- หน้าแรก
- เรื่องช็อก ลูกสาวของทหารหนีทัพที่ร่ำรวยที่สุด ดันกลายเป็นสุดยอดทหารหน่วยปฏิบัติการพิเศษซะงั้น
- บทที่ 6 แผ่นหลังอันบอบบาง ในยามนี้กลับดูองอาจยิ่งกว่าใคร!
บทที่ 6 แผ่นหลังอันบอบบาง ในยามนี้กลับดูองอาจยิ่งกว่าใคร!
บทที่ 6 แผ่นหลังอันบอบบาง ในยามนี้กลับดูองอาจยิ่งกว่าใคร!
บทที่ 6 แผ่นหลังอันบอบบาง ในยามนี้กลับดูองอาจยิ่งกว่าใคร!
ภายใต้แสงแดดอันร้อนระอุ กำลังพลกว่าสามร้อยนายของกองร้อยทหารใหม่จัดแถวอย่างเป็นระเบียบ ชุดลายพรางของพวกเขาดูเป็นมันวาวภายใต้แสงอาทิตย์
สายตานับร้อยคู่ที่แหลมคมดุจเข็มทิ่มแทงเข้าใส่แผ่นหลังของจางหนาน ทหารชายบางคนในแถวแค่นเสียงเยาะเย้ย ขณะที่ในแถวทหารหญิงมีเสียงกระซิบกระซาบแผ่วเบาดุจเสียงขู่ฟ่อของอสรพิษ
ในสายตาของทุกคนไม่มีความคาดหวังใด ๆ มีเพียงความสะใจที่ได้รอดูเรื่องตลก ราวกับกำลังรอชมตัวตลกเริ่มการแสดง
จางหนานที่ยืนอยู่ท้ายแถวของหมวดสาม หมู่หนึ่ง ยังคงยืนตระหง่านอย่างทระนง แผ่นหลังของเธอเหยียดตรงดุจแผ่นเหล็ก เหยื่อไหลซึมจากขมับลงมาตามแก้ม แต่ดวงตาของเธอกลับฉายประกายเจิดจ้าอย่างน่าอัศจรรย์ เธอก้าวเท้าออกไปด้านข้างเพียงกึ่งก้าว ก่อนจะเปล่งน้ำเสียงกังวานใสที่ตัดผ่านเสียงอื้ออึงจนทุกคนหูอื้ออึง "รายงานท่านผู้บังคับกองร้อย รับรองว่าจะปฏิบัติภารกิจให้สำเร็จค่ะ!"
พูดจบเธอก็ก้าวกลับเข้าแถวตามเดิม
บรรยากาศโดยรอบพลันเงียบสงัดไปชั่วอึดใจ
"พรืด—" ทหารชายคนหนึ่งในแถวกลั้นขำไม่ไหวจนหลุดหัวเราะออกมา หลังจากนั้นเสียงหัวเราะก็แพร่กระจายราวกับไวรัส ทำให้ระเบียบแถวปั่นป่วนไปในทันที
"ยัยนั่นยังละเมออยู่หรือเปล่า?" ทหารชายคนหนึ่งเยาะเย้ยพลางใช้ศอกสะกิดคนข้าง ๆ "ไปเอาความมั่นใจแบบนั้นมาจากไหนกัน?"
"นั่นน่ะสิ!" อีกคนพูดเสียงดังขึ้น ตั้งใจจะให้จางหนานได้ยิน "ทหารหนีทัพยังริอยากจะเป็นทหารยอดเยี่ยม คิดอะไรของเขาอยู่!"
"เมื่อกี้ตะโกนสำนึกผิดซะเสียงดังฟังชัด แต่นั่นมันก็แค่การพ่นคำขวัญสวยหรู ทหารใหม่ยอดเยี่ยมเขาดูกันที่ฝีมือล้วน ๆ ยัยนั่นมีกับเขาที่ไหนกันล่ะ?"
"โอย ขำชะมัด ทุกวิชาการฝึกยัยนี่อยู่บ๊วยตลอด แล้วจะไปเอาดีทางไหนมิทราบ?"
