- หน้าแรก
- มรรคาวิถีกระสุนดินดำ
- บทที่ 49 อัตรากำไร
บทที่ 49 อัตรากำไร
บทที่ 49 อัตรากำไร
อยากตายหรือไม่อยากอยู่
นี่ดูเหมือนจะไม่ใช่คำถามให้เลือก
และความจริงก็เป็นอย่างนั้น
คนขับรถพยายามดิ้นรน ต่อรองราคาสักพัก
จะบอกว่าคำพูดจริงใจก็ไม่เชิง อย่างน้อยก็เท่ากับไม่ได้พูดอะไร
นอกจากจุดที่ยอมรับไม่ได้ ที่เหลือยอมรับได้หมด
แต่หลังเจอวิชากายภาพบำบัดฉบับจางอู๋จี๋ ที่ใช้ศอกเปิดทางเดินหายใจ หมัดกระตุ้นจังหวะหัวใจเข้าไป
คนขับก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า เวลาคนเราทนไม่ไหว โดยทั่วไปก็คือทนไม่ไหวจริงๆ
รีบเทถั่วในกระบอกไม้ไผ่ออกมา รู้อะไรพูดหมด
ไม่ผิดคาด อีกฝ่ายเป็นนักฆ่า
แต่ทำไมถึงมาฆ่าจางอู๋จี๋?
คนขับไม่รู้
งานที่เขาได้รับคือฆ่าคนในรูป ข้อมูลบอกแค่ว่าเวลานี้ เป้าหมายจะปรากฏตัวที่ทางเข้าออกสนามบินเม็กซิโกซิตี้
"แล้วรูปล่ะ?"
จางอู๋จี๋งง ใครอยากฆ่าเขา?
แถมยังรู้ตารางการเดินทางของเขาชัดเจน ไม่ธรรมดาแน่
"เผาไปแล้ว"
จางอู๋จี๋ : ?
แฟรงค์ก็หันมามองด้วยความสงสัย
คนขับเหงื่อแตกพลั่ก หดคอ "ในหนังเขาก็ทำกันแบบนี้ ไม่เผามันดูไม่มืออาชีพ..."
"ที่ต้องพูดผมก็พูดหมดแล้ว ลงมือเถอะ"
คนขับไม่ได้หวังว่าจะรอด คนในวงการนี้ย่อมเตรียมใจมาบ้างแล้ว
ความพยายามดิ้นรนเอาชีวิตรอดหมดไปตั้งแต่ก่อนโดนถามแล้ว ตอนนี้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดคือครอบครัวไม่โดนร่างแห ตายๆ ไปให้พ้นทรมาน
"ไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อหรือไง?"
จางอู๋จี๋เหลือบตามอง
คนขับตาเป็นประกาย "คุณจะไม่ฆ่าผม?"
จางอู๋จี๋ไม่ตอบ หยิบขวดพลาสติกเล็กจิ๋วออกมา
มันคือขวดน้ำแร่ทั่วไป ที่จางอู๋จี๋ใช้ลมปราณตัดและปั้นขึ้นมาใหม่เพื่อใส่ยาเม็ดคืนพลังขนานเล็ก
แฟรงค์หายใจถี่ขึ้น รู้ทันทีว่านี่คือยาวิเศษที่คุยกันทางโทรศัพท์!
จางอู๋จี๋หยิบออกมาเม็ดหนึ่ง อธิบายว่า "เดิมมีสิบสามเม็ด กินไปเม็ดหนึ่ง ฤทธิ์ยาใช้ได้"
พูดจบเขาก็ยัดยาใส่ปากคนขับ ไม่เปิดโอกาสให้ปฏิเสธ
ลมปราณกระตุ้นนิดเดียว คอคนขับเปิดกว้าง ยาเม็ดคืนพลังขนานเล็กจิ๋วไหลลงท้องรวดเดียว
แฟรงค์แม้จะเสียดาย แต่ก็มองด้วยความคาดหวัง เขาเข้าใจเจตนาของจางอู๋จี๋
สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น
ฤทธิ์ยากระจายตัวอย่างรวดเร็ว คนขับเจ็บปวดจนหน้าตาบิดเบี้ยว หลับตาแน่น กัดฟันกรอด เลือกที่จะอดทน
เพื่อจะมีชีวิตรอด เขาไม่มีทางเลือก
ไม่นานผิวหนังเขาก็แดงก่ำ เส้นเลือดปูดโปน
จางอู๋จี๋วางมือลงบนตัวคนขับ ส่งลมปราณเข้าไปช่วยนำทางฤทธิ์ยา
ยาเม็ดคืนพลังขนานเล็กหนึ่งเม็ดทำให้จางโซ่วที่มีร่างกายปานกลาง ทะลวงด่านหนังสมบูรณ์ได้ในรวดเดียว ฤทธิ์ยามหาศาลมาก
ต้องรู้ว่าตอนจางอู๋จี๋กินของเซ่นไหว้ครั้งแรก พลังปราณดั้งเดิมขั้นความสำเร็จเล็กน้อยก็แค่เกือบถึงขอบเขตด่านหนัง ยังไม่ทันทะลวงด่านหนังก็ยกเตียงพร้อมฟูกหนักเกือบร้อยชั่งได้ด้วยมือเดียว!
