- หน้าแรก
- ย้อนเวลากลับมาเป็นยอดคุณพ่อ
- บทที่ 20 แล้วถ้าเจ๊งขึ้นมาจะทำยังไง
บทที่ 20 แล้วถ้าเจ๊งขึ้นมาจะทำยังไง
บทที่ 20 แล้วถ้าเจ๊งขึ้นมาจะทำยังไง
บทที่ 20 แล้วถ้าเจ๊งขึ้นมาจะทำยังไง
เหวินเสี่ยวฮุ่ยทอดสายตามองด้วยความอ่อนโยน “ได้สิลูก”
พูดจบ เธอก็หันไปพูดกับหลี่อี้หยางเสียงเบา “ต่อไปถ้าคุณกับลูกหิวก็กินก่อนได้เลยนะ ไม่ต้องรอฉัน”
“ไม่เป็นไรหรอกครับ เราเป็นครอบครัวเดียวกัน กินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากันดีที่สุด แต่ถ้าวันไหนอันอันหิวมากจริงๆ ผมจะให้ลูกรองท้องกินน้ำแกงไปก่อน” หลี่อี้หยางตอบยิ้มๆ
บนโต๊ะอาหาร ทั้งเหวินเสี่ยวฮุ่ยและหลี่อี้หยางต่างก้มหน้าก้มตากินข้าวกันเงียบๆ โดยไม่มีใครพูดอะไร
ครอบครัวของพวกเขาไม่ได้นั่งกินข้าวด้วยกันอย่างสงบสุขแบบนี้มานานมากแล้ว นานจนไม่รู้ว่าจะชวนคุยเรื่องอะไรดี
สุดท้าย หลี่อี้หยางก็เป็นฝ่ายทำลายความเงียบขึ้นมาก่อน “ที่รัก... ผมกะว่าจะทำธุรกิจ คุณอยากจะมาทำด้วยกันไหม?”
เหวินเสี่ยวฮุ่ยนึกขึ้นได้ว่าหลี่อี้หยางมีเงินติดตัวอยู่สองล้านกว่าหยวน ลางสังหรณ์บางอย่างบอกว่านี่ไม่ใช่เรื่องดี แต่ในเมื่อเป็นเงินของเขา เธอเองก็ไม่อยากจะไปบงการอะไรมากนัก
เธอจึงถามกลับไป “อยู่ดีๆ นึกครึ้มอะไรขึ้นมาถึงอยากทำธุรกิจ? อีกอย่างคุณไม่มีประสบการณ์เลยนะ แล้วถ้าเกิดเจ๊งขึ้นมาจะทำยังไง?”
เธอไม่ชอบความเสี่ยง เธอชอบชีวิตที่เรียบง่ายและมั่นคงแบบนี้มากกว่า
ขอแค่หลี่อี้หยางไม่กลับไปเล่นการพนัน เธอมั่นใจว่าเงินก้อนนั้นมากพอที่จะทำให้พวกเธอแม่ลูกอยู่อย่างสบายไปได้ตลอดชีวิต
หลี่อี้หยางวางตะเกียบลง สีหน้าจริงจัง “ผมรู้มาว่ามีโรงงานแปรรูปเต้าหู้ที่หนึ่งกำลังจะเจ๊งและประกาศเซ้งกิจการ ผมเลยกะจะไปรับช่วงต่อ”
โรงงานเต้าหู้?
เหวินเสี่ยวฮุ่ยขมวดคิ้วสวยทันที “ที่เขาจะเซ้งก็แปลว่าธุรกิจมันไปไม่รอด แล้วคุณจะเข้าไปรับช่วงต่อตอนนี้ ไม่เท่ากับเข้าไปตามเช็ดก้นให้เขาเหรอ?
ฉันรู้นะว่าคุณอยากหาเงิน แต่ฉันไม่อยากให้คุณหน้ามืดตามัวลงทุนมั่วซั่ว
ถามจริงๆ เถอะ คุณมีความรู้เรื่องการบริหารไหม? คุณรู้ขั้นตอนการผลิตหรือเปล่า? อะไรก็ไม่รู้สักอย่าง อาศัยแค่ว่ามีเงินเย็นในมือหน่อยก็ริจะไปเป็นเถ้าแก่ แบบนี้มันไม่ใช่เอาเงินไปละลายแม่น้ำเล่นหรือไง?”
