เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 39 พูดจาภาษาอะไรของแก!

บทที่ 39 พูดจาภาษาอะไรของแก!

บทที่ 39 พูดจาภาษาอะไรของแก!


บทที่ 39 พูดจาภาษาอะไรของแก!

“อาอวี๋ ทำไมอาถึงมั่นใจขนาดนั้นล่ะครับ?” เฉินสยงถามพลางหยิบบุหรี่ออกมาสองมือน้อมส่งให้อวี๋เทา

“ไอ้หนูนี่มันรู้จักวางตัวจริงๆ” อวี๋เทาพอใจมาก รับบุหรี่มาคาบไว้ที่ปาก เฉินสยงก็รีบจุดไฟแช็กให้ทันที

อวี๋เทาสูบบุหรี่พ่นควันโขมงอย่างสบายอารมณ์ “อาตกลงกับพ่อค้าหมู่บ้านใกล้เคียงไว้หมดแล้ว ว่าห้ามใครรับซื้อของจากหลี่รุ่ยเด็ดขาด ตอนนี้พวกเราจับมือเป็นพันธมิตรกันแล้ว”

“คนหากินวงการเดียวกัน ไม่มีใครกล้าแหกกฎหรอก”

“คอยดูเถอะ อีกเดี๋ยวหลี่รุ่ยก็ต้องซมซานเอาของกลับมาขายให้อาอย่างว่าง่าย”

เฉินสยงรีบประจบ “อาอวี๋ อาเส้นสายกว้างขวาง วิธีการเฉียบขาดจริงๆ วันหลังอาช่วยรับซื้อของบ้านผมในราคาพิเศษหน่อยได้ไหมครับ?”

ได้ยินแบบนั้น อวี๋เทาก็โอบไหล่เฉินสยง หัวเราะร่า “เฉินสยง เอ็งมันคนรู้ความ วันหลังถ้าเอ็งเอาของมาขาย อาไม่มีเหตุผลที่จะไม่ให้ราคาสูงหรอกน่า”

วาดฝันให้ความหวังไปก่อน

นี่คือสไตล์การทำงานของเขา

‘ไร้เล่ห์เหลี่ยมไม่ใช่พ่อค้า’

ถ้าไม่เจ้าเล่ห์เพทุบาย จะเป็นพ่อค้าได้ยังไง!

“อาอวี๋ งั้นพวกเราขอบคุณล่วงหน้าเลยนะคะ” สวีหลานจือยิ้มหน้าบาน

พูดจบ แววตาของนางก็ฉายแววเยาะเย้ย

วันนี้ต่อให้หลี่รุ่ยกับซูเซียงยวี่จะดิ้นรนไปทั่ว ก็ไม่มีทางขายของออกหรอก

พวกมันก็แค่เหนื่อยฟรี

เสียแรงเปล่า!

……

ในขณะเดียวกัน หลี่รุ่ยและซูเซียงยวี่ก็มาถึงหน้าภัตตาคารจวี้ฝูโหลว

หลี่รุ่ยกำลังจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรหา

ผู้จัดการล็อบบี้ เฉินซื่อชาง ก็เดินเข้ามาขวาง ถามเสียงห้วน “พวกคุณมาทำอะไร?”

“พวกเรามาขายอาหารทะเลครับ” หลี่รุ่ยยิ้มตอบ

“เสียใจด้วยนะ ภัตตาคารจวี้ฝูโหลวของเราไม่รับซื้ออาหารทะเลจากชาวบ้านรายย่อย” เฉินซื่อชางมองด้วยสายตาดูแคลน น้ำเสียงไม่เป็นมิตรเอาเสียเลย

สองคนนี้คิดอะไรอยู่เนี่ย!

ภัตตาคารใหญ่โตขนาดนี้ จะมารับซื้อของจากชาวบ้านตาดำๆ ได้ยังไง?

หลี่รุ่ยพยายามอธิบาย “พวกเราคือ...”

