เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 12: ผู้นำทาง 12

บทที่ 12: ผู้นำทาง 12

บทที่ 12: ผู้นำทาง 12


เหวินชิงช้อนตาขึ้นมองอย่างกล้าๆ กลัวๆ ก็เห็นโจวโจวกำลังหลุบตามองเขาเขม็ง ราวกับกำลังจับผิดว่าเขาพูดโกหกอยู่หรือเปล่า

ผ่านไปครู่ใหญ่ โจวโจวถึงยอมเอ่ยปากเสียงขรึม "ผมจะรอคุณ"

"ม-ไม่ต้องหรอกครับ" เหวินชิงรีบส่ายหน้าปฏิเสธเป็นพัลวัน

โจวโจวคลี่ยิ้มบางๆ แล้วพูดย้ำอีกครั้ง "ไม่เป็นไรครับ"

"ไม่ต้องอายหรอก"

เหวินชิงแทบจะร้องไห้อยู่รอมร่อ เขาไม่ได้อายสักหน่อย

เขาออกจะกลัวด้วยซ้ำไป

แต่เขาคงพูดออกไปตรงๆ ไม่ได้ว่า "ผมค่อนข้างกลัวคุณครับ แล้วก็ไม่อยากอยู่กับคุณสองต่อสองด้วย"

เหวินชิงเค้นสมองคิดหาเหตุผลที่ฟังดูเข้าท่าที่สุด ก่อนจะกระซิบตอบโจวโจวเสียงแผ่ว "ค-คุณทำแบบนี้มันจะรบกวนผม—"

"คุณไปพักผ่อนเถอะครับ ไม่ต้องรอผมหรอก"

โจวโจวจ้องหน้าเขาอีกครั้ง

ร้อยวันพันปีเหวินชิงไม่เคยโกหกใคร หัวใจของเขาเต้นโครมครามจนแทบจะหลุดกระดอนออกมานอกอก และในที่สุดเขาก็ได้ยินโจวโจวครางรับเบาๆ ในลำคอ

"ถ้าต้องการอะไรก็เรียกชื่อผมได้เลยนะครับ" โจวโจวบอก

เหวินชิงลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก พยักหน้ารับคำ แล้วเดินหายเข้าไปในห้องน้ำชั้นล่างพร้อมกับลงกลอนประตูเสร็จสรรพ

เขาวักน้ำเย็นลูบหน้า มองเงาสะท้อนของตัวเองในกระจก แล้วค่อยๆ เรียบเรียงความคิด

ผู้เล่นที่งดออกเสียงจะต้องเผชิญหน้ากับสัตว์ประหลาด ผู้เล่นที่โหวตผิดมีโอกาสตั้งคำถามได้

กฎกติกามันไม่ได้ซับซ้อนอะไรเลย แต่ระบบกลับจงใจปิดบังข้อมูลและชักนำให้พวกเขาหลงทาง... ผู้นำทางนี่มันเป็นชื่อเรียกหรือความสามารถพิเศษกันแน่นะ?

หรือว่า... ไม่ใช่อย่างใดอย่างหนึ่งเลย?

เหวินชิงกัดริมฝีปากแน่น ถ้าระบบจงใจหลอกพวกเขาจริงๆ ความเป็นไปได้ที่จะไม่ใช่อย่างใดอย่างหนึ่งเลยก็น่าจะมีเปอร์เซ็นต์สูงกว่าหรือเปล่า?

"กริ๊ก—"

จู่ๆ ลูกบิดประตูก็ขยับ แล้วบานประตูก็ค่อยๆ แง้มออกช้าๆ

เหวินชิงตกใจสุดขีดจนก้าวถอยหลังกรูด สายตาจ้องเขม็งไปที่ช่องว่างหลังประตูอย่างหวาดระแวง

ไม่มีใครอยู่หลังบานประตูนั้น ไม่มีอะไรเลยสักอย่าง

บางทีอาจจะเป็นอะไรบางอย่างที่เขามองไม่เห็น

คำว่า 'ผี' ผุดขึ้นมาในหัวอีกครั้ง ใบหน้าของเหวินชิงซีดเผือดลงทันตา ความเย็นยะเยือกลามเลียไปตามไขสันหลัง

เขาจ้องมองออกไปนอกประตูตาไม่กะพริบ ปากก็ละล่ำละลักถาม "ม-มีใครอยู่ไหมครับ?"

