- หน้าแรก
- หม้อปรุงยาสะท้านภพ
- ตอนที่ 61 ชีวิตเป็นดั่งการผจญภัย
ตอนที่ 61 ชีวิตเป็นดั่งการผจญภัย
ตอนที่ 61 ชีวิตเป็นดั่งการผจญภัย
ตอนที่ 61 ชีวิตเป็นดั่งการผจญภัย
“ขอบเขตระดับนั้น คิดทะลวงขึ้นให้ถึงไปไม่ใช่เรื่องง่าย”
เสียงที่ราวกับประชดประชันดังมาจากทางด้านหลังของชั้นไม้ ราวกับได้ยินเสียงที่เขาเพิ่งพูดไปก่อนหน้านี้
“เกือบพันปี…” จี้เตี๋ยจมในความคิด เพราะเขายังประหลาดใจที่ได้ทราบว่าผู้ฝึกตนปฐมวิญญาณสามารถมีชีวิตอยู่ได้นานขนาดนั้น ถึงขนาดว่าไม่น่าประหลาดใจที่อีกฝ่ายจะเป็นเซียนบนแดนมนุษย์ และแท้จริงแล้วก็คงแทบไม่ต่างจากเซียนเท่าไหร่
เพียงแต่ตอนนี้เองที่เขารู้สึกตัวจนวางตำราลง ก่อนจะหันสำรวจมองรอบด้าน
ตั้งแต่เขาเข้ามา ก็จำได้ว่าไม่มีใครอื่นเข้ามาที่ศาลาหมื่นตำรับแห่งนี้อีกแล้ว เช่นนั้นเสียงนี้มาจากไหน?
และไม่ช้าเขาจึงได้เห็นบุคคลในชุดแดงที่นั่งยองอยู่กับพื้น
ชั้นไม้ตรงนี้มีสูงสามชั้น อีกฝั่งของชั้นไม้คือสตรีผู้กำลังหาตำราที่ชั้นล่าง และคล้ายว่าจะอยู่ตรงนี้มาตลอด จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มองเขาด้วยซ้ำ คำพูดก่อนหน้านี้ก็ราวกับเป็นการตอบคำถามทั่วไป
“ศิษย์พี่หญิงเจียง…” นับตั้งแต่มาเยือนฝั่งเหนือ มันเป็นครั้งแรกที่เขาได้พบกับเจียงโม่หลี ด้วยเหตุนี้จี้เตี๋ยจึงชะงักไปชั่วครู่
“ฝึกฝนให้ดี เจ้ามีพรสวรรค์อันยอดเยี่ยม ภายหลังฝึกฝนมาได้เพียงไม่กี่เดือนก็สำเร็จเป็นขอบเขตกลั่นลมปราณขั้นที่เจ็ดแล้ว บางทีเจ้าอาจมีความหวังให้กำเนิดปฐมวิญญาณก็เป็นได้” เจียงโม่หลีหยิบตำราและลุกขึ้นยืน สายตาของนางทอประกายบ่งบอกว่าหยอกล้อ ประหนึ่งพูดเรื่องลมฟ้าอากาศ
มีเรื่องหนึ่งที่พึงตระหนัก คือทั่วทั้งรัฐครามแห่งนี้ แม้จะมีผู้ฝึกตนมากมายจนนับไม่ถ้วน แต่ไม่เคยมีใครบรรลุขอบเขตปฐมวิญญาณได้สำเร็จ
จี้เตี๋ยถูกประเมินว่าเป็นอัจฉริยะรุ่นเยาว์งั้นหรือ? บางมันอาจเป็นเช่นนั้น เพราะพรสวรรค์และทรัพยากรถือเป็นปัญหาสองประการที่ต้องเผชิญระหว่างการเดินบนเส้นทางสายนี้ สำหรับผู้คนทั่วไป การคิดทะลวงจนไปถึงขอบเขตปฐมวิญญาณแทบจะเป็นเรื่องเพ้อฝัน ต่อให้มีการสนับสนุนอันยิ่งใหญ่ก็ยังเป็นเรื่องยาก!
