมองลงเล็กน้อย เขานึกถึงอาจารย์ลุงอาจารย์อาในสำนักของเขาที่ฝึกฝนมาทั้งชีวิต กลับยังไม่ได้รับการปฏิบัติที่ดีเท่ากับศิษย์นอกสำนักของสี่สำนักใหญ่ ก็รู้สึกเศร้าใจ เพราะที่นั่นเป็นบ้านเกิดของเขา เป็นสถานที่ที่เขาเริ่มต้นการบำเพ็ญเซียน ที่นั่นมีอาจารย์คนแรกของเขา รวมถึงศิษย์พี่ศิษย์น้องของเขา

หลี่เหยียนไม่รู้หรอกว่าหลินต้าเฉี่ยวคิดอะไรอยู่ ต่อให้รู้ เขาก็ไม่เข้าใจว่าทำไมถุงมิติใบเดียวถึงทำให้ศิษย์พี่ที่ร่าเริงคนนี้เศร้าลงได้ เขามองดูศิษย์พี่เจ็ดที่พูดไปพูดมาน้ำเสียงก็เศร้าลง เหมือนกับว่ามีเรื่องไม่สบายใจ

หลินต้าเฉี่ยวหยุดไปครู่หนึ่ง แล้วจึงพูดต่อ "ถึงแม้ช่างตีเหล็กในสี่สำนักใหญ่จะสร้างถุงมิติระดับต่ำแบบนี้ได้อย่างรวดเร็ว แต่สำนักต้องการเยอะมาก ยิ่งไปกว่านั้นด้วยฐานะของพวกเขา คงไม่สร้างของระดับต่ำพวกนี้ทั้งวันหรอก ถุงมิติที่พวกเราใช้ล้วนซื้อมาจากตระกูลผู้บำเพ็ญเซียนข้างนอก

ตระกูลผู้บำเพ็ญเซียนเหล่านี้เป็นผู้บำเพ็ญเซียนอีกประเภทหนึ่งนอกจากสำนักเซียน พวกเขาสืบทอดการบำเพ็ญเซียนกันมาหลายชั่วอายุคน มีตระกูลผู้บำเพ็ญเซียนที่แข็งแกร่งมากมาย บางตระกูลถึงกับสามารถต่อกรกับสำนักเซียนระดับสองได้ ส่วนตระกูลเล็ก ๆ ก็มีมากมายเช่นกัน พวกเขาก็เหมือนกับสำนักเซียนระดับสองหรือสามที่ต้องพึ่งพาสี่สำนักใหญ่

ตระกูลผู้บำเพ็ญเซียนเหล่านี้สามารถสืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคนได้ ก็เพราะพวกเขามีวิธีเอาชีวิตรอด บ้างก็เชี่ยวชาญการปรุงยา บ้างก็เชี่ยวชาญการสร้างอาวุธ บ้างก็เชี่ยวชาญการลอบสังหาร ในบรรดาตระกูลเหล่านี้ก็มีบางตระกูลที่เชี่ยวชาญการสร้างเครื่องมือสำหรับเก็บของ พวกเขาทำเป็นอาชีพ สืบทอดเคล็ดวิชาลับในการสร้างอาวุธจากบรรพบุรุษ ช่างตีเหล็กระดับสูงของบางตระกูลอาจจะเก่งกาจกว่าช่างตีเหล็กของสี่สำนักใหญ่เสียอีก แต่ตระกูลของพวกเขามีพลังต่อสู้น้อย จึงต้องพึ่งพาสี่สำนักใหญ่เพื่อความปลอดภัย"

