- หน้าแรก
- หม้อปรุงยาสะท้านภพ
- ตอนที่ 66 พื้นที่หวงห้าม
ตอนที่ 66 พื้นที่หวงห้าม
ตอนที่ 66 พื้นที่หวงห้าม
ตอนที่ 66 พื้นที่หวงห้าม
ภายในหอใหญ่ หลิวเทาผู้เป็นจ้าวสำนักยืนอยู่ตรงหน้ารูปสลัก พร้อมกับผู้อาวุโสซุนที่อยู่เคียงข้าง ยามพบเห็นคนทั้งสามเข้ามาเขาจึงพยักหน้าให้
ซ่งเจียและโจวสวี่เคยได้ยินเรื่องรูปสลักเหล่านี้มาแล้ว ดังนั้นจึงไม่ประหลาดใจสักเท่าไหร่ เพียงแต่จี้เตี๋ยเพิ่งเคยมาที่นี่ ยามมองรูปสลักตรงหน้า มันทำให้เขารับรู้ได้ถึงความอาจหาญที่ยิ่งใหญ่ จึงคาดเดาว่าน่าจะต้องเป็นบุคคลผู้ทรงอำนาจ
“รูปสลักเหล่านี้เป็นบรรพชนของสำนักเจ็ดลึกล้ำ และผู้ที่อยู่ตรงหน้าคือบรรพชนผู้ก่อตั้งสำนักของเรา” ผู้อาวุโสซุนเอ่ยคำด้วยสีหน้าจริงจัง
“คารวะท่านบรรพชน!”
โจวสวี่ ซ่งเจีย รวมถึงจี้เตี๋ยต่างคำนับอย่างตั้งใจโดยพร้อมกัน
“นับตั้งแต่ท่านบรรพชนหายตัวไปก็ผ่านมาหลายร้อยปีแล้ว…” หลิวเทาถอนหายใจออกมา ขณะเดียวกันก็ละสายตาจากรูปสลักตรงหน้า และหันกลับมามองบุคคลทั้งสามซึ่งถูกเรียกมา
“พวกเจ้าทั้งสามคือผู้มีพรสวรรค์มากที่สุดในสำนักเจ็ดลึกล้ำของข้า และพอได้เข้าไปยังศาลาหมื่นตำรับแล้วพวกเจ้าคงได้ทราบ ว่าสำนักเจ็ดลึกล้ำเคยมีอดีตอันรุ่งเรืองมาก่อน และทั้งหมดนั้นเป็นเพราะคัมภีร์เล่มหนึ่งที่เคยมีอยู่”
“คัมภีร์มหากระจ่าง…”
โจวสวี่หรี่สายตาลงเล็ก ขณะซ่งเจียเองก็เผยสีหน้าหวั่นไหว เนื่องจากคนทั้งสองอยู่ที่สำนักมานานไม่น้อย ดังนั้นจึงเคยได้ยินได้ฟังคำเล่าลือมาบ้าง
มีเพียงจี้เตี๋ยที่ได้ยินนามดังกล่าวแล้วจึงเผยสีหน้าแปรเปลี่ยน เพราะเขาจำได้ ว่าศิษย์พี่หญิงเจียงก็เหมือนจะกำลังตามหาคัมภีร์เล่มดังกล่าว และตามที่ทราบมา มันคือวิชาที่จะช่วยให้ผู้ฝึกตนสามารถทะลวงสู่ขอบเขตกลั่นลมปราณขั้นที่สิบได้!
หลิวเทาพยักหน้ารับ และถ้อยคำถัดมาคือการยืนยันสิ่งที่กลุ่มคนคาดเดา
“ในอดีตนั้นมีเพียงแค่จ้าวสำนักจึงทราบเรื่องนี้ เพียงแต่ปัจจุบันคงไม่อาจปิดบังจากพวกเจ้า คัมภีร์มหากระจ่างได้ปรากฏขึ้นที่มหาแผ่นดินสวรรค์ทิศใต้เมื่อกาลก่อน และบุคคลที่ได้รับมันมาก็ไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นบรรพชนของสำนักเจ็ดลึกล้ำ” หลิวเทาบอกเล่าออกมาเชื่องช้า น้ำเสียงที่แม้ไม่ได้ดังแต่มันเป็นเปรียบเสมือนฟ้าคำรามกึกก้องภายในโถง
“เป็นจริงสินะ…” คนทั้งสามต่างมีสีหน้าแตกต่างกันออกไป แต่มีสิ่งหนึ่งที่ไม่ได้ผิดคาด นั่นคือพวกเขาต่างแสดงความตื่นเต้นกันออกมา
“ที่ข้าสงสัยคือท่านบรรพชนได้รับเล่มใดมาหรือขอรับ?” โจวสวี่เอ่ยถามด้วยสีหน้าตึงเครียด
คัมภีร์มหากระจ่างเป็นหนึ่งในสามมหาคัมภีร์แห่งมหาแผ่นดินสวรรค์ทิศใต้! แต่ละเล่มต่างก็มีเนื้อหาที่สามารถทำให้ผู้ฝึกตนไปถึงจุดสุดยอดของแต่ละขอบเขตได้!
