เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 14 ศิษย์พี่หญิงเจียง

ตอนที่ 14 ศิษย์พี่หญิงเจียง

ตอนที่ 14 ศิษย์พี่หญิงเจียง


ตอนที่ 14 ศิษย์พี่หญิงเจียง

“ฝั่งใต้ ฝั่งเหนือ?” จี้เตี๋ยเพิ่งเคยได้ยินเป็นครั้งแรก ว่าสำนักเจ็ดลึกล้ำมีการแบ่งออกเป็นฝั่งเหนือและฝั่งใต้ เป็นเหตุให้ตอนนี้เขาดูประหลาดใจพอสมควร

“…”

อู๋ฮั่นไม่นึกคิดว่าประเด็นที่จี้เตี๋ยสนใจจะเป็นเรื่องนี้ เป็นเหตุให้เขาถึงกับต้องรั้งคำพูดที่เตรียมเอ่ยถัดไปกลับคืนลงท้อง

ยังไงถึงต่อให้พูดไปตอนนี้ อีกฝ่ายก็คงไม่กังวลเรื่องศิษย์พี่หญิงเจียงจะมาแหกอกอยู่แล้วไม่ใช่หรือ?

อู๋ฮั่นบ่นพึมพำอยู่ภายในก่อนจะตอบกลับ “ศิษย์พี่จี้เพิ่งมาถึงที่นี่ได้ไม่นาน จึงอาจไม่รู้บางเรื่องราวไปบ้าง สำนักเจ็ดลึกล้ำนั้นถูกแบ่งออกเป็นฝั่งเหนือและฝั่งใต้ และฝั่งใต้คือสถานที่ให้ศิษย์สายนอกเช่นพวกเราใช้อยู่อาศัย แบ่งออกเป็นยอดเขาสรรพสัตว์และยอดเขาโอสถ ปัจจุบันพวกเราอยู่ยอดเขาสรรพสัตว์ ส่วนทางฝั่งเหนือคือสถานที่ซึ่งศิษย์สายในของสำนักและเหล่าผู้อาวุโสใช้ฝึกฝนและเก็บตัว นอกจากนี้มันยังเป็นตำแหน่งที่ปราณวิญญาณอุดมสมบูรณ์ยิ่งกว่า”

อู๋ฮั่นเริ่มบอกเล่าสถานการณ์ของสำนักเจ็ดลึกล้ำออกมาให้ฟัง และยามเอ่ยถึงฝั่งเหนือ สายตาของเขาค่อนข้างเป็นประกายราวกับเฝ้าฝันถึง

“ยอดเขาสรรพสัตว์ ยอดเขาโอสถ” จี้เตี๋ยที่ได้พลันเผยสายตาเป็นประกายเช่นกัน เขาคาดเดาว่าสตรีโฉดและชายคนที่พาเขามาที่นี่สมควรเป็นศิษย์จากฝั่งเหนือ

เพราะชายหน้าม้ายามอยู่ต่อหน้าสตรีโฉดนั้น ยังต้องเผยท่าทีนอบน้อมประหนึ่งหลานชายพบบรรพชน

“ถ้าเช่นนั้นจะไปเป็นศิษย์ของฝั่งเหนือได้อย่างไร?”

“หนึ่งคือการทะลวงสู่การกลั่นลมปราณระดับสูง เช่นนั้นจะสามารถเข้าสู่ฝั่งเหนือได้โดยตรง นอกจากนั้นก็มีแต่คนที่คว้าอันดับหนึ่งในการแข่งขันประจำปีของฝั่งใต้ถึงสามารถได้ก้าวไปสู่ฝั่งเหนือ” อู๋ฮั่นอยู่สำนักเจ็ดลึกล้ำมานานหลายปี ดังนั้นจึงทราบรายละเอียดเป็นอย่างดี กระทั่งบอกเล่าออกมาด้วยความตื่นเต้นและเฝ้าฝัน

จี้เตี๋ยจึงได้ทราบว่าสำนักเจ็ดลึกล้ำฝั่งใต้ จะจัดการแข่งขันขึ้นในทุกสามปี และศิษย์จากฝั่งใต้ทุกคนสามารถเข้าร่วมได้ อันดับหนึ่งของการแข่งขันไม่เพียงแต่จะได้ย้ายไปอยู่ฝั่งเหนือ แต่ยังจะได้รับยากลั่นจุดกำเนิดที่สามารถช่วยเร่งระดับการฝึกฝนได้!

