- หน้าแรก
- มรรคาวิถีกระสุนดินดำ
- บทที่ 23 ค่าธูปเทียน
บทที่ 23 ค่าธูปเทียน
บทที่ 23 ค่าธูปเทียน
ความสำเร็จในวิชากลไกของตระกูลหลินนั้นโดดเด่นเป็นหนึ่งในแถบทะเลสาบเมฆาและพื้นที่โดยรอบอย่างแท้จริง อาวุธลับสำหรับให้ลูกหลานปุถุชนพกไว้ป้องกันตัวมีนับไม่ถ้วน สำหรับผู้บำเพ็ญเพียรยิ่งสามารถควบคุมหุ่นเชิดไม้ หุ่นเชิดไร้ชีวิตเพียงตัวเดียวก็เทียบเท่าจอมยุทธ์ขั้นเซียนเทียนที่ฝึกฝนมาหลายสิบปี เป็นการประกาศก้องถึงช่องว่างระหว่างเซียนและปุถุชน
แม้แต่จางโซ่วที่เป็นแค่เด็กฝึกงานที่เพิ่งเริ่มต้น ก็ยังมองเห็นช่องว่างมหาศาลดั่งหุบเหวนั้น เป็นเหตุให้จิตใจพลันหนักอึ้ง
บรรพชนมีฉายาว่าเทพเจ้าแห่งสมบัติ ห้าวหาญเกรียงไกรปานนั้น ไฉนมาถึงรุ่นข้ากลับไม่เห็นแววพรสวรรค์ด้านกลไกแม้แต่น้อย?
เขาข่มความฟุ้งซ่านลง จางโซ่วจำต้องก้มหน้าก้มตาฝึกฝนทักษะต่อไปตามแบบแผน
รองเท้าฟางเสียดสีกับพื้นอิฐที่ร้อนระอุ ทันทีที่เดินมาถึงแท่นตีเหล็กเพื่อเลือกเหล็กธรรมดา หนังคอจางโซ่วกลับตึงเขม็ง
ระดับวรยุทธ์เซียนเทียนช่วงกลางทำให้เขาสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่า บนหอสูงมีสายตาหลายคู่จ้องมองแผ่นหลังเขาอย่างเย็นชา
ม่านบนหอสังเกตการณ์ขยับไหวเล็กน้อย ชุดคลุมสีดำปักลายดาวเงินของหลินซูหย่งสะท้อนภาพใบหน้าแดงก่ำของเหล่าช่างตีเหล็กเบื้องล่าง
"รายที่สามสิบแปดแล้ว ปากแข็งเหมือนเดิม"
ศิษย์ข้างกายถ่มน้ำลายอย่างรังเกียจ อีกคนหมุนเล่นแม่กุญแจกลไกในมือพลางเอ่ยสนับสนุน
"แต่ละคนต่างถือดีในวิชาลับประจำตระกูล คิดว่าตนเป็นหนึ่งในใต้หล้า อยู่บ้านป่าเมืองเถื่อนก็เป็นถึงปรมาจารย์ผู้หยิ่งผยอง กบในกะลาจะไปรู้ความสูงของท้องฟ้าได้อย่างไร?"
มุมปากหลินซูหย่งประดับรอยยิ้มเย็นชา ส่วนหลินซูอี้ น้องชายต่างมารดาที่เป็นลูกเมียน้อย เลือดผสมระหว่างเซียนกับคนธรรมดา แต่กลับมีรากวิญญาณ ซ้ำยังเป็นรากวิญญาณระดับกลาง เรื่องนี้เป็นหนามยอกอกเขามาตลอด ทว่าความรู้สึกที่ได้มองเหยียดพวกมดปลวกเบื้องล่างในยามนี้ช่วยคลายความอัดอั้นในใจเขาได้บ้าง
"จับตาดูเจ้านักบู๊นั่นไว้"
เขาเชิดคางชี้ไปทางจางโซ่ว
"น้องชายข้าขี้ระแวง สงสัยมาตลอดว่าต้นตอของหน้าไม้กลไกเทพมาจากคู่ศิษย์อาจารย์นักบู๊คู่นี้"
"จะลองเชิงมันอีกสักรอบไหมขอรับ?"