จี้เตี๋ยเองก็ได้ยินว่านางแค่พูดกล่าวไปเรื่อย ตอนนี้จึงเผยยิ้มอันขื่นขมและตอบคำกลับ “ศิษย์พี่หญิงเจียงชมเชยข้าเกินไปขอรับ”
“ชีวิตเป็นดั่งการผจญภัย เริ่มต้นจากฟ้าลิขิต แต่จุดสิ้นสุดนั้นกำหนดโดยตัวเจ้า ตอนนี้ก็เพียงแค่เดินมุ่งหน้าไปต่อ ส่วนว่าจะไปได้ไกลเท่าใดนั้น…” เจียงโม่หลีอ่านตำราเสร็จสิ้นอย่างรวดเร็ว นางเพียงแค่มองก็เปลี่ยนเป็นตำราเล่มอื่น ระหว่างนี้ยังมีเวลาตอบคำพูดของเขาราวกับพูดคุยเล่นด้วยซ้ำ
“ตัวเราคือผู้กำหนดจุดสิ้นสุด…” ถ้อยคำเหล่านี้ได้ถูกฝังลึกลงในใจของจี้เตี๋ย ความรู้สึกต้องการดิ้นรนภายในใจเมื่อครู่นี้ก็เริ่มเลือนหายไปอย่างเงียบงันเช่นกัน
เขานึกถึงเหตุผลที่ตนเองได้เดินบนเส้นทางสายนี้ ทั้งหมดก็เป็นเพราะโลกใบนี้ไม่ยุติธรรม ผู้อ่อนแอมักจะต้องเป็นที่รองฝ่าเท้าผู้แข็งแกร่งและถูกข่มเหงอยู่เรื่อยไป!
ขณะเดินบนหนทางสายนี้แล้วจึงต้องไปต่อ ส่วนว่าจะไปได้ไกลเท่าใดนั้น ก็มีแต่ต้องพยายามให้ดีที่สุดจึงทราบได้ เพียงแค่นั้นก็ถือว่ามากเกินพอแล้ว
“ศิษย์พี่หญิงเจียง ขอบคุณขอรับ!”
เจียงโม่หลีเงยหน้าขึ้นมองด้วยความสับสน ราวกับพบเห็นภาพที่ผิดแปลก เพราะเมื่อครู่คล้ายนางจะได้เห็นประกายไฟที่แผดเผาในดวงตาของเด็กหนุ่ม…
แม้ว่าจะแค่ชั่วครู่ก็ตาม…
นางส่ายศีรษะ สุดท้ายจึงหันกลับไปค้นหาตำราจากชั้นไม้ต่อ
“ศิษย์พี่หญิงเจียง ข้าทะลวงสู่การกลั่นลมปราณขั้นที่เจ็ดแล้ว เลยสงสัยว่าท่านจะต้องการความช่วยเหลือจากข้าหรือยังขอรับ…” จี้เตี๋ยไม่ทราบเรื่องราวเหล่านี้ ดังนั้นจึงเอ่ยถามออกมาด้วยความไม่แน่ใจ
“เมื่อถึงเวลาเจ้าจะทราบเอง…” เจียงโม่หลีรวบผม เนื่องจากนางถือกำเนิดมาพร้อมใบหน้าอันงดงาม เวลานี้ยังมีการกระทำอันอ่อนช้อยรวมเข้าไปจึงยิ่งขับเน้นความงาม
“โอ้…” จี้เตี๋ยไม่ครุ่นคิดอันใดให้มากความ เพราะเจียงโม่หลีก็ให้การดูแลตัวเขาค่อนข้างดี จึงพอมั่นใจว่านางคงไม่ได้คิดร้าย
ในเมื่อไม่มีคำตอบ สถานที่จึงตกสู่ความเงียบงัน เจียงโม่หลียังคงรื้อหาจากชั้นไม้ต่อ ทุกครั้งที่นางหยิบตำราขึ้นมาจะเพียงแค่สำรวจมอง ราวกับกำลังค้นหาอะไรบางอย่าง
เพียงแต่ขณะจี้เตี๋ยกำลังมองด้วยความสับสน ตอนนี้เองที่เจียงโม่หลีหันมามองตัวเขา จี้เตี๋ยราวกับรู้สึกผิดจึงเร่งร้อนก้มหน้าและมองไปยังตำราในมือของอีกฝ่าย
หญิงสาวผู้อยู่ด้านหลังของชั้นหนังสือ เวลานี้กำลังมองมายังเด็กหนุ่มที่ถือตำราอยู่พลางเอ่ยคำ “เจ้าถือกลับด้าน…”