ในสายตาของเธอ การที่หลี่อี้หยางจะไปเทคโอเวอร์โรงงานเต้าหู้ที่กำลังจะเจ๊ง ไม่มีทางที่จะทำกำไรได้เลย มีแต่จะเจ๊งกับเจ๊ง
หลี่อี้หยางรู้อยู่แล้วว่าเหวินเสี่ยวฮุ่ยต้องคัดค้าน แต่ในเมื่อเขากล้าที่จะรับช่วงต่อ เขาย่อมมีวิธีที่จะพลิกฟื้นให้มันกลับมาทำกำไรได้
ในชาติก่อน เขาบังเอิญได้สูตรลับการทำเต้าหู้ชนิดต่างๆ มา
ไม่ว่าจะเป็นเต้าหู้แข็ง เต้าหู้อ่อน เต้าหู้แห้งพะโล้ หรือเต้าหู้หมักซอส รสชาติของมันเหนือชั้นกว่าโรงงานทั่วไปหลายสิบเท่า
เขาเชื่อมั่นว่า ใครก็ตามที่ได้ลิ้มลองเต้าหู้สูตรของเขา จะต้องติดใจจนถอนตัวไม่ขึ้น
แถมการเข้าเทคโอเวอร์ตอนนี้ เขาสามารถใช้เงินลงทุนที่น้อยที่สุด เพื่อสร้างผลกำไรที่มหาศาลในอนาคต
“หลี่อี้หยาง คุณไม่ใช่คนหัวการค้านะ เราใช้ชีวิตเรียบง่ายแบบนี้ไม่ดีกว่าเหรอ?” เหวินเสี่ยวฮุ่ยเห็นสามียังดูไม่ถอดใจ จึงพูดเตือนสติอีกครั้ง
“ที่รัก ผมยังไม่ได้ลองทำเลย คุณรู้ได้ยังไงว่าผมทำไม่ได้ ถ้าคุณไม่อยากทำร่วมกับผม งั้นผมจะลุยคนเดียวก่อน รอให้โรงงานเข้าที่เข้าทางแล้ว คุณค่อยมาช่วยผมตอนนั้นก็ยังไม่สาย”
เหวินเสี่ยวฮุ่ยมองคนที่ดื้อรั้นยืนกรานความคิดตัวเองแล้วก็รู้สึกเหนื่อยใจ “ในเมื่อคุณไม่ยอมฟังฉัน ก็ตามใจ!”
พูดจบ เธอก็ก้มหน้าก้มตากินข้าวต่อ ไม่สนใจหลี่อี้หยางอีก
ส่วนอันอันที่นั่งอยู่ข้างๆ กำหมัดน้อยๆ ชูขึ้นมา “พ่อจ๋า สู้ๆ นะ อันอันเชื่อใจพ่อ!”
หลี่อี้หยางมองท่าทางน่ารักน่าชังของลูกสาวแล้วยิ้มกว้าง “ขอบใจมากนะลูกรัก พ่อจะพยายามเต็มที่ เพื่อให้หนูกับแม่ได้มีชีวิตที่ดี”
“ฉันอิ่มแล้ว คุณค่อยๆ กินนะ” จู่ๆ เหวินเสี่ยวฮุ่ยก็วางตะเกียบลงด้วยสีหน้าเย็นชา แล้วลุกเดินกลับเข้าห้องนอนไป
เธอยังคงมองไม่เห็นทางเลยว่าหลี่อี้หยางจะพลิกวิกฤตโรงงานร้างให้เป็นโอกาสได้ยังไง
แต่เธอก็รู้ดีว่าที่หลี่อี้หยางดิ้นรนทำขนาดนี้ ก็เพื่อให้เธอกับลูกมีชีวิตที่ดีขึ้น เธอเลยไม่อยากพูดจาบั่นทอนจิตใจเขามากไปกว่านี้
แต่ทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่างานนี้ต้องขาดทุนยับเยินแน่ๆ แต่กลับพูดเตือนไม่ได้ ความอึดอัดนี้ทำเอาเธอหงุดหงิดจนแทบบ้า
เมื่อเผชิญกับความไม่ไว้วางใจของภรรยา หลี่อี้หยางไม่ได้พูดอะไร เขาจะใช้การกระทำเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าสายตาของเขาไม่มีทางพลาด
เช้าวันรุ่งขึ้น หลังทานมื้อเช้าเสร็จ ขณะที่เหวินเสี่ยวฮุ่ยกำลังจะออกไปทำงาน เธอก็อดไม่ได้ที่จะหันมาถามหลี่อี้หยางอีกครั้ง “คุณคิดจะเซ้งโรงงานเต้าหู้นั่นจริงๆ เหรอ?”
