- หน้าแรก
- คุณหนูครับ อย่าคิดว่าผมรู้ไม่ทัน
- บทที่ 3 ได้ยินมาว่าตัวร้ายยังเป็นเด็ก
บทที่ 3 ได้ยินมาว่าตัวร้ายยังเป็นเด็ก
บทที่ 3 ได้ยินมาว่าตัวร้ายยังเป็นเด็ก
บทที่ 3 ได้ยินมาว่าตัวร้ายยังเป็นเด็ก
เพียงเวลาสั้นๆ เขาก็ยอมรับความจริงได้แล้วว่า ตนเองถูกสายฟ้าสวรรค์ฟาดใส่ขณะพำนักอยู่อย่างสงบสุขในวังมาร จนวิญญาณย้อนกลับมาสู่อดีตเมื่อสิบปีก่อน
จ้าวศาสตราฉางเฟิงรับเขาเป็นศิษย์เพียงเพราะโลภโมโทสัน อยากได้ ‘รากวิญญาณอัสนี’ ที่ติดตัวเขามาแต่กำเนิด
แม้จะได้ชื่อว่าเป็นศิษย์สายใน แต่เขาก็เป็นเพียงตัวตนที่ไร้ค่าบนยอดเขาจิ่วอวิ๋น แม้แต่พิธีกราบไหว้ฝากตัวเป็นศิษย์ก็ยังไม่เคยเกิดขึ้น
ในชีวิตใหม่นี้ เล่อเจิ้งเยี่ยนไม่มีความคิดที่จะเปลี่ยนแปลงเส้นทางเดิมที่เคยเดินในชาติก่อน
ลองคิดดูสิ ในชาติที่แล้ว คนที่เคยรังแกและทำร้ายเขา สุดท้ายล้วนกลายเป็นปุ๋ยบำรุงวังมารจนหมดสิ้น
ในชาตินี้ เขาจะใจดีขึ้นอีกหน่อย... โดยการรีบชิงลงมือพรากชีวิตคนพวกนี้ให้เร็วขึ้นกว่าเดิม!
ทิวทัศน์บนยอดเขาจิ่วอวิ๋นช่างงดงามนัก หากเปลี่ยนให้เป็นบ้านพักตากอากาศของวังมารจะเป็นอย่างไรนะ?
ส่วนศิษย์พี่เหลียงซวนที่ยืนอยู่ตรงหน้านี้ คนที่ชื่อ... อะไรซวนสักอย่าง ในชาติก่อนกะโหลกของมันถูกนำไปใช้เป็นปุ๋ยเลี้ยงบัวมาร ชาตินี้เอามาทำเป็นโคมไฟกะโหลกมนุษย์ดีหรือไม่
“เจ้าหมายความว่าอย่างไร! ถ้าไม่ใช่อาจารย์สั่ง ข้าจะยอมลดตัวมารับเจ้าหรือ? อีกอย่างข้าแซ่เหลียง ไม่ใช่แซ่หลิว!” คำพูดของเล่อเจิ้งเยี่ยนยั่วยุอารมณ์ของเหลียงซวนได้โดยตรง
เขาแทบอยากจะชักกระบี่ออกมาฟันคนตรงหน้าให้รู้แล้วรู้รอด
แต่เมื่อนึกถึงคำสั่งของอาจารย์จ้าวศาสตราฉางเฟิง เขาก็ทำได้เพียงข่มกลั้นความโกรธ แล้วโยนป้ายประจำตัวศิษย์สายในที่เตรียมไว้ใส่เท้าของเล่อเจิ้งเยี่ยน
เขาเชิดคางขึ้นอย่างหยิ่งยโส มองลงมาด้วยสายตาเหยียดหยาม “โทษที พอดีมือไม้ไม่ค่อยดี ศิษย์น้องก็ก้มเก็บเองแล้วกัน”
สายตาเย็นชาทอดมองป้ายประจำตัวที่ตกอยู่แทบเท้า เล่อเจิ้งเยี่ยนเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
ในชาติก่อน เขาไม่ได้ยั่วโมโหเหลียงซวน แต่อีกฝ่ายก็นิสัยเสียเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ป้ายประจำตัวอันนี้จึงถูกปาใส่หน้าเขาเต็มๆ
ชาตินี้พอยั่วยุไปหน่อย วิธีการดูถูกเหยียดหยามก็เปลี่ยนรูปแบบไป
เมื่อคิดได้ดังนั้น เล่อเจิ้งเยี่ยนก็เปลี่ยนใจ
ไม่ทำโคมไฟกะโหลกแล้ว... เปลี่ยนเป็นกระโถนใส่มูลสัตว์อสูรดีไหมนะ?