เฉินซื่อชางไม่เปิดโอกาสให้หลี่รุ่ยพูดจบ เขาโบกมือไล่เหมือนไล่หมูไล่หมา “ไปๆๆ รีบไปให้พ้น อย่ามาเกะกะขวางทางทำมาหากิน วันนี้ภัตตาคารเรามีแขกผู้ใหญ่มา พวกคุณมายืนขวางทางแบบนี้มันใช้ได้ที่ไหน!”

จังหวะนั้นเอง เอ้อจวินจื่อก็โทรเข้ามา

“พี่รุ่ย พี่กับพี่สะใภ้ถึงหรือยัง?” เอ้อจวินจื่อถามเสียงร่าเริง

“ถึงแล้ว ตอนนี้อยู่หน้าประตู แต่มีคนไม่ให้เข้า แถมยังไล่พวกฉันด้วย” หลี่รุ่ยรายงานตามจริง

เฉินซื่อชางเห็นหลี่รุ่ยกับซูเซียงยวี่ยังไม่ยอมไป

หน้าเขาก็ถมึงทึง ตวาดเสียงเขียว “บอกให้ไป ยังไม่รีบไปอีก!”

“เดี๋ยวผมกับเจ๊จะรีบออกไปเดี๋ยวนี้แหละ” เอ้อจวินจื่อเริ่มอารมณ์เสีย

พอกวางสาย หลี่รุ่ยก็เข็นรถสามล้อไปจอดหลบมุม

เฉินซื่อชางเห็นดังนั้น ก็ขมวดคิ้วยุ่ง “พวกคุณนี่มันยังไงฮะ? บอกไม่ไปอีก? ก็บอกแล้วไงว่าภัตตาคารเราไม่รับซื้อของจากพวกคุณ ไม่รับก็คือไม่รับ!”

หลี่รุ่ยหมดความอดทน สวนกลับทันควัน “ฉันจะจอดรถตรงนี้ มันไปหนักส่วนไหนของแกไม่ทราบ? ที่ตรงนี้เป็นที่ดินของภัตตาคารแกหรือไงฮะ!”

แม่งเอ๊ย! ให้เกียรติแล้วไม่ชอบ!

“นี่แกพูดจาภาษาอะไรฮะ!” เฉินซื่อชางชี้หน้าด่า

“แล้วแกน่ะ พูดจาภาษาอะไร!”

ทันใดนั้น เสียงเย็นเยียบทรงพลังของซ่งหลิง เถ้าแก่เนี่ยเจ้าของร้าน ก็ดังแทรกขึ้นมา

ตึก ตึก ตึก...

ซ่งหลิงสับส้นสูงสีดำ วิ่งเหยาะๆ ตรงเข้ามา

เอ้อจวินจื่อและสวีไห่ปิน (เชฟใหญ่) วิ่งตามหลังมาติดๆ

“คุณซ่ง” เฉินซื่อชางหันไปมอง ถึงกับสะดุ้งโหยง

“นั่นลูกพี่ฉัน พูดจากับลูกพี่ฉันให้มันดีๆ หน่อย” เอ้อจวินจื่อตบกบาลเฉินซื่อชางไปหนึ่งที

เฉินซื่อชางรีบกุมมือประสานที่อก โค้งตัวต่ำ ผงกหัวรัวๆ เหมือนไก่จิกข้าวสาร “ครับๆๆ ขอโทษครับ”

ซ่งหลิงเดินไปที่รถสามล้อ ชะโงกหน้าดูของในกระบะ แล้วก็ยิ้มแก้มปริ “มีปูจักจั่นธรรมชาติเยอะขนาดนี้จริงๆ ด้วย แถมตัวใหญ่ๆ ทั้งนั้นเลย”

“เป็นไงเจ๊ ผมไม่ได้โม้ใช่ไหมล่ะ!” เอ้อจวินจื่อเดินเข้ามาขิง

สวีไห่ปินเห็นของในกระบะรถ ก็ปาดเหงื่อบนหน้าผาก ถอนหายใจอย่างโล่งอก รอดตายแล้วกู!

