เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 60 หินวิญญาณ

บทที่ 60 หินวิญญาณ

บทที่ 60 หินวิญญาณ


บทที่ 60 หินวิญญาณ

ต่อไปหลินต้าเฉี่ยวจึงพูดถึงกฎของสำนัก ศิษย์พี่เจ็ดคนนี้บอกว่ากฎของสำนักมีเยอะมาก ข้อห้ามก็ยาวมาก แต่ขอแค่จำข้อห้ามหลัก ๆ สองถึงสามข้อก็พอ

หนึ่ง ห้ามฆ่าศิษย์สำนักเดียวกัน มิฉะนั้นจะต้องชดใช้ชีวิต แต่ถ้าเป็นการป้องกันตัวก็อีกเรื่อง ถึงตอนนั้นค่อยให้หน่วยปราบปรามของยอดเขาที่เกิดเรื่อง หรือหน่วยปราบปรามของทั้งสองฝ่ายร่วมกันตัดสิน

สอง พบเจอศิษย์สำนักเดียวกันเดือดร้อนข้างนอก ถ้าไม่ใช่ศัตรูที่พลังต่างกันมากเกินไป ต้องเข้าไปช่วยเหลือ คนที่เห็นแก่ตัว ถ้าโทษเบาก็จะโดนปรับเป็นหินวิญญาณจำนวนมากและถูกตัดทรัพยากรการฝึกฝนหลายปี ถ้าโทษหนักก็จะโดนทำลายการฝึกฝนและขับไล่ออกจากสำนัก

สาม ห้ามทำชั่วข้างนอก ถึงแม้สำนักหวั่งเหลี่ยงจะไม่ใช่พรรคธรรมะ แต่ก็มีกฎของตัวเอง ถ้าพบว่ามีคนทำอะไรเช่นนั้น จุดจบจะน่าอนาถมาก ไม่ใช่แค่โดนทำลายการฝึกตน แต่อาจจะโดนลงโทษด้วยการให้แมลงกัดกินร่างกาย และอย่าคิดว่าจะตายภายในสองสามวัน กระทั่งการฆ่าตัวตายยังเป็นเรื่องฟุ้งเฟ้อ

ในสำนักมีทั้งการลงโทษและการให้รางวัล ในสำนักแบ่งศิษย์ออกเป็นสามระดับ ได้แก่ ศิษย์รับใช้ ศิษย์นอกสำนัก และศิษย์ในสำนัก ศิษย์ที่สำนักเซียนที่สังกัดส่งมา ไม่ใช่ว่าทุกคนจะได้เป็นศิษย์ในสำนัก คนที่ผ่านการทดสอบถึงจะได้เป็นศิษย์นอกสำนัก ส่วนคนที่พรสวรรค์ใช้ได้ แต่ไม่ผ่านการทดสอบ ก็ไม่ใช่ว่าจะถูกส่งกลับไปยังสำนักเซียนที่สังกัด แต่ให้มาเป็นศิษย์รับใช้ ทำงานเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างเช่น หาฟืน ทำอาหาร ทำความสะอาด ใช้การทำงานแลกกับรางวัล เอาไปแลกเป็นหินวิญญาณเพื่อฝึกฝน พอถึงช่วงสอบเล็กประจำปีของแต่ละยอดเขาค่อยเข้าร่วมการทดสอบ คนที่สอบผ่านก็จะได้เป็นศิษย์นอกสำนัก

ส่วนคนที่อยากเป็นศิษย์ในสำนัก ต้องเป็นศิษย์หัวกะทิในหมู่ศิษย์นอกสำนัก และต้องผ่านการทดสอบหลายชั้นถึงจะได้เป็น ศิษย์ในสำนักเป็นกำลังหลักของสำนัก เป็นอัจฉริยะของแต่ละยอดเขา และเป็นความหวังของสำนักในอนาคต

ยังมีอีกกรณีหนึ่งที่สามารถเป็นศิษย์ในสำนักได้ ไม่ว่าจะเป็นศิษย์รับใช้หรือศิษย์นอกสำนัก ถ้าฝึกฝนจนถึงขอบเขตสร้างรากฐานแล้วก็สามารถเป็นศิษย์ในสำนักได้ พูดถึงตรงนี้ หลินต้าเฉี่ยวก็มองหลี่เหยียน "ที่เจ้าสามารถเข้าสำนักได้ ก็เป็นเพราะเรื่องที่ศิษย์นอกสำนักฝึกฝนจนถึงขอบเขตสร้างรากฐานนี่แหละ"

