เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 12 ข้อสันนิษฐานของลู่เป่ย

บทที่ 12 ข้อสันนิษฐานของลู่เป่ย

บทที่ 12 ข้อสันนิษฐานของลู่เป่ย


ลั่วเหวินอวี้ไม่คาดคิดาเลยว่จะได้ยินข้อสรุปแบบนี้

"สัตว์ประหลาดที่ลากคนไปเป็นตัวตายตัวแทนเนี่ยนะ?"

เขาเกาหัวแกรกๆ "เคยได้ยินอยู่หรอก แต่มันเกี่ยวอะไรกับเนื้อหาในไดอารี่ล่ะ?"

ลู่เป่ยอธิบายข้อสันนิษฐานของเขา "ประการแรก ไดอารี่พูดถึงการเซ่นไหว้ และความถี่ของงานก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

"งานเซ่นไหว้ครั้งแรก พ่อหายตัวไป งานครั้งที่สอง แม่หายตัวไป

"เมื่อดูจากบริบทของเนื้อหาและปฏิกิริยาของคนอื่น คนที่หายตัวไปน่าจะตายไปแล้ว

"ฉันเลยขอสรุปเบื้องต้นว่า ทุกครั้งที่มีงานเซ่นไหว้จะต้องมีคนหายตัวไป และคนที่หายไปก็คือเครื่องสังเวยในงานนั้น"

ลั่วเหวินอวี้ลูบคาง พยักหน้าหงึกๆ "อืม... ฟังดูมีเหตุผลแฮะ"

ลู่เป่ยกล่าวต่อ "ประการที่สอง ในช่วงท้ายของไดอารี่บอกว่าพ่อที่หายตัวไปกลับมาแล้ว แต่มีเกล็ดงอกตามตัว

"ในเวลาเดียวกัน ลุงจางที่หายตัวไปก็โผล่มาเหมือนกัน แต่มีเกล็ดเต็มตัวจนดูไม่เหมือนคน

"สุดท้าย ลุงจางฆ่าพ่อแล้วก็เจอเด็ก

"ชะตากรรมของเด็กคนนั้นคงไม่สวยแน่

"ฉันเดาว่าพ่อกลายเป็นสัตว์ประหลาดในงานเซ่นไหว้ครั้งก่อนหน้า ถึงได้หายตัวไป

"และในงานครั้งนี้ แม่กับลุงจางถูกนำไปเป็นเครื่องสังเวย พ่อเลยกลับมาเป็นมนุษย์อีกครั้ง แม้จะยังมีลักษณะของสัตว์ประหลาดหลงเหลืออยู่บ้างก็ตาม

"ในทำนองเดียวกัน ในเมื่อพ่อกลับเป็นคนได้ ลุงจางก็ย่อมออกหาเหยื่อรายต่อไปเพื่อทำให้ตัวเองกลับเป็นมนุษย์ได้เหมือนกัน"

เจ้าอ้วนตาโตเท่าไข่ห่าน "ตรรกะนี้เป๊ะเลย!"

แต่การวิเคราะห์ของลู่เป่ยยังไม่จบ "ยังมีคำถามอีกข้อว่า พวกมันจับคนไปเป็นตัวตายตัวแทนได้ยังไง? ฉันมีสมมติฐานอยู่สองข้อ

"ไดอารี่บอกว่าแม่มักจะนอนหลับทั้งที่ยังใส่เสื้อผ้าเต็มยศก่อนวันเซ่นไหว้ เมื่อนำรายละเอียดนี้ไปเชื่อมโยงกับเกล็ดบนแขนของพ่อ ฉันคิดว่าที่แม่ทำแบบนั้น ก็เพราะไม่อยากให้เด็กเห็นเกล็ดบนตัวเธอ

"ทีนี้เหตุผลของการเซ่นไหว้ก็ชัดเจนแล้ว: เพื่อกำจัดเกล็ดบนร่างกาย จึงต้องเลือกใครสักคนไปเป็นเครื่องสังเวย

"เหตุผลที่แม่ร้องไห้ก่อนวันงาน ก็เพราะเธอไม่รู้ว่าสามีตัวเองจะถูกเลือกเป็นรายต่อไปหรือเปล่า

"สุดท้าย ไดอารี่บอกว่าลุงจางฆ่าพ่อ

"จากข้อมูลและการอนุมานทั้งหมดที่กล่าวมา ฉันเชื่อว่ามีสองวิธีในการหาตัวตายตัวแทน

"หนึ่งคือ การฆ่าโดยตรง

"สองคือ การกัดกินอย่างช้าๆ ด้วยวิธีการแพร่เชื้อผ่านเกล็ด"

เมื่อฟังจบ สายตาที่ลั่วเหวินอวี้มองลู่เป่ยก็เปลี่ยนไป

"ไม่จริงน่าลูกพี่ แค่ไดอารี่ไม่กี่บรรทัด พี่ดึงข้อมูลออกมาได้ขนาดนี้เลยเหรอ?"