"ถ้าอย่างยัยนี่เป็นทหารยอดเยี่ยมได้ พี่น้องทุกคนในกองร้อยทหารใหม่ก็คงเป็นยอดมนุษย์กันหมดแล้วล่ะ!"
"ถ้าอัดเสียงไว้ได้แล้วเอามาเปิดให้ฟังตอนจบช่วงทหารใหม่นะ มีหวังได้อายจนแทรกแผ่นดินหนีแน่!"
"..."
คลื่นแห่งการถากถางยังลามไปถึงแถวทหารหญิงด้วยเช่นกัน
"หน้าทำด้วยเหล็กหรือไงนะ? คราวที่แล้วใครกันที่หนีทหารจนเป็นลมแดดพับไป คราวนี้ยังมีหน้ามาหวังตำแหน่งยอดเยี่ยม ฉันว่าบางคนน่ะ แค่คุณสมบัติจะเป็นทหารหนีทัพยังไม่ผ่านเลยด้วยซ้ำ"
"ถ้าพูดตรง ๆ ว่าทำไม่ได้ ก็ไม่มีใครเขาหัวเราะเยาะหรอก แต่นี่ดันมาตีอกชกหัวรับรองเป็นมั่นเหมาะ จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน?"
"เวลาฝึกอย่าทำตัวเหลวไหลจนลากพวกเราทหารหญิงให้พลอยซวยไปด้วยก็พอแล้วล่ะ จะได้รีบ ๆ กลับบ้านไปอ้อนพ่อแม่ซะ"
"คุณหนูมหาเศรษฐีอยากจะคุยโวอะไรก็เชิญเถอะ แต่คนอื่นเขาจะมองหมู่สามของเรายังไง?"
"ถ้าเธอเป็นทหารยอดเยี่ยมได้ หมูที่พวกหน่วยสูทกรรมเลี้ยงไว้ก็คงวิ่งวิบากได้ที่หนึ่งแล้วล่ะ"
"มีใครเชื่อบ้าง? เธอเชื่อไหม? แล้วเธอล่ะเชื่อหรือเปล่า? เห็นไหม ไม่มีใครเชื่อสักคน เธอเนี่ยช่างได้รับความไว้วางใจจากผู้คนเหลือเกินนะ"
"กลับไปเป็นคุณหนูมหาเศรษฐีเหมือนเดิมเถอะ ที่นี่ไม่ใช่รายการโทรทัศน์เปลี่ยนชีวิต..."
"คุณมีปัญญาอะไรจะไปเป็นทหารยอดเยี่ยม?" ทหารหญิงคนหนึ่งแค่นเสียง "นอกจากร้องไห้กับหนีทหารแล้ว คุณทำอะไรเป็นอีก?"
เสียงหัวเราะรอบข้างดังระงมขึ้นเรื่อย ๆ
พวกทหารชายต่างรอดูเรื่องสนุก ส่วนทหารหญิงเต็มไปด้วยความดูแคลน สนามฝึกทั้งสนามเปรียบเสมือนกระทะน้ำมันที่กำลังเดือดพล่าน และจางหนานก็คือสิ่งที่อยู่ในกระทะนั้น ถูกทอดจนเสียงดังฉ่า
ผู้บังคับกองร้อยไม่ได้ห้ามปราม อันที่จริง เป็นการปล่อยปละละเลยของเขาเองที่ทำให้ทหารใหม่เหล่านี้แสดงกิริยาไร้มารยาทได้ถึงเพียงนี้
เขาเพียงต้องการจะดูว่าจางหนานมีความมั่นใจและจิตวิญญาณเพียงพอหรือไม่ และเธอจะพ่ายแพ้ต่อคำนินทาว่าร้ายจากภายนอกหรือไม่
ท่ามกลางความคลางแคลงใจ การดูถูก และเสียงหัวเราะเยาะของทหารใหม่กว่าสามร้อยนาย... สีหน้าของจางหนานยังคงไม่เปลี่ยนแปลง ราวกับมีเพียงสายลมเย็นพัดผ่านใบหน้า ท่วงท่าของเธอมั่นคงประดุจต้นสน ปล่อยให้ลมพัดชายชุดลายพรางให้พัดโบกตามแรงลม
แผ่นหลังอันบอบบางของเธอในยามนี้ กลับดูองอาจและเหยียดตรงยิ่งกว่าใคร ๆ!