หลี่เหยียนได้ฟังก็รู้สึกแปลกใจ แต่ทันใดนั้นเขาก็นึกถึงคำพูดของตงฝูอี และพอจะเดาเรื่องราวได้ จึงมองหลินต้าเฉี่ยวด้วยสีหน้าตกตะลึง

หลินต้าเฉี่ยวเห็นสีหน้าของหลี่เหยียนก็ทำท่าทางลึกลับ ยิ้มแล้วเล่าเรื่องนั้นออกมา

ยี่สิบปีก่อน เหลียนซานศิษย์นอกสำนักของยอดเขาแมลงวิญญาณฝึกฝนจนถึงขอบเขตสร้างรากฐาน เดิมทีมีคุณสมบัติที่จะเป็นศิษย์ในสำนัก แต่สุดท้ายกลับไม่ได้เป็น เพราะเขาข่มขืนผู้หญิงคนหนึ่งที่ภายนอก แต่เรื่องนี้เขาทำอย่างลับ ๆ ในสำนักได้แค่รับรายงานจากสำนักเซียนที่สังกัด แต่ไม่มีหลักฐาน จึงคิดจะรอดูสถานการณ์ก่อนแล้วค่อยตัดสินใจ

แต่เหลียนซานเหมือนกับจะรู้ตัว ก่อนที่ยอดเขาแมลงวิญญาณจะมีปฏิกิริยาใด ๆ เขาก็ขโมยตำราและแผ่นหยกของยอดเขาแมลงวิญญาณหนีไป ผู้ใหญ่ของยอดเขาแมลงวิญญาณรู้เข้าก็โกรธมาก ส่งคนออกไปตามล่าเขาตลอดเวลา แต่เพราะคนผู้นั้นเจ้าเล่ห์ ทั้งยังอยู่ในสำนักหวั่งเหลี่ยงมาสี่สิบกว่าปี รู้จักวิธีการตามล่าของพวกเขาเป็นอย่างดี จึงไม่ประสบความสำเร็จ จนกระทั่งต่อมาคนคนนั้นตายข้างนอกถ้ำของผู้ฝึกตนขอบเขตแก่นทองคำ ของในถุงมิติก็เลยตกเป็นของจี้กุนซือ...

หลี่เหยียนฟังไปได้ครึ่งหนึ่งก็รู้แล้วว่าเป็นอย่างที่ตัวเองคิด เพียงแต่สุดท้ายก็ยังคงแสร้งทำเป็นเพิ่งรู้เรื่องราว

อีกอย่าง ยังมีศิษย์อีกประเภทหนึ่งที่เข้าสำนักมาโดยไม่ผ่านการทดสอบ อย่างเช่นหลินต้าเฉี่ยวกับหลี่เหยียนที่ได้เป็นศิษย์ของอาจารย์ขอบเขตแก่นทองคำโดยตรง แต่ก็เป็นได้แค่ศิษย์นอกสำนัก คนในยอดเขาไผ่น้อยมีแค่หลี่อู๋อีผู้เป็นศิษย์พี่ใหญ่ อวิ๋นชุนซวี่ผู้เป็นศิษย์พี่สาม และกงเฉินอิ่งผู้เป็นศิษย์พี่หกที่เป็นศิษย์ในสำนัก คิดเป็นอัตราส่วนแล้วถือว่าเยอะมาก ก่อนที่หลี่เหยียนจะมา ก็เกือบจะนับว่าเป็นครึ่งหนึ่งของศิษย์ทั้งหมดในยอดเขาไผ่น้อย

นอกจากนี้ สำนักยังมีการประลองใหญ่ของศิษย์ระดับต่ำกว่าขอบเขตสร้างรากฐานขั้นกลางในทุก ๆ ห้าปี กับการประลองใหญ่ของศิษย์ขอบเขตสร้างรากฐานขั้นกลางถึงขั้นสูงในทุก ๆ สิบปี เป็นการประลองร่วมกันของทุกยอดเขา และทุกยอดเขาต้องเข้าร่วม ห้ามปฏิเสธ