เขาคาดเดาว่าที่สำนักเจ็ดลึกล้ำได้มา สมควรเป็นคัมภีร์กลั่นลมปราณ!
“สิ่งที่บรรพชนได้มาเมื่อกาลนั้นไม่ใช่ฉบับที่สมบูรณ์จริง แต่เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่ง เป็นคัมภีร์กลั่นลมปราณ มันคือส่วนที่ทำให้ผู้ฝึกตนสามารถก้าวสู่การกลั่นลมปราณขั้นที่สิบ หากเมื่อใดสำเร็จ พลังวิญญาณภายในกายจะสูงส่งเหนือกว่าผู้อื่นที่ขอบเขตทัดเทียมกัน และพลังต่อสู้จะเพิ่มขึ้นเกือบเป็นสองเท่า!”
“เด็กสาวจากตระกูลเจียงผู้นั้น นางได้ซ่อนตัวตนและเข้ามายังสำนักเจ็ดลึกล้ำของเรา ก็เพื่อตามหาคัมภีร์ดังกล่าว…”
หลิวเทาเอื้อนเอ่ยเชื่องช้า น้ำเสียงนี้ดังให้ทุกคนได้ยิน มันเปรียบประหนึ่งฟ้าคำรามในค่ำคืนฝนพร่างพรายที่สะท้านสะเทือนใจผู้รับฟัง!
“คัมภีร์กลั่นลมปราณ!” จี้เตี๋ยรู้สึกหัวใจเต้นรัว เรื่องที่ศิษย์พี่หญิงเจียงพูดนั้นเป็นความจริง คัมภีร์มหากระจ่างสามารถช่วยทำให้ผู้ฝึกตนทะลวงสู่การกลั่นลมปราณขั้นที่สิบได้
ขอบเขตกลั่นลมปราณขั้นที่สิบ คือสิ่งที่หากไปถึงจะเทียบเท่าความก้าวหน้ากว่าผู้อื่นอีกหนึ่งระดับ! และหมายความถึงหากสู้กับผู้อยู่ขอบเขตเดียวกัน ก็แทบไม่จำเป็นต้องหวาดกลัวว่าจะเสียเปรียบ!
หลิวเทาเหลือบมองมาพร้อมได้ตระหนัก ว่ากลุ่มคนหนุ่มสาวเหล่านี้กำลังตื่นเต้นจนแทบไม่อาจอดใจรอได้ไหว ดังนั้นเขาจึงเปลี่ยนหัวข้อสนทนา
“โชคร้ายที่มีแค่บรรพชนจึงทราบเนื้อหาของคัมภีร์มหากระจ่าง และท่านบรรพชนได้หายตัวไปกว่าห้าร้อยปีเพื่อเอาชนะห้าความเสื่อมทรามแห่งสวรรค์และมนุษย์ เพื่อคว้ามาซึ่งการทะลวงสู่ขอบเขตที่สูงกว่า! นอกเหนือจากนั้นเป็นอย่างไรข้าก็ไม่ทราบแล้ว”
“เพียงแต่ท่านได้ฝากแผ่นหินเอาไว้ในพื้นที่หวงห้าม ศิษย์สำนักสามารถเข้าไปเพื่อทำความเข้าใจมันได้ ส่วนว่าจะใช่คัมภีร์มหากระจ่างหรือไม่นั้น ก็คงขึ้นอยู่กับการตีความของผู้อ่าน”
หลิวเทาขยับมือโบกเล็กน้อย พลังวิญญาณจึงปกคลุมแผ่นสีเขียวทั้งเก้าที่แบนเรียบขนาดราวใบชา รวมถึงแผ่นหยกอีกสามให้ปรากฏตรงหน้ากลุ่มคนหนุ่มสาวทั้งสาม
