- หน้าแรก
- เกมบำเพ็ญเพียรขนานแท้
- บทที่ 11 เบื้องหลังความไม่ลงรอยของสองพี่น้อง
บทที่ 11 เบื้องหลังความไม่ลงรอยของสองพี่น้อง
บทที่ 11 เบื้องหลังความไม่ลงรอยของสองพี่น้อง
บทที่ 11 เบื้องหลังความไม่ลงรอยของสองพี่น้อง
แม้จะข้ามมิติมายังโลกใบนี้ได้หลายวันแล้ว แต่สำหรับซูเสียน ทิวทัศน์ภายนอกที่เขาได้เห็นจริงๆ ก็มีเพียงแค่ช่วงระยะทางสั้นๆ ตอนกลับมาจากโรงพยาบาลเท่านั้น!
แม้จะอยากออกไปเดินเตร็ดเตร่ดูโลกกว้างสักรอบ แต่น่าเสียดายที่บ้านเดี่ยวที่ซูเสียนพักอาศัยอยู่ในตอนนี้เป็นบ้านในเขตการศึกษาที่ทางโรงเรียนมอบให้ ซึ่งอยู่ใกล้กับโรงเรียนมัธยมเฉาหยางมาก ต่อให้เดินทอดน่องแบบสบายอารมณ์ ก็ใช้เวลาแค่สิบกว่านาทีก็ถึงที่หมายแล้ว
โรงเรียนมัธยมเฉาหยาง ตั้งชื่อตามเมืองเฉาหยาง... เรียกได้ว่าเป็นสถาปัตยกรรมที่เป็นแลนด์มาร์กที่สุดของเมืองเลยทีเดียว
ต่างจากโรงเรียนที่คุ้นเคยในชาติก่อน โรงเรียนแห่งนี้จะเรียกว่าสถานศึกษาคงไม่ถูกนัก น่าจะเรียกว่า "สำนักยุทธ์" เสียมากกว่า...
ท่ามกลางมหานครที่การจราจรคับคั่ง กลับมีขุนเขาขนาดมหึมาที่ถูกเคลื่อนย้ายมาด้วยอิทธิฤทธิ์อันมหาศาล ลอยตระหง่านอยู่กลางเวหา หากมองจากภายนอก จะเห็นศาลาเก๋งจีน ระเบียงทางเดินที่คดเคี้ยว และตึกสูงระฟ้าตั้งตระหง่านเสียดฟ้า
สำนักโบราณผสมผสานกับสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ได้อย่างลงตัว ส่วนยอดสูงสุดนั้นแทงทะลุเข้าไปในม่านเมฆ มองเห็นแสงจากอักขระของค่ายกลกะพริบวิบวับไปทั่ว ราวกับแดนสวรรค์!
ดูท่า โรงเรียนเหล่านี้คงวิวัฒนาการมาจากสำนักในยุคก่อนจริงๆ สินะ
และในเวลานี้ ซึ่งตรงกับเวลาเข้าเรียน รอบด้านจึงเต็มไปด้วยนักเรียนที่ทยอยเดินขึ้นบันไดสู่ประตูสำนักอย่างไม่ขาดสาย มีทั้งเด็กสาววัยแรกรุ่น บัณฑิตวัยกลางคนอายุสามสิบกว่า ไปจนถึงโลลิน้อยน่ารักวัยสิบเอ็ดสิบสองขวบ...
โรงเรียนแห่งนี้ไม่ใช่การศึกษาภาคบังคับ ขอเพียงมีความสามารถเพียงพอ ไม่ถามอายุ ไม่ถามเพศ ก็สามารถเข้าเรียนที่นี่ได้ทั้งสิ้น
ตลอดทางที่เดินดู ซูเสียนอดทึ่งไม่ได้กับการผสมผสานอันน่าอัศจรรย์ระหว่างวิทยาศาสตร์และการฝึกตน แต่เขาไม่ได้หยุดดูนานนัก เพราะวันนี้เขามีธุระต้องทำเยอะมาก
ห้อง G!
ในระดับชั้นต้นแล้ว นี่เรียกได้ว่าเป็นห้องบารวย... เอ้ย ห้องรั้งท้ายสุดกู่เลยทีเดียว
ที่แท้เมื่อก่อนฉันในโรงเรียนนี้ ก็เป็นพวกหางแถวเหมือนกันงั้นเหรอ?