เห็นได้ชัดว่ายาเม็ดคืนพลังขนานเล็กหนึ่งเม็ดมีคุณค่าขนาดไหน
ต่อให้แบ่งเป็นหนึ่งในสิบสองส่วน ถ้าไม่มีลมปราณภายในนำทาง จุดจบของคนขับมีแต่ความตาย
ด้วยลมปราณมังกรพยัคฆ์จากฝ่ามือจางอู๋จี๋ บังคับควบคุมฤทธิ์ยาที่บ้าคลั่งให้ไหลเวียนตามชีพจรเริ่นตูของคนขับ
คนขับตัวสั่นเทิ้ม กล้ามเนื้อแขนขยายตัวเหมือนเป่าลม แขนเสื้อชุดทำงานฉีกขาด 'แคว่ก' กระดูกสันหลังลั่นกรอบแกรบเหมือนคั่วถั่ว ฤทธิ์ยาถูกเผาผลาญอย่างรวดเร็ว!
อ๊าก——
เสียงคำรามเหมือนสัตว์ป่าลอดผ่านลำคอออกมา ดวงตาเบิกโพลงเส้นเลือดฝอยขึ้นเต็มตา กำลังจะขยับตัวก็โดนจางอู๋จี๋ตบหน้าฉาดใหญ่
แรงกำลังดี มึนตึ๊บแต่สมองไม่กระทบกระเทือน
ลมปราณที่ส่งผ่านฝ่ามือไปทิ่มแทงจนคนขับเหงื่อกาฬแตกพลั่ก สติกลับคืนมาทันที อาการคลุ้มคลั่งเมื่อครู่หายวับ
"แค่ย่อยฤทธิ์ยา ทำซะเหมือนกลายพันธุ์..."
จางอู๋จี๋เบ้ปาก ส่งสัญญาณให้แฟรงค์
"มีไพ่หรือของโลหะชิ้นเล็กๆ ไหม ให้ลองดูผลลัพธ์หน่อย"
แฟรงค์ได้สติจากความตกตะลึง รีบควานหาไพ่สำรับใหม่เอี่ยมออกมาจากรถ
จางอู๋จี๋สั่งให้คนขับฉีกมัน
คนขับที่เมื่อสิบนาทีก่อนยังเป็นคนธรรมดา รับไพ่ไป ฉีกทั้งกล่องขาดครึ่งอย่างง่ายดาย
แรงขนาดนี้ในโลกความจริงใช่ว่าจะไม่มี คนทั่วไปอาจมองว่าธรรมดา
แต่ภาพนี้ในสายตาแฟรงค์กลับน่าตื่นตะลึง เพราะเขาเห็นกับตาว่าคนขับเปลี่ยนจากคนธรรมดามาถึงจุดนี้ได้ยังไง!
จางอู๋จี๋ไม่ลีลา โยนยาที่เหลือให้แฟรงค์
"ฉันไม่รู้ว่าพวกนายจะกินยังไง หรือเอาไปละลายน้ำแล้วฤทธิ์ยาจะลดลงไหม ตัดสินใจกันเอาเอง"
"แต่ฉันให้บริการแบบเมื่อกี้ได้ ใช้พลังของฉันช่วยย่อยยา แน่นอนว่าไม่ฟรี"
"เอาล่ะ เสนอราคามา"
วิธีอยู่ร่วมกันที่ดีที่สุดระหว่างคนหรือองค์กร คือต่างฝ่ายต่างมีความต้องการ
มีความต้องการ ถึงมีการติดต่อ เพราะมีการติดต่อ ความสัมพันธ์ถึงจะแน่นแฟ้น
ไม่ใช่ซื้อขายครั้งเดียวจบ
ข้อมูลในคำพูดนี้มีไม่น้อย แฟรงค์ครุ่นคิดอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะให้คำตอบที่ค่อนข้างระมัดระวัง
"จริงๆ แล้วตอนของวิเศษแบบนี้เพิ่งปรากฏ ราคาเคยพุ่งไปถึงร้อยล้านดอลลาร์! เพราะสำหรับประเทศมหาอำนาจทางเหนือ ดอลลาร์ก็แค่กระดาษที่พิมพ์ออกมาได้เรื่อยๆ"
"แต่การไหลย้อนกลับของพลังเหนือธรรมชาติเกิดขึ้นมาระยะหนึ่งแล้ว ยาพวกนี้ไม่ได้หายากขนาดนั้น แต่ละประเทศก็เริ่มร่วมมือกันคุมราคาไม่ให้เฟ้อ องค์กรเราก็ได้มาไม่น้อย ถ้าความเข้มข้นแค่นี้ ราคาอาจจะต่ำหน่อย ผมประเมินว่าเม็ดละประมาณหนึ่งแสนห้าหมื่นดอลลาร์..."