อย่างแรกก็เพื่อตรวจสอบระดับพลังโดยรวมของศิษย์จากแต่ละยอดเขา อย่างหลังก็เพื่อตรวจสอบกำลังหลักของสำนัก และประเมินศิษย์ระดับสูงที่มีโอกาสฝึกฝนจนถึงขอบเขตแก่นทองคำ เพื่อเตรียมตัวสำหรับการฝึกฝนขั้นต่อไป

มันเป็นการให้ความสำคัญกับการสืบทอดของสำนักใหญ่ตั้งแต่โบราณ ทุกอย่างเพื่อการสืบทอด อีกทั้งการประลองใหญ่ยังมีรางวัลมากมาย มักจะเป็นตำราเคล็ดวิชาลับ หรือหินวิญญาณจำนวนมาก เพื่อกระตุ้นให้ศิษย์แสดงความสามารถที่แท้จริงออกมา และการประลองแบบนี้ส่วนใหญ่จะมีคนบาดเจ็บสาหัส มีน้อยรายที่จะเสียชีวิต เพราะผู้บำเพ็ญเซียนถ้าไม่ตาย กินยาแล้วพักฟื้นหลายเดือนหรือหลายปีก็สามารถหายดีได้

ส่วนระหว่างสี่สำนักใหญ่ก็จะมีการประลองแลกเปลี่ยนหรือการแย่งชิงสมบัติในดินแดนลับเป็นครั้งคราว เพียงแต่การแข่งขันระหว่างสำนักแบบนี้จะโหดร้ายและนองเลือดกว่า มักจะเป็นการฆ่าฟันกัน ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ฝึกตนระดับขอบเขตสร้างรากฐานเป็นหลัก ขอบเขตรวมลมปราณเป็นรอง จุดประสงค์ก็เพื่อเพิ่มพูนความสามารถในการเอาชีวิตรอดของศิษย์รุ่นใหม่ และเพื่อให้ได้ทรัพยากรสำหรับการบำเพ็ญเซียนมากขึ้น

หลินต้าเฉี่ยวพูดถึงตรงนี้ก็เปลี่ยนเรื่องไปเป็นการแบ่งทรัพยากรในสำนัก

ศิษย์ของสำนักสามารถเลือกเคล็ดวิชาเซียนกับเคล็ดวิชาโจมตีได้โดยไม่ต้องจ่าย เพียงแต่เคล็ดวิชาเซียนกับเคล็ดวิชาโจมตีพวกนี้ส่วนใหญ่เป็นแบบธรรมดา ถ้าอยากจะฝึกฝนเคล็ดวิชาเซียนกับเคล็ดวิชาโจมตีชั้นดี ก็ต้องใช้หินวิญญาณซื้อ สำนักทำแบบนี้ก็เพื่อให้ศิษย์มีความตระหนักรู้ในการเอาชีวิตรอด มิฉะนั้นถ้าสบายเกินไป ในโลกแห่งการบำเพ็ญเซียน ยามผู้แข็งแกร่งกว่าเอาชนะ ก็คงโดนฆ่าล้างตระกูลกันไปนานแล้ว

ศิษย์ในขอบเขตรวมลมปราณอย่างหลี่เหยียน ทุกเดือนจะได้รับหินวิญญาณระดับต่ำสามก้อน ประกอบกับพลังปราณที่หนาแน่นในสำนัก ถ้าจะใช้ฝึกฝนก็ถือว่าเพียงพอแล้ว แต่เมื่อฝึกฝนไปเรื่อย ๆ ก็จะต้องการเคล็ดวิชาเซียน เคล็ดวิชาโจมตี ยา และยันต์ที่ดีกว่าเดิม ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนต้องใช้หินวิญญาณแลกมา

แล้วจะหาหินวิญญาณพวกนี้มาจากไหน? หอภารกิจของสำนักที่ยอดเขามหาปกครองก็คือสถานที่สำหรับหาหินวิญญาณ ที่นั่นมีภารกิจมากมายให้เลือก อย่างเช่น การล่าสัตว์อสูร การดูแลสวนสมุนไพรให้อาจารย์ การออกตามหาสมุนไพรวิญญาณ หรือแม้แต่การลอบสังหารผู้บำเพ็ญเซียนของสำนักอื่น

