บทที่ 29 ราตรีแห่งการล้างแค้น
บทที่ 29 ราตรีแห่งการล้างแค้น
โกลบอลเกม ภาค 1: ได้รับการสนับสนุนโดยความลึกลับ
บทที่ 29 ราตรีแห่งการล้างแค้น
.
มองหาจนทั่ว แต่ซูฉางซิงก็ไม่พบโทรศัพท์มือถือของคนผู้นี้ ดูเหมือนว่ามันจะถูกปล้นไปแล้ว
เพียงแค่เห็นศพคนที่ถูกปล้นฆ่า เขาก็รู้ว่าทั้งอาคารคงถูกเคลียร์โดยคนจากองค์กรแห่งนั้นแล้ว
เป็นไปตามคาด เมื่อซูฉางซิงเดินตรวจสอบจากชั้นที่สองนับจากดาดฟ้าลงมาทีละชั้นก็พบซากศพซอมบี้จำนวนมากและยังพบศพมนุษย์ที่เต็มไปด้วยรอยช้ำอีกศพ คนผู้นี้ถูกทุบตีด้วยไม้จนตาย
“ดูเหมือนว่าอาคารนี้จะได้รับการเคลียร์แล้ว ไม่มีทั้งซอมบี้ และผู้รอดชีวิต”
ซูฉางซิงมีสีหน้าครุ่นคิด แต่ในกรณีนี้ สถานที่นี้นับว่าเป็นที่ปลอดภัยสำหรับเขา
ดังนั้นเขาจึงไปที่ห้องตรงหัวมุมแล้วล็อกประตู คลี่ถุงนอนออกวางบนพื้น ดื่มน้ำ แล้วเข้าไปนอนในถุงนอน
จู่ๆ ขนบนร่างกายก็ลุกเกรียว ซูฉางซิงลืมตาตื่นขึ้นอย่างฉับพลัน ความรู้สึกหวาดผวาเกิดขึ้นในใจ เขารับรู้ได้ถึงอันตราย
ก่อนที่เขาจะลุกขึ้น ก็ได้ยินเสียงดังโครม ประตูถูกถีบเปิดออกอย่างแรง ชิ้นส่วนของประตูไม้แตกกระจายไปทั่ว จนสร้างรอยขีดข่วนขึ้นบนมือของเขา
ชายในชุดเสื้อโค้ทยืนอยู่ที่ประตู ดวงตาของเขาเปล่งแสงสีฟ้าจางๆในความมืด ดูแปลกประหลาดมาก เลือดสีดำที่เปื้อนไปทั่วทั้งตัวก็ทำให้เขาดูเหมือนภูติผีที่ปีนขึ้นมาจากนรก
ซูฉางซิงหมอบเตรียมพร้อมอยู่บนพื้น และตรวจสอบจนแน่ใจแล้วว่าแสงสีฟ้าที่เห็นไม่ได้เกิดจากแสงสะท้อน แต่เป็นแสงจากดวงตาจริงๆ เขามองไปที่ชายคนนั้นแล้วพูดด้วยรอยยิ้มว่า “นี่แกตามหาฉันทั้งคืนเลยเหรอ?”
อู๋เหวินปี้กล่าวด้วยสีหน้าท่าทางเย็นชา “เพราะแก สมาชิกในทีมของเราเก้าคนต้องเสียชีวิต ดังนั้นการตามฆ่าแกจึงไม่มากเกินไป”
ซูฉางซิงกลั้นหายใจค่อยๆเอื้อมมือไปหยิบมีดเหล็กข้างตัว ชายที่อยู่ตรงหน้าสร้างความกดดันให้กับเขามาก
อู๋เหวินปี้มองการเคลื่อนไหวเล็กๆน้อยๆของซูฉางซิงด้วยรอยยิ้มหยัน และก้าวไปข้างหน้าก้าวใหญ่ แล้วแทงซูฉางซิงด้วยกระบี่สั้นในมือ
ทั้งคู่อยู่ห่างกันประมาณ 3 เมตร พูดตามเหตุผลแล้ว ซูฉางวิงมีโอกาสที่จะหยิบมีดเหล็กขึ้นมาและสู้กลับ
แต่จู่ๆ เขาก็รู้สึกหนังศีรษะชาวาบ ด้วยสัญชาตญาณเขาเลิกหยิบมีดและกลิ้งหลบไปด้านหลังทันที
กระบี่สั้นในมือของอู๋เหวินปี้เหวี่ยงออกมาได้เพียงครึ่งทาง ความเร็วก็เร่งขึ้นอย่างกะทันหัน เกิดเป็นภาพติดตามและเสียงกรีดอากาศแหลม
ซูฉางซิงเพิ่งรอดพ้นจากระเบิดทำลายล้าง
นี่ไม่ใช่การกวัดแกว่งกระบี่ธรรมดาๆอย่างแน่นอน ชายคนนี้มีพลังบางอย่างที่ช่วยให้การเคลื่อนไหวของมือเร่งความเร็วขึ้นได้อย่างกะทันหัน
ร่องรอยของความประหลาดใจปรากฏขึ้นบนใบหน้าของอู๋เหวินปี้ เขาคิดว่าปฏิกิริยาตอบสนองของเด็กคนนี้เร็วเกินไป จนดูเหมือนเริ่มหลบตั้งแต่ก่อนที่เขาจะโจมตี นี่เป็นการทำนายใช่ไหม?
แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาใหญ่ เขามีความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยมที่จะจัดการกับเจ้าเด็กสารเลวคนนี้
อู๋เหวินปี้ใช้เท้าข้างหนึ่งเหยียบบนมีดเหล็กแล้วยิ้มด้วยรอยยิ้มของผู้ชนะ “มันไม่ง่ายเลยที่จะมีอาวุธแบบนี้ น่าเสียดายที่มันไม่เหมาะกับฉัน”
ในเวลานี้ซูฉางซิงตกอยู่ในความเสียเปรียบอย่างแท้จริง หากไม่มีอาวุธ เขาก็ไม่สามารถเป็นคู่ต่อสู้ของชายคนนี้ได้ ถ้ามีมีดเหล็กเขาก็สามารถสู้กลับได้
ใบหน้าของซูฉางซิงเคร่งขรึม แต่ก็ยังพูดด้วยรอยยิ้ม “แกไม่ได้อยู่ยงคงกระพันสักหน่อย”
อย่างไรก็ตามเวลานี้เขายังมีโอกาสอยู่ ตราบใดที่เขาสามารถหยิบขวานที่เหน็บอยู่บนเป้ได้ เขาก็ยังสามารถสู้กลับได้
และตำแหน่งของเป้ก็อยู่ที่ปลายเท้าของเขา
“แกฆ่าสมาชิกในทีมของฉันไปสี่คน ฉันจะไม่ประเมินแกต่ำไป”
ขณะที่พูดอู๋เหวินปี้ก็พุ่งเข้าใส่ซูฉางซิง กระบี่สั้นในมือวาดเป็นเส้นเงาโค้งในความมืด เข้าใส่ใบหน้าของซูฉางซิง
ซูฉางซิงต้องถอยออกห่างอีกครั้ง ไม่มีโอกาสที่จะหยิบขวานขึ้นมาเลย แต่โชคดีที่ความเร็วโดยรวมของชายคนนี้ช้ากว่าเขาเล็กน้อย จึงหลีกเลี่ยงได้ไม่ยาก
“ฉันรู้ว่าแกยังมีขวานอยู่บนเป้ใบนี้ วิดีโอในฟอรัมได้เปิดโปงแกนานแล้ว”
อู๋เหวินปี้ยิ้มอย่างพอใจขณะมองไปยังเป้ แล้วถอนหายใจ “เกรงว่า ในนั้นคงมีของดีๆมากมาย น่าเสียดายที่มันไม่มีค่าสำหรับฉัน”
“ตามที่แกพอใจเหอะ”
ซูฉางซิงพูดอย่างใจเย็น และนึกตำหนิคนที่ถ่ายวิดีโออยู่ในใจ ถ้าเขาจับตัวคนถ่ายได้ เขาจะเล่นงานให้เจ็บอย่างแน่นอน
ซูฉางซิงหลบการโจมตีของอู๋เหวินปี้ได้สำเร็จอีกครั้ง และอู๋เหวินปี้ก็ไล่ต้อนเขาไปจนมุมอยู่ภายในห้อง
เมื่อเกือบจนมุมและไม่มีอะไรรอบตัวที่สามารถใช้เป็นอาวุธได้ เมื่อไม่มีอาวุธ เขาก็ไม่มีโอกาสพลิกสถานการณ์
ในขณะที่ชายในชุดโค้ทก็เป็นคู่ต่อสู้ที่น่าเกรงขาม เขาไม่เคยเปิดโอกาสให้ซูฉางซิงเลย และที่สำคัญกว่านั้น ทักษะการต่อสู้ของชายคนนี้ก็เหนือกว่าซูฉางซิงมาก
อย่างไรก็ตาม ซูฉางซิงก็ไม่ได้เปิดเผยข้อบกพร่องของเขาในการต่อสู้ หากชายในชุดโค้ทรู้ว่าทักษะการต่อสู้ของเขาด้อยกว่าแล้วล่ะก็ ชายคนนี้ก็อาจเปิดฉากเข้าโจมตีเขาโดยตรง
อู๋เหวินปี้ถือกระบี่สั้นเข้าโจมตีซูฉางซิงอย่างคาดเดาไม่ได้ บีบบังคับให้ซูฉางซิงไปอยู่ที่มุมห้องห่างจากหน้าต่าง
ซูฉางซิงรู้ทันทีว่าชายคนนี้คงเคยเห็นเขาปีนกำแพงมาก่อน ดังนั้นจึงบีบบังคับให้เขาออกห่างจากหน้าต่าง เพื่อป้องกันไม่ให้เขากระโดดออกทางหน้าต่างและหลบหนีไป
เมื่อไม่สามารถกระโดดหนีไปทางหน้าต่างได้ ซูฉางซิงก็ไม่สามารถต้านทานพลังโจมตีของชายในชุดโค้ทได้นานนัก