"มีคนอยู่ตรงนี้ไง" จู่ๆ หัวของอวี้ซิงก็โผล่พรวดออกมาจากหลังกำแพง พร้อมกับรอยยิ้มยียวนกวนประสาทบนใบหน้า

เขาจงใจแกล้งกันชัดๆ... เหวินชิงเม้มปากแน่น ความกลัว ความโกรธ และความรู้สึกอื่นๆ ตีรวนกันมั่วไปหมดจนขอบตาร้อนผ่าว

เขาพยายามกลั้นน้ำตาเอาไว้ แต่พออ้าปากพูด น้ำเสียงสั่นเครือก็สะท้อนอารมณ์ความรู้สึกออกมาจนหมดเปลือก "ค-คุณนี่มันประสาท..."

ยิ่งคิด เหวินชิงก็ยิ่งทั้งโกรธทั้งน้อยใจจนน้ำตาไหลพราก

เขายังไม่ได้ทำอะไรผิดเลยสักนิด

"ทำไมคุณต้องคอยหลอกให้ผมกลัวอยู่เรื่อยเลย? ผมไม่ได้ไปทำอะไรให้คุณสักหน่อย ไม่ได้ไปยั่วโมโหคุณด้วย..."

นายยั่วโมโหฉันไปแล้วต่างหาก อวี้ซิงคิดในใจ

เขามองเหวินชิงที่ดวงตาแดงก่ำชุ่มฉ่ำไปด้วยหยาดน้ำตา ขนตางอนยาวเปียกชื้นลู่ลงอย่างน่าสงสาร

ท่าทางยังดูน่ารังแกเหมือนเดิม แต่ไม่รู้ทำไม จู่ๆ อวี้ซิงก็เกิดรู้สึกใจอ่อนขึ้นมาดื้อๆ

เขาครางรับในลำคอแล้วพูดเสียงอ่อนลง "ฉันไม่ได้ตั้งใจซะหน่อย"

เหวินชิงเถียง "คุณตั้งใจชัดๆ!"

"ผมล็อกประตูไว้แล้วแท้ๆ"

คำพูดที่ตั้งใจจะแสดงความโกรธเกรี้ยว กลับอ่อนยวบลงเพราะเสียงสะอื้นไห้ ฟังดูเหมือนการออดอ้อนเสียมากกว่า

อวี้ซิงลอบขำในใจ ก่อนจะพูดหน้าตาเฉยว่า "ประตูไม่ได้ล็อกซะหน่อย"

"ถ้าล็อกแล้วฉันจะเปิดเข้ามาได้ยังไงล่ะ? นายแน่ใจเหรอว่าล็อกแล้ว? หรือว่ากลอนมันเสีย?"

เหวินชิงชะงักกึกหยุดร้องไห้ อวี้ซิงพูดด้วยความมั่นใจเสียจนเขาเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าเมื่อกี้ตัวเองได้ล็อกประตูไปหรือเปล่า

ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาก็สะอื้นตอบ "ผ-ผมไม่รู้"

อวี้ซิงยกยิ้มมุมปาก หมุนลูกบิดประตูจากด้านนอกให้ดู แล้วหันมาบอกเหวินชิง "ดูเหมือนกลอนมันจะเสียนะ ล็อกไม่ได้หรอก"

"เรื่องนี้นายจะมาโทษฉันไม่ได้นะ จริงไหม?"

เขาพูดต่อ "ฉันเห็นมีคนอยู่ข้างในก็เลยจะเดินออกไป แต่นายเรียกฉัน ฉันก็เลยเดินกลับมาไง"

เหวินชิงเม้มปาก ดูเหมือนจะเป็นแบบนั้นจริงๆ แฮะ... เขาหลุบตาลงต่ำแล้วกระซิบเสียงแผ่ว "ขอโทษครับ"

อวี้ซิงกลั้นขำ ดึงผ้าเช็ดตัวที่แขวนอยู่ออกมาแล้วโยนใส่หน้าอกของเหวินชิง "เช็ดหน้าซะสิ เจ้าเด็กขี้แย"

เหวินชิงกำชายผ้าเช็ดตัวไว้แน่นแล้วเอ่ยขอบคุณเบาๆ

"ข-ขอบคุณครับ"

