เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 3 ได้ยินมาว่าตัวร้ายยังเป็นเด็ก

บทที่ 3 ได้ยินมาว่าตัวร้ายยังเป็นเด็ก

บทที่ 3 ได้ยินมาว่าตัวร้ายยังเป็นเด็ก


บทที่ 3 ได้ยินมาว่าตัวร้ายยังเป็นเด็ก

เพียงเวลาสั้นๆ เขาก็ยอมรับความจริงได้แล้วว่า ตนเองถูกสายฟ้าสวรรค์ฟาดใส่ขณะพำนักอยู่อย่างสงบสุขในวังมาร จนวิญญาณย้อนกลับมาสู่อดีตเมื่อสิบปีก่อน

จ้าวศาสตราฉางเฟิงรับเขาเป็นศิษย์เพียงเพราะโลภโมโทสัน อยากได้ ‘รากวิญญาณอัสนี’ ที่ติดตัวเขามาแต่กำเนิด

แม้จะได้ชื่อว่าเป็นศิษย์สายใน แต่เขาก็เป็นเพียงตัวตนที่ไร้ค่าบนยอดเขาจิ่วอวิ๋น แม้แต่พิธีกราบไหว้ฝากตัวเป็นศิษย์ก็ยังไม่เคยเกิดขึ้น

ในชีวิตใหม่นี้ เล่อเจิ้งเยี่ยนไม่มีความคิดที่จะเปลี่ยนแปลงเส้นทางเดิมที่เคยเดินในชาติก่อน

ลองคิดดูสิ ในชาติที่แล้ว คนที่เคยรังแกและทำร้ายเขา สุดท้ายล้วนกลายเป็นปุ๋ยบำรุงวังมารจนหมดสิ้น

ในชาตินี้ เขาจะใจดีขึ้นอีกหน่อย... โดยการรีบชิงลงมือพรากชีวิตคนพวกนี้ให้เร็วขึ้นกว่าเดิม!

ทิวทัศน์บนยอดเขาจิ่วอวิ๋นช่างงดงามนัก หากเปลี่ยนให้เป็นบ้านพักตากอากาศของวังมารจะเป็นอย่างไรนะ?

ส่วนศิษย์พี่เหลียงซวนที่ยืนอยู่ตรงหน้านี้ คนที่ชื่อ... อะไรซวนสักอย่าง ในชาติก่อนกะโหลกของมันถูกนำไปใช้เป็นปุ๋ยเลี้ยงบัวมาร ชาตินี้เอามาทำเป็นโคมไฟกะโหลกมนุษย์ดีหรือไม่

“เจ้าหมายความว่าอย่างไร! ถ้าไม่ใช่อาจารย์สั่ง ข้าจะยอมลดตัวมารับเจ้าหรือ? อีกอย่างข้าแซ่เหลียง ไม่ใช่แซ่หลิว!” คำพูดของเล่อเจิ้งเยี่ยนยั่วยุอารมณ์ของเหลียงซวนได้โดยตรง

เขาแทบอยากจะชักกระบี่ออกมาฟันคนตรงหน้าให้รู้แล้วรู้รอด

แต่เมื่อนึกถึงคำสั่งของอาจารย์จ้าวศาสตราฉางเฟิง เขาก็ทำได้เพียงข่มกลั้นความโกรธ แล้วโยนป้ายประจำตัวศิษย์สายในที่เตรียมไว้ใส่เท้าของเล่อเจิ้งเยี่ยน

เขาเชิดคางขึ้นอย่างหยิ่งยโส มองลงมาด้วยสายตาเหยียดหยาม “โทษที พอดีมือไม้ไม่ค่อยดี ศิษย์น้องก็ก้มเก็บเองแล้วกัน”

สายตาเย็นชาทอดมองป้ายประจำตัวที่ตกอยู่แทบเท้า เล่อเจิ้งเยี่ยนเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย

ในชาติก่อน เขาไม่ได้ยั่วโมโหเหลียงซวน แต่อีกฝ่ายก็นิสัยเสียเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ป้ายประจำตัวอันนี้จึงถูกปาใส่หน้าเขาเต็มๆ

ชาตินี้พอยั่วยุไปหน่อย วิธีการดูถูกเหยียดหยามก็เปลี่ยนรูปแบบไป

เมื่อคิดได้ดังนั้น เล่อเจิ้งเยี่ยนก็เปลี่ยนใจ

ไม่ทำโคมไฟกะโหลกแล้ว... เปลี่ยนเป็นกระโถนใส่มูลสัตว์อสูรดีไหมนะ?