"ลองมาตั้งกี่รอบแล้ว นี่ก็เกือบสามเดือนแล้ว หมายังดูออกเลยว่าเป็นพันธุ์อะไร หน้าไม้นั่นคู่ศิษย์อาจารย์นี้คงเหยียบขี้หมาโชคดีเก็บได้กระมัง..."
ศิษย์สองคนหุบปากฉับ เมื่อเผชิญสายตาของหลินซูหย่ง พวกเขาต่างไม่กล้าสอดปากอีก รีบก้มหัวรับคำเป็นพัลวัน
หลินซูหย่งยังคงสีหน้าเย็นชา สายตาจับจ้องไปที่การกระทำของจางโซ่ว
มองดูจางโซ่วที่กำลังตีเหล็กก้อน กล้ามเนื้อภายใต้ชุดผ้าฝ้ายเนื้อหยาบปูดโปน ทว่าไม่อาจปกปิดท่าทีเก้ๆ กังๆ ของมือใหม่ได้
หลินซูอี้เคยกำชับไว้ ให้ใช้เณรผู้นี้ผูกไมตรีกับกวงฮุ่ย
จากการหยั่งเชิง ตระกูลหลินพบว่ากวงฮุ่ยมีความสนใจในวิชากลไกเพียงแค่ระดับงานอดิเรก ฝีมือยังด้อยกว่าช่างเฒ่าแซ่ติงที่เพิ่งพ่ายแพ้ไปเสียอีก
หลินซูอี้จึงเปลี่ยนเป้าหมายมาที่จางโซ่ว พยายามตรวจสอบว่าหน้าไม้กลไกเทพเป็นผลงานการตีของเขาหรือไม่
สำหรับข้อสันนิษฐานของน้องชายผู้นี้ หลินซูหย่งกลับไม่ยี่หระ
"สามเดือน ประกอบกลไกพื้นฐานยังผิดถึงสามครั้ง... ไม่น่าใช่เขาหรอก"
น่าเสียดายยาเม็ดคืนพลังขนานใหญ่พวกนั้นจริงๆ หินวิญญาณตั้งสิบห้าก้อน ดันเอาไปให้คนธรรมดา... สิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ!
ตึก
ได้ยินเสียงฝีเท้า ร่างของหลินซูหย่งสั่นไหว หางตาเหลือบเห็นชุดคลุมสีดำแบบเดียวกันเดินเข้ามา
หันไปมอง เป็นหลินซูอี้ผู้มีใบหน้าหล่อเหลาองอาจ ผึ่งผาย
"น้องสาม..."
หลินซูอี้ยืนบนหอสังเกตการณ์ สายตาจับจ้องไปที่แท่งเหล็กที่จางโซ่วกำลังตีอย่างชัดเจน
"สังเกตการณ์ไปถึงไหนแล้ว?"
หลินซูหย่งที่ถูกเมินทำหน้ามืดครึ้ม กอดอกเบ้ปาก
"คนในตระกูลเราสุ่มมาสักคนยังมีพรสวรรค์มากกว่ามัน"
ทว่าหลินซูอี้จ้องเขม็งไปที่ทั่งตีเหล็กตรงหน้าจางโซ่ว ทุกค้อนที่ทุบลงไป แท่งเหล็กยืดขยายสม่ำเสมอ จุดตกแม่นยำไม่ผิดเพี้ยน
แถมยังมีลมปราณพ่นออกมา ควบแน่นจนเกือบเป็นรูปธรรม
จอมยุทธ์สามด่านใช้เวลาสามเดือนทะลวงถึงเซียนเทียนช่วงกลาง...
โครงสร้างกระดูกชั้นเลิศ!
น่าเสียดาย...