หลินต้าเฉี่ยวพูดจบก็รู้สึกดีขึ้น คิดอยู่ครู่หนึ่งจึงเอ่ยต่อ "ศิษย์น้องเล็ก วิธีใช้ถุงมิตินั้นง่ายมาก เวลาจะใส่ของเข้าไป ก็แค่แบ่งจิตสำนึกออกเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งสอดเข้าไปในปากถุง อีกส่วนหนึ่งพุ่งเป้าไปยังของที่เจ้าจะใส่เข้าไป พอรวมจิตสำนึกทั้งสองส่วนเข้าด้วยกัน ก็ใส่ของเข้าไปได้แล้ว เวลาจะหยิบของออกมา ก็แค่ใช้จิตสำนึกส่วนหนึ่งสอดเข้าไปในถุง พุ่งเป้าไปยังของที่ต้องการหยิบออกมา แล้วดึงจิตสำนึกกลับมาก็เรียบร้อย ง่ายมาก ฝึกฝนบ่อย ๆ ก็ใช้ได้คล่องแล้ว"

พูดถึงตรงนี้เขาก็มองหลี่เหยียน "ไม่รู้ว่าตอนนี้ศิษย์น้องเล็กแยกจิตออกจากร่างได้หรือยัง? ปกติแล้วต้องฝึกฝนจิตสำนึกจนถึงขอบเขตรวมลมปราณขั้นที่สาม จึงจะแยกออกจากร่างได้ แต่มีสองกรณีที่สามารถแยกจิตออกจากร่างได้ก่อนหน้านั้น กรณีแรกคือคนที่มีจิตสำนึกแข็งแกร่งมาตั้งแต่กำเนิด พอฝึกฝนจนเกิดพลังปราณแล้วก็สามารถแยกจิตออกจากร่างได้

อีกกรณีหนึ่งคือฝึกฝนเคล็ดวิชาเซียนที่ช่วยเสริมสร้างพลังจิต ก็อาจจะสามารถแยกจิตออกจากร่างได้ก่อนขอบเขตรวมลมปราณขั้นที่สาม ถ้าตอนนี้ศิษย์น้องเล็กยังแยกจิตออกจากร่างไม่ได้ ข้าจะช่วยเจ้าหยิบของข้างในออกมาเตรียมเอาไว้ใช้ แต่ตอนนี้เจ้ามีพลังถึงขอบเขตรวมลมปราณขั้นที่สองแล้ว คงอีกไม่นานก็จะฝึกฝนจนถึงขั้นที่สาม"

พูดจบเขาก็จ้องมองหลี่เหยียน เพราะเขาสนใจความแข็งแกร่งของ "ร่างพิษแหลกสลาย" เนื่องจากเคยได้ยินวิธีใช้มากมาย แต่คนที่ฝึกฝนร่างกายพิษแบบนี้ได้ แต่ละคนก็จะมีผลลัพธ์ที่ต่างกัน เขาไม่รู้ว่าเคล็ดวิชานี้มีคุณสมบัติเสริมหรือเปล่า

หลี่เหยียนเกาหัว "ศิษย์พี่เจ็ด ข้าเหมือนจะแยกจิตออกจากร่างได้แล้ว" นับตั้งแต่ที่หลี่เหยียนรู้จากหลี่อู๋อีเมื่อเช้า ว่าตัวเองมีพลังถึงขอบเขตรวมลมปราณขั้นที่สองแล้ว ก็ยังไม่มีเวลาตั้งใจสัมผัสถึงขอบเขตพลังของตัวเอง แต่ตอนที่เดินทางมากับหลินต้าเฉี่ยว เขาก็อดไม่ได้ที่จะลองแยกจิตออกจากร่างดู เขาพบว่าตัวเองสามารถแยกจิตออกจากร่างได้จริง ๆ ระยะประมาณสองสามจ้าง ตอนนั้นเขารู้สึกว่าต้นไม้ใบหญ้า แมลง ใบไม้ ลม หมอก ในทิศทางนั้นอยู่ในสายตาของเขาทั้งหมด มันเป็นความรู้สึกที่แปลกมาก

