เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 43 คนไม่คุ้นหน้า

ตอนที่ 43 คนไม่คุ้นหน้า

ตอนที่ 43 คนไม่คุ้นหน้า


ตอนที่ 43 คนไม่คุ้นหน้า

“ผู้อาวุโส มันผู้นี้คือบุคคลที่ทำร้ายศิษย์น้องหลิ่วและลักขโมยถุงมิติของศิษย์น้องหลิวไปขอรับ!”

เยี่ยซือยืนกอดอกมองมาทางจี้เตี๋ยด้วยความมาดมั่น กระทั่งยกยิ้มมุมปากให้เห็นราวกับแค่นเสียงเย้ยเสียด้วยซ้ำ

เรื่องราวนี้เปรียบดังฟ้าผ่าดังเปรี้ยงระเบิดกลางพื้นที่โรงนา เหล่าศิษย์ในพื้นที่ต่างเริ่มเข้ามารับชมราวพบเห็นเรื่องสนุก

“ศิษย์สำนักเจียงรู้จักคนผู้นี้หรือไม่?!” ชายชราตระหนักพบเห็นสตรีผู้โดดเด่นสะดุดตายืนอยู่ข้างจี้เตี๋ย เวลานี้จึงเริ่มคาดเดาถึงความสัมพันธ์ของคนทั้งสอง

เรื่องที่เจียงโม่หลีและซูลั่วมีสัมพันธ์อันดีต่อกันไม่ใช่ความลับ และซูลั่วยังเป็นถึงศิษย์ทรงคุณค่าแห่งยอดเขาโอสถเสียด้วยซ้ำ

“ข้าไม่ได้รู้จักอะไร ผู้อาวุโสเถียนไม่ต้องคิดเห็นหรือกังวลเรื่องข้า พิจารณาเรื่องของท่านไปตามสมควรได้เลย” เจียงโม่หลีโค้งกายให้อย่างเย็นชา สุดท้ายจึงเว้นระยะห่างออกจากจี้เตี๋ย

ผู้อาวุโสเถียนหันมองทางจี้เตี๋ยด้วยความรู้สึกโล่งใจ เขาเริ่มใช้พลังจิตของตนเองตรวจสอบจนได้พบเห็นระดับการฝึกตนของอีกฝ่าย ตอนนี้เองที่ต้องเผยสีหน้าคร่ำเคร่ง “กลั่นลมปราณขั้นที่หก… เหตุใดเจ้าถึงทำร้ายศิษย์ยอดเขาโอสถของข้า ทั้งยังก่ออาชญากรรมที่ยอดเขาโอสถ…”

แม้จี้เตี๋ยเผชิญคำถามก็ยังคงสีหน้านิ่งเฉย เขาไม่ได้รู้สึกผิดหวังหรืออะไรกับท่าทีห่างเหินของเจียงโม่หลี ขณะนี้จึงตอบคำกลับ “พวกมันบุกมาโจมตีก่อนขอรับ ข้าเพียงแค่ปกป้องตัวเอง”

เพราะเติบโตมาด้วยความยากลำบากแสนแร้นแค้น เขาจึงทราบดีแก่ใจว่าทุกเรื่องราวมีแต่ต้องพึ่งพาตนเอง

“กล่าวความเท็จ!” เยี่ยซือแค่นเสียงดังทักท้วง

“เป็นเจ้าที่ปล้นชิงถุงมิติของศิษย์น้องหลิวก่อน ทั้งยังทำร้ายเขาจนบาดเจ็บ ข้าเลยขอให้หลิ่วเฉิงไปช่วยผดุงธรรมแทนศิษย์น้องหลิว แต่เจ้าก็ทำร้ายเขากลับมาอีกหน!”

“ความจริงเป็นเช่นไรนั้นเจ้าทราบดีอยู่แก่ใจ!” จี้เตี๋ยมองตอบด้วยสายตาเย็นเยือก

“เหอะ! ทุกคำกล่าวของข้าคือความจริงทั้งสิ้น! ทั้งหมดมันก็เพราะเจ้าเป็นคนโฉดชั่วคิดปล้นชิงถุงมิติของศิษย์ร่วมสำนัก! คนเช่นนี้มีแต่ทราบว่าจะสร้างเรื่องราวให้วุ่นวายอย่างไร ผู้อาวุโสขอรับ ข้าขอแนะนำให้ทำลายการฝึกตนของมันและขับไล่ออกจากสำนักขอรับ!” เยี่ยซือทักท้วงตอบกลับ

