เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 18 คำพูดแบบนี้สิถึงจะสมเป็นลูกผู้ชาย

บทที่ 18 คำพูดแบบนี้สิถึงจะสมเป็นลูกผู้ชาย

บทที่ 18 คำพูดแบบนี้สิถึงจะสมเป็นลูกผู้ชาย


บทที่ 18 คำพูดแบบนี้สิถึงจะสมเป็นลูกผู้ชาย

“ที่รัก รถคันนี้อาจจะดูไม่ค่อยหรูหราเท่าไหร่ คุณทนนั่งไปก่อนนะ รอผมหาเงินก้อนโตได้เมื่อไหร่ ผมจะซื้อคฤหาสน์หลังใหญ่ ซื้อรถหรูๆ ให้คุณได้เป็นคุณนายกับเขาบ้าง!” หลี่อี้หยางพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง

ถ้าเป็นเมื่อสองวันก่อน หลี่อี้หยางมาพูดจาขายฝันแบบนี้ เหวินเสี่ยวฮุ่ยคงด่าเขาว่าฝันกลางวันไปแล้ว

แต่ตอนนี้มันต่างออกไป เขาเพิ่งหาเงินสองล้านหยวนได้ง่ายๆ ในพริบตาเดียว

ถึงอย่างนั้น เธอก็ไม่ได้ต้องการความร่ำรวยล้นฟ้า เธอหวังเพียงให้หลี่อี้หยางเป็นเหมือนในตอนนี้ไปตลอดชีวิต แค่นั้นเธอก็พอใจแล้ว

เธอจึงตอบกลับไปว่า “ฉันไม่ต้องการชีวิตหรูหราหรอก ขอแค่ครอบครัวเราอยู่กันพร้อมหน้าอย่างสงบสุขก็พอแล้ว”

ยิ่งเธอพูดแบบนี้ ความรู้สึกผิดในใจของหลี่อี้หยางก็ยิ่งทวีคูณ

คนอย่างเขาไปทำบุญด้วยอะไรมา ชาตินี้ถึงได้ภรรยาที่แสนดีและเพียบพร้อมขนาดนี้

แต่เขากลับไม่เคยเห็นค่า ไม่รู้จักรักษาเธอไว้ ช่างน่าตายนัก!

เมื่อมาถึงตลาดสด หลี่อี้หยางเลือกซื้อไก่แก่ที่เพิ่งเชือดสดๆ ตัวหนึ่ง กะจะเอาไปตุ๋นบำรุงร่างกายให้สองแม่ลูก

นอกจากนี้ยังซื้อกุ้งลายเสือ เนื้อวัว ปลากะพง และผักสดอีกหลายอย่าง

เมื่อเห็นหลี่อี้หยางซื้อของสดมาเยอะแยะขนาดนั้น เหวินเสี่ยวฮุ่ยก็อดทักไม่ได้ “ซื้อไปเยอะขนาดนี้จะกินหมดเหรอ?”

หลังจากต้องใช้ชีวิตอย่างประหยัดอดออมมาหลายปี เธอกลายเป็นคนขี้เหนียวโดยไม่รู้ตัว เห็นอะไรฟุ่มเฟือยก็อดบ่นไม่ได้

หลี่อี้หยางยิ้มตอบ “วางใจเถอะ หมดแน่นอน เย็นนี้อาเจี๋ยก็กินข้าวบ้านเราไม่ใช่เหรอ? ผู้ชายสองคนกินจุจะตาย!”

กว่าจะกลับมาจากตลาด ฟ้าก็มืดสนิทแล้ว เหวินเฉิงเจี๋ยมีกุญแจสำรองของบ้าน เขาจึงมาถึงก่อนและกำลังนั่งดูการ์ตูนเป็นเพื่อนอันอันอยู่

พอได้ยินเสียงประตูเปิด อันอันก็รีบกระโดดลงจากโซฟา วิ่งถลาไปที่ประตูพร้อมตะโกนเสียงใส “พ่อจ๋า!”

หลี่อี้หยางวางถุงกับข้าวในมือลง แล้วอุ้มลูกสาวตัวน้อยขึ้นมาหอมแก้มซ้ายขวาฟอดใหญ่ “อยู่บ้านดื้อกับน้าเจี๋ยไหมครับลูก?”

“อันอันเป็นเด็กดี เชื่อฟังที่สุดเลย พ่อซื้อของอร่อยมาฝากหนูไหมจ๊ะ?” อันอันถามเสียงหวาน

“อันอันชอบกินเนื้อไม่ใช่เหรอ? วันนี้พ่อซื้อเนื้อมาเยอะแยะเลย แล้วก็นี่... ขนมของหนู เอาไปกินรองท้องก่อนนะลูก แต่ห้ามกินเยอะนะ เดี๋ยวจะกินข้าวเย็นไม่ลง!” หลี่อี้หยางวางลูกสาวลงบนโซฟา แล้ววางถุงขนมไว้บนโต๊ะรับแขก

ภาพพ่อลูกหยอกล้อกันอย่างมีความสุข ในสายตาของเหวินเฉิงเจี๋ยกลับดูเหมือนการแสดงละครกลบเกลื่อนความผิด เขาอดไม่ได้ที่จะพูดเหน็บแนม “แหม... พอปัญหาที่บริษัทพี่สาวฉันคลี่คลาย ก็รีบโผล่หัวมาเชียวนะ มาแกล้งทำดีซื้อขนมให้ลูก กลัวพี่สาวฉันจะขอหย่าล่ะสิ?”