ที่เป็นก็เพราะหลี่เหยียนมีพลังไม่สูง อีกทั้งหลี่เหยียนยังจงใจแยกจิตไปในทิศทางตรงกันข้าม แยกออกไปแล้วก็รีบดึงกลับมา หลินต้าเฉี่ยวจึงไม่พบ แต่ถ้าเป็นผู้ฝึกตนขอบเขตสร้างรากฐานอย่างหลี่อู๋อี หากมีจิตสำนึกปรากฏขึ้นใกล้ขนาดนี้ เขาจะต้องรู้อย่างแน่นอน

ตอนนี้หลี่เหยียนเลือกที่จะบอก ก็เพราะได้ยินคำพูดของหลินต้าเฉี่ยว จุดประสงค์ก็เพื่อให้เขาใช้ถุงมิติได้สะดวก เหตุผลนั้นง่ายมาก เนื่องจาก "ร่างพิษแหลกสลาย" ที่พวกเขาพูดถึง ไม่ว่าใครจะสงสัย เขาก็จะโยนความผิดให้กับมัน

ตอนนี้เขาเข้าใจแล้ว ว่าคนในสำนักยังไม่รู้ที่มาที่ไปของร่างกายพิษแบบนี้ หมายความถึงมันอาจจะมีคุณสมบัติเสริมใด ๆ ก็ได้

หลินต้าเฉี่ยวได้ฟังก็ตกตะลึง อันที่จริงแล้วแล้วเขาแค่สงสัย ถึงแม้จะคาดหวังว่าจะเป็นแบบนั้น แต่พอหลี่เหยียนยืนยัน เขาก็ยังคงแปลกใจ

"ศิษย์น้องเล็ก เจ้าพูดจริงหรือ? ตอนนี้เจ้าสามารถแยกจิตออกจากร่างได้แล้ว?" เขาถามอย่างร้อนรน

หลี่เหยียนยังคงประเมินพลังของเคล็ดวิชาเซียนที่ช่วยเสริมสร้างพลังจิตต่ำเกินไป อีกทั้งยังประเมินผลลัพธ์ที่เกิดจากเคล็ดวิชาเซียนต่ำเกินไป เคล็ดวิชาเซียนที่ช่วยเสริมสร้างพลังจิตในโลกนี้ไม่ได้หมายความว่าไม่มีประโยชน์ เพียงแต่หายากมาก ตั้งแต่โบราณเคล็ดวิชาเซียนประเภทนี้มีน้อยมาก ผู้ฝึกตนที่มีจิตสำนึกแข็งแกร่งไม่เพียงแต่จะทำให้การฝึกฝนพัฒนาขึ้นหลายเท่า แต่ยังสามารถฝึกฝนเคล็ดวิชาเซียนกับเคล็ดวิชาโจมตีที่คนอื่นฝึกฝนไม่ได้ สุดท้ายก็ทำให้มีพลังต่อสู้เหนือกว่าคนอื่น ๆ ในระดับเดียวกัน

กล่าวกันว่าเมื่อหลายพันปีก่อน มีผู้ฝึกตนระดับขอบเขตสร้างรากฐานคนหนึ่งบังเอิญได้ตำราฝึกฝนจิตสำนึกที่ไม่สมบูรณ์มาเล่มหนึ่ง เขาฝึกฝนจิตสำนึกตามตำราเล่มดังกล่าว ทว่าวิธีการฝึกฝนจิตสำนึกนั้นโหดร้ายทารุณ มันเป็นสาเหตุที่ทำให้เคล็ดวิชาแบบนี้ค่อย ๆ เลือนหายไป

เคล็ดวิชาฝึกฝนจิตสำนึกดังกล่าว มันคือการฝึกฝนจิตสำนึกทีละนิด ๆ เหมือนกับผู้ฝึกตนที่เน้นฝึกร่างกาย โดยการทุบตีร่างกายตัวเองทุกวัน แต่จิตสำนึกเป็นพลังจิตในสมอง ปกติถ้าได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อยก็จะทำให้ทรมานมาก เช่นนั้นจะทนการฝึกฝนแบบนี้ได้อย่างไร? สุดท้ายก็ทนการทรมานไม่ไหว กลายเป็นคนบ้า คนโง่ คนปัญญาอ่อน หรือเสียสติ