“สิ่งที่คล้ายใบไม้เหล่านี้คือใบการบูรที่ท่านบรรพชนหลงเหลือเอาไว้ หากว่าอมไว้ในปากจะช่วยทำให้ต่อต้านพิษหมอกมายาในพื้นที่หวงห้ามได้ แต่ละใบสามารถออกฤทธิ์ต่อต้านได้หนึ่งชั่วยาม ขณะเดียวกันพวกมันก็อัดแน่นไว้ด้วยแนวคิดแห่งเต๋าของท่านบรรพชน ที่พร้อมจะช่วยให้พวกเจ้าได้ทำความเข้าใจ แต่ละคนจะสามารถใช้ใบการบูรได้มากสุดเพียงแค่สาม ส่วนแผ่นหยกนี้ก็เป็นสิ่งที่ท่านบรรพชนหลงเหลือเอาไว้ เมื่อใดเข้าสู่พื้นที่หวงห้าม มันจะเป็นเครื่องชี้บอกทางไปยังสถานที่ซึ่งต่างกันเพื่อทำความเข้าใจคัมภีร์มหากระจ่าง”
ขณะเสียงอธิบายดังก้อง เขาโบกมืออีกครั้งพร้อมประกายราวสายฟ้าในดวงตา ถัดจากนั้นเสียงกึกก้องจึงดังขึ้นภายในโถง พร้อมกับวังวนที่ปรากฏตรงหน้าทุกคนในสถานที่
“เข้าไป ส่วนว่าจะเรียนรู้คัมภีร์มหากระจ่างได้หรือไม่นั้น ก็ขึ้นอยู่กับโชคของพวกเจ้า!”
เพียงหลิวเทาพูดจบ คนทั้งสามจึงประสานหมัดกับฝ่ามือเพื่อตอบรับโดยพร้อมกัน ถัดจากนั้นจึงคว้าใบการบูรและแผ่นหยกเพื่อมุ่งหน้าเข้าสู่วังวน
วังวนนี้ไม่ได้หายไปไหน หลิวเทายังคงอยู่ที่ภายในโถงขณะจ้องมองรูปสลักตรงหน้าพลางถอนหายใจ
“ไม่ทราบเลยว่าจะมีผู้ใดได้รับโอกาสเข้าถึงคัมภีร์มหากระจ่างบ้าง… อะไรที่ทำได้ก็ทำแล้ว เหลือแค่พึ่งพาโชคของคนหนุ่มสาวทั้งสาม…”
เดิมนั้นใบการบูรทั้งเก้าหมายถึงการอนุญาตให้ศิษย์เก้าคนได้เข้าไป เพียงแต่ตลอดเวลาที่ผ่านมา หลายคนเคยเข้าไป แต่ไม่เคยมีใครได้ตระหนักรู้ถึงคัมภีร์มหากระจ่าง
ครั้งนี้เขาจึงตัดสินใจลองเสี่ยง โดยการแบ่งใบการบูรให้กับคนหนุ่มสาวเพียงแค่สาม
“หวังว่าพวกเขาจะประสบความสำเร็จดังที่พวกเราไว้ใจ…” ผู้อาวุโสซุนเองก็ถอนหายใจ
ฟากฟ้าแปรเปลี่ยนเป็นสีเทา รอบด้านมีแต่หมอกปรากฏ จี้เตี๋ยรู้สึกเหมือนภาพที่มองเห็นหมุนวนไปมาจนกระทั่งได้ลืมตาตื่นขึ้นอีกครั้ง
“ที่นี่คือพื้นที่หวงห้ามหรือ?” ใต้ฝ่าเท้าของเขาคือแท่นบูชาขนาดเล็ก
เขาเริ่มสำรวจมองรอบด้าน จนได้พบเพียงแต่หมอกที่ลอยล่องอยู่ทั่วแห่งหน มันราวกับเป็นชั้นสีขาวที่หนาทึบ แต่หากมองตรงออกไปจะได้เห็นเกาะมากมายอยู่ไกลห่าง เหนือเกาะเหล่านั้นคือหอคอยและศาลา
เพียงแต่เมื่อเงยหน้ามองขึ้นไปสิ่งที่พบไม่ใช่ฟากฟ้า แต่เป็นสิ่งหนาทึบ เห็นได้ชัดว่าพื้นที่แห่งนี้สมควรอยู่ลึกใต้แผ่นดิน และเป็นไปได้มากว่าจะอยู่ภายใต้หอสูงเหนือยอดเขาหลัก