อวี้ซิงพิงกำแพง เอียงคอมองแผ่นหลังบอบบางอรชรของอีกฝ่าย

เดี๋ยวก็โกรธ เดี๋ยวก็ขอโทษ แล้วก็มาขอบคุณ... หลอกง่ายชะมัด

เหวินชิงเอาผ้าเช็ดตัวชุบน้ำเช็ดหน้า เช็ดตาเสร็จก็เอาไปแขวนไว้ที่เดิม กำลังจะเดินออกจากห้องน้ำ แต่จู่ๆ อวี้ซิงก็ก้าวมาขวางหน้าแล้วปิดประตูห้องน้ำลง

อวี้ซิงขยิบตาให้เขาพร้อมกับกระซิบถามเสียงเบา "ตอนนี้มีใครตกเป็นผู้ต้องสงสัยหรือยัง?"

"ฉันโหวตตามนายได้นะ"

เหวินชิงส่ายหน้า "ไม่มีครับ"

"ยังไม่มีอีกเหรอ?"

อวี้ซิงเลิกคิ้ว ขยับเข้าไปใกล้เหวินชิง "เมื่อกี้ฉันยังไม่มีโอกาสได้ถามนายเลย ทำไมนายถึงไม่มีผู้ต้องสงสัยเลยล่ะ?"

นานๆ ทีอีกฝ่ายจะยอมคุยเรื่องจริงจัง เหวินชิงก็เลยตอบกลับอย่างจริงจังเช่นกัน "เพราะดูไม่มีใครเข้าข่ายเลยครับ"

"อย่างแรกเลย ผมตัดสามคนที่ถือไพ่เทพออกไปก่อน เพราะไพ่ของพวกคุณสำคัญมากและน่าจะเกี่ยวข้องกับการหาตัวผู้นำทาง ส่วนอีกสี่คนที่เหลือ ผมก็ไม่ใช่แน่ๆ แล้วโจวโจว เฉินอีอี กับหลี่ซือเหวินก็ดูเครียดและอยากจะหาผู้นำทางให้เจอไวๆ กันทั้งนั้น"

พอได้ยินคำว่า 'ดูเครียด' อวี้ซิงก็แค่นหัวเราะแล้วถาม "นายกำลังจะบอกว่าไม่มีผู้นำทางอยู่จริงงั้นสิ?"

เหวินชิงส่ายหน้าอีกครั้ง "ถ้ากฎบอกว่ามี มันก็ต้องมีสิครับ"

"ผมคิดว่าพวกเราน่าจะพลาดเบาะแสอะไรที่สำคัญมากๆ ไปแน่ๆ แต่ผมก็คิดไม่ออกเหมือนกันว่ามันคืออะไร"

อวี้ซิงผิวปาก ยกมือขึ้นปรบมือแปะๆ "ไม่ยักรู้แฮะว่าเด็กขี้ขลาดอย่างนายก็พอจะมีสมองกะเขาเหมือนกัน"

เหวินชิง: "..."

ตกลงนี่เขาด่าหรือชมกันแน่เนี่ย?

เหวินชิงเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถามกลับ "แล้วคุณล่ะครับ? คุณคิดยังไง?"

"ฉันน่ะเหรอ..." อวี้ซิงยิ้มกริ่ม ลากเสียงยาว "ก็คิดเหมือนกายนั่นแหละ"

เหวินชิงเดาไม่ออกเลยว่าอีกฝ่ายแค่พูดส่งๆ หรือคิดแบบเดียวกันจริงๆ เขาจึงได้แต่ครางรับในลำคอ

เขาเงยหน้าขึ้นก็เห็นอวี้ซิงยังคงจ้องมองเขาอยู่

แต่คราวนี้สายตาไม่ได้เหมือนกำลังมองลูกหมาลูกแมวเหมือนครั้งก่อนๆ แต่มันคือสายตาที่กำลังพินิจพิเคราะห์อย่างละเอียดถี่ถ้วน ราวกับกำลังค้นหาอะไรบางอย่างบนใบหน้าของเขา

เหวินชิงยกมือขึ้นลูบหน้าตัวเองโดยสัญชาตญาณ

เห็นดังนั้น อวี้ซิงก็หลุดหัวเราะออกมาแล้วถาม "ตอนนี้รู้สึกยังไงบ้าง?"