ในที่สุดลู่เป่ยก็สรุปความ

"ภารกิจของดันเจี้ยนคือการเอาชีวิตรอดจนถึงรุ่งเช้า ดังนั้นอันตรายที่สุดก็น่าจะเป็นพวกสัตว์ประหลาดเกล็ดพวกนี้นี่แหละ

"ขอแค่เรารู้วิธีการโจมตีและจุดอ่อนของพวกมัน แล้วเตรียมรับมือให้พร้อม การผ่านคืนนี้ไปอย่างปลอดภัยก็ไม่ใช่เรื่องยาก"

ลั่วเหวินอวี้เชื่อสนิทใจ

จู่ๆ เขาก็รู้สึกว่าการแอดคนคนนี้เป็นเพื่อนคือการตัดสินใจที่ฉลาดที่สุดในชีวิต มีเพื่อนร่วมทีมแบบนี้ ดันเจี้ยนไหนก็ผ่านได้ฉลุย!

เจ้าอ้วนมีข้อดีอยู่อย่างหนึ่ง คือเขาไม่เคยอวดเก่งในเรื่องที่ตัวเองไม่ถนัด

ในเมื่อเพื่อนร่วมทีมฉลาดขนาดนี้ เขาต้องเกาะหนึบไว้ให้แน่นๆ!

"ลูกพี่ แล้วตามความเห็นพี่ ตอนนี้เราควรทำไงต่อ?"

ลู่เป่ยชี้ไปที่อาคารที่โดดเด่นที่สุดใจกลางหมู่บ้าน "ไปที่นั่นกัน ที่นั่นต้องมีเบาะแสใหม่แน่ๆ ฉันต้องหาหลักฐานมายืนยันข้อสันนิษฐานนี้"

"ลุยเลย!"

ลั่วเหวินอวี้เดินนำหน้า ก้าวยาวๆ มุ่งหน้าไปสู่อาคารหลังนั้น

ลู่เป่ยหยิบ 'บันทึกการทดลองชำแหละ' ออกมาจากช่องเก็บของ เขาสะกดกลั้นความตื่นเต้นในแววตา พลิกสมุดไปยังหน้ากระดาษที่ยังว่างเปล่า

สิ่งที่เขาไม่ได้พูดออกไปเมื่อครู่ก็คือ ถ้าข้อสันนิษฐานของเขาถูกต้อง และมีสัตว์ประหลาดที่หาตัวตายตัวแทนได้จริง...

เขาอดพึมพำกับตัวเองไม่ได้ "บันทึกการชำแหละของฉันจะได้ตัวอย่างเพิ่มสักทีสินะ?"

"ต้องหาวิธีสืบให้ได้..."

"เวลาในดันเจี้ยนมีแค่ไม่ถึงวัน ถ้าไม่รีบหาตัวสัตว์ประหลาดนั่นให้เจอ เกรงว่าจะพลาดโอกาสทองแล้วไม่ได้เจอมันอีกเลย"

เขาเก็บสมุดโน้ตกลับเข้าที่ แล้วเร่งฝีเท้าตามลั่วเหวินอวี้ไป

เจ้าอ้วนไม่ได้เห็นฉากนี้ แต่ผู้ชมในไลฟ์สดเห็นเต็มสองตา

【เชี่ยเอ๊ย หมอนี่ไม่กลัวดันเจี้ยนระดับสูงเลยรึไง?】

【ยังมีหน้ามาเตรียมตัวจับสัตว์ประหลาดไปชำแหละอีก!】

【แต่ต้องยอมรับเลยนะ การอนุมานของเด็กใหม่คนนี้มันโคตรโหด ปะติดปะต่อเบาะแสจากเศษเสี้ยวข้อมูลได้อย่างแนบเนียน】

【จริงด้วย เกมเพิ่งเริ่มได้ไม่กี่นาที พี่แกก็คลำหาความจริงเจอแล้ว แค่อาศัยข้อความสั้นๆ ในสมุดโน้ต...】

【ก็ยังไม่แน่หรอกว่าจะเป็นความจริง เขาไม่มีหลักฐานยืนยันสักหน่อยนี่?】

【แต่มีทิศทางให้เดินก็ดีกว่าคลำหาทางมืดๆ แหละน่า】

【ทุกคนลืมไปแล้วเหรอว่าหมอนี่เพิ่งเลเวลหนึ่ง? ส่วนเจ้าอ้วนเลเวลสามยังยอมซูฮกให้เลย】

【เดี๋ยวนะ สมุดในมือเขามันคุ้นๆ นะ นั่นใช่สมุดที่เขาจดเล่นๆ ในดันเจี้ยนก่อนหรือเปล่า?】