“ที่นี่น่าจะเป็นพื้นที่แกนกลางของสำนักเจ็ดลึกล้ำในอดีต” ร่างหนึ่งก้าวเดินออกมาจากม่านหมอก เป็นโจวสวี่
ไม่ช้าซ่งเจียจึงเดินมาจากอีกทิศทางหนึ่งเช่นกัน สายตางดงามของนางแม้เป็นยามนี้ ก็ยังคงมองมาด้วยจิตสังหารอันท่วมท้น
คนทั้งสามต่างก็มีใบการบูรอยู่ด้านในปาก หมอกสีขาวรอบด้านคือพิษที่พร้อมจะกระตุ้นให้เห็นภาพมายา ที่ถึงขนาดต่อให้เป็นยอดฝีมือขอบเขตปฐมวิญญาณมาเยือน ก็มีแต่จะจมดิ่งลงสู่พิษและเลือนหายไปตลอดกาล
“ใบการบูรที่ได้มานับเป็นเวลารวมสามชั่วยาม พวกเราจะต้องกลับหอหลักภายในสามชั่วยาม ดังนั้นไม่ว่าจะหาคัมภีร์มหากระจ่างพบหรือไม่ ยามผ่านไปครบสามชั่วยามแล้วพวกเราต้องกลับมาเจอกันที่ตรงนี้” ด้วยสถานะศิษย์อาวุโสสูงสุดแห่งฝั่งเหนือ โจวสวี่ที่ละสายตากลับมาจึงเอ่ยบอกกับทุกคนให้เข้าใจตรงกัน
“ถัดจากนี้ให้กระจายตัวออกไปและแยกค้นหา ดูว่าจะได้อะไรกลับมากันบ้าง”
สิ้นคำของโจวสวี่ เขาจึงเดินตรงไปยังทิศทางหนึ่งเพียงลำพัง ส่วนซ่งเจียเพียงแค่มองจี้เตี๋ย สุดท้ายไม่เอ่ยคำใดและเดินออกไปในทิศทางเดียวกัน
จี้เตี๋ยยืนอยู่กับที่รับชมคนทั้งสองเดินหายไป ขณะนี้เองที่แผ่นหยกในมือของเขาได้แปรเปลี่ยนเป็นธารแสง มันนำพาเขาไปยังสถานที่อื่น ที่ลึกเข้าไปในภูเขาและเกาะมากมาย
“เป็นสถานที่ที่ใหญ่โตยิ่งนัก!”
จี้เตี๋ยแม้นึกสงสัยแต่ก็เดินตามแผ่นหยกไป จนกระทั่งเข้ามายังภูเขาลูกหนึ่ง ยามเดินต่อไปได้ราวชั่วก้านธูป แผ่นหินอันหนึ่งจึงปรากฏตรงหน้า
แผ่นหยกหยุดการนำทางลงที่ข้างแผ่นหิน
“สถานที่แห่งนี้…” บนแผ่นหินไม่มีถ้อยคำใดแกะสลักเอาไว้ เพียงแต่หากมองให้ใกล้จะรับรู้ได้ถึงท่วงทำนองอันลึกลับพร้อมกับความเป็นเต๋าที่ลอยล่องในฟ้าดินรอบทิศ
จี้เตี๋ยเผยสายตาเป็นประกายขณะนั่งขัดสมาธิข้างเคียง พลังจิตของเขาเริ่มรุกล้ำเข้าไปในแผ่นหินตรงหน้าเพื่อทำความเข้าใจ
เวลาผันผ่านไป และขณะเดียวกัน อีกสองสถานที่ในพื้นที่หวงห้าม โจวสวี่และซ่งเจียก็กำลังนั่งขัดสมาธิอยู่เคียงข้างแผ่นหินเช่นกัน…
มันคือกระบวนการตระหนักรู้…
ภายหลังผ่านไปนานเท่าใดไม่ทราบ จี้เตี๋ยกลับได้ยินเสียงอันไม่แน่ชัดภายในประสาทรับฟัง มันราวกับอีกฝ่ายอยู่ไกลโพ้น แต่ก็เหมือนอยู่ใกล้ด้วยเช่นกัน!
ทำให้เขาไม่อาจทราบว่าอีกฝ่ายกำลังพูดอะไรอยู่กันแน่…