ภารกิจแบบนี้ในสำนักอื่น ๆ ก็มี เพียงแต่เป็นความลับที่รู้กันทั่วไป เนื่องจากสี่สำนักใหญ่ไม่ได้มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันอย่างที่เห็นภายนอก ขอแค่ไม่มีหลักฐานมัดตัวก็พอ แต่ถ้ามีหลักฐานมัดตัว ก็จะกลายเป็นการกระทำส่วนตัว ไม่เกี่ยวกับสำนัก สำนักเป็นแค่กลุ่มอิทธิพล ถึงแม้จะอยากจะกำจัดศัตรู แต่ก็ต้องดูว่าศัตรูแข็งแกร่งแค่ไหน ถ้ามีพลังพอ ๆ กัน สุดท้ายจะกลายเป็นเสียหายทั้งสองฝ่าย

ภารกิจในหอภารกิจนั้นมีมากมาย มันเป็นแหล่งที่มาหลักของหินวิญญาณ แน่นอนว่ามีศิษย์จำนวนไม่น้อยที่ออกไปข้างนอกเพื่อตามหาสมบัติหรือล่าสัตว์อสูรเป็นการส่วนตัวหรือรวมกลุ่มกัน พอกลับมาก็จะขายหรือเอาไปแลกเป็นหินวิญญาณ ถือว่าเป็นรายได้ที่ดีอีกทางหนึ่ง

ภารกิจมีตั้งแต่ระดับขอบเขตรวมลมปราณไปจนถึงขอบเขตแก่นทองคำ แม้แต่ผู้ฝึกตนระดับขอบเขตแก่นทองคำก็ยังรับภารกิจที่ยากลำบาก เพราะการฝึกฝนของพวกเขาต้องการหินวิญญาณจำนวนมาก แต่บรรพชนปฐมวิญญาณไม่จำเป็นต้องรับภารกิจใด ๆ ค่าใช้จ่ายทั้งหมดของคนเหล่านี้จะถูกจ่ายโดยสำนัก เพราะพวกเขาเป็นเสาหลักของสำนัก เมื่อใดที่สำนักมีภัยคุกคามถึงชีวิต พวกเขาจะออกโรงปกป้อง

นอกจากหอภารกิจหลักของสำนักที่ยอดเขามหาปกครองแล้ว แต่ละยอดเขาต่างก็มีหอภารกิจเล็ก ๆ แต่ภารกิจเหล่านั้นจะพิเศษและเฉพาะเจาะจงมากกว่า รับภารกิจเหล่านั้นก็สามารถได้หินวิญญาณเหมือนกัน

อย่างเช่น ถ้ามีคนของยอดเขาแมลงวิญญาณออกไปข้างนอก ก็ต้องหาคนมาช่วยเลี้ยงดูแมลงกับสัตว์วิญญาณ ทางด้านยอดเขามหาปกครองก็มักจะต้องการคนช่วยปรุงยาหรือสร้างอาวุธ แต่ภารกิจของแต่ละยอดเขามักจะถูกแย่งโดยคนในยอดเขานั้น เพราะพวกเขาเป็นคนที่รู้จักยอดเขาของตัวเองดีที่สุด ในบรรดาห้ายอดเขานี้ ภารกิจของยอดเขาไผ่น้อยเป็นที่นิยมมากที่สุด เพราะในยอดเขามีงานจิปาถะมากมาย อย่างเช่น การรดน้ำพืชวิญญาณ ทำอาหาร เลี้ยงสัตว์ เพราะศิษย์มีน้อยจนเป็นเหตุให้ทำงานไม่ทัน จึงมักจะส่งภารกิจออกไปข้างนอก ศิษย์ของยอดเขาอื่น ๆ ก็จะมาแย่งชิงใบภารกิจ

หลี่เหยียนได้ยินก็มีสีหน้าสงสัย การรดน้ำพืชวิญญาณเขาเข้าใจได้ แต่ทำอาหารคืออะไร? ศิษย์รับใช้ไม่ใช่คนทำหรือ? หรือว่าศิษย์รับใช้ของยอดเขาไผ่น้อยมีน้อยเกินไปจนทำงานไม่ทัน? ยิ่งไปกว่านั้นผู้ฝึกตนพอฝึกฝนจนถึงขอบเขตรวมลมปราณขั้นที่สามแล้วย่อมสามารถอดอาหารได้ ไม่กินข้าวกินปลาหลายวันก็ได้ ต่อให้อยากกินเป็นครั้งคราว ก็ไม่น่าจะต้องส่งภารกิจออกไปข้างนอก ยอดเขาไผ่น้อยก็เลี้ยงแมลงวิญญาณด้วยหรือ? ไม่ใช่ว่าเป็นเรื่องของยอดเขาแมลงวิญญาณกับยอดเขาไม่พรากหรอกหรือ?