ซูเสียนบ่นพึมพำในใจ กวาดสายตามองไปรอบๆ เพื่อนร่วมชั้นที่น่าจะเคยร่วมเรียนกันมาหลายปี แต่สิ่งที่เห็นกลับเป็นใบหน้าที่ไม่คุ้นเคยเลยสักคน
ไม่ได้รับสืบทอดความทรงจำเกี่ยวกับเพื่อนร่วมชั้นในช่วงสองปีมานี้จากเจ้าของร่างเดิมเลยจริงๆ แฮะ
"สรุปก็คือ แม้ในใจจะอาลัยอาวรณ์อยู่มาก แต่เนื่องจากระดับพลังฝึกตนของฉันทะลวงเข้าสู่ระดับรวมจิตขั้นกลางแล้ว จึงจำเป็นต้องออกจากห้องเรียนนี้ไปสู่สภาพแวดล้อมใหม่ แต่ฉันจะคิดถึงมิตรภาพที่เราเคยมีร่วมกันในช่วงเวลาที่ผ่านมา ใช่ครับ ฉันจะคิดถึงทุกคนมาก"
ปากก็กล่าวคำอำลาตามมารยาทไปพลาง ซูเสียนก็กวาดสายตามองลงไปพลาง...
ที่เรียกว่าเพื่อนร่วมชั้น ความจริงก็มีแค่ประมาณสามสี่สิบคนเท่านั้น ในจำนวนนี้มีคนที่รุ่นราวคราวเดียวกับเขาแค่ห้าหกคน ส่วนที่เหลือล้วนเป็นนักเรียนโข่งที่อายุห่างจากเขาอย่างน้อยสิบปีขึ้นไป... หากเดินสวนกันบนท้องถนน คงไม่มีทางดูออกว่าเป็นเพื่อนร่วมชั้นกันแน่
แต่พอลองคิดดูก็ไม่แปลก ห้อง G คือห้องระดับต่ำที่สุดของโรงเรียน มักจะมีคนกลุ่มหนึ่งที่ไม่ยอมจำนนต่อโชคชะตา ปรารถนาจะเปลี่ยนชีวิตด้วยความพยายาม ล้มแล้วลุก สู้ไม่ถอย หวังใช้ความเพียรมาถมช่องว่างระหว่างพรสวรรค์...
บางทีในชาติก่อน พวกเขาอาจจะทำสำเร็จด้วยความพยายามอย่างไม่ย่อท้อ
แต่ในโลกที่พรสวรรค์อยู่เหนือทุกสิ่ง ความพยายามนี้กลับรังแต่จะผลาญเวลาวัยหนุ่มสาวไปอย่างเปล่าประโยชน์ เข้าเรียนตั้งแต่เป็นวัยรุ่น สอบตกครั้งแล้วครั้งเล่า เลื่อนขั้นไม่ได้ ศักยภาพลดลงตามอายุที่เพิ่มขึ้น สุดท้ายก็ถูกกวาดต้อนมาลงที่ห้อง G ที่ห่วยที่สุด รอเวลาให้อายุครบสามสิบปีแล้วโดนไล่ออก
ดูท่า พรสวรรค์ของเจ้าของร่างเดิมก็น่าจะแย่เอาเรื่อง ไม่อย่างนั้นจะมาเกลือกกลั้วอยู่กับคนพวกนี้ได้ยังไง?
มองดูสายตาที่เต็มไปด้วยความอิจฉาริษยาและเป็นปฏิปักษ์เหล่านั้น...
นี่คือความสิ้นหวังของคนที่จมปลักอยู่ในโคลนตมด้วยกัน แต่พอเห็นคนข้างกายปีนขึ้นไปได้ คนคนนั้นกลับไม่ใช่ตัวเอง...
ซูเสียนพลันรู้สึกขบขัน แม้จะไม่มีความทรงจำ แต่เขาคงไม่ต้องพยายามปกปิดตัวตนอะไร เพราะเมื่อระดับพลังทะลวงผ่าน พวกเขาก็กลายเป็นคนละโลกกันแล้ว พวกเขาจะอิจฉาเกลียดชังเขา แล้วเขาต้องไปใส่ใจทำไม?
วันหน้าถ้าเจอกัน ก็แค่ทำเมินไปก็สิ้นเรื่อง
คิดได้ดังนั้น ซูเสียนก็รู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาก หันไปยิ้มให้อาจารย์ประจำชั้นข้างกาย "อาจารย์จางครับ ผมพูดจบแล้ว... ต่อไปต้องไปทำการประเมินเลื่อนขั้นแล้วใช่ไหมครับ?"
จางจื้อเฉียงมองซูเสียนด้วยความพึงพอใจ เดิมทีเขาถูกส่งมาดูแลห้องที่สิ้นหวัง จนเขาเองก็ถอดใจทำงานไปวันๆ นึกไม่ถึงว่าจะมีนักเรียนทะลวงระดับได้ที่นี่... ต้องรู้ก่อนว่าเงินโบนัสของเขาผูกติดกับระดับพลังของนักเรียน แค่นักเรียนคนเดียวที่เลื่อนขั้น อย่างน้อยก็เพิ่มโบนัสครึ่งปีให้เขาได้ถึงสามพันเหรียญดารา!