อืม นอกจากจะเหม็นไปหน่อย ก็นับว่าเป็นวิธีที่ไม่เลว
เมื่อพึงพอใจกับความคิดในใจ เล่อเจิ้งเยี่ยนก็ขยับเท้าอย่างใจเย็นภายใต้สายตาเยาะเย้ยของเหลียงซวน แล้วเหยียบลงไปบนป้ายประจำตัวที่อยู่บนพื้นเต็มแรง
เขามีสีหน้าเรียบเฉย น้ำเสียงฟังดูไร้เดียงสา “ขออภัย พอดีเท้าข้าไม่มีตา เลยเผลอเหยียบอะไรเข้าเสียแล้ว ศิษย์พี่หลิว รบกวนท่านช่วยก้มเก็บให้หน่อยได้หรือไม่?”
“เจ้าจงใจกวนประสาทข้า!” เหลียงซวนตวาดด้วยความโกรธจัด
ถ้าขนาดนี้ยังดูไม่ออกว่าเล่อเจิ้งเยี่ยนจงใจหาเรื่อง ดวงตาคู่นั้นก็สมควรบอดไปเสียให้รู้แล้วรู้รอด
“เป็นศิษย์พี่หลิวที่เสียมารยาทก่อน” เล่อเจิ้งเยี่ยนกล่าวพร้อมรอยยิ้มที่มุมปาก
“เล่อเจิ้งเยี่ยน เจ้าแส่หาที่ตาย!” เหลียงซวนชักกระบี่ออกมาด้วยความเดือดดาล
ต่อให้มีคำสั่งอาจารย์ค้ำคอ เขาก็อดไม่ได้ที่อยากจะสั่งสอนไอ้เด็กนี่สักแผลสองแผลก่อน
“นายคือ... เล่อเจิ้งเยี่ยนเหรอ?”
น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจดังแทรกขึ้นมาจากด้านข้าง
ลู่ซิงหยานจ้องมองเด็กหนุ่มที่สูงกว่าเธอหนึ่งช่วงศีรษะด้วยความอึ้งตะลึง
จากนั้นเธอก็หันไปมองเหล่าศิษย์ใหม่คนอื่นๆ ด้านหลัง ซึ่งล้วนแต่เป็นต้นกล้าน้อยๆ ที่สูงเพียงระดับเอวหรือหน้าอกของเธอเท่านั้น ชั่วขณะหนึ่งเธอถึงกับตั้งสติไม่ทัน
[เจ้าหก ไหนนายบอกว่าตัวร้ายยังเด็กอยู่ไง? เขายกมือตบกะโหลกฉันได้เลยนะนั่น แล้วนายกล้าบอกว่าเขายังเด็ก? ไหนล่ะเบบี๋ตัวร้ายห้าขวบของฉัน?] ลู่ซิงหยานเอ่ยถามระบบในใจเป็นอันดับแรก
[ที่รัก เธอกำลังฝันกลางวันอยู่หรือเปล่า?]
[อีกอย่าง ตอนนี้ตัวร้ายอายุสิบห้าปีแล้ว ในยุคปัจจุบันถือว่าเป็นผู้เยาว์ ในยุคโบราณก็ถือว่ายังไม่สวมกวานเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว ที่ฉันบอกว่าเขายังเด็กมีปัญหาตรงไหน? ไม่มีปัญหา!]
ไม่อยากเสียเวลาเถียงกับระบบ ลู่ซิงหยานเบนสายตากลับไปโฟกัสที่เล่อเจิ้งเยี่ยน
รูปร่างของเด็กหนุ่มสูงโปร่งทว่าผอมแห้งอย่างน่าใจหาย สวมใส่เสื้อผ้าเนื้อหยาบ ขากางเกงและแขนเสื้อเต่อสั้น ทั้งยังมาจากการนำเศษผ้ามาตัดเย็บต่อกัน บนตัวเต็มไปด้วยรอยปะชุน แต่นับว่าโชคดีที่ฝีเข็มแน่นหนาและดูสะอาดสะอ้าน
เครื่องหน้าของเขาลึกล้ำคมคายและดูดีมีสกุล แต่แก้มตอบไร้เนื้อหนัง หลังมือปูดโปนเห็นกระดูก ทั้งเนื้อทั้งตัวแผ่รังสีของคนขาดสารอาหารออกมา
ดวงตาดอกท้อคู่นั้นแม้จะดูเหมือนยิ้มแย้ม แต่กลับหนาวเหน็บไร้อารมณ์ความรู้สึก
เขายืนหยัดอย่างสง่างามราวกับต้นสนเขียวขจีอยู่เบื้องหน้า
แต่... เขาผอมเกินไป ลู่ซิงหยานอยากจะเรียกว่า 'เสาไม้ไผ่' เสียมากกว่า