หลินต้าเฉี่ยวเห็นสีหน้าตกใจของหลี่เหยียนก็ยิ้มอย่างมีเลศนัย "ฮ่า ๆ ศิษย์น้องเล็ก การทำอาหารในภารกิจของยอดเขาไม่ใช่การทำอาหารธรรมดา ๆ เป็นศิษย์พี่รองที่รับผิดชอบเรื่องนี้ บางครั้งเขายุ่งเกินไป ก็เลยส่งภารกิจออกมา ส่วนการเลี้ยงดูแมลงวิญญาณก็ไม่เหมือนกับยอดเขาแมลงวิญญาณกับยอดเขาไม่พราก เรื่องนี้เป็นศิษย์พี่สี่กับศิษย์พี่ห้าที่รับผิดชอบ เดี๋ยวเจ้าก็จะรู้เอง" พูดจบก็เงียบไปพร้อมทำท่าทางลึกลับ

หลี่เหยียนเห็นศิษย์พี่เจ็ดทำท่าทางลึกลับ ก็นึกถึงกู่ที่ยอดเขาไม่พรากเลี้ยงเอาไว้ จึงคิดว่า ‘หรือว่าจะเป็นแมลงวิญญาณหรือสัตว์วิญญาณแบบพิเศษ? ถ้าเป็นของน่าขนลุกอย่างกู่นี่...’ พอนึกถึงภาพที่ตัวเองอยู่ในสถานที่ที่เต็มไปด้วยแมลงพวกนั้น เป็นแมลงมากมายไต่ไปมาบนภูเขาในตอนกลางคืน เขาก็ขนลุกซู่

หลินต้าเฉี่ยวไม่พูดต่อ เขามองดูหลี่เหยียนที่ดูไม่ค่อยสบายใจก็ยิ้มแห้งพลางคิดในใจว่า ‘ตอนที่ข้าเพิ่งมาที่นี่ ศิษย์พี่ห้าก็พูดแบบนี้กับข้า ทำให้ข้านอนไม่หลับหลายคืน พอไปถามศิษย์พี่ใหญ่ถึงเข้าใจ ศิษย์น้องเล็ก เจ้าก็ลองดูแล้วกัน ไม่รู้ว่าศิษย์พี่พวกนั้นจงใจหรือเปล่า ได้ยินมาว่าศิษย์ใหม่ทุกคนจะต้องถูกพาไปดูยอดเขาอื่น ๆ ก่อนจึงจะมาที่ยอดเขาไผ่น้อย ที่น่าโมโหที่สุดคือศิษย์พี่ห้ากลับพาข้าไปที่ยอดเขาไม่พรากตั้งแต่วันแรก...’ คิดได้ดังนั้นเขาก็ตัวสั่น รีบมองหลี่เหยียน โชคดีที่ตอนนี้หลี่เหยียนกำลังจินตนาการถึงภาพแมลงมากมายไต่ไปมาในยอดเขาไผ่น้อย จึงไม่ได้สนใจเขา

เห็นหลี่เหยียนไม่ได้สนใจเขาและมีสีหน้าลำบากใจ เขาก็รู้ว่าศิษย์ใหม่คนนี้โดนหลอกแล้ว จึงกระแอมไอ ไม่ให้หลี่เหยียนมีเวลาคิดมาก ก็เปลี่ยนเรื่อง เขาจะปล่อยให้หลี่เหยียนไปคิดเอาเองตอนกลางคืน

หลี่เหยียนเห็นศิษย์พี่เจ็ดไม่พูดถึงเรื่องนั้นอีก ก็รู้สึกจนใจ ได้แต่ตั้งใจฟังเขา "สอนเคล็ดวิชาเซียน" ต่อไป