ความสุขุมนุ่มลึกและความสงบนิ่งเช่นนี้ ถึงกับทำให้ผู้บังคับกองร้อยกัวตงไหลต้องมองเธอใหม่
เขาอยู่ในกองทัพมานานยี่สิบปี เคยเห็นทหารมานักต่อนัก พวกที่โดนด่านิดดหน่อยก็ฟิวส์ขาด หรือพวกที่โดนจี้จุดอ่อนแล้วก็หดหู่สิ้นหวังเขาก็เห็นมาจนชินตา แต่เขาน้อยนักที่จะได้เห็นใครเหมือนจางหนาน ที่สามารถยืนหยัดมั่นคงประดุจขุนเขาแม้จะถูกคนนับพันรุมประณาม
"เงียบ!"
ผู้บังคับกองร้อยไม่ได้พูดอะไรไปมากกว่านั้น หลังจากประกาศให้ดำเนินการฝึกต่อ เขาก็สั่งเลิกแถวรวมพล
ภารกิจต่อไปคือการฝึกในช่วงหนึ่งชั่วโมงก่อนเวลาอาหาร โดยหัวหน้าหมวดแต่ละคนจะนำทหารใหม่แยกไปฝึกตามวิชาต่าง ๆ
หมวดสามกำลังฝึกท่าเดินสวนสนาม
จางหนานเดินตามทีมไปภายใต้แสงแดดที่แผดเผา ฝึกซ้ำแล้วซ้ำเล่าตามจังหวะคำสั่งที่ตะโกนก้อง
หนงเจี้ยนทำหน้าที่ควบคุมการฝึกของหมวดสาม หมู่หนึ่ง เขาเดินเข้าไปหาทหารหญิงที่ท่วงท่าไม่เป็นมาตรฐานเพื่ออธิบายจุดสำคัญของการขยับร่างกายเป็นระยะ
เหล่าทหารหญิงต่างเหงื่อท่วมตัว เมื่อเห็นว่าแดดแรงเกินไป หนงเจี้ยนจึงสั่งให้หมู่หนึ่งพักเป็นเวลา 5 นาที
ทันทีที่จางหนานนั่งลงในร่มไม้เพื่อดื่มน้ำ ทหารหญิงอีกแปดคนในหมู่หนึ่ง นำโดยรองหัวหน้าหมู่เยี่ยหลาน ก็เดินตรงเข้ามาหาจางหนาน
"โอ้ นี่ใช่ทหารตัวอย่างในอนาคตที่ 'รับรองว่าจะปฏิบัติภารกิจให้สำเร็จ' หรือเปล่านะ?"
"จางหนาน อย่าคุยโวให้มันมากนักเลย เดี๋ยวจะพาลทำให้พวกเราทหารหญิงหมู่หนึ่งพลอยขายหน้าไปด้วย"
"คุณหนูคะ ถ้าทนความลำบากไม่ได้ก็กลับไปซะดี ๆ เถอะ อย่ามาเป็นตัวถ่วงพวกเราเลย"
"บางคนก็นะ หนังหน้าหนาจริง ๆ! ไม่ตักน้ำชะโงกดูเงาเลยว่าตัวเองเหมาะจะเป็นทหารยอดเยี่ยมหรือเปล่า"
"ในบรรดาทหารหญิงเนี่ย คนเดียวที่มีปัญญาจะไปชิงตำแหน่งยอดเยี่ยมก็มีแต่รองหัวหน้าหมู่เยี่ยหลานเท่านั้นแหละ"
"..."