ทันทีที่คำเหล่านี้ถูกกล่าวออกมา ศิษย์ทุกคนที่รับชมเรื่องราวอยู่ต่างเผยใบหน้าถอดสี เพราะรู้สึกว่าการลงโทษนี้รุนแรงจนเกินไป ขณะนี้เองที่สายตาทุกคู่ไปหยุดมองที่ชายชราผู้มาใหม่และเจิ้งอี้ ราวกับกำลังรอคอยท่าทีของคนทั้งสอง

“ผู้อาวุโสเจิ้ง คิดว่าควรจัดการกับคนเช่นนี้อย่างไร?” เห็นได้ว่าชายชราค่อนข้างเอนเอียงรับฟังคำของเยี่ยซือ

เพราะทั้งหลิ่วเฉิงและหลิวจงต่างก็ได้รับบาดเจ็บ ทั้งยังมีพยานพบเห็นและหลักฐาน ทั้งหมดสมควรเป็นข้อเท็จจริงแล้ว

สายตาของจี้เตี๋ยเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นมืดมน

“วางใจได้ ข้าจะไม่ให้การปกป้องหรืออะไรทั้งนั้น ผู้อาวุโสเถียนตัดสินใจได้เลย” เจิ้งอี้เองก็มีความสงสัย ว่าผู้ดูแลและเฮ่อซงของยอดเขาสรรพสัตว์จะถูกจี้เตี๋ยฆาตกรรม ดังนั้นเขาจึงไม่เคยมีความรู้สึกดีอันใดต่ออีกฝ่าย เป็นเหตุให้เวลานี้ไม่คิดช่วยปกป้องแม้แต่น้อย

“ถ้าอย่างนั้น…”

ขณะผู้อาวุโสเถียนกำลังจะประกาศอะไรออกมานั้นเอง เสียงหนึ่งกลับดังขึ้นมาอย่างกะทันหัน

“ผู้อาวุโสเถียน ข้ามองว่าเรื่องราวนี้จำเป็นต้องตรวจสอบให้แน่ชัดเสียก่อน” คนที่พูดกล่าวคือเจียงโม่หลีผู้เงียบงันมาโดยตลอด

เสียงของนางทั้งไม่ถ่อมตนหรือว่าโอหังอวดดี เพียงแต่การกระทำนี้มากพอเป็นเหตุให้จี้เตี๋ยชะงักไปชั่วครู่ เขามองยังสีหน้าอันไร้ความรู้สึกของนางขณะริมฝีปากเริ่มสั่นไหว

“หมายความว่าอย่างไร?” ผู้อาวุโสเถียนขมวดคิ้วจนแทบเป็นปมเกิดเป็นรอยย่น

หากว่าคำเหล่านี้เป็นผู้อื่นออกปาก เขาคงเมินเฉย เพียงแต่คำของเจียงโม่หลีจำเป็นต้องให้ค่าและพิจารณา ไม่ใช่สามารถเพิกเฉยได้

“ข้าเชื่อเขา… ว่าเบื้องหลังเรื่องราวนี้จะต้องมีอะไรซุกซ่อนเอาไว้อีกแน่ คาดหวังว่าผู้อาวุโสเถียนจะสืบสวนให้กระจ่างชัด อย่างไรแล้วหากเป็นกรณีอีกฝ่ายเริ่มลงมือก่อน เขาก็เพียงแค่ลงมือตอบโต้เพื่อปกป้องตนเอง จะให้ศิษย์คนหนึ่งต้องถูกทำลายการฝึกตนเพียงเพราะปกป้องตนเองนั้น มันจะถือเป็นเรื่องที่เกินเลยไปหรือไม่?” เจียงโม่หลีตั้งประเด็นขึ้นมา

คำเหล่านี้เป็นเหตุทำให้ชายชราลังเลอีกครั้ง แต่เยี่ยซือที่ไม่พอใจ เวลานี้จึงโต้แย้งคำออกมา “ศิษย์น้องหญิงเจียง กำลังหมายความถึงอย่างไร กล่าวว่าข้าโกหกงั้นหรือ?”

“ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้” เจียงโม่หลียังคงมีสีหน้าเรียบเฉย

เอกลักษณ์อันโดดเด่นของนางคือความเถรตรงเช่นนี้

“ไม่ว่าด้วยอะไร ความจริงคือมันปล้นชิงถุงมิติของศิษย์น้องหลิว…”

“เป็นคนของเจ้าที่เล่นงานข้าก่อนเพราะคิดปล้นชิงถุงมิติของข้า ข้าจึงต้องใช้วิธีการเดียวกันตอบโต้ก็เท่านั้น” จี้เตี๋ยสวนคำกลับ

“คิดกลับผิดเป็นถูกงั้นหรือ ทั้งยังเป็นคำให้การแต่ฝ่ายเดียวของเจ้า อย่าคิดว่าจะหลอกลวงผู้อาวุโสเถียนและศิษย์น้องหญิงเจียง…”

