- หน้าแรก
- ยอดสิงขราปัทมามรกต
- บทที่ 4 ยืนยันตัวฆาตกร
บทที่ 4 ยืนยันตัวฆาตกร
บทที่ 4 ยืนยันตัวฆาตกร
หลี่เอ๋อหน้าปรุที่มีอายุสี่สิบสามปี เป็นบุตรคนที่สองของครอบครัว เนื่องจากใบหน้าของเต็มไปด้วยรอยปรุจึงถูกเรียกว่าหลี่เอ๋อหน้าปรุจนทุกคนลืมชื่อจริงไปเสียสนิท เพราะรูปลักษณ์ที่อัปลักษณ์บวกกับนิสัยที่เกียจคร้าน ทำให้ไม่มีครอบครัวไหนยอมยกลูกสาวให้แต่งงานด้วย หลังจากพ่อแม่เสียชีวิตไปก็ไม่มีใครคอยอบรมสั่งสอน เขาจึงยิ่งใช้ชีวิตอย่างประมาท ด้วยคติ "ตัวคนเดียวอิ่มท้องก็อิ่มกันทั้งบ้าน" เขาจึงทำอะไรไม่เคยเกรงใจใคร จนกลายเป็นนักเลงหัวไม้ที่มีชื่อเสียงฉาวโฉ่ในหมู่บ้านตระกูลหวัง
ชาวบ้านในหมู่บ้านตระกูลหวังกว่า 90 % มีตระกูลหวัง หลี่เอ๋อหน้าปรุจึงไม่กล้าไปวุ่นวายกับหญิงสาวในตระกูลหวัง เขาจึงเปลี่ยนเป้าหมายไปที่หญิงหม้ายและลูกกำพร้าตระกูลอื่นแทน ซึ่งเสี่ยวเฟิ่งผู้งดงามก็มักจะถูกหลี่เอ๋อหน้าปรุกลั่นแกล้งรังแกอยู่บ่อยครั้ง แต่เพราะเขามีนิสัยขี้ขลาดแต่ปากเก่ง ประกอบกับมีคนในตระกูลหวังคอยคุมพฤติกรรมอยู่ หลี่เอ๋อหน้าปรุจึงยังไม่กล้าทำอะไรที่รุนแรงเกินเลย
หลังจากเสี่ยวเฟิ่งหายตัวไป พวกมือปราบเคยเรียกหลี่เอ๋อหน้าปรุไปสอบปากคำอยู่หลายครั้ง เมื่อหวังฉางเซิงเปิดฉากถามเรื่องเสี่ยวเฟิ่งขึ้นมาอีก จึงทำให้หลี่เอ๋อหน้าปรุเริ่มแสดงท่าทีไม่พอใจออกมา
"เจ้าเห็นเสี่ยวเฟิ่งครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่? ช่วงนี้ที่บ้านเจ้ามีเรื่องประหลาดอะไรเกิดขึ้นบ้างไหม? แล้วนอกจากแอบดูเสี่ยวเฟิ่งอาบน้ำ เจ้าเคยทำเรื่องเลวร้ายอะไรกับนางอีกหรือเปล่า?"
หวังฉางเซิงถามคำถามใส่รวดเดียวสามข้อพลางจ้องเขม็งไปที่หลี่เอ๋อหน้าปรุ
โดยปกติแล้ว มนุษย์มีจิตวิญญาณสามดวงและวิญญาณเจ็ดดวง เมื่อตายไปวิญญาณเหล่านี้จะค่อยๆ สลายไป แม่ของเสี่ยวเฟิ่งนั้นอดตายและศพก็ถูกเผาไปแล้ว โอกาสที่จะกลายเป็นผีจึงต่ำมาก ในทางกลับกัน เสี่ยวเฟิ่งที่หายตัวไปมีโอกาสที่จะกลายเป็นภูตผีปีศาจได้มากกว่า หากคนเราตายด้วยความพยาบาทและศพถูกทิ้งไว้ในที่ที่เต็มไปด้วยพลังหยิน ก็มีความเป็นไปได้สูงที่จะกลายเป็นผีร้าย
เสี่ยวเฟิ่งเป็นสาวงาม หากนางถูกผู้ชายล่วงเกินจนถึงแก่ความตายย่อมต้องมีความแค้นฝังลึกและกลายเป็นผีร้ายแน่นอน หากหวังฉางเซิงคาดเดาไม่ผิด เสี่ยวเฟิ่งคงเสียชีวิตไปแล้ว จึงไม่ได้กลับไปทำอาหารให้แม่ทานจนทำให้แม่ของนางต้องอดอาหารตาย
"ก็ประมาณเดือนที่แล้ว ก่อน ช่วงเที่ยงข้าเดินผ่านร้านขายเต้าหู้เลยซื้อเต้าฮวยมาทานถ้วยหนึ่ง ส่วนที่บ้านก็ไม่มีเรื่องประหลาดอะไร ข้าก็แค่เคยแอบดูนางอาบน้ำ ไม่เคยทำอย่างอื่นเลย การที่นางหายหัวไปไม่เกี่ยวกับข้าสักนิด"