แต่ผู้ฝึกตนระดับขอบเขตสร้างรากฐานคนดังกล่าวก็มีความอดทนมาก ใช้วิธีการฝึกฝนจิตสำนึกตามตำราที่ไม่สมบูรณ์เล่มนั้น ทนทุกข์ทรมานเหมือนอยู่ในนรก ฝึกฝนจิตสำนึกจนแข็งแกร่งกว่าคนอื่น ๆ ในระดับเดียวกันสองถึงสามส่วน และต้องไม่ดูถูกพลังสองสามส่วนนี้ หลังจากที่เขาฝึกฝนตำราที่ไม่สมบูรณ์เล่มนี้สำเร็จ พอฝึกฝนจนถึงขอบเขตสร้างรากฐานขั้นกลางก็สามารถสู้กับผู้ฝึกตนระดับเดียวกันสามสี่คนได้โดยไม่แพ้ แม้แต่ผู้ฝึกตนขอบเขตสร้างรากฐานขั้นสูงก็ยังสามารถต่อกรได้ ต่อให้สู้ไม่ได้ก็ยังสามารถหนีไปได้โดยไม่บาดเจ็บ

พึงทราบว่าผู้ฝึกตนในขอบเขตสร้างรากฐานขั้นสูงสามารถฆ่าผู้ฝึกตนขอบเขตสร้างรากฐานขั้นกลางได้ง่ายเหมือนกับการบี้มดตัวหนึ่ง ตราบใดที่อีกฝ่ายไม่ได้ใช้อาวุธวิเศษหรือสมบัติวิเศษที่แข็งแกร่ง แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังทำอะไรเขาไม่ได้

ต่อมาผู้ฝึกตนขอบเขตสร้างรากฐานคนนี้พอฝึกฝนจนถึงขอบเขตสร้างรากฐานขั้นสูง ก็สามารถต่อกรกับผู้ฝึกตนขอบเขตแก่นทองคำเทียมได้ และผู้ฝึกตนขอบเขตแก่นทองคำเทียมก็คือผู้ฝึกตนที่กำลังจะก้าวเข้าสู่ขอบเขตแก่นทองคำขั้นต้น เป็นผู้ฝึกตนที่แข็งแกร่งที่สุดในขอบเขตสร้างรากฐาน

แต่ผู้ฝึกตนที่ฝึกฝนจิตสำนึกคนนี้กลับสามารถต่อกรได้โดยไม่พ่ายแพ้ แต่ไม่มีกำแพงใดที่ไม่มีรูรั่ว เรื่องที่เขาฝึกฝนตำราฝึกฝนจิตสำนึกที่ไม่สมบูรณ์เล่มนั้นก็ถูกเปิดโปง ผู้บำเพ็ญเซียนจึงรวมกลุ่มกันเพื่อล่าเขา หวังว่าจะได้ตำราเล่มนั้นมา แต่หลายครั้งที่ล้อมจับไม่สำเร็จ เขากลับหนีไปได้ จนทำให้เขามีชื่อเสียงโด่งดังมากขึ้น

เรื่องนี้ค่อย ๆ แพร่กระจายไปถึงผู้ฝึกตนขอบเขตแก่นทองคำหลายคน พวกเขาสนใจตำราที่ไม่สมบูรณ์เล่มดังกล่าวอย่างออกนอกหน้า จึงออกจากถ้ำเพื่อตามหาอีกฝ่าย สุดท้ายคนผู้นั้นก็ถูกผู้ฝึกตนขอบเขตแก่นทองคำขั้นต้นสองคนล้อมเอาไว้ ได้ยินมาว่าเขายังสามารถหนีจากคนทั้งสองคนนั้นได้หลายครั้ง