ประกายในดวงตาที่เพิ่งจุดติดพลันดับวูบลง
วิถียุทธ์เป็นเพียงวิถีของปุถุชน เซียนเทียนช่วงกลางแล้วอย่างไร ต่อให้สมบูรณ์ก็เทียบได้เพียงปราณครรภ์ขั้นที่สาม
ใช้เวลาทั้งชีวิตหากโชคดีทะลวงถึงปรมาจารย์สำนัก สร้าง ‘เจตจำนงแห่งยุทธ์’ ขึ้นมา ก็เพียงพอสังหารปราณครรภ์ขั้นที่สี่ในระยะประชิดได้ พอถูไถเทียบเท่าปราณครรภ์ขั้นที่ห้า
ทว่าผู้บำเพ็ญเพียรปราณครรภ์ขั้นที่ห้าสามารถสร้างญาณหยั่งรู้ได้ นับแต่นั้นจอมยุทธ์ก็ไร้หนทางชนะ
และปราณครรภ์ก็เป็นเพียงขั้นเริ่มต้นของผู้บำเพ็ญเพียร ปราณครรภ์ขั้นที่หกสมบูรณ์ ดูดซับพลังวิญญาณเข้าสู่ขั้นกลั่นลมปราณ ขั้นกลั่นลมปราณตบฝ่ามือเดียวปรมาจารย์สำนักก็ดับดิ้น
กลั่นลมปราณขั้นที่สิบสมบูรณ์แล้วต่อไปยังมีขั้นสร้างรากฐาน ต่อไปยังมีตำหนักม่วง แก่นทองคำ ไปจนถึงปฐมวิญญาณ
วิถียุทธ์ เป็นเพียงทางสายเล็กๆ เท่านั้น
หลินซูอี้ส่ายหน้า สามเดือนมานี้การแกะโครงสร้างย้อนกลับของหน้าไม้กลไกเทพใกล้เสร็จสมบูรณ์แล้ว ในเมื่อกวงฮุ่ยกับจางโซ่วไม่ใช่ผู้สร้าง ก็ถือว่าหมดประโยชน์ ไม่จำเป็นต้องใส่ใจอีก
คลื่นสัตว์อสูรกำลังใกล้เข้ามา ตระกูลหลินขาดแคลนยอดฝีมือด้านกลไกที่จะมาช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้รากฐานร้อยปีของตระกูล ส่วนจอมยุทธ์ขั้นเซียนเทียนใช้ยาเม็ดคืนพลังขนานเล็กเร่งสร้างเอาก็ได้
"คลื่นสัตว์อสูรใกล้มาถึง หอนี้ไม่ต้องให้เจ้าเฝ้าแล้ว ถึงเวลาตามข้ากลับไป ตบะเจ้าหย่อนยานเกินไปแล้ว"
หลินซูหย่งก้มหน้า ขบกรามจนนูน ทว่ายังไม่ทันได้ตอบ หลินซูอี้กลับทิ้งคำพูดไว้แล้วหันหลังเดินจากไป
สำหรับเขา นี่คือการแจ้งให้ทราบ ไม่ใช่การหารือ
จางโซ่วหารู้ถึงเหตุการณ์บนหอสังเกตการณ์ไม่ เมื่อรู้สึกว่าสายตาที่จับจ้องหายไป จิตใจก็ผ่อนคลายลง ตีเหล็กต่อไป
ไม่รู้ว่าพิธีกราบไหว้ครั้งนี้จะได้รับพรจากบรรพชนหรือไม่ หากวิชากลไกไม่ก้าวหน้า ปืนลูกปรายและหน้าไม้กลไกที่ประทานให้มาก่อนหน้านี้คงยากจะนำออกมาใช้!
......