อืม นอกจากจะเหม็นไปหน่อย ก็นับว่าเป็นวิธีที่ไม่เลว

เมื่อพึงพอใจกับความคิดในใจ เล่อเจิ้งเยี่ยนก็ขยับเท้าอย่างใจเย็นภายใต้สายตาเยาะเย้ยของเหลียงซวน แล้วเหยียบลงไปบนป้ายประจำตัวที่อยู่บนพื้นเต็มแรง

เขามีสีหน้าเรียบเฉย น้ำเสียงฟังดูไร้เดียงสา “ขออภัย พอดีเท้าข้าไม่มีตา เลยเผลอเหยียบอะไรเข้าเสียแล้ว ศิษย์พี่หลิว รบกวนท่านช่วยก้มเก็บให้หน่อยได้หรือไม่?”

“เจ้าจงใจกวนประสาทข้า!” เหลียงซวนตวาดด้วยความโกรธจัด

ถ้าขนาดนี้ยังดูไม่ออกว่าเล่อเจิ้งเยี่ยนจงใจหาเรื่อง ดวงตาคู่นั้นก็สมควรบอดไปเสียให้รู้แล้วรู้รอด

“เป็นศิษย์พี่หลิวที่เสียมารยาทก่อน” เล่อเจิ้งเยี่ยนกล่าวพร้อมรอยยิ้มที่มุมปาก

“เล่อเจิ้งเยี่ยน เจ้าแส่หาที่ตาย!” เหลียงซวนชักกระบี่ออกมาด้วยความเดือดดาล

ต่อให้มีคำสั่งอาจารย์ค้ำคอ เขาก็อดไม่ได้ที่อยากจะสั่งสอนไอ้เด็กนี่สักแผลสองแผลก่อน

“นายคือ... เล่อเจิ้งเยี่ยนเหรอ?”

น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจดังแทรกขึ้นมาจากด้านข้าง

ลู่ซิงหยานจ้องมองเด็กหนุ่มที่สูงกว่าเธอหนึ่งช่วงศีรษะด้วยความอึ้งตะลึง

จากนั้นเธอก็หันไปมองเหล่าศิษย์ใหม่คนอื่นๆ ด้านหลัง ซึ่งล้วนแต่เป็นต้นกล้าน้อยๆ ที่สูงเพียงระดับเอวหรือหน้าอกของเธอเท่านั้น ชั่วขณะหนึ่งเธอถึงกับตั้งสติไม่ทัน

[เจ้าหก ไหนนายบอกว่าตัวร้ายยังเด็กอยู่ไง? เขายกมือตบกะโหลกฉันได้เลยนะนั่น แล้วนายกล้าบอกว่าเขายังเด็ก? ไหนล่ะเบบี๋ตัวร้ายห้าขวบของฉัน?] ลู่ซิงหยานเอ่ยถามระบบในใจเป็นอันดับแรก

[ที่รัก เธอกำลังฝันกลางวันอยู่หรือเปล่า?]

[อีกอย่าง ตอนนี้ตัวร้ายอายุสิบห้าปีแล้ว ในยุคปัจจุบันถือว่าเป็นผู้เยาว์ ในยุคโบราณก็ถือว่ายังไม่สวมกวานเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว ที่ฉันบอกว่าเขายังเด็กมีปัญหาตรงไหน? ไม่มีปัญหา!]

ไม่อยากเสียเวลาเถียงกับระบบ ลู่ซิงหยานเบนสายตากลับไปโฟกัสที่เล่อเจิ้งเยี่ยน

รูปร่างของเด็กหนุ่มสูงโปร่งทว่าผอมแห้งอย่างน่าใจหาย สวมใส่เสื้อผ้าเนื้อหยาบ ขากางเกงและแขนเสื้อเต่อสั้น ทั้งยังมาจากการนำเศษผ้ามาตัดเย็บต่อกัน บนตัวเต็มไปด้วยรอยปะชุน แต่นับว่าโชคดีที่ฝีเข็มแน่นหนาและดูสะอาดสะอ้าน

เครื่องหน้าของเขาลึกล้ำคมคายและดูดีมีสกุล แต่แก้มตอบไร้เนื้อหนัง หลังมือปูดโปนเห็นกระดูก ทั้งเนื้อทั้งตัวแผ่รังสีของคนขาดสารอาหารออกมา

ดวงตาดอกท้อคู่นั้นแม้จะดูเหมือนยิ้มแย้ม แต่กลับหนาวเหน็บไร้อารมณ์ความรู้สึก

เขายืนหยัดอย่างสง่างามราวกับต้นสนเขียวขจีอยู่เบื้องหน้า

แต่... เขาผอมเกินไป ลู่ซิงหยานอยากจะเรียกว่า 'เสาไม้ไผ่' เสียมากกว่า

จบบทที่ บทที่ 3 ได้ยินมาว่าตัวร้ายยังเป็นเด็ก

คัดลอกลิงก์แล้ว