แววตาของเหวินชิงฉายแววงุนงง "หมายความว่ายังไงครับ 'รู้สึกยังไง'?"

อวี้ซิงจ้องลึกเข้าไปในดวงตาสีน้ำตาลอ่อนของเขาอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อไม่พบความผิดปกติใดๆ เขาก็ยักไหล่ "ไม่มีอะไรก็ดีแล้วล่ะ"

'ไม่มีอะไรก็ดีแล้ว' นี่มันหมายความว่ายังไงกันนะ?

เหวินชิงยิ่งงงหนักเข้าไปใหญ่

เขากำลังจะอ้าปากถาม แต่อวี้ซิงกลับเดินดุ่มๆ ไปที่ชักโครก เอียงคอมองเขาอย่างเกียจคร้านแล้วทำท่าจะปลดเชือกผูกชุดคลุมอาบน้ำ "อะไร? อยากดูหนอนน้อยของฉันเหรอ?"

เหวินชิง: "..."

อวี้ซิง: "ถ้าเห็นแล้ว นายต้องรับผิดชอบฉันด้วยนะ"

"..."

เหวินชิงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องรีบเดินหนีออกจากห้องน้ำ พร้อมกับดึงประตูปิดให้เสร็จสรรพ

พอกลับมาถึงห้องนั่งเล่น มันก็ว่างเปล่าไร้ผู้คน มีเพียงเสียงเข็มนาฬิกาบนผนังที่เดินดังกึกกัก

เหวินชิงทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ เขาไม่อยากกลับเข้าไปในห้องนอนเลย

ตอนนี้จะห้าทุ่มแล้ว เขาไม่กล้าอยู่คนเดียวในห้องนั่งเล่นอีกต่อไป

ทั้งหมาสามหัวแล้วก็พวกผีในหนังระทึกขวัญ มักจะโผล่มาตอนเที่ยงคืนกันทั้งนั้น

เหวินชิงมโนจนหลอนตัวเอง เสียวสันหลังวาบ รีบผุดลุกขึ้นยืน วิ่งหน้าตั้งขึ้นไปชั้นสอง พุ่งพรวดเข้าไปในห้องทำงาน แล้วก็ต้องเบรกเอี๊ยดกะทันหัน

มีคนอยู่ในห้องทำงาน

การที่มีคนอยู่มันก็ไม่ได้แปลกอะไรหรอก แต่ที่แปลกก็คือ คนคนนั้นดันเป็น ซือคง

นี่เป็นครั้งแรกเลยที่เหวินชิงเห็นซือคงเข้ามาอยู่ในห้องทำงาน

ซือคงนั่งอยู่หลังโต๊ะทำงาน ราวกับได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวที่หน้าประตู เขาจึงเงยหน้าขึ้นปรายตามองเหวินชิง บนใบหน้าไม่มีร่องรอยความหงุดหงิดรำคาญใจเหมือนอย่างเคย แต่ริมฝีปากที่เม้มเข้าหากันเล็กน้อยกลับยิ่งขับเน้นให้ใบหน้าคมคายนั้นดูเย็นชาและดุดันมากยิ่งขึ้น

เหวินชิงคิดว่าตัวเองคงเดินเสียงดังเกินไปจนรบกวนการอ่านหนังสือของอีกฝ่าย จึงรีบเอ่ยปากขอโทษเสียงแผ่ว

ซือคงปรือตาขึ้นแล้วลุกจากเก้าอี้ เดินตรงเข้ามาหาเขา

ซือคงตัวสูงมาก เกือบร้อยเก้าสิบเซนติเมตร เหวินชิงสูงแค่ระดับหน้าอกของเขาเท่านั้น ทำให้ต้องแหงนหน้าคอตั้งบ่าถึงจะมองเห็นหน้าอีกฝ่ายได้

จังหวะที่แหงนหน้าขึ้นมอง เหวินชิงก็อดไม่ได้ที่จะลอบมองมัดกล้ามเนื้อของซือคง

อืม... ล่ำบึ้กน่าดูเลยแฮะ

ดูน่าเกรงขามสุดๆ... เขาคงไม่ต่อยเราหรอกมั้ง?