ต่อไปหลินต้าเฉี่ยวพูดถึงหอคลังสมบัติของแต่ละยอดเขา ของในหอคลังสมบัติโดยทั่วไปแบ่งออกเป็นสามประเภท ประเภทแรกคือหนังสือกับแผ่นหยกที่บันทึกเคล็ดวิชาเซียนกับเคล็ดวิชาโจมตี ประเภทที่สองคืออาวุธวิญญาณ สมบัติวิเศษ ยันต์ และหุ่นเชิด ประเภทที่สามคือยาและยาพิษต่าง ๆ

เคล็ดวิชาเซียนของแต่ละยอดเขานั้นต่างกัน แต่ส่วนใหญ่จะเป็นเคล็ดวิชาเซียนที่ตรงกับคุณสมบัติหลักหรือคุณสมบัติเสริมของยอดเขานั้น เคล็ดวิชาพื้นฐานของแต่ละขอบเขตตั้งแต่ขอบเขตรวมลมปราณไปจนถึงขอบเขตแก่นทองคำมีให้เลือกโดยไม่ต้องจ่าย ส่วนเคล็ดวิชาโจมตีต่าง ๆ ในหอคลังสมบัติ อย่างเช่น "เคล็ดวิชาใบมีดลม" "เคล็ดวิชาลูกไฟ" "เคล็ดวิชาทรายดูด" เคล็ดวิชาโจมตีทั่วไปแบบนี้มีทุกยอดเขา แถมยังให้เข้าถึงโดยง่าย แต่เคล็ดวิชาเซียนกับเคล็ดวิชาโจมตีระดับสูงต้องใช้หินวิญญาณแลกมา

หลี่เหยียนถามขึ้นมาว่า ในเมื่อเป็น "เคล็ดวิชาใบมีดลม" "เคล็ดวิชาลูกไฟ" "เคล็ดวิชาทรายดูด" ทำไมทุกยอดเขายังใช้ได้เหมือนกัน? ตามหลักแล้ว "เคล็ดวิชาใบมีดลม" "เคล็ดวิชาลูกไฟ" "เคล็ดวิชาทรายดูด" น่าจะเป็นเคล็ดวิชาที่ใช้กับธาตุลม ธาตุไฟ ธาตุไม้ ตามลำดับ

หลินต้าเฉี่ยวตอบว่าเคล็ดวิชาโจมตีพื้นฐานพวกนี้ไม่ได้ใช้พลังปราณคุณสมบัติใดคุณสมบัติหนึ่งโดยเฉพาะ สามารถใช้พลังปราณคุณสมบัติอื่น ๆ ได้ เพียงแต่จะใช้ได้ไม่คล่องแคล่วเท่ากับคนที่รากวิญญาณตรงกัน อย่างเช่น "เคล็ดวิชาลูกไฟ" ผู้ฝึกตนที่มีรากวิญญาณธาตุไฟใช้จะคล่องแคล่วกว่าคนที่ไม่มีรากวิญญาณธาตุไฟ เพียงแต่ไม่ได้หมายความว่าใช้ไม่ได้ มิฉะนั้นผู้ฝึกตนขอบเขตสร้างรากฐานหรือขอบเขตแก่นทองคำเกิดใช้ลูกไฟไม่ได้ จะไปบำเพ็ญเซียนอะไรกัน?

ส่วนยาและอาวุธวิญญาณ นอกจากของที่แจกให้ตอนเข้าสำนักแล้ว ต่อไปก็ต้องใช้หินวิญญาณแลกมาเอง ยิ่งไปกว่านั้น ยาหรืออาวุธวิญญาณพวกนั้นมีราคาแพงมาก ต้องใช้หินวิญญาณหลายก้อน หลายสิบก้อน หรืออาจจะหลายร้อยหลายพันก้อน

หลี่เหยียนได้ฟังแล้วนึกถึงหินวิญญาณระดับต่ำสามก้อนที่ตัวเองได้มา มันทำให้รู้ว่าตัวเองเป็นผู้บำเพ็ญเซียนที่จนมาก แม้แต่กางเกงก็ยังซื้อไม่ได้

จบบทที่ บทที่ 60 หินวิญญาณ

คัดลอกลิงก์แล้ว