จางอู๋จี๋นอกหน้าจอรับรู้ถึงความกังวลของทายาท ดูค่าธูปเทียนแล้วก็พอมีแนวทางคร่าวๆ
เมื่อเขาเร่งเวลา ระหว่างนั้นมีการกราบไหว้เล็กๆ สองครั้ง รวมกับความศรัทธาประจำวันของจางโซ่ว เบ็ดเสร็จแล้วค่าธูปเทียนพุ่งทะลุหลักพัน
พอแตะสี่หลัก ค่าธูปเทียนเริ่มเกิดการเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง คราวนี้ไม่มีฟังก์ชันใหม่ปลดล็อก แต่ขอบเขตการได้มาดูกว้างขวางขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
【ลูกหลานตระกูลจางทะลวงสู่วิถียุทธ์ขั้นเซียนเทียนเป็นคนแรก พลังยุทธ์เปี่ยมล้น ค่าธูปเทียน +1000!】
【จางโซ่วทะลวงขั้นเซียนเทียนช่วงกลางในรวดเดียว น่ายินปรีดา ค่าธูปเทียน +100!】
ทว่าต่อให้รวมลาภลอยเหล่านี้ ก็ยังห่างไกลจากพรสวรรค์ขั้นพื้นฐานอีกตั้งแปดพัน
หากไม่รีบให้จางโซ่วได้รับพรสวรรค์ คลังแสงที่ประทานให้ก็ยากจะนำออกมาใช้งาน
เว้นเสียแต่จะแอบใช้เป็นการส่วนตัว ไม่ให้คนนอกเห็น
จางอู๋จี๋ขบคิดอยู่นาน สุดท้ายก็เลือกที่จะปล่อยวาง
เรื่องราวเมื่อถึงเวลาย่อมมีทางออกเอง ไม่ใช่ว่าต้องรีบขอพรเดี๋ยวนี้ถึงจะผ่านวิกฤตไปได้เสียหน่อย
นอกจากค่าธูปเทียน จากการกราบไหว้หลายครั้ง จางอู๋จี๋ยังสรุปปัจจัยที่มีผลต่อค่าธูปเทียนได้บ้างแล้ว
ประการแรกย่อมเป็นเวลา ยิ่งทิ้งช่วงนาน ค่าธูปเทียนยิ่งมาก
ประการที่สองคือความแข็งแกร่งของผู้กราบไหว้ เมื่อจางโซ่วเข้าสู่ด่านเลือด จนถึงขั้นสมบูรณ์ ค่าธูปเทียนก็เพิ่มขึ้นอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย
ประการที่สามน่าจะเป็นจำนวนคน ต้องรอจางโซ่วลงเขาไปหาภรรยา
หากจนปัญญาจริงๆ ก็ให้จางโซ่วหาภรรยาคนธรรมดามีลูกสืบสกุล ภายใต้การเร่งเวลา ย่อมสามารถได้รับค่าธูปเทียนมหาศาลอย่างรวดเร็ว อย่างไรเขาก็รอได้
นอกจากความเปลี่ยนแปลงของค่าธูปเทียน ยังมีเรื่องของเซ่นไหว้
การเสริมพลังจากของเซ่นไหว้สัมพันธ์กับวิชาหลักและวรยุทธ์ ไม่ใช่เพียงระดับพลัง
พลังปราณดั้งเดิมขั้นสมบูรณ์ ก็คือโฮ่วเทียนสมบูรณ์ ก่อนจางโซ่วทะลวงขั้นเซียนเทียน การกราบไหว้สองครั้ง นอกจากฝ่ามือผ่าศิลาที่ฝึกจนเชี่ยวชาญ มันได้รับการเสริมพลังเป็นขั้นสมบูรณ์ให้จางอู๋จี๋กินแล้ว
การกราบไหว้ครั้งอื่นไม่มีของเซ่นไหว้ที่ได้รับการเสริมพลังอีก นอกจากค่าธูปเทียน จางอู๋จี๋ก็ไม่ได้อะไรติดมือเลย
ไม่รู้ว่าคราวนี้จางโซ่วขั้นเซียนเทียนช่วงกลาง จะสร้างค่าธูปเทียนได้เท่าไหร่...
และกายาทองคำมังกรพยัคฆ์ขั้นต้น เมื่อเสริมพลังเป็นขั้นความสำเร็จเล็กน้อย จะเทียบเท่าระดับใดกัน...