เยี่ยซือเริ่มเผยสีหน้าดำมืด ทว่าก่อนเขาจะเอ่ยคำจบประโยคกลับถูกขัดเอาไว้

“ในเมื่อฟังความฝ่ายเดียวแล้วไม่ควรเชื่อโดยง่าย ไฉนเลยคำพูดของเจ้าจึงน่าเชื่อถือเล่า?” เจียงโม่หลีเอ่ยปากแทรกขึ้นมา เป็นเหตุให้เยี่ยซือเผยสีหน้าอัปลักษณ์

พบเห็นทั้งสองฝ่ายไม่มีใครยอมใคร ผู้อาวุโสเถียนจึงปลดปล่อยสภาวะพลังของกลั่นลมปราณขั้นที่เจ็ดออกมาด้วยหน้านิ่วคิ้วขมวดแล้วเอ่ยคำ “พอ!”

ผู้ใดกันทราบได้ว่าเพียงแค่สิ้นเสียงนี้ กลับมีอีกเสียงหนึ่งที่เอ่ยคำขึ้นต่อ

“ผู้อาวุโสเถียน ข้าเองก็มีเรื่องรายงานเจ้าค่ะ”

ตอนนี้เองที่ทุกคนหันมองไปทางต้นเสียง พร้อมกับได้เห็นเด็กสาวร่างเล็ก พวกเขาทุกคนต่างชะงัก

“ศิษย์น้องหญิงซูลั่ว…” เยี่ยซือขมวดคิ้วและเกิดสงสัย ว่านางมาทำอะไรที่นี่

จี้เตี๋ยเองก็ชะงักไปชั่วครู่ เพราะไม่ทราบว่าเหตุใดนางถึงมาปรากฏตัวที่นี่เช่นกัน

“มีเรื่องอะไร?” ผู้อาวุโสเถียนถามออกมา

“ข้าได้ยินมาว่ามีคนทำร้ายศิษย์ร่วมสำนัก และผู้อาวุโสเถียนคิดลงโทษใช่หรือไม่เจ้าคะ? ข้ามาเพื่อพิสูจน์ว่าจี้เตี๋ยเพียงแค่ปกป้องตัวเอง ฝ่ายหลิ่วเฉิงเป็นคนลงมือก่อนเจ้าค่ะ”

ผู้มาเยือนคือซูลั่วที่ได้รับทราบข่าวคราว เวลานี้เองที่นางเดินเข้าไปใกล้และเปรยสายตามองทั้งหลิ่วเฉิงและหลิวจง

“ศิษย์น้องหญิงซู คำกล่าวนี้จำเป็นต้องมีหลักฐานพิสูจน์” เยี่ยซือเผยสีหน้าดำมืด เพราะเขาไม่อาจเข้าใจได้ว่าเหตุใดซูลั่วถึงเข้ามาช่วยจี้เตี๋ย

ผู้อาวุโสเถียนหันสายตาเย็นเยือกมองมา เป็นการบ่งบอกให้เขาหุบปาก

“แล้วทราบได้อย่างไร”

เนื่องจากเขาตั้งความหวังกับซูลั่วเอาไว้สูง ดังนั้นจึงไม่นึกสงสัยในคำให้การของนาง

“เพราะเมื่อไม่กี่วันก่อน จี้เตี๋ยและข้าเดินทางอยู่ด้วยกันแต่กลับถูกมันบุกมาทำร้ายเจ้าค่ะ!” ตอนนี้เองที่ใบหน้าของซูลั่วแสดงความเกลียดชังออกมา สายตานี้หันมองไปทางหลิ่วเฉิงและหลิวจง

“เป็นเรื่องจริงหรือ?!” ผู้อาวุโสเถียนพลันเผยสีหน้าดำมืด ตอนนี้เองที่เขาหันไปจ้องหลิ่วเฉิงและเยี่ยซือ จนเป็นเหตุให้สีหน้าของคนทั้งสองแปรเปลี่ยน

“ศิษย์น้องหญิงซู ขออย่าได้กล่าวคำเท็จ! หลิ่วเฉิงหรือจะกล้าทำร้ายเจ้า!”

ซูลั่วแค่นเสียงฮึมฮัมตอบกลับ “เป็นความจริงทุกประการเจ้าค่ะ ตอนนั้นข้าใช้ยาจำแลงกายอยู่ ทำให้พวกมันไม่ทราบว่าเป็นข้าและคิดปล้นชิงถุงมิติของข้าด้วย ขอผู้อาวุโสเถียนผดุงธรรมด้วยเจ้าค่ะ!”