จางหนานทำเป็นหูทวนลม เธอไม่ได้ปรายตามองทหารหญิงที่พ่นคำพูดพร่ำเพรื่อเหล่านั้นเลยแม้แต่น้อย แต่กลับหลับตาลงเพื่อพักผ่อน
ข้อดีอย่างหนึ่งของกองทัพคือ ไม่ว่าคุณจะเป็นม้าแข่งหรือแค่ลาโง่ เมื่อถึงเวลาจูงออกไปวิ่ง ฝีมือจริงต่างหากคือตัวตัดสิน ไม่ใช่แค่ลมปาก
เยี่ยหลานยืนอยู่ตรงหน้าจางหนาน สายตาที่มองลงมานั้นเย็นเยียบประดุจน้ำแข็งที่ผ่านการขัดเกลา เธอรังเกียจพวกคุณหนูผู้มั่งคั่งอย่างจางหนานเป็นที่สุด ถ้าทนลำบากไม่ได้ก็อย่ามาเป็นทหาร ถ้ามาเป็นทหารแล้วก็อย่ามัวแต่สรรหาข้ออ้างเลี่ยงการฝึก
สิ่งที่เธอรับไม่ได้ที่สุดคือการที่จางหนานเคยเป็นทหารหนีทัพ
นี่คือรอยด่างพร้อยของหมู่หนึ่ง และเป็นรอยด่างพร้อยสำหรับเธอในฐานะรองหัวหน้าหมู่!
และในวันนี้ ยัยทหารหนีทัพคนนี้ก็ทำให้หมู่หนึ่งต้องอับอายอีกครั้ง ด้วยการประกาศต่อหน้าผู้บังคับกองร้อยอย่างไร้ยางอายว่าจะคว้าตำแหน่งทหารใหม่ยอดเยี่ยมมาให้ได้
ถ้ามีความสามารถ เขาเรียกว่าความมั่นใจ
แต่ถ้าไร้ความสามารถ เขาเรียกว่าการคุยโวโอ้อวดโดยไม่เจียมตัว
กองร้อยคือกลุ่มก้อน และหมู่ทหารก็คือครอบครัว เยี่ยหลานจะไม่ยอมให้ใครหน้าไหนมาทำลายเกียรติยศของหมู่เป็นอันขาด
สำหรับตำแหน่งทหารใหม่ยอดเยี่ยมที่มีเพียงสามที่นั่ง เยี่ยหลานตั้งเป้าไว้ว่าจะต้องคว้ามาให้ได้หนึ่งที่ นี่คือเป้าหมายที่เธอวางไว้เพื่อพิสูจน์ให้คุณปู่เห็นว่า แม้เธอจะเป็นผู้หญิง แต่เธอก็สามารถเป็นทหารที่ยอดเยี่ยม เป็นวีรบุรุษในสนามรบได้เหมือนกับคุณพ่อของเธอ!
"ยืนขึ้น!"
เยี่ยหลานตวาด แววตาเต็มไปด้วยความขยะแขยงและการเยาะเย้ย "ทหารใหม่ยอดเยี่ยมงั้นเหรอ? อย่างคุณน่ะเหรอคู่ควร?"
"ลองแข่งกันดูเดี๋ยวก็รู้ไม่ใช่เหรอ?" จางหนานลุกขึ้นยืน น้ำเสียงของเธอไม่ดังนัก แต่มันกลับเหมือนก้อนกรวดที่ถูกโยนลงในน้ำมันเดือด
เยี่ยหลานราวกับได้ยินเรื่องตลกที่สุดในชีวิต เธอเอ่ยเสียงเย็น "คุณจะเทียบกับฉันงั้นเหรอ? จางหนาน ทหารหนีทัพที่ไร้ประโยชน์อย่างคุณ มีอะไรจะมาเทียบกับฉัน? จะแข่งกันว่าใครร้องไห้เร็วกว่า หรือใครมีเงินที่บ้านมากกว่ากันล่ะ?"