"เจ้าเป็นคนฆ่าเสี่ยวเฟิ่งแล้วซ่อนศพไว้ใช่ไหม!" หวังฉางเซิงตวาดเสียงเย็น
หลี่เอ๋อหน้าปรุได้ยินดังนั้นก็ร้อนใจเหมือนมดบนกระทะร้อน รีบแก้ตัวพัลวัน "โธ่ท่าน! สาบานให้ฟ้าผ่าเลย หลี่เอ๋อหน้าปรุคนนี้แค่ฆ่าไก่ยังไม่กล้า แล้วจะไปกล้าฆ่าคนได้อย่างไร เจ้าอย่ามาใส่ร้ายข้า"
"หึ เจ้ายังจะกล้าโกหกอีก คราวก่อนที่เจ้าแอบเข้าบ้านเสี่ยวเฟิ่งตอนกลางคืน ถ้าเสี่ยวเฟิ่งไม่ร้องตะโกนลั่น นางคงถูกเจ้าย่ำยีไปแล้ว ต้องเป็นเจ้าแน่ที่ฆ่านาง รีบสารภาพออกมาเสียดีๆ ก่อนจะต้องเจ็บตัว!" หวังเทียนหู่ข่มขู่ด้วยท่าทางดุดัน
หลี่เอ๋อหน้าปรุหน้าถอดสี รีบโต้กลับทันที "ไอ้คนอ้วน อย่ามามั่วนะโว้ย ข้าบอกแล้วไงว่าฆ่าไก่ยังไม่กล้าเลย คราวนั้นน่ะข้าแค่เมา เสี่ยวเฟิ่งนั่นน่ะหยิ่งจะตายไป บางทีนางอาจจะหนีตามไอ้หนุ่มหน้าขาวที่ไหนไปแล้วก็ได้ ทำไมต้องมาป้ายสีข้าด้วยล่ะ"
นักเลงกระจอกที่เก่งแต่รังแกคนอ่อนแอกว่าอย่างหลี่เอ๋อหน้าปรุนั้น กลัวคนจากทางการที่สุด เพราะเขารู้ดีว่าหากถูกจับเข้าคุกจริงๆ คงไม่พ้นถูกซ้อมจนต้องยอมรับสารภาพทั้งที่ไม่ได้ทำ
"หนุ่มหน้าขาวงั้นหรือ? คนนั้นเป็นใคร พูดมาให้ชัด"
หลี่เอ๋อหน้าปรุเบะปากแล้วตอบว่า "เมื่อเดือนก่อน มีคุณชายตระกูลจ้าวคนหนึ่งเดินทางผ่านทางนี้ เจ้านั่นหน้าตาขาวผ่องนวลเนียนเหมือนผู้หญิง ไม่รู้ว่ามันป้อนคำหวานอะไรให้เสี่ยวเฟิ่งนักหนา ข้ายังเคยเห็นเสี่ยวเฟิ่งแอบไปพลอดรักกับมันในตรอกตอนกลางคืนเลย เหอะ ผู้หญิงไม่รักดี ต่อหน้าข้าทำเป็นรักนวลสงวนตัว รู้จักกันไม่กี่วันก็ไปกอดกันในตรอกมืดๆ แล้ว ที่แท้ก็แค่รังเกียจว่าข้าไม่มีเงินนั่นแหละ!"
"มีใครรู้ที่มาของคุณชายจ้าวคนนี้บ้างไหม? หรือใครเคยพบเห็นบ้างไหม?" หวังฉางเซิงหันไปถามหวังชิงหยุนเสียงเครียด
หวังเทียนหู่นิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนจะตอบอย่างไม่มั่นใจนัก "คุณชายจ้าวหรือครับ? ใช่คนที่มาพร้อมกับเด็กรับใช้หรือเปล่า?"
"อันนั้นข้าไม่แน่ใจ แต่เด็กหนุ่มหน้าขาวนั่นมีเด็กรับใช้จริงๆ แถมยังมีคนรับใช้คอยปรนนิบัติใกล้ชิดด้วย ท่าทางรวยไม่เบา ไม่แปลกใจเลยที่เสี่ยวเฟิงจะชอบเขา"
"เมื่อเดือนก่อน มีนักปราชญ์หลายคนเดินทางผ่านมายังหมู่บ้านตระกูลหวังเพื่อไปสอบ หนึ่งในนั้นมีนักปราญ์ตระกูลจ้าวอยู่จริงครับ เพราะคุณชายจ้าวคนนั้นมือหนักจ่ายเงินคล่อง ข้าเลยจำเขาได้แม่น แต่ข้าจำได้ว่าตอนที่พวกเขาจากไป ไม่มีผู้หญิงตามไปด้วยนะครับ" หวังเทียนหู่ตั้งข้อสังเกตอย่างสงสัย
"เจ้าแน่ใจนะว่าตอนพวกเขาไปไม่มีผู้หญิงไปด้วย? จำนวนคนล่ะ มีใครเพิ่มหรือลดไหม?"