“…” ความเงียบงันอันน่าอับอายบังเกิดขึ้น ยามจี้เตี๋ยได้ทราบว่าอะไรเป็นอะไร จึงพยายามพลิกมันกลับด้าน แต่สุดท้ายกลับได้พบว่าเมื่อครู่นี้หันถูกด้านอยู่แล้ว…
เวลานี้เขาจึงได้ตระหนักว่าตนเองถูกหลอก…
“ศิษย์พี่หญิงเจียง… ท่านล้อข้าเล่นหรือขอรับ…” จี้เตี๋ยเงยหน้ามองด้วยความข้องใจ เขาไม่นึกว่าอีกฝ่ายจะทำตัวซุกซนประหนึ่งเด็กสาวเช่นนี้ได้…
“โอ้ เหมือนว่าเมื่อครู่ข้าจะมองผิดไปเอง…”
จบคำกล่าว นางจึงเริ่มสำรวจตำราจากชั้นไม้ต่อ จี้เตี๋ยทำได้แค่มองตอบด้วยสีหน้างงงัน กระทั่งว่าได้เห็นมุมปากของหญิงสาวราวกับแอบยกยิ้มขึ้น แม้ชวนให้โกรธเคือง แต่กลับได้พบว่ามันงดงาม…
แต่ยามมองให้ดีอีกครั้งกลับได้ตระหนัก ว่าเมื่อครู่นี้เปรียบเสมือนตาฝาดเห็นไปเอง เพราะนางยังคงมีท่าทีเฉยชาเช่นที่เคยเป็น
สุดท้ายเขาจึงส่ายศีรษะ และขณะคิดว่าตาฝาดไปเอง ตอนนี้กลับไม่โกรธเรื่องโดนหลอกแล้ว แต่กำลังรู้สึกจนใจที่ตนเองทำเรื่องราวน่าอับอายขายหน้าต่อหน้านางเสียมากกว่า
เพื่อไม่ให้สนใจเรื่องราวเหล่านี้จนเสียสมาธิ เขาจึงตั้งใจกลับไปจมดิ่งกับตำราในมือตนเองต่อ และไม่ทราบว่าเวลาผ่านไปนานเพียงใด แต่ยามเมื่อเงยหน้าขึ้นมองอีกครั้ง กลับได้พบว่าคนที่เคยอยู่หายตัวไปแล้ว
จี้เตี๋ยรู้สึกผิดหวังโดยไม่รู้เหตุผล สุดท้ายเขาจึงเก็บตำราและออกจากศาลาหมื่นตำรับ ก่อนจะขึ้นขี่น้ำเต้าและเดินทางกลับยอดเขาเมฆามรกต
แต่เมื่อกลับถึงหน้าถ้ำของตนเอง เขากลับได้พบว่ามีคนยืนอยู่ ทั้งยังสำรวจมองไปทั่ว
เซี่ยปิน!
“ทำเอาข้านึกสงสัยว่าศิษย์พี่เซี่ยมาทำอะไรที่นี่ขอรับ?” จี้เตี๋ยเดินเข้าหา เนื่องจากปัจจุบันเขาทะลวงสู่ขอบเขตกลั่นลมปราณขั้นที่เจ็ดสำเร็จแล้ว ดังนั้นจึงสามารถตระหนักถึงระดับการฝึกตนของอีกฝ่าย มันเหมือนดังตนเอง ซึ่งก็คือขั้นที่เจ็ด ดังนั้นเขาจึงไม่มีความรู้สึกต้องเกรงกลัวแต่อย่างใด
ส่วนว่าอีกฝ่ายมาหาตนเองด้วยจุดประสงค์อะไรนั้น เขาพอจะคาดเดาได้ เพียงแค่ตอนนี้เสแสร้งทำเป็นไม่ทราบ
เซี่ยปินเผยสีหน้าท่าทีประหลาดออกมา ยามพบเห็นเป้าหมายกลับมาแล้วจึงเอ่ยคำด้วยน้ำเสียงแข็งกระด้าง “ตอนนี้เจ้าก็ทะลวงสู่ขอบเขตกลั่นลมปราณขั้นที่เจ็ดแล้ว ดังนั้นจึงได้รับอาวุธวิเศษจากทางสำนักแล้ว ธงวายุของข้าจึงกลายเป็นของไร้ค่าต่อเจ้า สมควรแก่เวลาส่งคืนมาให้ได้แล้วกระมัง?”