และการแข่งขันดังกล่าวจะจัดขึ้นในระยะเวลาอีกเพียงแค่หนึ่งเดือน!

“ด้วยความเร็วการฝึกฝนของศิษย์พี่จี้ ไม่ช้าก็เร็วต้องได้เข้าร่วมกับฝั่งเหนือแน่นอนขอรับ” อู๋ฮั่นเอ่ยคำชื่นชมอย่างชำนิชำนาญ

บุคคลที่ระดับการฝึกฝนสูงที่สุดในพื้นที่คอกสัตว์ก็แค่การกลั่นลมปราณขั้นที่สาม จี้เตี๋ยสามารถเอาชนะงูดำที่เป็นสัตว์อสูรกลั่นลมปราณขั้นที่สามจุดสูงสุดได้ ไม่ว่าใครในที่นี้ก็ต้องเกรงใจเขา ดังนั้นการผูกมิตรเอาไว้ก่อนย่อมเป็นเรื่องดี

อย่างไรแล้วด้วยพรสวรรค์ที่อีกฝ่ายแสดงให้เห็นเมื่อครู่ ภายหน้าย่อมมีโอกาสได้เข้าร่วมทางฝั่งเหนืออย่างแน่นอน

จี้เตี๋ยยิ้มตอบ เพียงแต่เขาไม่ได้ปรารถนาจะไปเป็นศิษย์ฝั่งเหนือ เนื่องจากเขามีหม้อทองแดงอยู่กับตัว ทำให้ปัจจุบันไม่ได้ขาดตกสิ่งใดหรือต้องการยาวิเศษแต่ประการใด

“แม้ว่าศิษย์พี่จี้จะมีพรสวรรค์อันยอดเยี่ยม แต่ระมัดระวังไว้ก่อนไม่เสียหายขอรับ” อู๋ฮั่นเริ่มเปลี่ยนหัวข้อการสนทนา

“ศิษย์พี่หญิงเจียงคือตัวเลือกอันดับหนึ่งที่คาดว่าน่าจะได้เข้าฝั่งเหนือในปีนี้ เมื่อครู่ท่านเพิ่งทำร้ายสัตว์เลี้ยงของนางไป แม้ว่าจะมีเหตุผลที่เหมาะสม แต่ก็ไม่มีอะไรรับประกันได้ว่านางจะไม่โพล่งโทสะเข้าใส่…”

อู๋ฮั่นบอกกล่าวอย่างมีชั้นเชิง กระทั่งกระซิบเตือนให้จี้เตี๋ยระวัง

“ขอบคุณ” ไม่ว่าอีกฝ่ายมีจุดประสงค์อะไร อย่างน้อยจี้เตี๋ยก็จะจดจำความหวังดีนี้เอาไว้

แท้จริงแล้วเขาเองก็เคยนึกถึงเรื่องนี้ก่อนลงมือเช่นกัน หากว่าศิษย์พี่เจียงมาพบและตั้งคำถาม เขาก็มั่นใจว่าพอจะทำให้นางสงบใจลงได้

“ศิษย์พี่จี้เกรงใจกันเกินไปแล้วขอรับ ข้าแนะนำว่าสักสองสามวันไปหลบซ่อนให้ใกล้จากโรงนาก็น่าจะดี…”

“ข้าทราบแล้ว” จี้เตี๋ยประสานหมัดกับฝ่ามือแสดงท่าทีขอบคุณ เพียงแต่เขาไม่คิดหลบซ่อน

พระอาจหนีหาย แต่วัดไม่อาจหนีไปไหน ตราบเท่าที่เขายังอยู่ร่วมกับสำนักเจ็ดลึกล้ำ อย่างไรไม่ช้าก็เร็วต้องถูกอีกฝ่ายพบเจอตัว

และมันไม่ใช่อะไรที่เขาต้องการด้วยเช่นกัน!