เหวินเสี่ยวฮุ่ยเห็นน้องชายไม่รู้ตื้นลึกหนาบางก็มาแขวะสามี จึงรีบปราม “อาเจี๋ย พูดกับพี่เขยแบบนั้นได้ยังไง? ถ้าว่างนักก็มาช่วยพี่เด็ดผักในครัวไป!”

“เจ้! ทำไมเจ้ต้องไปเข้าข้างคนไร้น้ำยาอย่างมันด้วย? ไหนบอกว่ามันจะช่วยแก้ปัญหาบริษัทไง สุดท้ายก็หายหัว ปล่อยเจ้ไปเผชิญหน้าคนเดียว ผู้ชายพรรค์นี้พึ่งพาไม่ได้หรอก เจ้อย่าทนอีกเลย หย่าๆ ไปซะเถอะ เดี๋ยวผมหาคนที่ดีกว่ามันเป็นหมื่นเท่ามาให้”

ยิ่งพูดยิ่งเลยเถิด เหวินเสี่ยวฮุ่ยเหลือบมองหลี่อี้หยางอย่างกังวล แต่เมื่อเห็นว่าเขาไม่ได้โกรธเคืองอะไร

เธอจึงเบาใจลง แต่ก็ยังทำหน้าดุใส่น้องชาย “อาเจี๋ย ต่อไปห้ามพูดคำว่าหย่าให้พี่ได้ยินอีก พี่จะไม่หย่ากับพี่เขยแกเด็ดขาด”

“ทำไมล่ะเจ้?” เหวินเฉิงเจี๋ยถามด้วยความไม่อยากเชื่อ

เหวินเสี่ยวฮุ่ยถอนหายใจ “แกเข้าใจพี่เขยผิดแล้ว ปัญหาที่บริษัท เขาเป็นคนจัดการให้พี่จริงๆ วิกฤตครั้งนี้ผ่านไปได้ก็เพราะเขา แล้วเรื่องที่เขาท้าพนันกับประธานไท่อันกรุ๊ปที่โรงพยาบาล ผลออกมาแล้วว่าเขาพูดถูก

โรงงานเหล็กเหอฮว่าลดสเปกวัสดุจนตึกที่สร้างด้วยเหล็กของเจ้านั้นถล่มลงมาจริงๆ ไม่เชื่อแกก็ลองค้นข่าวดูสิ!”

เหวินเฉิงเจี๋ยอ้าปากค้าง ตกตะลึงจนพูดไม่ออก เขาอยากจะเชื่อแต่ก็ไม่กล้าเชื่อ

พอตั้งสติได้ เขารีบควักมือถือออกมาค้นหาข่าวทันที

“พวกคุณนั่งพักที่ห้องรับแขกเถอะ ผมไปทำกับข้าวเอง เสร็จแล้วเดี๋ยวเรียก”

ระหว่างที่เหวินเฉิงเจี๋ยกำลังก้มหน้าก้มตาเช็กข่าว หลี่อี้หยางก็หิ้วถุงกับข้าวเดินเข้าครัวไป

ไม่นานนัก เสียงร้องอุทานของเหวินเฉิงเจี๋ยก็ดังลั่นห้องรับแขก “เฮ้ย! เรื่องจริงดิ! ขยะอย่างมันรู้ได้ยังไงว่าโรงงานนั้นปลอมแปลงวัสดุ?”

“ขยะอะไร นั่นพี่เขยแก!”

ได้ยินเสียงเหวินเสี่ยวฮุ่ยแก้ต่างให้ หลี่อี้หยางที่อยู่ในครัวยิ้มกว้างอย่างที่ไม่เคยมีความสุขเท่านี้มาก่อน

เวลากินข้าว เหวินเสี่ยวฮุ่ยและเหวินเฉิงเจี๋ยมองอาหารหน้าตาหน้าทาน กลิ่นหอมฉุยสี่อย่างบวกซุปอีกหนึ่งถ้วยบนโต๊ะด้วยความตะลึง

“นี่... นายทำเองจริงๆ เหรอ?” เหวินเฉิงเจี๋ยถามเสียงติดอ่าง

หลี่อี้หยางเลิกคิ้ว “ในครัวนอกจากฉันแล้วยังมีคนอื่นอีกหรือไง?”