ซ่งหลิงเงยหน้ามองหลี่รุ่ย ถามอย่างสุภาพ “ขอโทษนะคะ ไม่ทราบว่าคุณชื่ออะไรคะ?”

“ผมชื่อหลี่รุ่ยครับ เรียกว่าหลี่รุ่ยเฉยๆ ก็ได้” หลี่รุ่ยตอบ

“คุณหลี่รุ่ย รบกวนรอตรงนี้สักครู่นะคะ” ซ่งหลิงยิ้มหวาน จากนั้นหันไปตวาดเฉินซื่อชางเสียงเข้ม “ยืนบื้ออยู่ทำไมฮะ! รีบไปเรียกคนมาขนของเข้าไปในครัวสิ!”

“ครับๆๆ ได้ครับ!” เฉินซื่อชางรับคำลนลาน

แล้วรีบวิ่งแจ้นไปทางครัว

หลี่รุ่ยเห็นจังหวะเหมาะ จึงถามขึ้น “เรื่องราคาคิดยังไงครับ?”

เอ้อจวินจื่อรีบแทรก “เจ๊ ราคาต้องยุติธรรมนะ ห้ามกดราคาพี่รุ่ยเด็ดขาด”

ซ่งหลิงถลึงตาใส่น้องชายทีหนึ่ง ก่อนจะหันมาคุยกับหลี่รุ่ยด้วยรอยยิ้ม ชี้ไปที่ของในรถ “อาหารทะเลพวกนี้คุณภาพดีมาก ฉันให้ราคาตามนี้เลยค่ะ”

“หอยเบี้ยลายจุด ฉันให้จินละ 30 หยวน”

“หอยเชลล์ ฉันก็ให้จินละ 30 หยวนเหมือนกัน”

“ปูจักจั่นตัวเล็ก จินละ 80 ตัวกลางจินละ 180 ตัวใหญ่จินละ 300”

“ส่วนปูน้ำมันเหลืองสามตัวนี้ เป็นเกรดท็อปทั้งหมด ขานี่มันเยิ้มเลย ตัวเล็กฉันให้ 150 ตัวกลางฉันให้ 1,500 ส่วนตัวใหญ่สุดนั่น ฉันให้ 2,000 ค่ะ”

บอกราคาเสร็จ ซ่งหลิงก็เงยหน้าถามหลี่รุ่ย “ราคานี้ คุณหลี่พอใจไหมคะ?”

หลี่รุ่ยคำนวณในใจครู่หนึ่ง ก็พยักหน้า “พอใจครับ”

ราคาที่ซ่งหลิงให้ สูงกว่าอวี๋เทาลิบลับ

เสียแรงที่เขาอุตส่าห์เรียกอวี๋เทาว่า ‘อาอวี๋’

คนบ้านเดียวกันแท้ๆ แทนที่จะช่วยเหลือกัน

อวี๋เทากลับจ้องแต่จะเอาเปรียบ ‘คนบ้านเดียวกัน ฆ่ากันเองเจ็บแสบที่สุด’ จริงๆ

ซูเซียงยวี่ดีใจจนตาเป็นประกาย

เธอกระซิบข้างหูหลี่รุ่ย “เอ้อจวินจื่อพึ่งพาได้จริงๆ ด้วย”

ไม่นาน ของทะเลทั้งหมดก็ถูกขนเข้าไปในครัว

หอยเบี้ยลายจุด 30.5 จิน ขายได้ 915 หยวน

หอยเชลล์ 21.8 จิน ขายได้ 654 หยวน

ปูจักจั่นทั้งหมดขายได้ 5,332 หยวน

ปูน้ำมันเหลืองสามตัว ขายได้ 3,650 หยวน

รวมทั้งหมดเป็นเงิน 10,551 หยวน!