"นั่นน่ะสิ จางหนาน คุณเป็นไข้หรือเปล่า?" ทหารหญิงคนหนึ่งหัวเราะเยาะพลางกอดอก "คราวที่แล้วใครกันนะที่วิ่งวิบากสามกิโลเมตรแล้วเป็นลมไปทั้งที่เพิ่งวิ่งไปได้แค่ไม่กี่ร้อยเมตร แกล้งทำเป็นเป็นลมแดดซะเนียนเชียว"
"คุณหนูเขากำลังแข่งการแสดงกับรองหัวหน้าหมู่อยู่น่ะสิ เรื่องนี้เขามีพรสวรรค์นะ เวลาเป็นลมแดดทีไรดูเป็นธรรมชาติมาก ไม่มีพิรุธเลยสักนิด"
"ฉันว่าเธอเป็นลมแดดจนสมองเพี้ยนไปแล้วล่ะ!" ทหารหญิงอีกคนแทรกขึ้นพร้อมถ่มน้ำลายลงพื้น "ไม่ดูสภาพตัวเองเลย ยังกล้ามาท้าทายรองหัวหน้าหมู่? เตรียมโดนสั่งสอนได้เลย!"
"เอาเถอะ! คุณหนูของเราเพิ่งเปลี่ยนอาชีพใหม่ ตอนนี้ชอบเป็น 'ราชานักพ่น' คุยโวโอ้อวดเป็นงานอดิเรกไปซะแล้ว"
"มาสิ แข่งเลย! อย่าเอาแต่พูดล่ะ เดี๋ยวพอเริ่มแข่งแล้วห้ามมาสำออยเป็นลมไปอีกนะ"
"..."
ทหารหญิงในหมู่หนึ่งต่างพากันรุมกระหน่ำด้วยคำพูดที่เต็มไปด้วยหนามแหลม
ไม่มีใครลืมเลือนได้เลยว่า เพราะจางหนานแสร้งทำเป็นป่วยและบ่นว่าการฝึกมันยากลำบากในช่วงเข้ากรมใหม่ ๆ ทำให้คนทั้งหมู่ต้องโดนทำโทษให้คัดระเบียบวินัยทหาร
เพราะเธอทำเข็มทิศหายระหว่างการฝึกเอาชีวิตรอดในป่า ทำให้คนทั้งหมู่ต้องเดินหลงอยู่ในเขาเพิ่มอีกครึ่งคืน
เพราะเธอเป็นทหารหนีทัพระหว่างการฝึกเดินทัพทางไกล ทำให้พวกเธอยังต้องแบกป้ายชื่อว่าเป็น "หมู่ที่รั้งท้าย" มาจนถึงทุกวันนี้
ทว่าเยี่ยหลานนั้นแตกต่างออกไป เธอคือคนที่โดดเด่นที่สุดในหมู่ทหารหญิง หากวัดกันในเรื่องการต่อสู้ เธอสามารถแลกหมัดแลกเท้ากับหัวหน้าหมู่หนงเจี้ยนได้หลายกระบวนท่า
เรื่องการวิ่งวิบากพร้อมอาวุธไม่ต้องพูดถึง เธอคืออันดับหนึ่งในหมู่ทหารหญิงอย่างไม่ต้องสงสัย จะมีก็เพียงทหารชายไม่กี่คนเท่านั้นที่นำหน้าเธออยู่เพียงเล็กน้อย
ฝีมือการยิงปืนยิ่งร้ายกาจเข้าไปใหญ่ แม้แต่หัวหน้าหมู่ยังเอ่ยปากชมว่าเยี่ยหลานมีพรสวรรค์ที่จะเป็นพลซุ่มยิง ในบรรดาทหารกว่าสามร้อยนายของกองร้อยทหารใหม่ ทั้งชายและหญิง เธอคือมือหนึ่งด้านการยิงปืนอย่างแน่นอน!
"คุณแน่ใจนะว่าจะแข่งกับฉัน?"
เมื่อเห็นจางหนานพยักหน้าเรียบ ๆ เยี่ยหลานจึงพูดว่า "ตอนที่คุณยังดึงคันรั้งปืนไม่คล่อง ฉันก็สามารถถอดประกอบปืนทั้งกระบอกได้หลับตาแล้ว! ตอนที่คุณนอนร้องไห้อยู่ในเต็นท์ ฉันก็ต้องคลุกคลานอยู่ในโคลนติดต่อกันสามคืนรวด!"