หวังเทียนหู่พยักหน้ายืนยัน "แน่ใจครับ พวกเขาพักที่โรงเตี๊ยมของที่บ้านข้าเอง นอกจากคุณชายจ้าวที่พาเด็กรับใช้มาด้วย นักปราชญ์คนอื่นๆ ล้วนมาตัวคนเดียว รวมทั้งหมดมีหกคน พวกเขาพักอยู่สามวัน ตอนที่ออกเดินทางเป็นช่วงเช้าพอดี ข้าเห็นกับตาว่ามีกันหกคนไม่ขาดไม่เกิน ส่วนระว่างทางพวกเขาจะไปรับเสี่ยวเฟิ่งไปด้วยหรือเปล่า อันนี้ข้าไม่ทราบ"
"พวกเขาต้องรีบไปสอบ ทำไมถึงได้อยู่ที่หมู่บ้านตั้งสามวัน?" หวังฉางเซิงตั้งข้อสงสัย
"เห็นว่าคุณชายจ้าวคนนั้นถูกลมหนาวจนล้มป่วยครับ ข้ายังเป็นคนไปตามหมอมาให้เองเลย คุณชายคนนั้นดูป่วยออดๆ แอดๆ ท่าทางอ่อนแอไม่มีแรงแม้แต่จะเชือดไก่ หากเสี่ยวเฟิ่งถูกฆ่าตายจริงๆ เขาก็ไม่น่าจะเป็นคนลงมือได้ และเขาก็ไม่มีแรงจูงใจที่จะทำด้วย" หวังเทียนหู่วิเคราะห์ตามความเป็นจริง
"อ้อ ข้านึกเรื่องหนึ่งออกแล้ว! เจ้า 'ว่างไฉ' ที่บ้านข้าเพิ่งถูกคนเอาหินปาหัวตายไป บ้าเอ๊ย! ซวยจริงๆ" หลี่เอ๋อหน้าปรุบ่นเสริมขึ้นมา
"ว่างไฉของเจ้าเป็นหมาดำใช่ไหม? ช่วงสองสามวันนี้มันมีท่าทางผิดปกติอะไรบ้างหรือเปล่า?" หวังฉางเซิงตาเป็นประกายแล้วถามทันที
"ท่านรู้ได้ยังไงว่าว่างไฉเป็นหมาดำ?" หลี่เอ๋อหน้าปรุทำหน้าตกใจ "ว่างไฉเป็นหมาที่พ่อข้าเลี้ยงไว้ เลี้ยงมาสิบกว่าปีจนฟันจะหลุดหมดปาก กัดใครก็ไม่ได้ข้าเลยไม่ได้ล่ามมันไว้ แต่ไม่รู้ทำไมช่วงหลังมานี้ พอถึงกลางดึกมันจะเห่าไม่หยุด ข้ารำคาญเลยจับมันไปล่ามไว้ในโรงเก็บฟืน เมื่อเช้านี้เองถึงได้พบว่ามันถูกหินปาจนตาย ไม่รู้ใครที่ไหนแอบเข้ามาในบ้านข้าตอนกลางคืนแล้วฆ่ามัน"
เมื่อได้ฟังดังนั้น หวังฉางเซิงก็มั่นใจทันทีว่าเสี่ยวเฟิ่งเสียชีวิตไปแล้วจริงๆ และนางได้กลายเป็นผีร้ายกลับมาทำร้ายคน
สุนัขเป็นสัตว์ธาตุหยางสูงสุด ในสิบสองนักษัตรตรงกับปีจอธาตุดิน ซึ่งดินจอเป็นดินหยาง ส่วนผีร้ายเป็นธาตุหยิน สุนัขจึงเป็นศัตรูตามธรรมชาติของภูตผี นักพรตจึงมักใช้เลือดสมาดำเพื่อขับไล่สิ่งชั่วร้าย การที่เสี่ยวเฟิ่งกลายเป็นผีและต้องการมาแก้แค้นหลี่เอ๋อหน้าปรุ แต่นางเข้าใกล้บ้านไม่ได้เพราะถูกหมาดำตรวจพบเสียก่อน หมาดำจึงได้เห่าเตือนภัยไม่หยุดเช่นนั้น หวังฉางเซิงคาดไม่ผิดแน่ คืนนี้เสี่ยวเฟิ่งต้องปรากฏตัวออกมาทำร้ายหลี่เอ๋อหน้าปรุแน่นอน
หลี่เอ๋อหน้าปรุเองก็ไม่ใช่คนโง่ เมื่อเห็นเหล่าผู้อาวุโสตระกูลหวังมาชุมนุมกันมากมายขนาดนี้ แถมยังนึกถึงคดีคนตายที่เกิดขึ้นติดๆ กัน เขาจึงถามด้วยความกังวลว่า "คงไม่ใช่ไอ้ฆาตกรต่อเนื่องนั่นหรอกนะที่ฆ่าว่างไฉ? หรือว่ามันหมายหัวข้าไว้แล้ว?"