หลี่อี้หยางพยักหน้า “จริงครับ คุณวางใจเถอะ ผมจะทำให้มันฟื้นคืนชีพขึ้นมาให้ได้”
แววตาของเขามั่นคงเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจที่ฉายออกมาจากอินเนอร์ข้างใน
เหวินเสี่ยวฮุ่ยชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกระทืบเท้าเบาๆ อย่างขัดใจ “เงินของคุณนี่ อยากจะลงทุนอะไรก็เชิญ ฉันไม่ยุ่งด้วยแล้ว!”
“ผม...” หลี่อี้หยางกำลังจะอ้าปากพูด แต่เหวินเสี่ยวฮุ่ยก็สะบัดหน้าเดินออกจากบ้านไปทิ้งไว้เพียงแผ่นหลังที่ดูงอนตุ๊บป่อง เขาได้แต่ยิ้มอย่างจนใจ
หลังจากภรรยาไปทำงาน หลี่อี้หยางเก็บกวาดโต๊ะอาหาร แล้วไปส่งอันอันที่โรงเรียนอนุบาล
จากนั้น เขาก็ขับรถเช่ามุ่งหน้าไปยังโรงงานแปรรูปเต้าหู้
สาเหตุที่เขารู้เรื่องโรงงานนี้จะเซ้ง ก็เพราะความทรงจำจากชาติก่อน
โรงงานเต้าหู้นี้เปิดมาสิบกว่าปีแล้ว ถือว่ามีชื่อเสียงพอสมควรในเมืองชิงเฉิง กิจการก็ไปได้สวยมาตลอด
แต่พอยุคสมัยเปลี่ยน การแข่งขันสูงขึ้น โรงงานที่ยึดติดกับวิธีการผลิตแบบดั้งเดิม ไม่มีการพัฒนาหรือสร้างสรรค์สินค้าใหม่ๆ ก็เริ่มอยู่ยาก
ในขณะที่โรงงานอื่นพากันวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์เต้าหู้ที่รสชาติดีขึ้น หลากหลายขึ้น
นานวันเข้า ออเดอร์ของโรงงานแห่งนี้ก็น้อยลงเรื่อยๆ จนถึงขั้นรายรับไม่พอกับรายจ่าย
สุดท้ายเจ้าของโรงงานจำใจต้องประกาศเซ้งกิจการ
และนั่นก็เป็นจุดจบของโรงงานเต้าหู้เก่าแก่ที่ต้องปิดตำนานลงอย่างน่าเสียดาย หายไปจากท้องตลาดอย่างไร้ร่องรอย
ในตอนนั้น หลี่อี้หยางยังนึกเสียดายแทน อุตส่าห์สร้างแบรนด์มาตั้งนาน สุดท้ายกลับมาตายตอนจบ
ดังนั้น ชาตินี้เขาจึงตั้งใจจะมารับช่วงต่อ จะทำให้โรงงานนี้กลับมารุ่งเรืองอีกครั้ง ยึดครองตลาดเมืองชิงเฉิง แล้วขยายอาณาจักรออกไปสู่ระดับมณฑล สร้างแบรนด์ของตัวเองให้ยิ่งใหญ่
เมื่อมาถึงโรงงาน บรรยากาศช่างแตกต่างจากความรุ่งเรืองในอดีตอย่างสิ้นเชิง มันดูเงียบเหงาและรกร้าง
คนงานหลายคนกำลังเก็บข้าวของเตรียมตัวกลับบ้านเกิด
ลุงยามที่เฝ้าหน้าประตูเห็นหลี่อี้หยางเดินดุ่มๆ เข้ามา ก็ขี้เกียจแม้แต่จะเอ่ยปากถาม ปล่อยให้เข้าไปตามสบาย
ยังไงโรงงานก็เจ๊งแล้ว คงไม่มีใครมาขโมยอะไรหรอก หรือต่อให้จะมาขโมยก็ช่างหัวมัน
หลี่อี้หยางเดินเข้าไปหาลุงยามแล้วถาม “ลุงครับ ผู้จัดการโรงงานอยู่ไหมครับ?”