เขากล่าวขอโทษอีกครั้ง "ขอโทษที่เข้ามารบกวนนะครับ"

"ไม่ได้รบกวน" ซือคงตอบสั้นๆ แค่สองคำด้วยน้ำเสียงเย็นชา

เหวินชิงชะงัก "ง-งั้น แล้วคุณ..."

แล้วจู่ๆ เดินเข้ามาหาทำไมล่ะ?

เขาเอียงคอเล็กน้อย ปอยผมหน้าม้าตกลงมาปรกหน้าผากอย่างเป็นธรรมชาติ เผยให้เห็นคิ้วและดวงตาคู่สวยที่ฉายแววงุนงงสับสน

เหมือนลูกแกะตัวน้อยที่หลงฝูงเข้ามากลางดงหมาป่าไม่มีผิด

ซือคงขมวดคิ้วมุ่นก่อนจะพ่นประโยคหนึ่งออกมา "อยู่ให้ห่างจากพวกนั้นไว้ แล้วนายจะเคลียร์เกมนี้ได้"

พูดจบ เขาก็หมุนตัวเดินออกจากห้องทำงานไป

เหวินชิงได้แต่งุนงง ใบหน้าเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม

พวกนั้นคือใคร?

ให้อยู่ห่างจากใครล่ะ?

ทำไมไม่มีใครพูดอะไรให้มันชัดเจนเคลียร์ๆ ไปเลยนะ!

เหวินชิงหันขวับเตรียมจะวิ่งตามซือคงไปถามให้รู้เรื่อง แต่พอเดินไปถึงประตู เขาก็เหลือบไปเห็นเงาของโจวโจวแวบๆ อยู่ในห้องนอนฝั่งตรงข้ามเยื้องๆ กัน

เขารีบเบรกตัวโก่งแล้วถอยกรูดกลับเข้ามาในห้องทำงานตามเดิม

เอาไว้ค่อยถามพรุ่งนี้ก็แล้วกัน

แม้จะรู้ดีว่าการเอาแต่หลบหน้าหลบตาไม่ใช่การแก้ปัญหา แต่เหวินชิงก็คิดหาวิธีอื่นไม่ออกจริงๆ ในตอนนี้ เขาทำได้เพียงแค่ภาวนาในใจขอให้โจวโจวอารมณ์เย็นลงและกลับมาเป็นปกติไวๆ ก็พอ

เหวินชิงปิดประตูห้องทำงาน ทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ แล้วฟุบหน้าหลับไปบนโต๊ะทำงาน

ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ แต่เหวินชิงงัวเงียได้ยินเสียงเปิดประตูห้องทำงาน พร้อมกับเสียงถอนหายใจแผ่วเบาของใครบางคน

เขาซุกหน้าลงกับท่อนแขน สัมผัสได้ถึงความอบอุ่นจางๆ ที่แผ่ซ่านมาบริเวณแผ่นหลัง ก่อนจะผล็อยหลับไปอีกครั้งโดยไม่รู้ตัว

เมื่อเหวินชิงตื่นขึ้นมา ก็พบว่ามีผ้าห่มผืนบางคลุมร่างเขาอยู่

เขาขยี้ตาแล้วเงยหน้าขึ้นมอง ก็เห็นอาจารย์จี้นั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวข้างๆ ส่งยิ้มบางๆ มาให้พลางเอ่ยถาม "นอนฟุบอยู่ตรงนี้ทั้งคืนเลยเหรอครับ?"

เหวินชิงสูดลมหายใจเฮือก "นี่เช้าแล้วเหรอครับ?"

อาจารย์จี้พยักหน้ารับ

เหวินชิงยืดตัวนั่งหลังตรง ผ้าห่มผืนบางก็ร่วงหล่นลงมา

เขาพับผ้าห่ม คืนให้อาจารย์จี้ แล้วพูดเสียงเบา "ขอบคุณครับอาจารย์"

อาจารย์จี้หยิบผ้าห่มไปวางแหมะไว้บนเก้าอี้อีกตัวอย่างไม่ใส่ใจนัก แล้วตอบกลับเสียงเรียบ "ยินดีครับ"

"คุณเจอหนังสือเล่มนี้เหรอ?" เขายื่นมือออกไปเคาะเบาๆ ลงบนหนังสือภาษาจีนที่วางอยู่บนโต๊ะ

เหวินชิงปรายตามองแล้วส่ายหน้า "เปล่าครับ"

หนังสือเล่มนี้วางอยู่บนโต๊ะตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว

คนเมื่อคืนที่อยู่ในห้องทำงาน...