หวังฉางเซิงส่ายหน้าแล้วตอบว่า "ไม่ใช่หรอก ทางที่ว่าการอำเภอพบศพหญิงสาวคนหนึ่ง เบื้องต้นสงสัยว่าจะเป็นเสี่ยวเฟิ่ง ที่เรียกเจ้ามาก็เพื่อจะยืนยันว่าเจ้าเป็นฆาตกรหรือไม่เท่านั้นเอง ในเมื่อถามชัดเจนแล้วว่าคุณชายจ้าวคนนั้นมีแรงจูงใจมากกว่า เจ้าก็กลับไปได้แล้ว อ้อ... เรื่องนี้ห้ามไปบอกใครข้างนอกเด็ดขาดนะ"
หลี่เอ๋อหน้าปรุรู้สึกตะขิดตะขวงใจอยู่บ้าง แต่เขาก็หาช่องโหว่ในคำพูดของหวังฉางเซิงไม่ได้ จึงไม่ได้คิดอะไรมากและเดินจากไป หลี่เอ๋อหน้าปรุไม่มีทางคิดฝันเลยว่า ฆาตกรใจเหี้ยมนั้นไม่ใช่คน แต่เป็นผีร้าย
"ชิวเสียน ไปเฝ้าข้างนอกไว้ อย่าให้คนนอกเข้าใกล้ศาลบรรพบุรุษ ข้ามีเรื่องสำคัญจะกำชับทุกคน" หวังฉางเซิงสั่งการ
"รับทราบครับ ท่านปู่ทวดเก้า" หวังชิวเสียนรับคำแล้วเดินตามหลี่เอ๋อหน้าปรุออกไป
"ท่านอาเก้า ผีนางนั่นคือเสี่ยวเฟิ่งจริงๆ หรือครับ?" หวังชิงหยุนถามเสียงเบาด้วยแววตาวิตกกังวล
หวังฉางเซิงพยักหน้า "อืม ถ้าข้าเดาไม่ผิด คืนนี้นางต้องออกมาทำร้ายคนแน่ แจ้งคนในตระกูลไปว่า พอฟ้ามืดแล้วห้ามใครออกไปข้างไหนคนเดียวเด็ดขาด บ้านไหนที่ไม่มีคนหนุ่มฉกรรจ์ คืนนี้ให้ย้ายไปนอนรวมกับบ้านที่มีคนเยอะๆ หลังหนึ่งต้องอยู่อย่างน้อยแปดคน กินนอนอยู่ด้วยกันห้ามแยกจากกันเด็ดขาด นอกจากนี้... หาวิธีทำให้หลี่เอ๋อหน้าปรุคนนี้หลับไปตลอดทั้งคืน คืนนี้ยิ่งเขาหลับลึกเท่าไหร่ยิ่งดี"
"เรื่องทำให้หลี่เอ๋อหน้าปรุหลับลึกนั้น หลานจัดการเองครับ รับรองว่ามันจะหลับยาวไปจนถึงเช้าวันพรุ่งนี้แบบไม่ตื่นแน่นอน" หวังเทียนหู่ตบหน้าอกรับอาสาอย่างมั่นใจ
"ได้ยินที่ท่านลุงที่เก้าสั่งแล้วใช่ไหม? ทุกคนแยกย้ายกันไปแจ้งคนในครอบครัว ปฏิบัติตามคำสั่งของท่านลุงที่เก้าอย่างเคร่งครัด ให้บอกชาวบ้านว่าเป็นการระวังป้องกันฆาตกรต่อเนื่อง ส่วนเรื่องที่ท่านลุงที่เก้าพูดเมื่อครู่ ห้ามใครหลุดปากออกไปแม้แต่คำเดียว หากใครทำให้แผนการจับผีของท่านลุงที่เก้าพังล่ะก็ จะถูกลงโทษอย่างหนัก!" หวังชิงหยุนกำชับเหล่าผู้อาวุโสด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด
"รับทราบครับท่านผู้ใหญ่บ้าน" เหล่าผู้อาวุโสตระกูลหวังต่างตอบรับอย่างเต็มใจและทยอยกันออกไป