“มาหาผู้จัดการมีธุระอะไร?” ลุงยามนั่งเอนหลังอยู่ในป้อมยามโดยไม่ขยับตัว
จริงๆ ไม่ต้องถามแกก็เดาได้
ช่วงนี้มีคนแวะเวียนมาหาผู้จัดการ บอกว่าจะมาขอซื้อโรงงานเยอะแยะ แต่พอเห็นสภาพโรงงานจริงๆ ก็หนีหายกันไปหมด ไม่มีใครเอาจริงสักราย
จนผู้จัดการโมโห สั่งแกไว้ว่าอย่าปล่อยให้ใครเข้าไปกวนใจอีก
หลี่อี้หยางใจเย็นตอบกลับ “ผมอยากจะมาขอเซ้งโรงงานครับ รบกวนลุงช่วยพาไปพบผู้จัดการหน่อยได้ไหมครับ”
“เอางี้ เอ็งลองเดินดูรอบๆ โรงงานด้วยตัวเองก่อน ถ้าดูแล้วยังแน่ใจว่าอยากจะเซ้งจริงๆ ค่อยกลับมาหาข้า!” ลุงยามโบกมือไล่อย่างรำคาญ
เจอไม้นี้เข้าไป หลี่อี้หยางก็รู้ทันทีว่าลุงแกคงไม่พาไปหาผู้จัดการแน่ๆ เขากำลังจะหันไปถามคนงานแถวนั้นแทน
จู่ๆ เสียงที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นจากด้านหลัง “น้องชายหลี่!”
หลี่อี้หยางหันขวับไปมอง ก็เห็นเฉิงไท่อันในชุดสูทเต็มยศเดินออกมาจากอาคารผลิต เขารู้สึกแปลกใจเล็กน้อย ในความทรงจำของเขา เฉิงไท่อันไม่น่าจะมีความเกี่ยวข้องอะไรกับโรงงานเต้าหู้นีนี่นา ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ได้?
แต่ถึงจะสงสัย เขาก็ยิ้มทักทายกลับไป “สวัสดีครับเถ้าแก่เฉิง!”
เฉิงไท่อันเดินตรงเข้ามาหาพร้อมเอ่ยถาม “น้องชายหลี่มาทำอะไรที่นี่ครับเนี่ย?”
“ผมได้ข่าวว่าโรงงานนี้กำลังจะปล่อยเซ้ง ก็เลยสนใจจะมารับช่วงต่อน่ะครับ” หลี่อี้หยางตอบตามตรง เรื่องแบบนี้ไม่มีความจำเป็นต้องปิดบัง
“พูดกันตามตรงนะ โรงงานนี้ผลประกอบการแย่มาก คุณมารับช่วงต่อตอนนี้มีแต่จะขาดทุนย่อยยับนะ!” เฉิงไท่อันพูดเตือนด้วยความหวังดี
ยังไงซะหลี่อี้หยางก็เคยช่วยเขาไว้ครั้งใหญ่ เขาจะทนดูผู้มีพระคุณกระโดดลงกองไฟได้ยังไง!
แม้ว่าเจ้าของโรงงานนี้จะเป็นญาติห่างๆ ของเขา แต่ความสัมพันธ์อันน้อยนิดนั้น เทียบไม่ได้เลยกับบุญคุณที่หลี่อี้หยางมีต่อเขา