ระยะห่างระหว่างทั้งคู่ใกล้ขึ้นเรื่อยๆ และซูฉางซิงก็มีพื้นที่ให้หลบหลีกน้อยลงเรื่อยๆเช่นกัน
มือของอู๋เหวินปี้กลายเป็นภาพติดตาอีกครั้ง แล้วกระบี่สั้นก็ฟันใส่ใบหน้าของซูฉางซิง
ครั้งนี้ซูฉางซิงไม่สามารถหลบพ้น เขาทำได้เพียงมองดูกระบี่สั้นกรีดใบหน้าจนเป็นแผล เลือดไหลหยดลงบนหน้าอกอย่างหมดหนทาง มันร้อนวาบแต่ไม่เจ็บปวดเกินไป
แต่เนื่องจากซูฉางซิงยังคงเคลื่อนไหวหลบเลี่ยงบาดแผลจึงไม่ลึกเกินไป
ซูฉางซิงใช้มือข้างหนึ่งปิดบาดแผล ในขณะที่ถูกบังคับให้ไปที่มุมห้อง แต่ใบหน้าของเขาก็ยังคงดูผ่อนคลาย เขากล่าวขึ้นเบาๆว่า:
“เราประนีประนอมกันดีไหม อย่างเช่น ผมจะเข้าร่วมกับคุณ ทำงานให้คุณ”
(ผู้แปล - เปลี่ยนสรรพนามเล็กน้อยตามบริบทของการต่อรอง)
รอยยิ้มบนใบหน้าของอู๋เหวินปี้ชัดเจนยิ่งขึ้น เขาชอบให้คู่ต่อสู้ร้องขอความเมตตาอย่างนอบน้อม มันทำให้เขารู้สึกเหนือกว่า เขาจึงพูดด้วยรอยยิ้ม:
“อันที่จริง แกก็ไม่เลวเลย แกมีคุณสมบัติครบถ้วนที่จะเข้าร่วมกับเฉินซีของพวกเรา แต่ฉันอยากให้แกตาย หากไม่ใช่ฉันแต่เป็นคนอื่นแกอาจจะรอดก็เป็นได้ ฮ่าฮ่า”
“น่าเสียดายจริงๆ”
ซูฉางซิงกล่าวอย่างเสียใจ ดวงตาเป็นประกายวาบ เขาไม่ถอยอีกแล้ว แต่ก้าวไปข้างหน้า มือหนึ่งยกขึ้นปกป้องศีรษะ อีกมือซ่อนหลบสายตาไว้ และโน้มตัวพุ่งไปหาอู๋เหวินปี้ด้วยท่าทางสิ้นหวัง
อู๋เหวินปี้แสดงสีหน้ารังเกียจ ถ้าสิ้นหวังแล้ว เจ้าเด็กนี่ก็ไม่ใช่ภัยคุกคามอีกต่อไป เขาแทงกระบี่สั้นใส่หน้าอกซูฉางซิงอย่างรวดเร็ว
การแทงครั้งนี้เร็วมากจริงๆ
ก่อนที่ซูฉางซิงจะแตะถูกตัวชายในชุดโค้ท กระบี่สั้นก็แทงเข้าที่ลำตัว แต่เนื่องจากการโน้มตัวหลบ กระบี่สั้นจึงปักเข้าที่สะบักแทนที่จะแทงถูกจุดสำคัญ
ในขณะที่ถูกแทง ซูฉางซิงก็ใช้มือคว้าไปจับมือที่ถือกระบี่สั้นของอู๋เหวินปี้ ส่วนอีกมือก็เอื้อมไปที่พื้นคว้ามีดเหล็กใหม่เอี่ยมบนพื้นขึ้นมาสับไปที่ศีรษะของอู๋เหวินปี้
สถานการณ์พลิกกลับในทันที
ความหวาดกลัวปรากฏขึ้นบนใบหน้าของอู๋เหวินปี้ เขาไม่เข้าใจว่าทำไมมีดเหล็ก จู่ๆถึงได้ปรากฏขึ้นบนพื้น เขาต้องการกระชากมือที่ถูกจับไว้กลับมา แต่กลับพบว่าพละกำลังของเด็กหนุ่มคนนี้มีมากอย่างน่าประหลาดใจ
เขาจึงทำได้เพียงมองแสงเย็นยะเยียบของมีดเหล็กที่ฟันเข้าใส่พร้อมกับเสียงกรีดอากาศรุนแรงอย่างหมดหนทาง
แล้วอู๋เหวินปี้ก็ได้เห็นสีแดงแห่งความตาย
มีดเหล็กฟันเข้าใส่ศีรษะของอู๋เหวินปี้ เลือดอุ่นๆพุ่งกระฉูด ด้วยความสามารถในการแยกศีรษะของซูฉางซิง ทำให้เขาแยกศีรษะของมนุษย์ได้อย่างง่ายดาย
ภายใต้แรงมหาศาลที่ส่งมาจากมีดเหล็ก อู๋เหวินปี้ล้มลงไปด้านข้างกระแทกพื้นอย่างแรง และเสียชีวิตลงก่อนที่จะทันได้กรีดร้องด้วยซ้ำ