จางอู๋จี๋เลิกคิ้ว ในใจทอดถอนใจ
ดูสิ นี่พูดภาษาคนเหรอ?
เม็ดละแสนห้าดอลลาร์ ยังกล้าบอกว่าราคาต่ำ...
ขนาดจางอู๋จี๋ที่ผ่านอะไรมาเยอะยังรู้สึกว่าองค์กรรวยล้นฟ้า
แก๊งระดับกลางประจำเมืองอย่างฮวน จ่ายค่าจ้างทีเดียวสองแสนดอลลาร์
ตอนนี้เขาหยิบยาเม็ดคืนพลังขนานเล็กออกมาเม็ดเดียวก็ปาเข้าไปล้านแปดแสนดอลลาร์!
ปืนลูกโม่ในตลาดมืดกระบอกละร้อยกว่าดอลลาร์ เอาไปโลกบำเพ็ญเพียรอย่าว่าแต่ขายให้ตระกูลหลินเลย แค่ราคาตลาดก็แพงกว่าหน้าไม้กลเจาะทัพ อย่างน้อยก็ข้าววิญญาณหนึ่งกระสอบ!
ข้าววิญญาณหนึ่งกระสอบราคาหนึ่งหินวิญญาณ ส่วนยาคืนพลังขนานเล็กเม็ดละครึ่งหินวิญญาณ สรุปคือปืนลูกโม่หนึ่งกระบอก มีค่าเท่ายาคืนพลังขนานเล็กสองเม็ด
หมุนเวียนของสองโลก ร้อยดอลลาร์เปลี่ยนเป็นสามล้านหกแสนดอลลาร์...
หาทั่วโลกก็คงไม่มีกำไรที่ไหนงามขนาดนี้!
จุ๊ๆๆ...
ความคิดพวกนี้แล่นผ่านหัวจางอู๋จี๋ แต่พอลองคิดดูดีๆ ก็สมเหตุสมผล
ไม่ต้องใช้ความพยายามอะไร แค่แสนห้าดอลลาร์ บวกค่าแรงจางอู๋จี๋อีกนิดหน่อย
เปลี่ยนจากศูนย์เป็นยอดมนุษย์กล้ามโต โดยหัวไม่ล้าน ไม่มีผลข้างเคียง
ถ้าเป็นโลกที่ไม่มีพลังเหนือธรรมชาติ มีแค่เขาขายคนเดียว เม็ดเดียวขายหลายสิบล้านหรือเป็นร้อยล้านดอลลาร์ก็คงไม่มีปัญหา
เงินสำหรับเศรษฐีพวกนั้นก็แค่ตัวเลข
คิดได้ดังนั้น จางอู๋จี๋ยิ่งร้อนใจ
ปืนลูกโม่ยังขนาดนี้ ถ้าเป็นปืนกลมือ ปืนไรเฟิลที่มีอานุภาพรุนแรงกว่า กระสุนที่เจาะเกราะลมปราณจอมยุทธ์เซียนเทียนด่านต้นได้ จะขายได้ราคาดีแค่ไหน?
ยิ่งถ้าเป็นระเบิดมือ หรือ RPG ที่น่าจะเจาะเกราะจางอู๋จี๋ได้ ทำอันตรายปรมาจารย์สำนักที่หลบไม่ทันได้ มูลค่าน่าจะถึงหินวิญญาณหลักสิบก้อน?
แน่นอนว่าเขาทำได้แค่ประทานอาวุธลงไป ส่วนหินวิญญาณและยาที่จางโซ่วแลกมาส่งตรงถึงเขาไม่ได้ ต้องผ่านกระบวนการค่าธูปเทียน
แต่จางโซ่วเก่งขึ้น ก็เท่ากับเขาเก่งขึ้น แถมยังถวายยาวิเศษ อาวุธและวิชาที่ทรงพลังกว่าเดิมเข้าสมุดบันทึกของเซ่นไหว้ได้อีก ใครจะปฏิเสธเรื่องดีๆ แบบนี้ลง!