ได้ยินตัวเลขนี้ ซูเซียงยวี่รู้สึกหน้ามืดคล้ายจะเป็นลมเพราะความดีใจ

คุณพระช่วย!

เมื่อคืนเธอไปหาของทะเลกับหลี่รุ่ยแค่คืนเดียว หาเงินได้ตั้งหมื่นกว่าหยวน!

นี่มันบ้าไปแล้ว!

เงินเดือนเธอทั้งเดือน แค่สี่พันกว่าหยวนเองนะ

“คุณหลี่ ฉันปัดเศษให้เป็น 10,600 หยวน นะคะ คุณเอาบิลนี้ไปเบิกเงินที่แผนกการเงินได้เลย” ซ่งหลิงยื่นบิลที่เซ็นอนุมัติแล้วให้หลี่รุ่ย

“เมียจ๋า คุณรับไปสิ” หลี่รุ่ยไม่รับ แต่หันไปบอกซูเซียงยวี่

ซูเซียงยวี่ยังมึนๆ งงๆ อยู่

เธอลั่งเลอยู่ครู่หนึ่ง มือสั่นระริกขณะยื่นออกไปรับบิลใบนั้นมาถือไว้

“คุณหลี่ วันหลังถ้ามีของดีๆ แบบนี้อีก อย่าลืมเอามาขายให้จวี้ฝูโหลวนะคะ นี่นามบัตรฉันค่ะ” ซ่งหลิงยื่นนามบัตรให้หลี่รุ่ย

คราวนี้ หลี่รุ่ยรับนามบัตรเก็บใส่กระเป๋า

“ขอบคุณครับคุณซ่ง”

“งั้นพวกผมไปเบิกเงินก่อนนะครับ”

หลี่รุ่ยกล่าวขอบคุณ

ต่อจากนี้ไป มีภัตตาคารจวี้ฝูโหลวรับซื้อของแล้ว เขาไม่ต้องกังวลเรื่องหาที่ขายของไม่ได้อีกต่อไป

“เชิญค่ะ หวังว่าจะได้ร่วมงานกันบ่อยๆ นะคะ” ซ่งหลิงยิ้มอย่างเป็นมิตร

“พี่รุ่ย ไม่ต้องเกรงใจเจ๊ผมหรอก คนที่ต้องขอบคุณคือเจ๊ผมต่างหาก ถ้าไม่ได้พี่ เจ๊ผมคงแย่แน่ๆ” พอเดินออกมาจากห้องทำงาน เอ้อจวินจื่อก็หัวเราะร่า

จากนั้น เอ้อจวินจื่อก็เล่าเรื่องปัญหาที่พี่สาวเจอให้ฟัง

“เอ้อจวินจื่อ นี่เงินสองร้อย แกรับไป” หลี่รุ่ยยัดเงินสองร้อยใส่มือเอ้อจวินจื่อ

เอ้อจวินจื่อปฏิเสธหัวชนฝา

“พี่รุ่ย พี่ทำอะไรเนี่ย? เงินนี่ผมรับไม่ได้หรอก พี่เห็นผมเป็นคนยังไงฮะ!”

หลี่รุ่ยถลึงตาใส่ เอ้อจวินจื่อตกใจรีบยัดเงินใส่กระเป๋าทันที

“บอกให้รับก็รับไปสิวะ นี่เป็นค่านายหน้า”

“‘พี่น้องก็ส่วนพี่น้อง เรื่องเงินทองต้องคิดให้ชัดเจน’”

เอ้อจวินจื่อฉีกยิ้มกว้างจนเห็นเหงือก “พี่รุ่ย พี่เห็นผมเป็นพี่น้องจริงๆ สินะ!”

หลี่รุ่ยเบ้ปาก “พูดมากจริงนะแก!”

จบบทที่ บทที่ 39 พูดจาภาษาอะไรของแก!

คัดลอกลิงก์แล้ว