นี่มันเท่ากับเงินเดือนครึ่งเดือนของเขาเลยนะ
เขายิ้มแล้วกล่าวว่า "อื้ม ไปกันเถอะ เราไปประเมินระดับพลังปัจจุบันของเธอกัน ผลงานของเธอจะเป็นตัวกำหนดว่าจะได้อยู่ห้องไหน... เธอไม่ต้องกดดันมากนะ ระดับชั้นกลางไม่มีห้อง G แล้ว ต่ำสุดคือห้อง F การมาถึงระดับนี้ได้แสดงว่าเธอมีศักยภาพที่จะพัฒนา โรงเรียนจะตั้งใจฟูมฟักเธอและมีสวัสดิการแจกให้ตามกำหนด ทำใจให้สบาย ไม่แน่อาจจะได้ไปอยู่ห้อง D หรือห้อง C ก็ได้ ถึงตอนนั้นสวัสดิการจะดีกว่าห้อง E และ F เยอะเลยล่ะ!"
ส่วนห้อง B นั้น เขาไม่กล้าหวังเลยสักนิด เพราะนักเรียนซูเสียนคนนี้... นักเรียนคนนี้... เอ่อ...
จางจื้อเฉียงนึกไม่ออกจริงๆ ว่านักเรียนคนนี้มีจุดเด่นอะไร เผลอๆ ก่อนหน้านี้วันนี้ เขาจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าในห้องมีนักเรียนชื่อซูเสียนอยู่ด้วยเหรอ?
แม้ว่ายิ่งได้อยู่ห้องสูงเท่าไหร่ โบนัสของอาจารย์ประจำชั้นอย่างเขาก็ยิ่งสูงตาม แต่ตอนนี้มีเงินสามพันเหรียญดาราการันตีแล้ว เขาเลยเกิดปลงตกแบบชาวพุทธขึ้นมาว่า ได้มาคือโชคดี เสียไปคือโชคชะตา!
จากนั้น ภายใต้การนำของจางจื้อเฉียง ซูเสียนก็มาถึงแผนกคัดกรองระดับ
และระหว่างทาง ซูเสียนก็เช็กอินไปอีกรอบ ได้มา 20 เหรียญฉี่เตี่ยน
แผนกคัดกรองระดับ
เมื่อรู้ว่ามีนักเรียนขยะจากห้อง G ทะลวงระดับได้และมาขอคัดกรองระดับชั้นกลาง เหล่าอาจารย์ที่เบื่อหน่ายมานานปีต่างก็พากันประหลาดใจ เพราะโอกาสที่นักเรียนที่ถูกทอดทิ้งเหล่านั้นจะเลื่อนระดับได้นั้น มีค่าเข้าใกล้ศูนย์จริงๆ!
โดยเฉพาะเมื่อคนคนนั้นเป็นบุคคลที่มีประเด็นในโรงเรียนอยู่แล้ว
ดังนั้น แม้จะมีคนมาคัดกรองแค่คนเดียว แต่อาจารย์กว่ายี่สิบคนในแผนกต่างก็กรูกันเข้ามา แม้จะไม่สะดวกเข้าไปดูต่อหน้า แต่พวกเขาก็เกาะขอบหน้าต่างวิพากษ์วิจารณ์กันเซ็งแซ่ มองซูเสียนราวกับกำลังดูสัตว์ดึกดำบรรพ์ก็ไม่ปาน
อืม... แม้การเปรียบเทียบนี้ถ้าจะว่ากันจริงๆ ก็ถือว่าถูกต้องแหละนะ
ภายในห้องกิจกรรมขนาดใหญ่ มีเพียงจางจื้อเฉียง อาจารย์สือหมิงผู้รับผิดชอบการคัดกรอง และซูเสียน รวมเป็นสามคนเท่านั้น
แต่ที่หน้าต่าง...
ซูเสียนมองดวงตาหลายคู่ที่โผล่มาจ้องมองด้วยความระอาใจ เขารู้สึกเหมือนตัวเองเป็นลิงในคณะละครสัตว์ที่กำลังโดนแห่โชว์
เขาถามขึ้นว่า "ก็แค่คัดกรองระดับ จำเป็นต้องตื่นเต้นกันขนาดนี้เลยเหรอครับ?"
"ฮ่าฮ่าฮ่า ก็นะ อัจฉริยะน่ะหาไม่ยาก แต่ขยะที่ลุกขึ้นมาผงาดได้นี่สิหายาก โดยเฉพาะ 'พี่ชายขยะ' ที่มีชื่อเสียงโด่งดังในโรงเรียนอย่างเธอ"
สือหมิงหัวเราะพลางปล่อยมุก ดูท่าเขาจะจำซูเสียนได้แม่น
ซูเสียน: "......................................................"
สรุปคือ... ดูเหมือนฉันจะรู้สาเหตุที่เจ้าของร่างเดิมกับซูถาวไม่ลงรอยกันแล้วสินะ