เรื่องราวทำให้ผู้ฝึกตนขอบเขตแก่นทองคำขั้นต้นทั้งสองคนนั้นโกรธมาก สุดท้ายจึงต้องใช้อาวุธวิเศษหลายชิ้นถึงจะจับเขาได้ แต่หลังจากนั้น ผู้ฝึกตนขอบเขตแก่นทองคำขั้นต้นสองคนนั้นกลับบอกว่าไม่ได้ตำราเล่มดังกล่าวมา ตอนที่พวกเขาใช้วิธีค้นวิญญาณเพื่อค้นหาความทรงจำของผู้ฝึกตนขอบเขตสร้างรากฐานขั้นสูงคนนั้น ได้ยินมาว่าพอเริ่มค้นวิญญาณ คนผู้นั้นกลับตัดสินใจทำให้จิตวิญญาณของตัวเองแตกสลาย

แต่เรื่องราวแท้จริงเป็นอย่างไรไม่มีผู้ใดทราบ มีบางคนบอกว่าเป็นเรื่องจริง และมีบางคนบอกว่าผู้ฝึกตนขอบเขตแก่นทองคำขั้นต้นสองคนนั้นกลัวว่าคนอื่นจะสนใจตำราเล่มนี้ และกลัวว่าจะมีบรรพชนปฐมวิญญาณมาค้นวิญญาณพวกเขาจึงจงใจพูดแบบนั้น แต่ไม่นานหลังจากนั้น ผู้ฝึกตนขอบเขตแก่นทองคำขั้นต้นสองคนนั้นก็หายสาบสูญไปจากโลกแห่งการบำเพ็ญเซียน

เห็นได้ชัดว่าเคล็ดวิชาจิตสำนึกเป็นสิ่งที่ทรงพลังและมีเสน่ห์ดึงดูดอย่างล้นเหลือ หลินต้าเฉี่ยวแค่สงสัยในใจจึงได้ถามขึ้นมา แต่ตอนนี้หลี่เหยียนกลับยอมรับ ทำให้เขาไม่อยากจะเชื่อ

หลี่เหยียนที่คิดว่าตัวเองมีข้ออ้างแล้ว อีกทั้งพอเห็นถุงมิติก็อยากใช้ จึงตอบรับ แต่พอเห็นท่าทางของหลินต้าเฉี่ยว เขาก็รู้สึกว่าตัวเองอาจจะใจร้อนไปหน่อย และเสียใจที่ควบคุมสติอารมณ์ไม่อยู่

เขาได้แต่พยักหน้าอย่างเงียบ ๆ หลินต้าเฉี่ยวเห็นเขาพยักหน้ายืนยัน ผ่านไปครู่หนึ่งก็ถอนหายใจ และมองหลี่เหยียนด้วยความอิจฉา เขารู้ว่าต่อให้ขอบเขตปฐมวิญญาณรู้เรื่องนี้ก็ทำอะไรไม่ได้ ที่สำคัญคือ "ร่างพิษแหลกสลาย" นี้ไม่มีร่องรอย รุ่นก่อนก็เคยเลียนแบบวิธีการฝึกฝนของคนอื่น แต่สุดท้ายก็ล้มเหลว คนที่ใช้วิธีนี้ฝึกฝนมีไม่น้อย หลายร้อยล้านปีมานี้มีเป็นพันเป็นหมื่นคน

"ศิษย์น้องเล็ก เจ้าลองใช้วิธีที่ข้าบอก เก็บกระบี่เล่มนี้ใส่ถุงมิติสิ"

หลี่เหยียนเห็นศิษย์พี่เจ็ดมีสีหน้าหดหู่ใจ ก็รู้สึกจนใจ เขารู้ว่าสำนักคิดอะไร และรู้ว่าศิษย์พี่เจ็ดคนนี้คิดอะไร แต่เรื่องของสำนักเซียนวารี เขาไม่มีทางบอกโดยเด็ดขาด

จบบทที่ บทที่ 61 หายนะจากวิชา

คัดลอกลิงก์แล้ว