"ดูเหมือนคุณซือคงจะเป็นคนอ่านนะครับ" เหวินชิงบอก

"งั้นเหรอครับ" อาจารย์จี้หัวเราะในลำคอเบาๆ หลุบตาลงเพื่อซ่อนเร้นอารมณ์ความรู้สึกบางอย่าง แล้วพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "เขาเจอเบาะแสที่สำคัญมากเลยล่ะครับ"

เบาะแสอะไรเหรอ?

เหวินชิงตกใจ ก้มหน้าลงไปมองที่หนังสือ

【พระเจ้าทรงโปรดปรานมนุษย์วัยหนุ่มสาวมากที่สุด พวกเขาบริสุทธิ์ผุดผ่อง ไร้เดียงสา และเต็มเปี่ยมไปด้วยทัศนคติอันงดงามต่อทุกสรรพสิ่งบนโลกใบนี้】

【ทว่าสิ่งสวยงามมักจะอยู่ได้ไม่นาน เมื่อกาลเวลาล่วงเลยผ่านไป ความคิดอันชั่วร้ายและกิเลสตัณหาที่จะกัดกินทำลายจิตวิญญาณ จะค่อยๆ คืบคลานเข้าครอบงำมนุษย์วัยหนุ่มสาวทีละน้อย เรียงลำดับจากรุนแรงมากที่สุดไปหาน้อยที่สุด ได้แก่: ความเย่อหยิ่ง, ความริษยา, ความโกรธเกรี้ยว, ความเกียจคร้าน, ความโลภ, ความตะกละ, ราคะ และความหดหู่ซึมเศร้า...】

เหวินชิงยังอ่านไม่ทันจบ อาจารย์จี้ก็โพล่งขึ้นมาเสียก่อน "เหวินชิง คุณไม่คิดว่าทุกคนเริ่มมีอาการแปลกๆ ไปบ้างเหรอครับ?"

ดวงตาของเหวินชิงเบิกกว้าง ตื่นเต้นดีใจจนแทบจะร้องไห้

ในที่สุดก็มีคนปกติที่รู้สึกเหมือนเขาเสียที!

เขาพยักหน้าหงึกๆ อย่างเอาเป็นเอาตาย "ใช่ครับๆ"

เหวินชิงเอียงตัวเข้าไปใกล้ เอามือท้าวพนักแขนเก้าอี้ แล้วกระซิบกระซาบกับอาจารย์จี้เสียงเบา "กงอวิ๋นอวิ๋นก็จู่ๆ ก็หงุดหงิดขี้โมโห เฉินอีอีก็สติแตกไปเลย ส่วนโจวโจว... เมื่อคืนหลี่ซือเหวินเองก็ดูแปลกๆ ไปนิดหน่อยครับ อาการคล้ายๆ กับกงอวิ๋นอวิ๋นตอนแรกๆ เลย"

อาจารย์จี้หรี่ตาลงครึ่งหนึ่ง จับจ้องระยะห่างระหว่างเขากับเหวินชิงที่ขยับเข้ามาใกล้กันมากขึ้น แล้วคลี่ยิ้มบางๆ "คุณมีความคิดเห็นยังไงบ้างครับ?"

เหวินชิงตอบตามตรง "ผมคิดว่าทุกคนน่าจะเครียดและกดดันกันมากเกินไปน่ะครับ"

อาจารย์จี้ค้าน "ไม่น่าจะใช่นะครับ"

"ต่อให้กดดันแค่ไหน นิสัยใจคอของคนเราก็ยากที่จะเปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือได้ในเวลาสั้นๆ ขนาดนี้หรอกครับ พวกเขาแตกต่างจากตอนแรกๆ มากเกินไป คุณว่าไหม?"

น้ำเสียงของเขานุ่มนวลและเยือกเย็น ทำเอาเหวินชิงรู้สึกเหมือนได้ย้อนเวลากลับไปเรียนมัธยมปลายตอนที่มีอาจารย์มานั่งอธิบายโจทย์ให้ฟังตัวต่อตัวไม่มีผิด

"จริงด้วยครับ" เหวินชิงพยักหน้าเห็นด้วย แล้วเอ่ยถามเสียงเบา "แล้วมันเป็นเพราะอะไรเหรอครับอาจารย์?"