"คุณมีอะไรดีพอจะมาแข่งกับฉัน?"
เยี่ยหลานมีความมั่นใจและหยิ่งทระนงเช่นนี้มาโดยตลอด ตั้งแต่เด็กเธอก็เป็นเด็กที่รั้น ไม่ยอมคน และกระหายชัยชนะ
คุณปู่ของเธอเป็นอดีตผู้บัญชาการเขตพื้นที่ทหารที่เกษียณอายุแล้ว ส่วนคุณพ่อก็เป็นวีรบุรุษที่โชคร้ายเสียชีวิตในสมรภูมิ การเติบโตมาในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ทำให้เธอได้ฝึกศิลปะการต่อสู้และได้รับการฝึกพื้นฐานทางทหารมาตั้งแต่เล็ก คุณสมบัติโดยรวมของเธอจึงเหนือกว่าคนในวัยเดียวกันรวมถึงทหารชายหลายคน
เหตุผลที่เธอเข้ากรมมา ก็เพื่อจะล้างแค้นให้พ่อ!
เธอไม่เพียงแต่อยากเป็นทหาร แต่เธอต้องการเป็นทหารหน่วยรบพิเศษ!
จางหนานปรายตามองเยี่ยหลาน เธอเคยรับมือกับพวกเด็กสาวโอหังแบบนี้มานักต่อนัก เธอหันไปมองทหารหญิงคนอื่น ๆ แล้วพูดอย่างราบเรียบว่า "พวกคุณก็เข้ามาพร้อมกันเลยก็ได้ จะแข่งวิชาไหนก็ว่ามา ฉันตามใจพวกคุณ"
ฮือฮา!
ทหารหญิงทั้งหมู่พากันระเบิดอารมณ์ออกมา
"บ้าไปแล้วหรือเปล่า?" ใครคนหนึ่งเบิกตาโพลง "ท้าทายคนทั้งหมู่? คิดว่าตัวเองเป็นซูเปอร์แมนหรือไง?"
"เมื่อก่อนแค่โหนบาร์ครั้งเดียวคุณยังทำไม่ได้เลย คราวนี้กล้าพูดยังงี้เนี่ยนะ?" ทหารหญิงคนหนึ่งหยิกแขนตัวเองแรง ๆ "ฉันหูฝาดไปใช่ไหม?"
เยี่ยหลานชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะจนตัวงอ หมวกทหารแทบจะหลุดจากศีรษะ "จางหนาน คุณจะถอดใจยอมแพ้แล้วใช่ไหม? เอาเถอะ ในเมื่อคุณอยากจะทำตัวให้เป็นตัวตลก ฉันก็จะสงเคราะห์ให้!"
เธอตบมือเสียงดัง "เราจะแข่งเดินทัพทางไกลกัน! วิ่งวิบากห้ากิโลเมตร ใครถึงเส้นชัยก่อนคนนั้นชนะ! ใครแพ้ต้องซักถุงเท้าให้คนชนะเป็นเวลาหนึ่งเดือน!"
ทันทีที่สิ้นคำพูด ทหารหญิงทุกคนต่างพากันดีใจ
ใครบ้างจะไม่รู้ว่าจางหนานเกลียดการวิ่งที่สุด?
คราวที่แล้วเธอวิ่งสามกิโลเมตรใช้เวลาไปตั้งยี่สิบนาที แถมยังเข้าเส้นชัยเป็นคนสุดท้าย
คราวนี้ห้ากิโลเมตรเนี่ยนะ? แค่วิ่งให้จบก็นับว่าบุญโขแล้ว!
"รองหัวหน้าหมู่ยอดเยี่ยมที่สุด!" ใครคนหนึ่งตะโกนเสียงดังลั่นสนั่นหวั่นไหว "ให้ยัยนั่นรู้ซะบ้างว่าทหารหนีทัพก็คือทหารหนีทัพ วันยังค่ำก็ไม่มีทางเงยหน้าอ้าปากได้หรอก!"