จนถึงตอนนี้ เหวินเสี่ยวฮุ่ยถึงเพิ่งมั่นใจว่า ที่หลี่อี้หยางบอกว่าไปทำบะหมี่ส่านซีได้เงินมาหมื่นนึง เขาไม่ได้โกหกเธอ

เพียงแต่แต่งงานกันมาหลายปี เธอไม่เคยเห็นเขาเข้าครัวเลยสักครั้ง เธอเลยเข้าใจมาตลอดว่าเขาทำอาหารไม่เป็น ที่ไหนได้... เขาไม่ใช่ทำไม่เป็น แต่เขาแค่ไม่อยากทำให้กินต่างหาก

“พ่อจ๋า กับข้าวอร่อยจังเลย!” อันอันที่ล้างมือแล้ว ใช้มือจับน่องไก่ขึ้นมากัดคำโต ปากมันแผล็บ เคี้ยวตุ้ยๆ อย่างมีความสุข จนทำเอาคนอื่นน้ำลายสอ

หลี่อี้หยางมองลูกสาวด้วยสายตาเอ็นดู “อร่อยก็กินเยอะๆ นะลูก ต่อไปอยากกินอะไรบอกพ่อ เดี๋ยวพ่อทำให้กินทุกอย่างเลย!”

พูดจบ เขาก็หันไปพูดกับผู้ใหญ่สองคนที่ยังไม่ยอมแตะตะเกียบ “มัวมองหน้ากันทำไม กินสิครับ!”

เหวินเสี่ยวฮุ่ยและเหวินเฉิงเจี๋ยถึงได้เริ่มคีบเนื้อวัวเข้าปาก

ตอนแรกพวกเขายังสงสัยว่าอาจจะแค่หน้าตาดีแต่รสชาติไม่ได้เรื่อง ใครจะไปคิดว่าพอกินคำแรกเข้าไปแล้ว จะหยุดไม่ได้

แต่ด้วยความที่วางมาดใส่หลี่อี้หยางไว้เยอะ ทั้งคู่เลยต้องรักษภาพพจน์ ค่อยๆ เคี้ยวอย่างสุภาพ

ทำเอาหลี่อี้หยางแอบสงสัยว่าหรือฝีมือทำอาหารของเขาจะตกลงไป

“หลี่อี้หยาง อย่าคิดนะว่าช่วยพี่สาวฉันครั้งนี้แล้วฉันจะเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อนาย ถ้านายกล้าแตะต้องพี่สาวฉันอีก ฉันไม่เอานายไว้แน่”

โบราณว่า 'กินบนเรือนขี้รดบนหลังคา' เหวินเฉิงเจี๋ยปากเคี้ยวข้าวฝีมือเขาตุ้ยๆ แต่ปากก็ยังไม่วายขู่ฟอดๆ!

หลี่อี้หยางไม่โกรธ ไม่ไม่พอใจ แต่กลับพยักหน้าอย่างหนักแน่น “วางใจเถอะ จะไม่มีวันนั้นอีกแล้ว!”

“คำพูดแบบนี้สิถึงจะสมเป็นลูกผู้ชาย หวังว่านายจะทำได้อย่างที่พูด!” เหวินเฉิงเจี๋ยยกแก้วเหล้าขึ้น หลี่อี้หยางเห็นดังนั้นจึงรีบยกแก้วขึ้นชนทันที

เหวินเสี่ยวฮุ่ยมองดูผู้ชายสองคนนั่งกินข้าวด้วยกันอย่างสงบสุขเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี ในใจก็เริ่มมีความหวังกับอนาคตขึ้นมาเรืองรอง

หลังมื้ออาหาร เหวินเฉิงเจี๋ยที่ไม่ค่อยได้ดื่มเหล้าเริ่มมีอาการเมามาย

หลี่อี้หยางจึงเรียกแท็กซี่และนั่งไปส่งเขากลับบ้าน นี่เป็นครั้งแรกในรอบสามปีที่เขาได้กลับมาเหยียบบ้านแม่ยาย

ไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากมา แต่ทุกครั้งที่มา แม่ยายมักจะทำหน้าบึ้งตึงใส่ และพูดจาถากถางด้วยถ้อยคำรุนแรง

นานวันเข้า เขาเลยไม่อยากมาให้ใครด่า

ยิ่งหลังจากที่เหวินเสี่ยวฮุ่ยต้องบากหน้าไปขอยืมเงินพ่อแม่หนึ่งหมื่นหยวนเพื่อมาใช้หนี้พนันให้เขา ความสัมพันธ์ก็ยิ่งแตกร้าว

'จางฉิน' แม่ยายของเขาถึงขั้นประกาศตัดขาด ยื่นคำขาดว่าถ้าเหวินเสี่ยวฮุ่ยยังไม่หย่ากับเขา ก็ห้ามเหยียบเข้าบ้านนี้อีก

นับตั้งแต่นั้นมา เหวินเสี่ยวฮุ่ยก็ไม่ได้กลับไปเยี่ยมบ้านเกิดอีกเลยเป็นเวลากว่าสองปีแล้ว

จบบทที่ บทที่ 18 คำพูดแบบนี้สิถึงจะสมเป็นลูกผู้ชาย

คัดลอกลิงก์แล้ว