อาจารย์จี้ยกมือขึ้นชี้ไปที่คำศัพท์หลายๆ คำบนหน้ากระดาษตามลำดับ

ความหดหู่ซึมเศร้า

ความโกรธเกรี้ยว

ความริษยา

"ตอนนี้คนที่แสดงอาการชัดเจนก็มีเฉินอีอี, กงอวิ๋นอวิ๋น, แล้วก็โจวโจวครับ" เขาบอก

เหวินชิงกะพริบตาปริบๆ จู่ๆ ก็เหมือนจะเข้าใจอะไรบางอย่างขึ้นมาลางๆ แต่ก็ยังมีความสับสนหลงเหลืออยู่ "อาจารย์หมายความว่านี่คือสาเหตุที่พวกเขาเปลี่ยนไปงั้นเหรอครับ?"

อาจารย์จี้เอนหลังพิงพนักเก้าอี้แล้วอธิบายต่อ "บ้านพักหลังนี้มีบางอย่างผิดปกติครับ"

"มันส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจและอารมณ์ความรู้สึกของทุกคน ทำให้จิตใจเสื่อมทรามลงเรื่อยๆ"

เหวินชิงเม้มปากแน่น นี่ก็เป็นกับดักอีกอันที่ระบบไม่ได้บอกพวกเขาสินะ

เขาก้มหน้าลงมองตัวหนังสือบรรทัดหนึ่งในหนังสือ รู้สึกสับสนงุนงง

ความเปลี่ยนแปลงของโจวโจวเกิดจากความริษยางั้นเหรอ?

เหวินชิงอดรนทนไม่ไหวจนต้องเอ่ยปากถาม "อาจารย์ครับ โจวโจวเขาไปริษยาอะไรใครเหรอครับ?"

มุมปากของอาจารย์จี้ยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย ตอบเสียงเรียบ "บางทีเขาอาจจะอิจฉาความอิสระไร้พันธะของอวี้ซิงก็ได้มั้งครับ"

อิจฉาอวี้ซิงเนี่ยนะ?

เหวินชิงยังคงไม่ค่อยเข้าใจกระจ่างนัก แต่ด้วยความเคยชินเหมือนตอนอยู่ในห้องเรียน ถึงจะไม่เข้าใจก็ต้องพยักหน้าไว้ก่อน

แสดงว่าพฤติกรรมบ้าบิ่นไม่สนโลกของอวี้ซิงก็อาจจะเป็นผลพวงมาจากบ้านพักหลังนี้เหมือนกันงั้นสิ?

ขณะที่กำลังครุ่นคิด จู่ๆ เขาก็ได้ยินอาจารย์จี้พูดขึ้นมาว่า "ความจริงแล้ว อารมณ์ความรู้สึกของผมเองก็เริ่มจะปั่นป่วนนิดหน่อยเหมือนกันครับ รู้สึกหงุดหงิดงุ่นง่านแบบไม่มีสาเหตุเลย"

เหวินชิงเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าหล่อเหลาหมดจดของอีกฝ่าย แล้วพูดหน้าตาย "ผมไม่เห็นจะสังเกตเห็นเลยครับ"

อาจารย์จี้อธิบาย "ผมค่อนข้างจะเก่งเรื่องการควบคุมอารมณ์น่ะครับ ก็แหม เดี๋ยวนี้มีนักเรียนดื้อๆ ให้ปราบเยอะจะตายไป"

เหวินชิงครางรับเบาๆ ในลำคอ

อาจารย์จี้ปรือตาขึ้น จ้องมองเหวินชิงนิ่งๆ แล้วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนแกมหลอกล่อ "แล้วคุณล่ะครับ?"

กิเลสตัณหาของคุณคืออะไร?

เหวินชิงชะงักกึก ก่อนจะก้มหน้างุด ใบหูแดงซ่าน เอ่ยตอบตะกุกตะกักด้วยความเขินอาย "ผ-ผมรู้สึกกลัวครับ..."

ผมอยากจะร้องไห้...

จบบทที่ บทที่ 12: ผู้นำทาง 12

คัดลอกลิงก์แล้ว