"รอก่อนนะ ฉันจะไปขออนุญาตหัวหน้าหมู่!"
เยี่ยหลานวิ่งเหยาะ ๆ ไปหาหนงเจี้ยนและผู้หมวดที่กำลังยืนพักผ่อนอยู่ใกล้ ๆ เพื่อขออนุญาต
"ไร้สาระ!"
ผู้หมวดจางกั๋วตงกำลังจะดุดันใส่ แต่หนงเจี้ยนกลับพยักหน้า "ในเมื่อพวกคุณมีแรงเหลือเฟือขนาดนั้น ก็อนุญาต"
"หัวหน้าหมู่ตกลงแล้ว จางหนาน อย่ามาหาว่าฉันรังแกเดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือน! คุณวิ่งก่อนเลย" เยี่ยหลานที่วิ่งกลับมาบอกด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
จางหนานไม่ได้ใส่ใจ
พรึบ พรึบ พรึบ ทหารหญิงหมู่หนึ่งที่พักผ่อนอยู่ต่างพากันวิ่งกรูกันไปยังทางวิ่งในสนามฝึก ท้าทายแดดที่แผดเผาเพื่อเริ่มการฝึกวิ่งวิบากห้ากิโลเมตร
เยี่ยหลานนำทหารหญิงออกไปราวกับลูกศรที่พุ่งออกจากคันศร
จางหนานตามรั้งท้าย ฝีเท้าของเธอไม่รวดเร็วนัก แต่กลับมั่นคงเป็นจังหวะอย่างน่าประหลาด
ผู้หมวดจางกั๋วตงมองดูทหารหญิงที่กำลังแข่งกันเอง เขาหยิบหมวกทหารมาสวมแล้วถามว่า "เหล่าหนง ทำไมไม่ห้ามพวกเขาล่ะ ปล่อยให้ทำอะไรเลอะเทอะกันอยู่ได้"
"เรื่องนี้ยังไงก็ต้องเกิดขึ้นไม่ช้าก็เร็ว ในเมื่อมันเริ่มเร็วขึ้น ก็ปล่อยให้พวกเขาวัดกันไปเลย"
ในเมื่อจางหนานเลือกที่จะกลับตัวกลับใจและต้องการกลับมาเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม เธอจึงต้องผ่านกระบวนการที่จะทำให้ทหารหญิงคนอื่น ๆ ยอมรับในตัวเธอให้ได้
หนงเจี้ยนยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาว "ผู้หมวด รอดูเรื่องสนุกเถอะครับ เรามาวางเดิมพันกันหน่อยไหมว่าใครจะแพ้ใครจะชนะ?"
ผู้หมวดจางกั๋วตงเลิกคิ้วขึ้นอย่างประหลาดใจ "จะมีอะไรให้น่าเดิมพัน? คุณคงไม่คิดว่าจางหนานจะชนะหรอกนะ?"
"อะไรก็เกิดขึ้นได้!" หนงเจี้ยนนึกถึงภาพที่จางหนานฝึกซ้อมอย่างเอาเป็นเอาตายในห้องขังเดี่ยว
"หึ ๆ พวกผู้เชี่ยวชาญรุ่นเก๋าอย่างคุณก็มีวันที่มองคนพลาดเหมือนกันแฮะ ผมว่าคุณคงกำลังจ้องเหล้าเหมาไถในห้องพักของผมอยู่ล่ะสิ... แต่คราวนี้คุณไม่ได้ดื่มหรอก"
"ก็ไม่แน่เสมอไปหรอกครับ!"
หนงเจี้ยนหัวเราะเบา ๆ พลางจิบน้ำต้มสุกเข้าไปช้า ๆ ทำท่าราวกับกำลังลิ้มรสเหล้าเหมาไถขวดนั้นที่ผู้หมวดจางกั๋วตงเก็บสะสมไว้ ซึ่งเขาหมายตามานานแสนนานแล้ว!