‘เหนืออื่นใด ทั้งหมดนี้ก็คือปัญหาทางด้านความแข็งแกร่ง และต้นเหตุก็เป็นเพราะผู้ดูแลนั่น หากว่าข้าแข็งแกร่งทัดเทียมสตรีโฉดนางนั้น มันก็คงไม่กล้าสร้างความยากลำบากให้แก่ข้าเช่นเมื่อครู่!’ สายตาของจี้เตี๋ยแสดงออกถึงความหนักแน่น ภายหลังจากนั้นชุดความคิดมากมายจึงเริ่มปรากฏ และทำให้เขาเข้าใจได้ว่าพละกำลังคือสิ่งสำคัญเหนืออื่นใด

เพียงไม่ช้าภายหลังแยกกับอู๋ฮั่น เขาพุ่งตรงกลับห้องตนเองพร้อมนำเอา “คัมภีร์มหาลึกล้ำ” ออกมาจากถุงเก็บของเพื่อตรวจสอบเนื้อหา

ครั้งก่อนที่ได้อ่าน เขาจำได้ว่าภายหลังทะลวงการกลั่นลมปราณขั้นที่สี่ได้สำเร็จแล้ว มันจะทำให้เขาสามารถใช้คาถาเล็กน้อยได้

และบังเอิญว่าตัวเขาสำเร็จการกลั่นลมปราณขั้นที่สี่แล้ว ดังนั้นเขาจึงควรเรียนรู้ให้มากขึ้นเพื่อเพิ่มพูนฝีมือ!

“คาถาควบคุมวัตถุ…” จี้เตี๋ยพึมพำก่อนจะเร่งร้อนพลิกไปยังหน้าสามของคัมภีร์มันบันทึกคาถาบทน้อยที่เรียกขาน ว่าเป็นคาถาควบคุมวัตถุ

มันคือวิชาที่ไม่อาจใช้เพื่อโจมตีผู้คนโดยตรงได้ แต่ก็มีไว้เพื่อให้ผู้ฝึกตนกลั่นลมปราณระดับที่สี่ใช้เพื่อฝึกฝน

วิธีการฝึกฝนก็เรียบค่าย นั่นคือการปล่อยพลังวิญญาณออกมาควบคุมวัตถุผ่านทางอากาศ มันสามารถนำไปใช้ได้จริง แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับทักษะอื่นร่วมด้วย

จี้เตี๋ยนำเอาผลไม้ออกมาตรวจสอบ ตามวิธีการที่บันทึกเอาไว้ภายในคัมภีร์มหาลึกล้ำ เขาจะสามารถควบคุมพลังวิญญาณในร่างกายเพื่อยกผลไม้นี้ได้ ภายหลังทดลองทำสองถึงสามครั้ง ในที่สุดผลไม้ก็เริ่มลอยขึ้น

แต่ก่อนจะทันผ่านชั่วระยะลมหายใจ มันกลับร่วงหล่นลงกับพื้น เพราะเขาไม่อาจยกพวกมันได้ต่อ

จี้เตี๋ยไม่ได้สูญเสียกำลังใจ เขายังคงพยายามอย่างต่อเนื่อง

“มันไม่ใช่คนโง่งั้นสินะ” ภายในบ้านหลังหนึ่ง ชายหน้าม้าที่ได้ฟังรายงานจากศิษย์ในโรงนา ว่าภายหลังตนออกมาแล้วเกิดอะไรขึ้นบ้าง เขาถึงกับต้องแค่นเสียงขึ้นจมูก

หากว่าอีกฝ่ายกล้าล้างแค้นเฮ่อซงในที่เกิดเหตุ เขาก็คงบุกเข้าไปจับตัวข้อหากระทำความผิดทำร้ายศิษย์ร่วมสำนัก ผู้ใดคาดคิดว่าอีกฝ่ายจะอดทนอดกลั้นเอาไว้

“ไปแจ้งศิษย์พี่หญิงเจียงเรื่องงูดำให้เรียบร้อย” ชายหน้าม้าหลับตาลง ส่วนตัวเขาไม่ได้มีข้อพิพาทอะไรกับจี้เตี๋ย เพียงแค่อีกฝ่ายไม่ทราบว่าทำอะไรเข้าถึงขั้นกล้ามีเรื่องกับศิษย์พี่หญิงซ่ง

“ให้ข้ารายงานอย่างไรขอรับ?” ศิษย์คนนั้นเอ่ยถาม

“บอกว่ามีเด็กใหม่คนหนึ่งทำร้ายสัตว์อสูรของนาง”

“ขอรับ”