“เป็นเรื่องจริงงั้นหรือ?” ชายชราหันมองทางจี้เตี๋ยเป็นการสอบถาม

“เป็นเรื่องจริงขอรับ” พบเห็นเด็กสาวขยิบตาให้ จี้เตี๋ยจึงทั้งรู้สึกแปลกใจและขบขันในเวลาเดียวกัน

มีหรือคนทั้งสองจะกล้าปล้นชิงถุงมิติของนาง เพียงแต่เขาเข้าใจเจตนาของเด็กสาวดี

“พวกเจ้ามีอะไรอยากพูดอีกหรือไม่!”

ผู้อาวุโสเถียนปลดปล่อยลมปราณอันหมองหม่น ขณะน้ำเสียงปะทุตั้งคำถามกับคนทั้งสองอย่างรุนแรง

“มันเป็นไปได้ยังไง… เรื่องนี้… วันนั้นเป็นท่านจริงงั้นหรือ?” ตอนนี้เองที่หลิวจงเกิดตระหนักทราบ ว่าบุคคลที่พบเจอวันก่อนคือซูลั่วตัวจริง

“ผู้อาวุโส ข้าไม่เคยคิดปล้นชิงถุงมิติของศิษย์พี่หญิงซูลั่วเลยขอรับ” หลิ่วเฉิงในเวลานี้เองก็ชักสีหน้ารุนแรง

“ในตอนนั้นศิษย์พี่หญิงซูลั่วเปลี่ยนแปลงรูปโฉม พวกเราไปหาจี้เตี๋ยเพื่อขอให้มันส่งถุงมิติของศิษย์น้องหลิวคืนมา จนสุดท้ายนำไปสู่ความเข้าใจผิดขอรับ”

“มันเป็นอย่างนั้นก็เพราะพวกเจ้าเป็นฝ่ายลงมือก่อนไม่ใช่หรือ?!”

น้ำเสียงอันดำมืดของผู้อาวุโสเถียนดังขึ้น

“ข้าเพียงแค่ทวงถุงมิติของศิษย์น้องหลิวคืนขอรับ เพียงแต่เวลานั้นพวกเขาหลบหนี…”

“เหอะ! โป้ปด! หลิวเหวินปินได้สารภาพเรื่องราวทั้งหมดให้ข้าฟังแล้ว!”

“มันเป็นคนที่คิดปล้นชิงถุงมิติของจี้เตี๋ยก่อน สุดท้ายกลับถูกเล่นงานคืนและโดนปล้น ภายหลังหลิวจงไม่พอใจเลยบุกไปคิดเล่นงานจี้เตี๋ย เหตุการณ์เดิมวนซ้ำไปมาเช่นนี้ หากว่าไม่เชื่อ ผู้อาวุโสเถียนสามารถไปสอบถามผู้ให้การด้วยตนเองได้ ท่านจะได้ทราบเรื่องราวนี้โดยกระจ่าง ส่วนพวกเจ้าที่กำลังเล่าความฝ่ายเดียวเอามือบดบังฟ้าหลอกลวงผู้อาวุโส นี่ไม่ใช่เรื่องควรให้อภัยกันได้!”

ซูลั่วโต้แย้งออกมา

“เป็นอย่างนี้นี่เอง… พวกเจ้าทั้งสองถึงขั้นกล้าดีหลอกลวงผู้อาวุโส…”

ขณะคนทั้งสองกำลังร้อนรน โกรธเคือง และพบว่ายากหาทางตอบโต้ ตอนนี้เองที่ชายชราแค่นเสียงดังขึ้นพร้อมผลักฝ่ามือใส่ร่างคนทั้งสอง

ความเร็วนี้เป็นระดับที่แม้ทั้งสองเป็นผู้ฝึกตนกลั่นลมปราณขั้นที่ห้าก็ยังหลบเลี่ยงไม่ทัน พวกเขาต่างร่างกระเด็นลอยลิ่วพร้อมทำฝุ่นตลบคลุ้งพื้นที่

“การฝึกตนของข้า…”

แต่หากเทียบเปรียบกับความเจ็บปวดภายในกาย ที่ทำให้พวกเขาไม่อาจยอมรับได้ยิ่งกว่าคือการฝึกตนถูกทำลาย เพราะฝ่ามือเมื่อครู่นี้ มันเป็นเหตุให้ทะเลลมปราณในกายของพวกเขากระจายและแตกสลาย

“พวกเจ้าทั้งสองที่คิดทำร้ายศิษย์ร่วมสำนักก่อน ทั้งยังกล้าหลอกลวงผู้อาวุโส บัดนี้ถูกตัดสินขับไล่ออกจากสำนักเจ็ดลึกล้ำเพื่อเป็นเยี่ยงอย่างให้ผู้อื่นได้เห็นโทษของการกระทำ!”

จบบทที่ ตอนที่ 43 คนไม่คุ้นหน้า

คัดลอกลิงก์แล้ว