“อ๋า เรื่องธงวายุ… ศิษย์พี่เซี่ยมาช้าเกินไปขอรับ บังเอิญข้าทำมันหายไปเสียแล้ว” จี้เตี๋ยแสร้งทำเป็นอับอายต่อความประมาทเลินเล่อของตนเอง
“หาย?” เซี่ยปินชะงักตัวแข็งค้าง
“ขอรับ เพราะข้าได้ตระหนักว่าใช้งานมันไม่ได้ ดังนั้นเลยโยนทิ้งไปที่ใดจำไม่ได้แล้ว”
“เจ้าทำหายที่ใด?” เซี่ยปินเริ่มเผยสีหน้าเหยเก
“จำไม่ได้แล้วขอรับ…” จี้เตี๋ยเผยยิ้มบาง “เพียงแต่หากศิษย์พี่เซี่ยมียาย้อนฝันสักสิบขวด ข้าอาจจะนึกออกทันทีเลยก็เป็นได้ขอรับ”
เซี่ยปินจึงได้ตระหนัก ว่าจี้เตี๋ยมีเจตนาไม่ส่งของคืนให้ แต่จงใจพูดอ้อมไปมาเพื่อบอกกล่าวจุดประสงค์ ด้วยเหตุนี้เขาจึงชักสีหน้าก่อนจะเดินกลับไปด้วยความหมองหม่น
“ไอ้หนู ฝากไว้ก่อนเถอะ แล้วจะได้เห็นดี”
จี้เตี๋ยเมินคำข่มขู่ของอีกฝ่าย จากนั้นจึงนำเอาป้ายออกมาเพื่อเข้าถ้ำของตนเองไปฝึกฝน ระหว่างช่วงเวลาที่ผันผ่าน ยามเขาแวะเวียนไปศาลาหมื่นตำรับมักจะพบเจียงโม่หลีอยู่ด้านใน ราวกับนางกำลังค้นหาตำราอะไรสักอย่างจากชั้นไม้
เพราะได้พบเจอในสถานการณ์เงียบงัน จึงทำจี้เตี๋ยได้ตระหนักว่าหากจะมีสตรีผู้เลอโฉมที่สุดในใต้หล้าสักคน ก็คงเป็นดังเช่นนาง…
ภายหลังจากนั้นจี้เตี๋ยยังแวะเวียนมาอีกหลายครั้ง และทุกครั้งมักจะพบนางจนทำเขาอดไม่ได้ถึงขนาดต้องถามออกมา “ศิษย์พี่หญิงเจียงกำลังหาสิ่งใดอยู่หรือขอรับ?”
ภายหลังเอ่ยคำถามจบ เขาเกิดรู้สึกนึกเสียใจ เพราะได้ตระหนักว่าอีกฝ่ายไม่มีความจำเป็นต้องตอบคำถามของตน เวลานี้จึงเอ่ยคำเสียงเบาต่อท้าย
“เอ่อ ไม่มีอะไรหรอกขอรับ คิดเสียว่าข้าถามไปอย่างนั้น”
“คัมภีร์มหากระจ่าง” เจียงโม่หลีตอบกลับโดยไม่ได้ใส่ใจอะไร และตอนนี้เองที่ดวงตาอันงดงามของนางมองกลับมา
…..
“จี้เตี๋ยงั้นหรือ…​พวกเราควร… ให้เขาลองดูหรือไม่?” ขณะเวลาเดียวกัน ณ หอสูงเหนือยอดเขาหลัก ชายผู้มีเส้นผมสีดอกเลาครึ่งศีรษะที่รูปลักษณ์คล้ายจะอายุห้าสิบปี เวลานี้จ้องมองรูปแกะสลักตรงหน้าราวกับจมดิ่งในห้วงความคิดของตนเอง
รูปสลักนี้ตั้งตระหง่านสูงใหญ่ แม้สวมใส่ชุดออกศึกแต่เปิดหน้าอกเผยให้เห็นมัดกล้าม ทั้งยังมีสีหน้ายิ้มแย้มราวกับเย้ยหยันต่อฟากฟ้า ชวนให้ผู้รับชมตระหนักรู้ถึงความอาจหาญอันยิ่งใหญ่
มันคือรูปสลักของผู้ก่อตั้งสำนักเจ็ดลึกล้ำ
ทางฝั่งซ้ายและขวาของรูปสลัก แต่ละด้านยังประกอบด้วยรูปสลักอีกสี่รูป เหล่านี้คือบรรพชนผู้อยู่ในเหตุการณ์ประวัติศาสตร์การก่อตั้งสำนักเจ็ดลึกล้ำ
ชายวัยกลางคนคือปรมาจารย์ผู้มีชื่อเสียงโด่งดังในรัฐคราม หลิวเทา
และยังเป็นจ้าวสำนักเจ็ดลึกล้ำคนปัจจุบัน!