จี้เตี๋ยไม่ได้ทราบเรื่องราวเหล่านี้ และหากว่าปัจจุบันภายในบ้านของเขามีคนนอกมาพบเห็น พวกเขาคงต้องประหลาดใจที่ได้พบว่าผลไม้ที่ลอยตรงหน้าของเขา มันเริ่มบินโคจรรอบประหนึ่งมีปีกอย่างไรอย่างนั้น

กระนั้นหากมองให้ดี จะได้พบว่าเส้นทางการบินของผลไม้ค่อนข้างซวนเซ ราวกับมันเมามาย

บุคคลที่ควบคุมให้มันบินไปมาย่อมเป็นจี้เตี๋ย ปัจจุบันเขาสามารถควบคุมวัตถุน้ำหนักเบาให้ลอยตัวเป็นเวลานานได้แล้ว เพียงแต่สภาพยังไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่

จี้เตี๋ยไม่ได้มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องฝึกฝนต่อไป

ไม่ช้า พลังวิญญาณในกายของเขาจึงเหือดแห้ง ผลไม้ที่สูญเสียพลังเกื้อหนุนจึงร่วงหล่นจากอากาศลงสู่พื้น

เขานำเอาผลยกวิญญาณที่ได้รับการยกระดับแล้วออกมาจากถุงเก็บของ ก่อนจะใช้พวกมันเพื่อฟื้นฟูพลังวิญญาณที่สูญเสีย จี้เตี๋ยดำเนินการทุ่มเทสมาธิไปกับการฝึกฝน ยามที่พลังวิญญาณแห้งเหือด เขาจะหยุดและนำเอาผลยกวิญญาณมาเติมเต็มพลัง

ภายหลังผ่านการทำวนซ้ำหลายต่อหลายครั้ง เขาจึงเริ่มรู้สึกอย่างคลุมเครือ ว่าการฝึกฝนของตนเองราวกับเริ่มเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น

แม้ว่าระดับการฝึกฝนจะไม่ได้ก้าวหน้า แต่มันมั่นคงกว่าที่เคยเป็น และพลังสำหรับใช้ต่อสู้เองก็เพิ่มขึ้นมาเล็กน้อยด้วยเช่นกัน

ตอนนี้เองที่จี้เตี๋ยได้ตระหนัก ว่าตนเองมุ่งเน้นแต่การเพิ่มพูนการฝึกฝนโดยใช้ผลยกวิญญาณอย่างหน้ามืดตามัว มันเปรียบดังการก่อสร้างที่ไม่ได้วางรากฐานให้มั่นคง แต่เป็นการเร่งสร้างให้เสร็จ

ระยะสั้นมันอาจไม่ได้ทำให้เกิดปัญหา แต่ยามใดที่การปลูกสร้างไปถึงความสูงระดับหนึ่ง มันย่อมพังทลายลงมาอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง!

และปัจจุบัน ด้วยการใช้พลังวิญญาณวนซ้ำหลายต่อหลายครั้ง การฝึกฝนเกิดขึ้นในช่วงนี้จึงทำให้มันเริ่มเกิดความมั่นคงที่มากขึ้น!

มันเป็นเรื่องบังเอิญ!

“เกือบไปแล้ว” จี้เตี๋ยเกิดหวาดเกรงขึ้น เพราะการฝึกฝนของเขาเพิ่งเริ่มได้ไม่นาน ทั้งยังไม่มีอาจารย์คอยชี้แนะ มันเปรียบเสมือนการข้ามแม่น้ำโดยอาศัยความรู้สึกว่าตรงใดมีหินให้หยัดยืน จนเขาเกือบพลาดไปผิดเส้นทาง

ภายหลังตระหนักทราบ อย่างน้อยช่วงระยะเวลานี้จี้เตี๋ยก็ไม่กล้าใช้ผลยกวิญญาณเพื่อเพิ่มพูนการฝึกฝนของตนเอง ที่เขาทำก็เพียงแค่ฝึกฝนโดยใช้พลังวิญญาณควบคุมวัตถุภายนอกร่างกายให้บินไปมา เพื่อฝึกฝนเพิ่มพูนความสามารถ

และเขาหาได้ทราบไม่ ว่าปัจจุบันได้มี ‘แขก’ คนหนึ่งมาเยือนคอกสัตว์

“คำนับศิษย์พี่หญิงเจียงขอรับ…”

จบบทที่ ตอนที่ 14 ศิษย์พี่หญิงเจียง

คัดลอกลิงก์แล้ว