【เฮ้ย จริงด้วย! ว่าแต่เขาเอาสมุดนั่นออกมาได้ยังไง?】

【หรือว่า... สมุดนั่นกลายเป็นไอเทมไปแล้ว?】

【ต้องใช่แน่ๆ!! มีแต่ไอเทมเท่านั้นแหละที่พกข้ามดันเจี้ยนได้!!】

【ดันเจี้ยนแรกก็ได้ไอเทมเลยเหรอ? เด็กใหม่คนนี้มันจะน่ากลัวเกินไปแล้ว...】

【พวกเราไม่รีบโดเนทเหรียญเพิ่มหน่อยเหรอ? ถ้าไม่รีบลงทุนตอนนี้ เดี๋ยวผลตอบแทนก็ไม่คุ้มหรอก!】

【ลงทุน! ต้องลงทุนให้ได้!】

ในหมู่บ้านชาวประมง ลู่เป่ยและลั่วเหวินอวี้มาถึงบริเวณอาคารเป้าหมายอย่างรวดเร็ว

เมื่อเข้ามาใกล้ถึงได้เห็นชัดๆ ว่าอาคารก่ออิฐหลังนี้คือศาลเจ้า

ศาลเจ้าถูกล้อมรอบด้วยกำแพงหินสูงตระหง่าน ทางเข้าออกมีเพียงประตูใหญ่ที่ปิดสนิทอยู่เบื้องหน้า

ลั่วเหวินอวี้ไม่ได้ผลีผลามผลักประตู เขาหันไปถามความเห็นเพื่อนร่วมทีมก่อน "เอาไงดีพี่? บุกเข้าไปเลยไหม?"

ลู่เป่ยพยักหน้า "ต่อให้ข้างในมีอันตราย เราก็ต้องเข้าไป และความเสี่ยงตอนกลางวันแบบนี้ย่อมน้อยกว่าตอนกลางคืนแน่นอน เข้าไปเถอะ"

เจ้าอ้วนลงมือทันที เขาออกแรงผลักประตูใหญ่จนเปิดออก

ศาลเจ้ามีขนาดไม่ใหญ่นัก เมื่อก้าวพ้นประตูเข้ามาก็จะพบกับลานกว้างขวาง ตรงหน้าคือศาลากลางสำหรับประดิษฐานสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ส่วนด้านข้างมีศาลารองขนาบอยู่

อย่างไรก็ตาม ประตูของศาลาทั้งสองแห่งล้วนปิดสนิท

ใจกลางลานมีเตาไฟก่ออิฐหยาบๆ ภายในมีเถ้าถ่านและเศษฟืนตกค้างอยู่เป็นจำนวนมาก

ลู่เป่ยเอื้อมมือไปสัมผัส ขี้เถ้าเปียกชื้น และมีตะไคร่น้ำขึ้นตามผิวก้อนอิฐด้านใน

เตาไฟนี้ไม่ได้ใช้งานมาพักใหญ่แล้ว

นอกจากเตาไฟแล้ว ลานแห่งนี้ก็ไม่มีสิ่งใดอื่นอีก

เขาหันไปบอกเจ้าอ้วน "เราไปดูที่ศาลากลางกันเถอะ"

พอได้ยินดังนั้น ลั่วเหวินอวี้ก็พุ่งตัวไปข้างหน้าและเป็นคนแรกที่ผลักประตูศาลากลางเปิดออก

การกระทำนี้เห็นได้ชัดว่าต้องการปกป้องเพื่อนร่วมทีม

ลู่เป่ยย่อมเข้าใจเจตนาของเขาดี

ตัวอย่างเช่นในดันเจี้ยน 'เมืองเถาวัลย์เน่า' การเปิดประตูนำไปสู่การโดนซอมบี้ดักซุ่มโจมตี

ใครจะรู้ว่าดันเจี้ยนนี้จะวางกับดักแบบเดียวกันไว้หรือเปล่า?

เจ้าอ้วนกำลังพิสูจน์ด้วยการกระทำว่า คำพูดที่ว่าจะปกป้องเพื่อนร่วมทีมนั้นไม่ได้มีดีแค่ลมปาก

ทั้งสองเพิ่งรู้จักกันไม่นาน แต่กลับทำงานเข้าขากันได้อย่างน่าประหลาด

ลู่เป่ยรับหน้าที่คิดวิเคราะห์ ส่วนลั่วเหวินอวี้รับหน้าที่ลงมือปฏิบัติ

เมื่อบานประตูศาลากลางเปิดออก สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาคือรูปปั้นบนแท่นบูชา

มันเป็นรูปปั้นประหลาดที่ทั้งคู่ไม่เคยเห็นมาก่อน

ลู่เป่ยเคยไปวัดและศาลเจ้ามานักต่อนัก สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ประดิษฐานอยู่ล้วนเป็นพระพุทธรูป พระโพธิสัตว์ หรือไม่ก็เทพเจ้า แต่เจ้าสิ่งนี้...

ทำไมมันถึงดูเหมือนสัตว์ประหลาดรูปร่างคล้ายมนุษย์กันล่ะ?

จบบทที่ บทที่ 12 ข้อสันนิษฐานของลู่เป่ย

คัดลอกลิงก์แล้ว